Krungthep Turakij Newspaper
วันพฤหัสบดี ที่4 มกราคม พ.ศ.2544
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
อีกสองวันต่อแต่นี้ไป คือ 6 มกราคม 2544จะเป็นวันที่กำหนดให้ใครที่มีสิทธิไปเลือกตั้งผู้แทนราษฎร
แต่ข้าพเจ้าสนใจราษฎรยิ่งกว่าผู้แทน จึงขอกล่าวเท้าความไปถึงวันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม
2543 โดยที่วันนั้น คณะทำงานวาระประชาชนเพื่อความเป็นไท ได้ขอให้ข้าพเจ้าไปกล่าวเจตนารมณ์ของขบวนการประชาชน
ณ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังสวนเสรีไทย
โดยที่ก่อนหน้านี้ มีนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ไปอ่านกวีประกอบเสียงขลุ่ยอันลือชื่อของเขา และนายอังคาร กัลยาณพงศ์ ได้ไปอ่านโองการแช่งน้ำ
ประณามนักการเมืองที่เลวร้ายและสรรเสริญประชาราษฎรผู้ยากไร้ หากต่อสู้อย่างสันติวิธีมาโดยตลอด
คำกล่าวของข้าพเจ้านั้น เขียนไปอ่าน แล้วนำมาขยายความเพื่อลงพิมพ์เป็นประเดิมสำหรับต้นปี
2544 เชื่อว่า คงมีประโยชน์ตามสมควร ก่อนที่จะแสดงเจตนารมณ์วาระประชาชน ควรถามก่อนว่าประชาชนคือใคร
ต่างจากราษฎรอย่างไรหรือไม่
เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้น อาจารย์ปรีดี
พนมยงค์ ใช้คำสำหรับผู้ก่อการคราวนั้นว่า คณะราษฎร ซึ่งมีรากมาจากภาษาสันสกฤต ตรงกับรัฏฐะในภาษาบาลี
แต่ความหมายในภาษาไทยเปลี่ยนไป
รัฐ บ่งถึงประเทศชาติ หรือชนชั้นปกครอง โดยที่ก่อน
พ.ศ.2475 เจาะจงไปที่พระราชามหากษัตริย์ เจ้านายและขุนนาง โดยอาจรวมเรียกว่าอยู่ในระบบศักดินา
ซึ่งลดหลั่นกันลงมาเป็นขั้นๆ หากกำหนดไว้ชัดเจนว่า ใครหรือตำแหน่งใดมีศักดินาเท่าไร
โดยที่ใครมีนาน้อยกว่า 500 ย่อมไม่ถือว่าเป็นชนชั้นปกครอง อย่างเก่งก็เป็นผู้ที่รับใช้รัฐ
เพราะตะพุ่นหญ้าช้างก็มีนา 5 ไร่ ซึ่งตามความจริง ไม่มีดังที่บ่งไว้ หากกำหนดกฎชาลงไปให้สะดวกในการปกครอง
หรือในการกดขี่กันลงไปเป็นลำดับๆ โดยมีรูปแบบมาจากระบบวรรณะของพราหมณ์กลายๆ
ที่เอ่ยถึงตะพุ่นหญ้าช้างนั้น คือ คนที่มีตำแหน่งต่ำสุดในระบบราชการโบราณ
หากคนที่อยู่นอกระบบราชการ ไม่มีศักดินา แม้กระนั้นก็เป็นไพร่ เป็นทาส หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
ก็คือ ทุกๆ คนเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทของเจ้าชีวิต หรือเจ้าเหนือหัว ทั้งนี้ รวมตั้งแต่เจ้าฟ้าเรื่อยลงไปจนคนที่ต่ำสุดในแผ่นดิน
ที่อาจารย์ปรีดี ใช้คำว่า ราษฎร เข้าใจว่า
คงปฏิเสธระบบรัฏฐะตามรูปแบบเดิม ให้ทุกๆ คนเท่าเทียมกันหมด แม้พระเจ้าแผ่นดินก็อยู่ใต้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับทุกๆ
คนในแผ่นดิน เพราะฉะนั้นคำว่า ราษฎร จึงมีความหมายที่สำคัญยิ่งนัก กล่าวคือ ก่อให้เกิดความเสมอภาค
อย่างน้อยก็ในทางนิตินัย โดยอาจารย์ปรีดีได้เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจเป็นอันดับถัดไป
เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในทางเศรษฐทรัพย์ แม้ว่าทุกๆ คนไม่จำต้องมีทรัพย์สินเงินทองเท่ากันหมด
แต่รัฐต้องประกันให้ราษฎรทุกคนมีเสถียรภาพในการดำรงชีวิต
ดังที่อังกฤษนำมาประยุกต์ใช้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ให้เกิดรัฐสวัสดิการขึ้น หมายความว่า ทุกๆ คนได้รับประกันทางปัญหาสุขภาพอนามัย ได้รับโอกาสทางด้านการศึกษาอย่างใกล้เคียงกัน
แม้ยามชรา หรือว่างงาน ก็มีเงินเดือนให้ดำรงชีพอยู่ได้ จริงอยู่ สิ่งซึ่งอังกฤษนำไปประยุกต์ใช้
ถึงจะไม่วิเศษสมบูรณ์ ก็เป็นการเพิ่มพลังให้ราษฎรอย่างสำคัญ ในขณะที่เค้าโครงของอาจารย์ปรีดีถูกโจมตีอย่างถอนรากถอนโคนเอาเลย
นี้นับว่า น่าเสียดายยิ่งนัก ทั้งๆ ที่คณะราษฎรประกาศเจตนารมณ์ไว้แต่
พ.ศ.2475 แล้วในเรื่องหลัก 6 ประการ ซึ่งเกรงว่า พวกเราคงลืมกันไปแล้วนี่จะสมกับคำของยอร์ช
สันตยาน่า นักปรัชญาอเมริกันที่กล่าวว่า คนที่ลืมอดีต จะย่ำเท้า หรือทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังเช่นกับที่คนในอดีตเคยทำมาก่อน จึงใคร่ขอเตือนความจำว่าหลักหกประการนั้น มีว่า
"1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น
เอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
2.จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
3.จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
4.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรที่เป็นอยู่)
5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพไม่ขัดต่อหลัก
๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
6.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร"
ที่อยากถาม ก็คือ หลัก 6 ประการที่ประกาศไว้แต่
พ.ศ.2475 นั้น บัดนี้เรามีครบทุกๆ ข้อแล้วละหรือ หรือเราล้มเหลวมาโดยตลอด อย่างน้อยก็แต่
พ.ศ.2490 เป็นต้นมา ยิ่งข้อความในวงเล็บของข้อที่ 4 ด้วยแล้ว เวลานี้เรามีสภาพเป็นเช่นไร
ดังขออ่านซ้ำให้ฟังว่า ไม่ใช่ให้ พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ และ พวกเจ้า
ในที่นี้ รวมถึงอภิสิทธิ์ชนที่หากินใกล้ชิดกับราชสำนักด้วย เช่น องคมนตรีบางคนนั้น
กินเงินเดือนของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ ยิ่งกว่าที่ได้รับพระราชทานโดยตรงเสียอีก ทั้งประธานองคมนตรียังเป็นประธานธนาคารกรุงเทพอีกด้วยแล้ว
และบริษัทหรือธนาคารที่มีสภาพเป็นบรรษัทข้ามชาตินั้นมีอันตรายยิ่งนัก เฉกเช่นบรรษัทข้ามชาติทั้งหลาย
ซึ่งมีอำนาจนอกเหนือรัฐออกไปอีกด้วย
ถ้าไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของคณะราษฎร แล้วประกาศเจตนารมณ์เพื่อความเป็นไทออกไป
เกรงจะเป็นการตีฝีปาก หรือเป็นข้อความที่กลายมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้นเอง
จึงใคร่เสนอว่า คณะที่ทำงานคราวนี้ หรือผู้อ่านที่สนใจปัญหาของบ้านเมืองอย่างจริงจัง
น่าจะต้องหาทางศึกษาว่าด้วยหลัก 6 ประการของคณะราษฎรกันใหม่ ให้ชัดเจน แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้ได้
ในสหัสวรรษนี้หรือศตวรรษนี้ หรือทศวรรษนี้ด้วยซ้ำไป โดยต้องตีประเด็นไปที่เค้าโครงการเศรษฐกิจด้วย
ว่าล้าสมัยไปอย่างไรหรือไม่ และควรจะเอาสาระกลับมาใช้ให้เกิดความเสมอภาค โดยมีภราดรภาพ
และเสรีภาพตามแบบของเราเอง เฉกเช่นที่เนื้อหาสาระของคณะสงฆ์ นอกเหนือไปจากที่เรารับกันมาง่ายๆ
จากฝรั่ง
ก่อนที่อาจารย์ปรีดีนำเอาคำว่า ราษฎร
มาใช้นั้นมีคำว่า เอกชน ใช้อยู่ก่อนบ้างแล้ว หมายถึงคนที่ไม่ได้สังกัดในราชการ
ย่อมเป็นคนโดดๆ เดี่ยวๆ เช่น พวกที่ทำหนังสือพิมพ์ท้าทายอำนาจรัฐ หรือคัดค้านรัฐประศาสโนบาย
ซึ่งไม่มีพลัง หรืออำนาจในการต่อรอง หากรวมตัวกันที่จะต่อรอง หรือคัดค้านอำนาจรัฐ ย่อมถูกหาว่าเป็นกบฏ
หรือเป็นบ้า เช่น กศร.กุหลาบหาไม่ก็กลายเป็นคนที่ดูหมิ่นตราพระราชสีห์ เช่นเทียนวรรณ
โดยที่ทั้ง 2 กรณีนี้เป็นเรื่องของเอกชนอย่างเห็นได้ชัด
เพราะถ้ารวมตัวกันคัดค้าน หรือท้าทายอำนาจรัฐ ย่อมต้องเป็นกบฏ ดังได้กล่าวมาแล้ว เฉกเช่นพวกกบฏเมืองแพร่
ซึ่งถูกหาว่าเป็นเงี้ยว ทั้งๆ ที่เจ้าหลวงเมืองแพร่ก็ร่วมมือด้วย หาไม่ก็ถูกหาว่าเป็นทั้งกบฏและเป็นบ้า
ดังพวกผู้มีบุญทางภาคอีสาน ซึ่งถูกตราว่าเป็นกบฏผีบุญ แม้จนพระเจ้าแผ่นดินที่ถูกถอดออกจากราชสมบัติแล้ว
เอาไปประหารชีวิตเสีย ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นบ้าด้วยเช่นกัน
สำหรับราษฎรนั้น เราต้องไม่ลืมว่าพวกที่ถูกหาว่าเป็นกบฏ
ไม่มีแต่พวก ร.ศ.130 หากมีเรื่อยลงมาและมีมากเป็นพิเศษในรัชกาลปัจจุบัน ไม่ว่าจะกบฏวังหลวง
กบฏแมนฮัตตัน กบฏแยกดินแดน กบฏสันติภาพ ฯลฯ จนคำว่าสันติภาพกลายเป็นคำที่เลวร้าย มากลับเป็นดีไปได้ก็เพราะประธานาธิบดีเคเนดี้ตั้งหน่วยสันติภาพขึ้นเมื่อเร็วๆ
