Manager Newspaper
บทความ 8/05/2000 - 14/05/2000
ปรีดี พนมยงค์ กับพระพุทธศาสนา
ข้อเขียนเรื่อง "ปรีดี พนมยงค์ กับพระพุทธศาสนา"
กล่าวถึงชีวิตของท่านปรีดี ตามวิถีแห่งพุทธธรรม ที่เรียบง่าย สันโดษ ถืออุดมการณ์ว่า
งานคือ ชีวิต ชีวิตคืองาน มีชีวิตอยู่อย่างเป็นประโยชน์ เป็นคน เป็นพระบทบาทที่สำคัญของท่าน
ปรีดีที่ไม่ค่อยมีผู้รับรู้ แต่ข้อเขียน ชิ้นนี้ได้กล่าวไว้คือ การปฏิรูปวงการพระสงฆ์โดยผลักดัน
พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 เป็นกฎหมายในการปกครองคณะสงฆ์ ที่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย
โดยแบ่งองค์กรสงฆ์ออกเป็นสังฆสภา สังฆมนตรีและคณะวินัยธร แต่ต่อมาในสมัย
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกยกเลิกไป และใช้ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 ที่รวมศูนย์
การปกครองไว้ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งยังใช้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นปัจจัยหนึ่งแห่งความเสื่อมของวงการสงฆ์ไทย
แม้ชีวิตโดยทั่วไปของท่านปรีดี พนมยงค์จะไม่มีหลักฐานปรากฏว่าเป็น อุบาสกผู้มีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัยและเคร่งครัดในศีลาจาระอันเป็นรูปแบบภายนอกก็ตาม
แต่ในชีวิตจริง ท่านปรีดีได้ปฏิบัติธรรมหรือใช้ธรรมะยิ่งกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนใดของประเทศนี้นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน
ที่กล่าวดังนี้คงไม่เกินเลย ความจริงนัก ถ้าพวกเราจะสังเกตดูประวัติชีวิตและผลงานของท่านอย่างใจเป็นธรรมก็เห็นว่าชีวิตของท่านช่างสมถะ
เรียบง่าย อดทนต่อความทุกข์ยากและเจ็บ ปวดอย่างน่าสรรเสริญ ดังคำของ คุณฉลบชลัยย์ พลางกูร
ผู้ใกล้ชิดท่านมากผู้หนึ่ง ที่กล่าวอ้างถ้อยคำของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ คู่ชีวิตของท่านปรีดีไว้ว่า "ตอนก่อนการเปลี่ยน แปลงการปกครอง 2475 นั้น ท่านมีโรงพิมพ์เล็กๆ ของท่านเอง
โดยท่านพิมพ์หนังสือ"นิติสาส์น" ออกขาย ซึ่งขายดีเป็น เทน้ำเทท่า คนในบ้านสนุกกับการห่อหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตามที่คนสั่งจองมา
เรียกว่ามีเงินมีทอง ของตัวเองพอกินพอใช้ทีเดียว ครั้นเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ท่านกลับไม่มีสมบัติเหลือเลย
ลูกเต้าก็ไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนลูกของเพื่อน แต่ท่านก็ยอมรับสภาพต่างๆ อย่างอาจ หาญและแสนที่จะอดทนอุตส่าห์
ประคับประคองหัวใจที่ยับเยินแหลกลาญของท่านให้คงเป็นรูปร่างเท่าที่พอจะทำได้ ท่านยังรักเมืองไทย
ยังอยากกลับบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน แต่เสียดายที่ท่านอยู่ไม่ถึง"
เพื่อให้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติธรรมในชีวิตของท่านปรีดี
ผู้เขียนขออ้างคำของพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ ปัญญานันทภิกขุ ซึ่งเป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่งที่ครอบครัวพนมยงค์เคารพนับถือมาก
และท่านเองก็รู้จักชีวิตและผลงานของท่านปรีดีอย่างลึกซึ้ง หลวงพ่อ ปัญญานันทะกล่าวว่า "ท่านมีปรกติคิดอย่างนั้น ทำอย่างนั้นเป็นตัวอย่างของคนอื่น จึงเป็นคนไม่ค่อยจะมีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย
เวลาไปอยู่ต่างประเทศก็เขียนหนังสือขายไปตามเรื่องตามราว ได้อาศัยเงิน เดือนที่ค้าง
