จาก กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๙

 

 

 

เสรีไทยเป็นขบวนการใหญ่ แต่นอกจากจะเป็นขบวนการใหญ่แล้ว เสรีไทยยังเป็นขบวนการที่มีลักษณะปิดลับด้วย จึงออกจะยุ่งยากอยู่มากที่จะตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับขบวนการนี้ให้ครอบคลุมในระดับภาพรวมได้

 

กล่าวอย่างคร่าวๆ ประวัติศาสตร์ของเสรีไทยรวมศูนย์อยู่ที่ภารกิจใหญ่ๆ สองประการ

 

ประการแรกคือ การต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ประการที่สองคือ การปกป้องมิให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศผู้แพ้ เมื่อสงครามโลกสุดสิ้น

 

ประวัติศาสตร์ของเสรีไทยในส่วนของการต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น รวมศูนย์อยู่ที่ความเชื่อว่า ทันทีที่ญี่ปุ่นยกทัพขึ้นประเทศไทย คนไทย (ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ) ได้กระทำการต่อต้านญี่ปุ่นด้วยวิธีต่างๆ คนเหล่านี้ได้รวมตัวและมีการประสานงานกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอยู่ในวิสัยที่จะจัดระบบให้การต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ในรูปขบวนเดียวกันได้ในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2483

 

ประวัติศาสตร์ของเสรีไทยในส่วนของการปกป้องมิให้ประเทศอยู่ในสถานะผู้แพ้สงครามรวมศูนย์อยู่ที่บทบาทและมาตรการทางการทูตที่ ท่านปรีดี พนมยงค์ และคนใกล้ชิดของท่าน ได้กระทำเพื่อให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเห็นว่า การประกาศสงครามของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะ รวมทั้งพิสูจน์ให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเห็นว่าไทยได้กระทำการต่อต้านญี่ปุ่น

และสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรมาโดยตลอด

 

ร.อ.สุภัทร สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ระบุว่า เสรีไทยกำเนินขึ้นทันทีที่ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย "เช้าตรู่ของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ประชาชนผู้รักชาติประกอบด้วยทหาร, ยุวชนทหาร, ลูกเสือ, ตำรวจ และคนไทยผู้รักชาติ อาสาลุกขึ้นต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นผู้รุกรานตลอดแนวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ไชยา, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา และปัตตานี

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของประเทศในครั้งนั้น คือจอมพล ป.พิบูลสงคราม มิได้ออกคำสั่งรบเลยแม้แต่คำเดียว" "นี่คือต้นกำเนิดของขบวนการเสรีไทยของบรรดาคนไทยผู้รักชาติทั้งหลาย"

 

ขณะเดียวกัน ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น บันทึกว่าในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม คนใกล้ชิดจำนวนหนึ่งก็พากันจัดการประชุมขึ้นที่บ้านท่าน "เพื่อนหลายคนที่มาคอยอยู่ อาทิ หลวงบรรณกรโกวิท (เปาว์ จักกะพาก), นายสงวน ตุลารักษ์, นายจำกัด พลางกูร, นายวิจิตร ลุลิตานนท์, นายเตียง ศิริขันธุ์, นายถวิล อุตล, ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ (หลวงเดชาติวงศ์วราวัฒน์) ได้ตกลงจัดตั้งองค์กรต่อต้านญี่ปุ่นขึ้น ประกอบด้วยคนไทยที่รักชาติทุกชนชั้นวรรณะ ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ แล้วมอบให้ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้ากำหนดแผนปฏิบัติงานต่อไป"

 

แต่เสรีไทยในต่างแดนกลับอยู่ในสภาพตรงกันข้าม กล่าวคือ กว่าคนไทยในอังกฤษจะรวมตัวสำเร็จ ก็ล่วงไปถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2485 หรือหลังจากญี่ปุ่นยกพลขึ้นประเทศไทยครึ่งปี

 

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ นักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน เล่าเหตุการณ์นี้เอาไว้ว่า

 

"การเคลื่อนไหวด้านนักเรียนเกิดที่เคมบริดจ์เป็นแห่งแรก เสนาะ ตันบุญยืน, เสนาะ นิลกำแหง, สว่าง สามโกเศศ สามสหายเป็นผู้เริ่มวิ่งเต้นหาผู้นั้นผู้นี้มาเป็นหัวหน้าเสรีไทยอังกฤษ เสนาะ ตันบุญยืน เขียนจดหมายถึงม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ขอเชิญท่านไปอังกฤษ แต่ท่านตอบมาว่า จะส่งผู้แทนที่เหมาะสมมาดำเนินการตามความประสงค์ของพวกเรา" "ผู้แทนที่ท่านส่งมาคือนายมณี สาณะเสน คณะเสรีไทยในเคมบริดจ์ลงมติให้เสนาะ ตันบุญยืน กับข้าพเจ้า เป็นผู้ติดต่อนายมณีที่ลอนดอน ขณะนั้นล่วงเข้ามาเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม 2485"