นี้เอง หมายความว่า ฝรั่งมะกัน สะกดชนชั้นปกครองไทยได้ง่ายดายนัก
แม้ภายหลังรัฐจะไม่ใช้คำว่า กบฏ ก็ถือว่า ราษฎรเป็นพวกเลวร้ายปานๆ
กัน ดังเช่นที่ทำมาแล้วกับกรณี 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เรื่อยมาจน 17 พฤษภาคม 2535 ทั้งนี้ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงกรณีที่เรียกว่าประชาพิจารณ์ที่หาดใหญ่
และการใช้อันธพาลไปทำร้ายชาวบ้านที่เขื่อนปากมูล ก็ยังได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า
อำนาจรัฐ หรือชนชั้นปกครองนั้น ทั้งเกลียด ทั้งกลัวคำว่าราษฎร และพลังของราษฎร ทั้งทางความคิด
คำพูดและการกระทำ ด้วยเหตุฉะนี้ งานฉลอง 100 ปีชาตกาลของอาจารย์ปรีดี ในปี
2543-2544 จึงมีปฏิกิริยาไปในทางกล้าๆ กลัวๆ ดังหนังสือเล่มล่าสุดของข้าพเจ้าเป็นพยาน
(ดู กล้าๆ กลัวๆ ชนชั้นปกครองกับงานฉลอง 100 ปี ปรีดี พนมยงค์)
คำว่า อภิวัฒน์ ที่อาจารย์ปรีดีใช้
มีความหมายที่สำคัญ เฉกเช่นคำว่า ราษฎร โดยที่คำแรกกลายไปเป็น ปฏิวัติ
ซี่งหมายความว่า กลับมาอยู่ในที่เดิมดังสภาพของเราในเวลานี้ ก็คือ กลับคืนไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์กลายๆ
โดยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในทางเศรษฐกิจ คล้ายๆ กับในรัชกาลที่ 4 ที่ 5 นั้นเอง และคำว่า
ราษฎร ก็กลายมาเป็นคำว่า ประชาชน เข้าใจว่า ทั้งสองคำนี้ เกิดจากการบัญญัติศัพท์ของกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
ซึ่งไม่ได้อยู่ฝ่ายราษฎร แม้จะเคยรับใช้คณะราษฎรอยู่สมัยหนึ่ง แต่ทรงรับใช้เผด็จการนานกว่า
และมีพระทัยน้อมนำไปในทางนั้นยิ่งกว่า
จริงอยู่ ประชาชน เป็นคำที่ดีกว่า เอกชนเพราะแปลได้ว่าคนจำนวนมากที่มีอำนาจ
แต่ก็บัญญัติมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า PEOPLEเฉกเช่นคำว่า ราษฎร ซึ่งมีพลังยิ่งกว่าคำว่า
ประชาชน ดังคำว่า อภิวัฒน์ มีความหมายลึกซึ้งกว่าคำว่า ปฏิวัติ นั้นด้วย
น่าเสียดายที่คนไทยสมัยนี้ไม่คำนึงถึงภาษาของเราเท่าที่ควร
ข้อกล่าวหาในเรื่องคำว่า ราษฎร นั้น ถือว่าไม่รวมเจ้านายหรืออภิสิทธิ์ชน ซึ่งรวมถึงขุนนาง
และนายทุนขุนศึก โดยที่ข้าพเจ้าเห็นว่า กษัตริย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี แพศย์ก็ดี ศูทรก็ดี
ล้วนเป็นการแบ่งชั้นวรรณะตามแบบสินธูธรรม แม้เราจะเอามาเรียกเปลี่ยนไปเป็นเจ้า เป็นขุนนาง
หรือบรรษัทข้ามชาติ และกรรมกรก็ตาม ในทางพุทธธรรม ถือว่าต้องรวมกันให้เป็นมุนษย์ที่เสมอกัน
ดังคำว่า ราษฎร ควรเป็นคนหรือเจตนาของประชาชนที่กำกับรัฐ
ไม่ใช่ให้รัฐมีอำนาจเหนือราษฎร