เบี้ยบำนาญค้าง พอได้ซื้อบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ชานกรุงปารีส ไม่ใช่บ้านใหญ่โตอะไร คนสมัยหลัง
ๆ ไปซื้อบ้านกรุงลอนดอน ลอสแอนเจลิส ซานฟรานซิสโก บ้านใหญ่โตกว่านั้น กว้างขวางกว่านั้น
แต่ว่าที่ท่านซื้ออยู่นั้นเรียกว่าอยู่อย่างธรรมดา ไม่ได้หรูหราฟู่ฟ่าอะไร อยู่อย่างมักน้อย
อยู่อย่างสันโดษ แต่ว่าใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่ทำงานราชการ แต่ก็ทำงานเหมือนกับข้าราชการ
ทำงานเช้า แปดโมงครึ่งเช้า "...เป็นคนรักงาน ถืออุดมการณ์ว่า
งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุขทำงานให้สนุก เป็นสุขเพราะทำงาน มีชีวิตอยู่อย่างเป็นประโยชน์
เป็นคนเป็นพระ"
คำสุดท้ายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า
"เป็นคน เป็น พระ" นี่สำคัญมาก คงจะพอกล่าว ได้ว่าแม้ท่านปรีดีมิได้อยู่ในรูปแบบแห่งชาวพุทธผู้เคร่งครัด
แต่ท่านเป็นชาวพุทธโดยเนื้อหาสาระ ท่านมิได้พร่ำแต่หัวข้อธรรมหรือพระคัมภีร์อันเป็นบัญญัติธรรม
แต่ท่านเสพสภาวะแก่นสารอันเป็นส่วนปรมัตถ์เลยทีเดียว
กิจกรรมเนื่องด้วยพระศาสนา แม้ท่านจะมีภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาก
มายเพียงไร ในส่วนลึกแห่งจิตใจ ของท่านก็ยังผูกพันและห่วงใยพระศาสนาและวงการสงฆ์อยู่ตลอดเวลา
ดังคำของพระเดชพระคุณพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม ว่า "ในความรู้สึกของอาตมา ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเป็นผู้สนใจในพระพุทธศาสนา ในการปรับปรุงพระพุทธศาสนาให้ทันสมัย
ท่าน พอใจในกิจการของสวนโมกข์ จนถึงกับได้ขอร้องให้อาตมามาแสวงหาที่เพื่อจะจัดสวนโมกข์ขึ้นในจังหวัดอยุธยา"
แต่ปรากฏว่าท่านอาจารย์พุทธทาสหาที่เหมาะ ๆ สำหรับตั้งสวนโมกข์ที่อยุธยาไม่ได้ สวนโมกข์ก็เลยคงมีอยู่เพียงแห่งเดียวคือที่ไชยาจนถึงปัจจุบัน
ความสนใจในพระพุทธศาสนาของท่านปรีดี พึงสังเกตเพิ่มเติมได้อีกจากกรณีตัวอย่างสี่ห้าประการ
ดังนี้
1. เมื่อคิดก่อตั้งสถาบันให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อเสริมสร้างรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ท่านได้เลือกตั้งชื่อสถานศึกษานั้นว่า "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง"
คำว่า "ธรรมศาสตร์" นี่สำคัญ (น่าจะเขียนเป็นโรมันว่า "Dharrma
Sastra" แทน "Thammasat" ในปัจจุบันด้วย
เพราะมองไม่เห็นรากศัพท์ ทำให้ ไม่มีความหมายเชิงภาษาศาสตร์) ความหมายเดิมของคำนี้หมายถึง
กฎทางศีลธรรมของชาวฮินดู (Code & Hindu Law) ดังกล่าวอยู่ใน
"มานวธรรมศาสตร์" ว่าด้วยกฎหรือหน้าที่ของวรรณะทั้งสี่ ซึ่งเรียก "วรรณธรรม"
ต่อมาจึงมีความหมายไปถึงวิชา "กฎหมาย" ด้วย คำว่า "มานว-ธรรมศาสตร์"
บางครั้งก็เรียกว่า "มนูธรรมศาสตร์" ซึ่งสอดคล้องกับราชทินนามของท่าน
คือ "หลวงประดิษฐ์มนูธรรม" ชื่อ "มหาวิทยาลัยวิชา ธรรมศาสตร์และการเมือง"
บอก ชัดว่า สถาบันการศึกษานี้เน้นวิชากฎหมายและการปกครอง (นิติศาสตร์+รัฐศาสตร์) โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ท่านผู้ประศาสน์การได้อุทิศชีวิตสถาปนาไว้
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุบอกง่าย ๆ ว่า "ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนี้เป็น บุคคลที่สนใจ
ธรรมะ จึงเอาธรรมะขึ้นหน้าแล้ว เอาการเมืองไว้ข้างหลัง แสดงว่าคนจะเป็นนักการเมืองต้องมีคุณธรรม..."