 

ส่วนเสรีไทยในสหรัฐนั้น ก่อตัวในเวลาใกล้กัน ดังที่ คุณหญิงจินตนา ยศสุนทร ระบุว่า "เดือนพฤษภาคม 2485 สถานทูตได้เรียกนักศึกษาชายประมาณ 30 คน แจ้งให้ทราบว่า มีงานต้องการอาสาสมัคร ทราบภายหลังว่า คืองานประเภทแนวที่ 5 สร้างสายการติดต่อระหว่างคนไทยที่ต่อต้านญี่ปุ่น หรือสายของสหรัฐอเมริกากับหน่วยงานนอกประเทศ"

 

เสรีไทยในต่างแดนพิเศษกว่าเสรีไทยในประเทศไทย ตรงที่ได้รับความช่วยเหลือในรูปต่างจากฝ่ายสัมพันธมิตรมาแต่ต้น ดังที่ ร.อ. สุภัทร ระบุว่าเสรีไทยในสหรัฐได้ความสนับสนุนจากสำนักยุทธศาสตร์บริการ (Office of Strategic Services) ของสหรัฐ ส่วนเสรีไทยในอังกฤษได้รับความสนับสนุนช่วยเหลือจากกองทัพ 36 แห่งกองบัญชาการเอเชียอาคเนย์ของอังกฤษ

 

แต่ค่าใช้จ่ายของเสรีไทยมาจากการระดมทุนในประเทศไทยเองด้วย ดังที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ชี้แจงในเอกสาร 'ค่าใช้จ่ายของเสรีไทย' ว่า ระหว่างธันวาคม 2484 ถึงสิงหาคม 2489 ขบวนการต่อต้านของไทยมีรายรับจากค่ารับรองตำแหน่งผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กับค่ารับรองประจำตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ในส่วนของท่าน), เงินบริจาคของผู้รับชาติจำนวนหนึ่ง และเงินส่วนตัวของเสรีไทยแต่คนที่ปฏิบัติการ อาทิ นายจำกัด พลางกูร

 

เสรีไทยและความร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร

 

ถึงจุดนี้ ปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องการเงินหรือความสนับสนุนจากต่างประเทศก็คือ เสรีไทยที่อยู่ในประเทศไทย กับเสรีไทยที่กระจัดกระจายในประเทศต่างๆ จะติดต่อสื่อสารกันได้อย่างไร

 

พล.อ.อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น ให้การต่อคณะกรรมการพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2488 ว่า ทันทีที่จอมพลป. ประกาศสงครามร่วมกับฝ่ายอักษะ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485

 

"ข้าฯได้ทำการติดต่อกับชาวต่างประเทศ มีอังกฤษ-อเมริกา ซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทยและคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อทราบว่า การที่ประเทศไทยยินยอมให้ญี่ปุ่นผ่าน ทำสัญญาร่วมรบร่วมรุกกับญี่ปุ่นก็ดี และประกาศสงครามกับอังกฤษ-อเมริกา ว่าจะมีความรู้สึกความเห็นประการใดบ้าง"

 

ในคำให้การต่อกรรมการชุดเดียวกันในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2489 ท่านได้เปิดเผยว่า "ต่อแต่นั้นมาคงจะมีการสื่อสารส่งข่าวคราวแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นแก่กันอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้นายปรีดี พนมยงค์ จึงส่งนายจำกัด พลางกูร ออกประเทศไทยทางภาคอีสานไปประเทศจีนเพื่อนำความเห็นและความร่วมมือจากฝ่ายอังกฤษ-อเมริกา และจีนต่อไป

หากแต่ผู้นี้ได้ป่วยและถึงแก่กรรมที่ประเทศจีนเสีย การติดต่อซึ่งกันและกัน จึงเป็นชะงักลงไปชั่วคราว"

 

"พ.ศ. 2486 นายปรีดี ได้จัดนายสงวน ตุลารักษ์, นายแดง คุณดิลก, นายวิบูลย์วงศ์, นายกระจ่าง ตุลารักษ์ เดินทางเพื่อไปทำการติดต่อแทนนายจำกัด พลางกูร เมื่อนายสงวนกับพวกเดินทางไปถึงจุงกิงและปรับความเข้าใจกับฝ่ายจีนเรียบร้อยแล้ว นายสงวนกับนายแดงได้เดินทางไปต่อไปยังอเมริกาและอังกฤษ แล้วจึงมาประจำอินเดีย เพื่อร่วมมือกับนักเรียนไทยที่มาจากอังกฤษและอเมริกา"

