
ฎีกาใหม่น่าสนใจ
๒๕๒/๒๕๔๔ ภูมิลำเนานิติบุคคล
จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานของจำเลยในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ซึ่งหากนับถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นเวลาห่างกันเกือบ 1 ปี แต่จำเลยไม่แจ้งเรื่องการย้ายภูมิลำเนาให้ศาลหรือโจทก์ทราบแต่อย่างใด พฤติการณ์บ่งชี้ให้เข้าใจได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะปกปิดภูมิลำเนาของตน เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี อย่างไรก็ตาม น.ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยเบิกความในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า น. มีภูมิลำเนาตามฟ้องซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของจำเลย ซึ่งแสดงว่า น. ยังคงทำงานอยู่ที่สำนักงานแห่งเดิมของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีที่ตั้งที่ทำการหลายแห่งและมีภูมิลำเนาตามฟ้องด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๙ การที่พนักงานเดินหมายนำคำบังคับไปปิดไว้ที่อาคารซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิม จึงเป็นการส่งหมายโดยชอบแล้ว
๘๓๐๔/๒๕๔๔ เขตอำนาจศาล
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับชำระหนี้ตามเช็คอันมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหุ้นในบริษัท ก.ตั้งอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ส่วนจำเลยให้การว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันการติดตามหนี้ของบริษัท ก. จึงเห็นได้ว่าเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิเป็นหนี้เกี่ยวกับกิจการของบริษัท ก. ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นศาลมูลคดีเกิดด้วยศาลหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานี
๒๐๐/๒๕๔๔ ลักทรัพย์
จำเลยขายรถยนต์และเครื่องนวดข้าวให้โจทก์ โจทก์ชำระเงินแล้วบางส่วนและยังค้างชำระส่วนที่เหลือ หลังจากนั้น 7 เดือนเศษจำเลยกับพวกไปหาโจทก์ที่บ้านแต่ไม่พบ แต่ได้บอกภริยาบุตรและน้องชายโจทก์ว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป แล้วได้ยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลยเพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบ ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยเจตนาให้โจทก์ลูกหนี้ใช้หนี้ค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระเท่านั้น หาได้มีเจตนาลักเอาโดยทุจริตไม่
๘๖๔/๒๕๔๑ อายุความ
แม้โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์
แต่การที่โจทก์ให้บริการแก่สมาชิกซึ่งทำให้สมาชิกสามารถใช้บัตรที่โจทก์ออกให้ไปใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการได้โดยไม่ต้องนำเงินสดไปชำระในทันที
มีลักษณะเป็นกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก
โดยโจทก์เรียกค่าธรรมเนียมจากสมาชิกด้วย
จึงเป็นการประกอบธุรกิจรับทำการต่างๆแก่สมาชิก
เมื่อโจทก์ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ไปแล้วมาเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในภายหลัง
จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการธุรกิจในการรับทำการงานต่างๆเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไปตาม
ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๓/๓๔(๗)
การฟ้องเรียกเงินทดรองของโจทก์จึงมีอายุความ
๒ ปี
โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยขอยกเลิกการเป็นสมาชิกบัตรตั้งแต่วันที่
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๔
พร้อมทั้งให้จำเลยชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตร
ดังนี้
อย่างช้าที่สุดจะครบกำหนดอายุความในวันที่
๒๓ พฤษภาคม ๒๕๓๖
แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๙
จึงขาดอายุความ
การรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงต้องกระทำก่อนที่จะขาดอายุความ
จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนภายหลังจากการขาดอายุความแล้ว
จึงไม่เป็นการรับสภาพหนี้อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
การชำระหนี้ภายหลังขาดอายุความดังกล่าวมีผลเพียงแต่ทำให้ลูกหนี้เรียกเงินที่ชำระไปคืนไม่ได้ตาม
ป.พ.พ.มาตรา ๑๙๓/๒๘ วรรคหนึ่ง
เท่านั้น
๓๙๙๔/๒๕๔๐
แม้สัญญากู้ยืมที่ ป. ลูกหนี้ทำไว้กับโจทก์ยังไม่ถึงกำหนดชำระ แต่ ป. ถึงแก่ความตายเสียก่อน โจทก์ผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 1 ปี นับแต่เมื่อโจทก์รู้ถึงความตายของ ป. ตามมาตรา 1754 วรรคสาม เพราะสิทธิเรียกร้องของโจทก์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อ ป.ถึงแก่ความตาย หากรอจนถึงหนี้กำหนดชำระ อายุความ 1 ปี อาจจะล่วงพ้นไปแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับให้ชำระได้แม้หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ และฟ้องได้โดยไม่ต้องทวงถามแม้สัญญาจะระบุว่าต้องทวงถามก่อน
๔๐๗๓/๒๕๔๕ ปลอมเอกสารราชการ
ความผิดฐานปลอมเอกสารตาม ป.อ. มาตรา 264 ได้แยกการกระทำเป็น 2 ประการ คือการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดประการหนึ่ง และการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริงอีกประการหนึ่ง การทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดไม่จำต้องกระทำลงในเอกสารที่แท้จริง ต่างไปจากการเติมหรือตัดทอนข้อความหรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ซึ่งต้องกระทำในเอกสารที่แท้จริงเท่านั้นจึงจะเป็นความผิด จำเลยที่ 1 ถ่ายสำเนารายการจดทะเบียนรถจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการ แล้วจำเลยที่ 1 แก้ไขรายการในช่องผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าสำเนาดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับ และน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้แก้ไขรายการจดทะเบียนในเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการตาม ป.อ.มาตรา 265 แล้ว
๒๓๕๖/๒๕๔๕ ดอกผลนิตินัย
การพิจารณาว่าเงินที่เจ้าหนี้เรียกร้องจากลูกหนี้เป็นดอกเบี้ยอันเป็นดอกผลนิตินัย
หรือเบี้ยปรับย่อมขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าเจ้าหนี้เรียกเอาเงินนั้นโดยอาศัยเหตุใด
หากเจ้าหนี้ใช้สิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นหรือต่ำลงจากที่กำหนดในสัญญาโดยมิได้คำนึงว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดหรือไม่
ย่อมเป็นดอกเบี้ยอันเป็นดอกผลนิตินัยตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๘ วรรคสาม
ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับตามอัตราที่เปลี่ยนแปลง
ศาลจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงกว่านั้นไม่ได้
แต่ถ้าอาศัยข้อสัญญาที่ให้สิทธิแก่เจ้าหนี้เรียกเอาจากลูกหนี้
เนื่องจากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้
ย่อมเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้
และเป็นเบี้ยปรับตามมาตรา ๓๗๙
ซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามมาตรา ๓๘๓
สัญญากู้เงินระบุว่า
ในกรณีที่ผู้กู้ไม่ชำระเงินกู้และดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกำหนดในสัญญาผู้กู้ตกลงเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ
๒๑ ต่อปี ของต้นเงินที่ผิดนัด
และเอกสารแสดงรายการชำระหนี้มีข้อความในตอนหมายเหตุว่า
เริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ ๒๑ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป
แสดงว่าโจทก์อาศัยสิทธิตามสัญญากู้เงินเรียกให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑
ต่อปี เนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ ดังนี้
แม้จะระบุว่าเงินดังกล่าวเป็นดอกเบี้ย
แต่ก็เป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้
จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๙