2. คติพจน์ของผู้ประศาสน์การยังบอกถึงความสนใจในธรรมะได้อีกด้วย
เพราะท่านปรีดีเขียนคติพจน์ของท่านไว้เป็นภาษามคธหรือบาลี ว่า "อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ" ผลของการที่ได้ก่อสร้างไว้ดีแล้ว ย่อมไม่สูญหาย
ถ้าคนไม่ใฝ่ใจในพระศาสนาและภาษาบาลีจริง ๆ แล้ว คติพจน์ข้อนี้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน
ดูได้จากบรรดานักการเมืองและผู้ได้รับสมมุติว่าเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ในยุคปัจจุบันนี้
พอหาได้ไหมที่ซาบซึ้งในภาษาบันทึกธรรมของพระผู้มีพระภาค เจ้าเยี่ยงท่านรัฐบุรุษอาวุโสท่านนี้
3. เมื่อท่านรัฐบุรุษอาวุโส
เขียนหนังสือว่าด้วยการพัฒนาของสังคม ท่านตั้งชื่อว่า "ความเป็นอนิจจังของสังคม"
กล่าวคือท่านได้นำหลัก "อนิจจัง" หนึ่งใน ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา)
มาเป็นเกณฑ์ในการอธิบายความเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยจัดระดับของสังคมเป็น สังคมปฐมสหการ
(สังคมปฐมกาล), สังคมทาส, สังคมศักดินา, สังคมธนานุภาพ และสังคมกิจ (สังคมนิยม)
4. ท่านรัฐบุรุษอาวุโสเคยแสดงปาฐกถาเรื่อง
"ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากรีกกับอภิธรรม" ท่านยืนยันว่าความรู้เรื่องพระอภิธรรมของพุทธ
คงต้องเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ ณ บริเวณประเทศกรีกอย่างแน่นอน ดังนั้น
Dialektike (Dialectic Materialism) กับธรรมัสรากัจฉา เป็นสิ่งเดียวกัน
5. ในหนังสือเล่มดังกล่าว ยังพูดถึงคำว่า
"ยุคมิคสัญญี" และ "ยุคศรีอารยเมตไตรย" คำสองคำนี้นัยว่าท่านได้ยินมาจากพระภิกษุและผู้เฒ่าเล่าให้ฟังตั้งแต่ยังเป็นเด็กอยู่
นอกจากนี้คำว่า "พุทธทำนาย" และ "ยุคพระศรีอารยเมตไตรย" ยังเป็นศัพท์เฉพาะในคัมภีร์พระพุทธศาสนาด้วย
ตอนท้ายท่านยังกล่าวอนุโมทนาขอบคุณพระภิกษุสงฆ์ที่พยายามสั่งสอนให้มนุษย์มีศีลธรรมอันดี
แต่ปุถุชนก็ยังเบียด เบียนข่มเหงผู้อื่นอยู่ ฟัง ธรรมเทศนาเป็นเพียงพิธีโดยมิได้ปฏิบัติตาม
จบลงด้วยการขอบ พระคุณพระอรรถกถาจารย์ผู้อธิบายการวิวัฒนาการของสังคมเกี่ยวกับการสนับสนุนงานฟื้นฟูพุทธของสำนักสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุนั้น
มีข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมว่า คราวหนึ่งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านปรีดีได้ส่งคุณวุฒิ สุวรรณรัตน์ สส. จังหวัดสุราษฎร์-ธานี ไปอาราธนาท่านพุทธทาสขึ้น
มาคุยกันหน่อย แต่พอมาจริง ๆ คุยกันอยู่สามวัน เริ่ม แต่บ่ายโมง ถึงสี่ห้าทุ่มทุกวัน
คงคุยกันหลาย เรื่องมาก มีเรื่องใหญ่ ๆ อยู่เรื่องหนึ่ง คือ ขอให้ท่านพุทธทาสช่วย ตั้งสวนโมกข์ขึ้นอีกแห่งหนึ่งในบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แต่ท่านอาจารย์พุทธทาส ยังสนองงานนี้ไม่สำเร็จ ชะรอยจะเกิดสงครามโลกขึ้นก่อน
ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า
"สำหรับอาตมาได้รับคำขอร้องจากท่านผู้นี้ให้ทำทุกอย่าง เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ทันสมัย
อาตมาก็ได้สนองความ ประสงค์อันนี้ พยายามทำหนังสือหนังหาทุกแง่ทุกมุมที่จะสนองความประสงค์อันนั้นเท่าที่เห็น
ๆ กันอยู่แล้วในบัดนี้" แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุทำไม่ได้ตามคำอาราธนาก็คือ
การแต่งเพลงให้พุทธบริษัทร้องเหมือนศาสนิกของศาสนาอื่น ๆ เรื่องนี้ท่านยอมรับว่าจนปัญญา