 

แต่กว่าที่การสื่อสารระหว่างขบวนการเสรีไทยภายในประเทศไทยกับขบวนการเสรีไทยในต่างประเทศจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ก็ล่วงไปอีกครึ่งปีเศษนับจากนั้น คือในช่วงกลาง พ.ศ. 2486

 

บันทึกของศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยืนยันความข้อนี้เป็นอย่างดี

 

"กลางปี พ.ศ. 2486 พอจะทราบว่า กองกำลังต่อต้านในประเทศไทยนั้นมีจริง เพราะมีผู้เดินทางออกจากประเทศไทยไปถึงเมืองจุงกิงและติดต่อกับผู้แทนฝ่ายสหประชาชาติแล้ว"

 

พระพิศาลสุขุมวิท ผู้ที่ท่านปรีดีส่งไปสหรัฐ เพื่อชี้แจงว่าไทยเป็นมิตรกับสัมพันธมิตรตลอดเวลา และหาทางขอความช่วยเหลือ เพื่อบูรณะประเทศยามสงครามเสร็จสิ้น บันทึกสิ่งที่เกิดหลังจากนั้นไว้ว่า "เมื่อขบวนการใต้ดินกับฝ่ายสัมพันธมิตรรู้จักว่าใครเป็นใคร ขั้นต่อไปก็ติดต่อสื่อสารทางวิทยุและกำหนดวิธีเดินทางเข้าออกประเทศไทยอย่างลับๆ สัมพันธมิตรส่งเจ้าหน้าที่หลายคนเป็นที่ปรึกษาการทำสงครามพลพรรคและประสานงาน แล้วเรียกขบวนการของเราว่า 'สยาม ราชาอาณาจักรใต้ดิน'"

 

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายสัมพันธมิตรก็กล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นไว้ว่า "ในช่วงที่ข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตร จากนั้นเป็นต้นมาเราก็ได้ติดต่อกันเป็นประจำ กองกำลังเสรีไทยที่รับการฝึกฝนในประเทศนี้ และได้ปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังบริติชที่ 3 กองกำลังที่ 136 และกองกำลังอเมริกันโอเอสเอส ถูกส่งไปโดยวิธีกระโดดร่มชูชีพเพื่อช่วยเขา บางคนถูกจับโดยคนของหลวงพิบูล แล้วถูกขังไว้เพื่อมิให้ญี่ปุ่นระแวงสงสัย" "พวกที่ถูกขังนั้นอยู่ในที่คุมขังเพียงในนาม พวกเขาพบกับหลวงประดิษฐ์อย่างลับๆ และตั้งสถานีวิทยุติดต่อกับกองกำลังของข้าพเจ้า"

 

ไม่แน่ชัดว่าสมาชิกขบวนการเสรีไทยจะเข้าสู่ประเทศไทยสำเร็จเป็นครั้งแรกในเวลาใด แต่ในบันทึกช่วยจำที่ศาสตราจารย์ Garold Laski มีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษขณะนั้น ระบุว่า นักศึกษาไทยสังกัดกองกำลัง 136

เข้าไทยเป็นครั้งแรกโดยเรือใต้น้ำในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2486 และในเดือนมีนาคม 2487 นักศึกษาชุดที่สองก็เข้ามาโดยการโดดร่มจนกระทั่งติดต่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และผู้นำคนอื่นๆ ได้ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487

 

เสรีไทยที่บันทึกฉบับนี้อ้างถึง น่าจะได้แก่ ดร.สวัสดิ์ ศรีสุข และ พัฒนพงศ์ รินตกุล ซึ่งสังกัดหน่วยข่าวกรองไอ.เอส.แอล.ดี แห่งกองทัพอังกฤษในขณะนั้น เมื่อท่านแรกระบุว่า "เย็นวันที่ 17 พฤศจิกายน 2486 ผมและพัฒนพงศ์ ลงเรือใต้น้ำของอังกฤษ ชื่อ เทมปลาร์ มาถึงเช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน 2486 กัปตันใช้กล้องตรวจเบื้องบนอยู่นานแล้วบอกว่า คืนนี้จะส่งขึ้นที่นั่น อ่านชื่อดูแล้วไม่รู้ว่าชื่อภาษาไทยอะไรแน่ จำได้อย่างเดียวว่าอยู่ใต้ตะกั่วป่าลงไป"

 