รัฐบุรุษอาวุโสกับการปฏิรูปคณะสงฆ์
จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อปัญญานันทะ เรื่องท่านปรีดีกับหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุเองก็ดี
กับตัวท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุก็ดี กรณีหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ กับท่านปรีดีก็ดี
นัยว่ามีการสั่งสนทนากันนาน ๆ
นับเป็นวัน ๆ ย่อมแสดงถึงความสนใจในกิจการของคณะสงฆ์ผู้มีภารกิจในการให้การศึกษาและเผยแผ่พระธรรมแต่ใครจะทราบบ้างว่า
การเกิดขึ้นของกลุ่มพระสงฆ์ที่เรียกว่า "คณะปฏิสังขรณ์"
ประกอบด้วยคณะสงฆ์กลุ่มหนุ่มผู้มีการศึกษาพัฒนามาดี จนถึงการผลักให้มีการเปลี่ยน พ.ร.บ.
สงฆ์ ฉบับ ร.ศ. ๑๒๑ (๒๔๔๕) มาใช้ พ.ร.บ. สงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ มีท่านปรีดีเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่อย่างใกล้ชิด
ดังท่านได้เล่า
ถวายหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เมื่อปี ๒๕๒๒ ว่า "ผมได้วางแผนไว้แล้วด้วยการออกกฎหมายพระราชบัญญัติปี ๒๔๘๔ ตัวเลขไม่แน่นอน ดูมันราวนั้น
ก็ให้มีสังฆสภาให้มีสังฆมนตรี บอกว่าให้มีสังฆสภานี้มิใช่เพื่ออะไร เพื่อให้พระหนุ่มได้มีโอกาสทำงาน
เพราะได้เอามาร่วมชุมนุมกัน ได้ปรึกษาหารือกันในการที่จะจัดการอะไร ๆ ให้มันก้าวหน้า..."
พ.ร.บ. สองฉบับนั้นแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะประเด็นการกระจายอำนาจ
การกระจายงานความรับผิดชอบ ฉบับแรก (ร.ศ. ๑๒๑) จะรวมศูนย์ไว้ที่มหาเถรสมาคม ทำหน้าที่คล้ายองคมนตรี
มีหน้าที่คอยให้คำปรึกษาแก่พระเจ้าแผ่นดิน ฉบับหลัง (๒๔๘๔) กระจายอำนาจ มีสังฆมนตรีดูแลงานบริหาร
มีสี่องค์การคือ ปกครอง ศึกษา เผยแผ่ และสาธารณูปการ มีสังฆสภาดูแลเรื่องการออกนิติบัญญัติ
และคณะพระวินัยธร พิจารณาตัดสินอธิกรณ์ (คดีของสงฆ์) ต่าง ๆ ทำให้การปกครองสงฆ์เป็นประชาธิปไตย
อนุวัตรคล้อยตามการปกครองของบ้านเมืองไปด้วย
แต่ พ.ร.บ. สงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ใช้ได้เพียง ๒๐
ปี ก็มีเหตุการณ์ไม่ราบรื่นเกิดขึ้นในสังฆมณฑลอย่างจงใจ จนนำคณะสงฆ์กลับไปสู่การปกครองระบอบเผด็จการโดยคณะเดียว
ภายใต้ พ.ร.บ. สงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านปรีดียังคงห่วงใยเรื่องการพระศาสนาและคณะสงฆ์อยู่เสมอมา
ท่านต้องการให้พระสงฆ์พัฒนาตนให้ก้าวหน้าสมสมัย แต่อยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ดังที่ท่านเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ
อยากให้เกิดสวนโมกข์ขึ้นอีกแห่งในอยุธยา และสุดท้ายก่อนถึงแก่อนิจกรรมเพียงสามสี่ปี
ท่านก็ยังฝากเรื่องการปรับปรุง
เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทยไว้ให้พวกเราดูแลต่อไปด้วย ก่อนท่านจะถึงแก่อนิจกรรมก็ยังพูดฝากหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุไว้ว่า
"ท่านเจ้าคุณไปหาวิธีที่จะกู้อันนี้ (พ.ร.บ. สงฆ์ ๒๔๘๔) ขึ้นมาใหม่
ไป หาวิธีพูดจาให้คนเกิดความรู้ความเข้าใจ ให้พระตื่นตัว เพื่อจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติงานไปให้เป็นประโยชน์ขึ้น"
ท่านอาจารย์ปรีดีจึงเปรียบเหมือนผู้ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะกรณีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการของสงฆ์ จนเกิดมีพ.ร.บ. สงฆ์ พ.ศ.