ส่วนเสรีไทยชุดที่เข้ามาโดยการโดดร่ม น่าจะได้แก่ชุดที่ประกอบด้วย ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ประทาน เปรมกลม และเปรม บุรี ซึ่งดร.สวัสดิ์ ระบุไว้ในบันทึกชิ้นเดิมต่อไปว่า "หลังวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2487 อยู่พังงา ต่อมาทราบว่าป๋วยและคณะถูกตำรวจไทยจับเมื่อโดดร่มลงแถวชัยนาท แต่ไม่มีข่าวว่าทางการไทยดำเนินการอย่างไร ไม่นานทราบว่า พันธมิตรพวกหนึ่งเข้ามาโดยเครื่องบินทะเล นัยว่าบินวนแถวเขาอ่าวขามแล้วลงทะเลแถบนั้น คนหนึ่งเข้ามาหมู่บ้านตอนเช้า ชาวบ้านแจ้งตำรวจ ผู้เข้ามายิงฝ่ายไทยก่อน มีการยิงกัน ในที่สุดผู้เข้ามาคนหนึ่งถูกยิงตาย" "ผู้ไปดูและฟังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเล่าว่าผู้ตายเป็นลูกจีนพูดไทยได้บ้าง"

 

สามัญชนในขบวนการเสรีไทย

 

แม้เสรีไทยจะก่อตัวบนความร่วมมือของคนไทยในต่างแดนกับเชื้อพระวงศ์-ขุนนางเก่า-ข้าราชการชั้นสูงถึงกลาง-สมาชิกคณะราษฎรในประเทศ แต่พลพรรคเสรีไทยระดับปฏิบัติการก็มาจากแหล่งอำนาจในท้องถิ่นต่างๆด้วย ทว่าขณะที่คนกลุ่มแรกเข้าร่วมต่อสู้บนฐานของความรู้สึกด้านเอกราชและอธิปไตย คนกลุ่มหลังกลับได้แรงบันดาลใจจากความศรัทธาในอุดมคติของระบอบประชาธิปไตย

 

ความข้อนี้ยืนยันได้จากคำให้การที่ท่านปรีดี มีต่อคณะกรรมการอาชญากรสงครามในฐานะพยานจำเลยของพ.ท.พระสารสาส์นพลขันธ์ เมื่อถูกถามว่า สาเหตุการก่อตั้งคณะต่อต้านญี่ปุ่นคืออะไร "เหตุผลสำคัญก็เกี่ยวกับอุดมคติอย่างที่กล่าวมา

คือข้าพเจ้าและเพื่อนฝูงที่สนิทสนมเป็นอันมากต่างมีความเห็นร่วมกันที่จะถืออุดมคติในทางประชาธิปไตยนี่เป็นรากเหง้าแห่งอุดมคติในทางความรู้สึก เมื่อเราได้มีความรู้สึกอย่างเดียวกันเช่นนี้ และเห็นว่าสงครามนั้น ถึงแม้ฝ่ายใดจะทำขึ้นโดยเป็นศัตรูต่อประชาธิปไตยแล้ว เราจะต้องต่อสู้เพื่ออุดมคติของเรา"

 

แม้อุดมการณ์ของระบอบประชาธิปไตยจะเผยแพร่สู่สามัญชนโดยเปิดเผยได้ไม่นาน แต่ในเวลานั้นความรู้สึกผูกพันกับระบอบใหม่ก็ขยายสู่คนกลุ่มต่างๆ ไปมากแล้ว การต่อต้านญี่ปุ่นที่ก่อรูปขึ้นโดยมี 'ความรู้สึกร่วมทางประชาธิปไตยเป็นพื้นฐาน' จึงมิได้จำกัดแต่ในกลุ่มปรีดี พนมยงค์ และลูกศิษย์หรือคนใกล้ชิดเท่านั้น หากยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่มีความรู้สึกทำนองเดียวกัน

 

'นายฉันทนา' หรือ มาลัย ชูพินิจ เขียนเรื่องราวของเสรีไทยอีกกลุ่ม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของสามัญชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอาไว้ ได้แก่เสรีไทยกลุ่มของ จำกัด พลางกูร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 รายคือ จำลอง ดาวเรื่อง, ถวิล อุดล, ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และเตียง ศิริขันธ์ ซึ่งรวมตัวในนาม 'คณะกู้ชาติ' โดยอ้างอิงข้อความจากบันทึกของจำกัด ความว่า "บ่ายวันที่ 9 ธันวาคม นายเตียงมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปรึกษาหารือกับนายเตียงแล้วจึงวิ่งรวบรวมพวกพ้องเพื่อตั้งคณะกู้ชาติ โดยมีความประสงค์จะทำลายล้างญี่ปุ่นและรัฐบาลจอมพลต่อไป แต่เรื่องกู้ชาตินี้ได้คิดกันมาตั้งแต่ก่อนญี่ปุ่นเข้าเมืองคือ เมื่อข้าพเจ้ายังเรียนอยู่อังกฤษแล้วได้รวบรวมสมัครพรรคพวกเป็นอันมากเพื่อตั้งคณะต่อสู้กับจอมพลแปลก เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" "แผนของเราในครั้งนั้นคือ โค่นอำนาจจอมพลหรือจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ข้อสำคัญคือแม้พวกเราหนีไปตั้งรัฐบาลได้ก็มีกำลังไม่พอจะต่อสู้กองทัพของจอมพลกับญี่ปุ่นข้าพเจ้าติดต่อกับบุคคลสำคัญหลายท่าน ซึ่งเห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อนโยบายของจอมพล ก็มิสำเร็จ" "ในที่สุดข้าพเจ้า ก็มอบคณะของข้าพเจ้าให้อยู่ใต้การบังคับบัญชาของอาจารย์ปรีดี โดยเด็ดขาด"

 

นอกจากความร่วมมือจากพลเรือนกลุ่มนายจำกัด พลางกูร กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งเสรีไทยน่าจะได้รับความร่วมมือจากพลเรือนกลุ่มอื่นอีกด้วย ประเมินว่าเสรีไทยมีพลพรรคกระจายตามที่ต่างๆ 24 หน่วย และมีพลพรรคในหน่วยสำคัญราวหน่วยละ 500 คน ส่วนในการสวนสนามเมื่อสงครามยุติในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2488 ปรากฏว่าเสรีไทยมีพลพรรคติดอาวุธรวมทั้งสิ้นราว 8,000 คน

 

การต่อต้านญี่ปุ่น

 

การต่อต้านญี่ปุ่นเป็นภาพพจน์ที่คนทั่วไปมีต่อเสรีไทย แต่มีผู้ศึกษากลวิธีที่คนไทยต่อต้านญี่ปุ่นไว้ไม่มากนัก ภาพรวมจึงเป็นไปดังท่านปรีดี พนมยงค์ ระบุเอาไว้ว่า มุ่งต่อต้านมิให้ญี่ปุ่นยึดประเทศและทำทุกอย่างให้การเป็นไปตามความประสงค์นี้ ซึ่งพูดโดยรวมแล้ว 'หลักสำคัญอยู่ที่การทำพราง' ปัญหาคือการทำพรางในความหมายของเสรีไทยมีรูปแบบอย่างไร

 

บันทึกของ นายทวี บุณยเกตุ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีในวันแรกที่ญี่ปุ่นบุกไทยระบุว่า หน่วยเสรีไทยในประเทศแยกกำลังเป็น 2 ส่วน "ส่วนแรกคือส่วนสืบราชการลับ มีหน้าที่สอดส่องความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นแล้วรายงานต่อหน่วยราชการลับของสัมพันธมิตรที่แคนดีเพื่อให้กองทัพอากาศอังกฤษและอเมริกันทิ้งระเบิดตรงเป้าหมาย" และ "การลักขโมยและทำลายทรัพย์สิน ตลอดจนยุทโธปกรณ์ของทหารญี่ปุ่น"

 

แต่ผู้นำขบวนการเสรีไทย ก็พยายามต่อต้านญี่ปุ่นด้วยวิธีอื่นนอกเหนือไปจากการทำพรางด้าย ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนยึดดินแดนจากนครสวรรค์ถึงภาคเหนือและภาคอีสานจากโคราชเป็นต้นไป เพื่อใช้เป็นที่มั่นในการต่อต้านญี่ปุ่นทว่าแผนการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะญี่ปุ่นได้ขึ้นไปยึดดินแดนดังกล่าวไว้เสียก่อน หรือแผนอาศัยทหารหนึ่งกองร้อยคุ้มครองนายปรีดีและพวกไปจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นภายใต้ความสนับสนุนของอังกฤษในพม่า

 

นอกเหนือจากสองแผนการข้างต้น การลี้ภัยเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นร่วมกับกองบัญชาฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประเทศอินเดีย

ก็เป็นแนวทางที่ผู้นำขบวนการเสรีไทยในเวลานั้นนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับการครุ่นคิดถึงการจัดตั้ง 'คณะกรรมการปลดปล่อยแห่งชาติ' และ 'สภาที่ปรึกษาตัวแทนขบวนการกอบกู้ชาติไทย' ขึ้นในดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่งของฝ่ายสัมพันธมิตร

 