๒๔๘๔ ขึ้น เรื่องนี้สังคมสงฆ์แทบจะไม่มีใครทราบเลย แม้แต่ตัวข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงบทความนี้
นอกจากนี้ท่านยังติดตามห่วงใยกิจการของคณะสงฆ์
บัดนี้ความประสงค์ของท่านปรีดีก็เริ่มฉายแววเปล่งประกายใกล้เป็นจริงเข้ามาแล้ว
เมื่อสถาบันสงฆ์ไทย โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม ได้ถูกทดสอบและท้าทายอย่างไม่เคยเกิดมาก่อนหน้านี้เลย
เริ่มตั้งแต่กรณี ยันตระ อมโรภิกขุ แล้วก็มาถึงกรณีธัมมชโยภิกขุแห่งสำนักวัดพระธรรมกาย
จังหวัดปทุมธานี กรณีหลังนี้นับว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การปกครองสงฆ์ไทย พระมหาเถรานุเถระผู้เกี่ยวข้องต่างถูกตรวจสอบซักถามท้าทายและขับไล่
(จนบางครั้งก็ดูขาดสังฆคารวตามาก ๆ เหมือนกัน) ความเชื่อถือและความมั่นใจต่อองค์กรสงฆ์ดูลดต่ำที่สุดเมื่อคณะพระวินัยธรศาลชั้นต้นร่วมกันตีความว่า
ฆราวาสไม่มีสิทธิกล่าวหา-ฟ้องร้องพระภิกษุ ตัดสินว่า คำฟ้องร้องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเป็นอันสิ้นสุด
สุดท้ายนำไปสู่การปลดเจ้าคณะ ภาค ๑ วัดยานนาวา ออกจากตำแหน่งเสียงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองสงฆ์ดังมากขึ้น
ๆ จนมีการตั้งกรรมการและอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อการนี้ ส่วนฉากสุดท้ายจะจบลงอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันแบบตาไม่กะพริบต่อไป
นี่คือชีวิตของมหาบุรุษ-รัฐบุรุษแท้ ที่เกิดมาเพื่อประโยชน์สุขของพหูชนเป็นชีวิตเพื่อให้
มิใช่เพื่อกอบโกยเพื่อตนเองและพวกพ้องอย่างไม่รู้พอไม่รู้อิ่มดังนักการเมืองหลาย ๆ
คนในเมืองไทยปัจจุบัน เข้าใจว่าคนเหล่านั้นคงไม่ได้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
หรือถ้าศึกษาก็อาจจะไม่จบ หรือจบก็เป็นพวกศิษย์ชั้นเลว ๆ ที่ไม่เชื่อฟังครูบาอาจารย์
คงต้องขอจบด้วยถ้อยคำเทียบเคียงคำของท่านรัฐบุรุษอาวุโสว่า "เมื่อระบบเศรษฐกิจและสังคมบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ระบบการปกครอง-บริหารจัดการของคณะสงฆ์จำต้องเปลี่ยนไปตาม
มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งกับระบบเศรษฐกิจและสังคมบ้านเมืองที่เป็นรากฐาน และก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ทางศีลธรรมและจิตวิญญาณของราษฎรทั้งหมดของสยาม
ประเทศนี้"