ยิ่งสงครามผ่านไป ไทยก็แสดงท่าทีพร้อมเผชิญหน้ากับญี่ปุ่นสูงขึ้นทุกขณะ ถึงขั้น "ญี่ปุ่นต้องเตรียมป้องกันค่ายที่พักทหาร จุดยุทธศาสตร์ สร้างป้อมตั้งรับปืนกลไว้ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด" แต่ที่สุดการเผชิญหน้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปก็ไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่ "กองบัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรไม่อยู่ในฐานะจะช่วยไทยได้เต็มที่ต้องคำนึงถึงสมรภูมิอื่น ซึ่งเต็มมืออยู่แล้ว และในแผนของสัมพันธมิตร การศึกกับญี่ปุ่นในประเทศไทยจะไม่เริ่มขึ้นก่อนสิ้นปี 2488" หรือด้วยเหตุที่มีผู้วิคราะห์ภายหลังว่า "ทหารญี่ปุ่นมิได้ใช้นโยบายชนิดรุนแรงกับคนไทย" ก็ตาม

 

แต่การต่อต้านญี่ปุ่นมิอาจแก้ข้อแคลงใจที่สัมพันธมิตรบางชาติมีต่อไทย ชาติที่มองไทยอย่างแคลงใจและต้องการควบคุมไทยเด่นชัดที่สุดคืออังกฤษ ความแคลงใจเริ่มเมื่อไทยประกาศสงครามชิงดินแดนแถบลาว-เขมรคืนจากฝรั่งเศสช่วงปลายพ.ศ. 2483 และรุนแรงขึ้นเมื่อไทยทำพันธไมตรีร่วมรบกับญี่ปุ่น โดยมีสารลับผนวกท้ายว่า ญี่ปุ่นจะช่วยให้ไทยได้ดินแดนที่เสียแก่ต่างชาติคืน โดยเฉพาะดินแดนบางส่วนในพม่าและมลายูซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษในขณะนั้น

 

คำประกาศดังกล่าวเท่ากับไทยละเมิดสัญญาไม่รุกรานที่ผู้แทนทั้งสองประเทศลงนามตั้งแต่พ.ศ.2483ทั้งสามปัจจัยเป็นเหตุให้อังกฤษมีทัศนคติต่อไทยดังคำกล่าวของที่ปรึกษาผู้บัญชากองกำลังสัมพันธมิตรในภูมิภาคนี้ว่า "ไทยขอทำกติกาไม่รุกรานกับอังกฤษ ต่อมาไม่เท่าไรก็อนุญาตให้ญี่ปุ่นผ่านไปโจมตีอังกฤษทางมลายู หนำซ้ำยังประกาศสงครามต่ออังกฤษ ทั้งวิทยุก็ด่าเต็มที่ รวมถึงราชวงศ์ก็ไม่ปราณี"

 

เสรีไทยกับการเมืองในฝ่ายสัมพันธมิตร

 

ความไม่พอใจที่อังกฤษมีต่อไทยปรากฏในหลายรูปแบบ ช่วงที่เสรีไทยในประเทศยังไม่สามารถติดต่อกับสัมพันธมิตรได้

อดีตอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยเสนอบังคับให้ไทยปฏิบัติตามคำแนะนำของที่ปรึกษาชาวต่างชาติเป็นเวลา

10 ปี ขณะที่กระทรวงสงครามเสนอให้ตั้งเขตปกครองทางทหาร รวมทั้งให้รัฐบาลไทยเบิกเงินใช้จ่ายเป็นคราวๆ จากกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ

 

แม้รัฐบาลอังกฤษขณะนั้นจะไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอนี้ แต่ข้อเสนอนี้ยังคงมีอิทธิพลจนอีกสองปีให้หลัง ดังที่หน่วยกิจการแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้สหรัฐรายงานถึงประธานาธิบดีรูสเวลท์ว่า "นโยบายของอังกฤษถือว่าประเทศไทยเป็นศัตรู และมีความคิดเห็นว่า

 

1.เอกราชของประเทศไทยหลังสงคราม ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการยอมรับการจัดการพิเศษเพื่อความปลอดภัยหรือการร่วมมือทางเศรษฐกิจภายในระบบสากล

 

2.ถือคาบสมุทรไทยจากมะลายูถึงละติจูดเหนือ 12 องศาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและจัดให้มีการป้องกันดำเนินการเพื่อความปลอดภัยระดับนานาชาติโดยประเทศมหาอำนาจหรือที่ประชุมนานาชาติ ซึ่งอาจมีผลลดสิทธิการปกครองของไทย (Thai Abministrative Rights) ในเขตดังกล่าว

 

3.ไม่จำต้องมีรัฐบาลทหารที่แท้จริง นอกจากในพื้นที่ที่มีการรบ อย่างไรก็ดี อังกฤษเชื่อว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมโดยฝ่ายสัมพันธมิตรขึ้นในประเทศไทย ซึ่งควรมีต่อไประยะหนึ่ง

 

4.อังกฤษไม่ควรติดต่อกับรัฐบาลไทยใดๆ ในขณะนี้"

 

กล่าวโดยสรุป ท่าทีอังกฤษต่อไทยเป็นไปดังที่ท่านปรีดีระบุว่า "เจ้าหน้าที่อังกฤษพยายามให้รัฐบาลอังกฤษถือว่าสถานะสงครามระหว่างไทยกับอังกฤษคงมีอยู่ ไทยจึงต้องตกเป็นฝ่ายแพ้สงคราม" แต่สหรัฐ ซึ่งขณะนั้น ถือนโยบายปฏิบัติต่อไทยในฐานะประเทศที่ถูกยึดครองโดยฝ่ายศัตรูได้เสนอความเห็นแย้งท่าทีของอังกฤษ และขอให้อังกฤษพิจารณาไทยเป็นพันธมิตรที่ได้รับการปลดปล่อยหรืออย่างน้อยก็เป็นประเทศที่อยู่ระหว่างปลดปล่อย

 

จากนั้นเป็นต้นมา ท่าทีที่อังกฤษมีต่อไทยก็มีลักษณะผ่อนคลายยิ่งขึ้น โดยในการเจรจากับคณะทูตไทยซึ่งมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ลอร์ดเม้าท์แบตเตนได้รับอำนาจให้เจรจากับคณะทูตได้ว่า "สภาพที่มีอำนาจอธิปไตยอย่างเป็นอิสระและเป็นเอกราชขึ้นอยู่กับมาตรการที่ฝ่ายไทยจะนำมาใช้ในการมีส่วนช่วยขับไล่ญี่ปุ่นออกไปจากดินแดนไทยและทำให้ญี่ปุ่นพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง นองจากนี้ จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศไทย"

 

"ก.ที่จะใช้คืนให้แก่รัฐบาลของพระเจ้ากรุงอังกฤษและสัมพันธมิตรในความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศเหล่านี้อันเป็นผลตามมาของการที่ไทยเข้าร่วมกับญี่ปุ่น"

"ข.ที่จะประกันความปลอดภัยและสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านที่ดีในอนาคต"

 

การตั้งเงื่อนให้สถานะหลังสงครามของไทยขึ้นกับความพร้อมในการชดใช้ค่าเสียหาย ขณะเดียวกันเกณฑ์ประเมินค่าเสียหายกลับกำหนดโดยมีวัตถุประสงค์จะ 'ควบคุมกิจการของไทย ทั้งการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจ' ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ไทยปกครองบ้านเมืองตามประสงค์ของสัมพันธมิตร, ควบคุมการส่งออกข้าว, ดีบุก, ไม้สัก, ส่งข้าว 1.5 ล้านตันแก่สัมพันธมิตร, ควบคุมนโยบายการเงินการของไทย หรือคงกองพลอินเดียที่ 3 ไว้ในไทยในขณะเจรจาเพื่อเลิกสถานะสงคราม

 

ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนว่า อังกฤษยังคงถือไทยเป็นศัตรูคู่ขัดแย้งกับตนอย่างมิเสื่อมคลาย นอกเหนือจากอังกฤษ ไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองยังมีโอกาสสูญเสียเอกราชจากการคุกคามของสัมพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียอย่างจีนด้วย เมื่อผู้บัญชาการสูงสุดของสัมพันธมิตรในยุทธภูมิจีนอันได้แก่ จอมพลเจียงไคเช็ค เสนอความเห็นถึงกองบัญชาการสัมพันธมิตรว่า จีนมีสิทธิเคลื่อนกำลังทหารเข้าสู่ประเทศไทยตอนเหนือได้ทุกเมื่อ เนื่องจาก 'เขตยุทธภูมิของจีนนั้นจรดถึงเส้นขนานที่ 16' อันได้แก่เขตอำเภออุ้มผาง, อำเภอบางมูลนาค, อำเภอเขมราฐ, กิ่งอำเภอหนองบัวแดง, อำเภอบ้านไฟ่, อำเภอบรบือ, จังหวัดร้อยเอ็ด, อำเภอเสลภูมิ, บ้านหนองทับม้า เป็นต้นไป

 

ในกรณีนี้ผู้นำไทยมีความเห็นว่า "ถ้ากองทัพจีนหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยเมื่อเสร็จสงคราม ก็ยากจะให้กองทหารจีนเหล่านั้นถอนออก อันจะเป็นภยันตรายใหญ่หลวงยิ่งกว่ายอมให้ทหารญี่ปุ่นไม่กี่แสนคนเข้ามาในประเทศไทยเสียอีก"

 

จนมีการขอร้องไปยังประธานาธิบดีทรูแมนแห่งสหรัฐให้ออกคำสั่งลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2488 ประกาศให้ทหารญี่ปุ่นในดินแดนไทยยอมจำนนต่อผู้บังคับการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรภาคเอเชียอาคเนย์ ปัญหานี้จึงยุติลง

 

อย่างไรก็ตาม กล่าวโดยสรุปแล้ว การรวมตัวของเสรีไทยไม่มีส่วนให้เอกราชและอธิปไตยของชาติไทยมีพรมแดนขยายตัวแต่ ณ จุดที่ชาติไทยยืนอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายและมีโอกาสจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้ทุกเมื่อการรวมตัวของเสรีไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่พลิกให้สถานภาพของไทยเปลี่ยนจากอาชญากรสงครามมาเป็นประเทศผู้ถูกยึดครองและตัดโอกาสที่มหาอำนาจฝ่ายชนะสงครามจะเอารัดเอาเปรียบ ภายใต้ข้ออ้าง 'ชดใช้ค่าเสรีหายแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร' ไปโดยปริยาย

 

ถ้าไม่มีขบวนการเสรีไทย ประเทศไทยอาจถูกมหาอำนาจบางประเทศบีบคั้นให้แบกรับภาระสงครามที่โหดร้ายไปอีกหลายสิบปี ดังที่เกิดแก่เยอรมนีและญี่ปุ่น ในเวลาต่อมา

 

ณ จุดที่เสรีไทยยืนอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับความขัดแย้งและศักยภาพต่างๆ ของประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น เสรีไทยก็นับเป็นขบวนการที่เล็กมาก จนเมื่อศึกษาข้อมูลและบันทึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างประเทศในช่วงหลังสงครามทั้งหลาย ก็ชวนให้สงสัยว่า ถ้าท่าทีสหรัฐผิดไปจากที่เป็นอยู่ในช่วงนั้น เสรีไทยจะประสบผลสำเร็จและประเทศไทยจะรักษาเอกราชไว้ได้หรือไม่ คงต้องยอมรับความจริงว่า ท่ามกลางความสำเร็จในการปกป้องมิให้ประเทศถูกยึดครองการอาศัยการเมืองและความขัดแย้งระหว่างประเทศให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายไทยมากที่สุด เป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยแต่หากปราศจากการรวมตัวต่อต้านญี่ปุ่นอย่างจริงจังมาแต่ต้น โอกาสที่จะอาศัยการเมืองระหว่างประเทศให้เป็นประโยชน์ก็ดูจะมองไม่เห็นเอาเสียเลย

 

ความยิ่งใหญ่ของเสรีไทยมิได้อยู่ตรงปัญหาตื้นๆ ว่า ถ้าไม่มีสัมพันธมิตรหนุนหลังไม่มีอเมริกาหนุนช่วยแล้ว พลังเสรีไทยฝ่ายเดียวจะรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้ได้หรือไม่

 

ความยิ่งใหญ่ของเสรีไทยอยู่ที่ความร่วมมืออันไพศาลระหว่างคนแต่ละกลุ่ม แต่ละชนชั้น แต่ละอาชีพ ที่เคยมีความขัดแย้งกันในระดับต่างๆ มาก่อน และก็ยังคงขัดแย้งต่อไปเมื่อสงครามสงบลง แต่พลันที่เปลวไฟแห่งสงครามระเบิดขึ้น

และชาติไทยถูกดึงดูดให้เข้าไปอยู่ในมุมมืดที่สุดของโลกในเพลานั้นมากขึ้นทุกขณะ เขาเหล่านี้ก็สามารถรวมตัวกันกอบกู้บ้านเมืองในรูปต่างๆ อย่างเป็นไปเอง โดยไม่ต้องรอให้มีการสั่งการจากใคร และไม่มีการเกี่ยงงอนว่าจะไม่ทำสิ่งใดทั้งสิ้น

 

เสรีไทยได้แสดงให้เห็นว่า คนที่กระทำการเพื่อบ้านเมืองอย่างบริสุทธิ์ใจนั้น มีอยู่จริงในประเทศนี้ เสรีไทยแสดงให้เห็นว่า แม้ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติอย่างถึงที่สุด การรวมตัวของคนธรรมดาแต่ละคนก็อาจเป็นพลังให้บ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงได้

 

........................................................................

 

หมายเหตุ : ข้อเขียนชิ้นนี้ปรับปรุงจาก

 

ความเรียงที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดความเรียงประจำ ปี พ.ศ. 2539

ของกองทุนปาล พนมยงค์ เรื่อง

'บทบาทของการเสรีไทยในการรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ'

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1