Bangkok Biz News
03/05/2000
ดุษฎี พนมยงค์
บ้านแตก สาแหรกไม่ขาด
เรื่อง : ยุทธนา วรุณปิติกุล
ถ้านายปรีดี พนมยงค์ มีอายุยืนยาวถึงตอนนี้ ก็จะล่วงเข้าวัย
100 ปี เขาคงจะต้องมีอายุยืนยาว มากกว่าอายุเฉลี่ย ของมนุษย์โดยทั่วไป จึงจะมีโอกาส
แลเห็นถึงความกระตือรือร้น ของสังคมที่จะทำความรู้จักกับเขา
รัฐบุรุษอาวุโส ผู้ถูกลืมจากสังคมไทย มาช้านาน ชื่อของเขาถูกเอ่ยถึง
ในสังคมเมื่อยูเนสโก ประกาศยกย่องในฐานะ บุคคลสำคัญของโลก ด้วยวาระนี้ ลูกๆ แต่ละคนของนายปรีดี
จึงต้องแบ่งหน้าที่กัน ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเล่าเรื่องราวที่ถูกลืม
ดุษฎี พนมยงค์ ลูกคนหนึ่งของนายปรีดี สนทนากับเสาร์สวัสดี
ถึงเรื่องราวชีวิตของ นายครอบครัวนายปรีดี พนมยงค์ ที่ดุษฎี พนมยงค์ บอกว่าเป็นครอบครัวแปลก
เพราะเป็น ครอบครัวบ้านแตก ที่สาแหรกไม่ขาด
ที่สำคัญ มาพบกับมรดก ที่รัฐบุรุษอาวุโส มอบให้ลูกๆ
พอจะช่วยเล่าถึง สมาชิกในครอบครัว นายปรีดี พนมยงค์ ได้ไหมครับ
เรามีพี่น้อง 6 คน พี่สาวคนโต ลลิตา ไม่สบายตั้งแต่เด็ก
ถัดมาก็ ปาล, สุดา,
ศุขปรีดา, ดุษฎี และคนเล็ก วาณี พี่ปาลได้รับเคราะห์กรรม
มาตลอด อายุ 18 ก็โดนจับพร้อมคุณแม่(ท่านผู้หญิงพูนศุข ) ข้อหากบฏสันติภาพ แล้วก็ถูกตัดสินจองจำในคุกหลายปี
สุดท้ายก็ออกเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ และเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่ออายุ 49 ปี พี่สาว
คนที่สามก็ทำมาหากินด้วยการเป็นครูสอนเปียโน ตัวดุษฎีเป็นคนที่ห้าก็เป็นครูสอนดนตรีเหมือนกัน
คนที่ 6 วาณีเป็นอาจารย์สอนภาษาในมหาวิทยาลัย
ในฐานะลูก ของนักการเมืองคนสำคัญ อย่างนายปรีดี ความเป็นอยู่
และการดำเนินชีวิตในครอบครัว ขณะนั้นเป็นยังไงครับ
ตลอดเวลาที่คุณพ่ออยู่ในตำแหน่ง เรา ลูกๆ ไม่เคย (เน้น)ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ
ทั้งสิ้น ชีวิตความเป็นอยู่ก็อยู่อย่างเรียบง่าย อยู่อย่างรู้จักพอมาตลอด เพราะฉะนั้น
ก็มีความสุขสบายตามอัตภาพ พอเกิดรัฐประหาร 8 พ.ย. 2490 ที่คุณพ่อ ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ
นับตั้งแต่วันนั้น ครอบครัวก็ไม่เคย ได้อยู่พร้อมหน้ากัน 8 คนเลย คุณพ่อลี้ภัย
ไปอยู่ประเทศจีน ต่อมาคุณแม่ก็พาดุษฎี กับวาณีไปอยู่กับพ่อที่ประเทศอื่น
ก็อยู่กัน 4 คน พี่ศุขปรีดาพอเรียนจบจากเมืองไทยก็ตามไปอยู่ รวมเป็น 5 คน ก็อยู่กัน
5 คน ต่อมาพี่สุดาจบจากฝรั่งเศส จะกลับประเทศไทยก็ผ่านไปเยี่ยมที่เมืองจีน พอดีจอมพลสฤษดิ์
ทำรัฐประหารปี 2500 ใครที่ไปเมืองจีนจะถูกจับกุมคุมขังหมด พี่สุดาก็อยู่ในบัญชีดำ กลับไม่ได้
ก็เป็นอันว่าไปอยู่กัน 6 คน ส่วนพี่ปาลอยู่เมืองไทย พอออกจากคุกก็เดินทางไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส
พี่คนโตลลิตาก็ป่วยไปไหนไม่ได้ก็อยู่เมืองไทยตลอดจนทุกวันนี้ ก็สบายดีตามอัตภาพของคนป่วย
สรุปว่า เราเป็นครอบครัวที่ บ้านแตกแต่สาแหรกไม่ขาด
คือพี่น้องไม่เคยได้อยู่ พร้อมหน้าพร้อมตากัน ตั้งแต่โตขึ้นมา
เพราะ 8 พ.ย. 2490 ก็อายุ 8 ขวบ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้อยู่ด้วยกัน แต่ความผูกพันในครอบครัว มีอยู่อย่างลึกซึ้ง
ถึงบอกว่าเราเป็นครอบครัวที่บ้านแตก แต่สาแหรกไม่ขาด คือ จิตใจเรายังอยู่ด้วยกัน
สำหรับคุณดุษฎี นับจนบัดนี้ ช่วงเวลาที่ครอบครัวนายปรีดี อยู่ครบหน้ากัน
8 คนก็คือ ช่วงตั้งแต่เกิดถึง 8 ขวบเท่านั้นหรือ คือ ตอนที่เกิดมา คุณพ่อมีตำแหน่ง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งท่านก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่าง รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย
ต่อมาคุณพ่อก็ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ จนกระทั่งเป็นผู้นำ ขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เกิดรัฐประหาร พ.ย. 2490 คุณพ่อก็ออกนอกประเทศ
ช่วงนั้น คือเราเป็นเด็ก แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยสอนให้ฟุ้งเฟ้อ
เราก็อยู่เหมือนลูกคนธรรมดา เหมือนลูก คนชั้นกลางธรรมดา พอคุณพ่อไปแล้ว ตอนนั้น 8 ขวบ
กว่าที่ลูกสองคนจะตามคุณแม่ไป ก็อีกหลายปี แต่ชีวิตเรา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตกต่ำมาก เพราะเดิมทีก็ไม่ได้ขึ้นสูง
มันก็อยู่เหมือนเดิม เราก็กลับไปอาศัยอยู่บ้านคุณยาย ถนนสีลม
คือตัวเองเกิดที่บ้านคุณยาย ถนนสีลม แล้วไปโตที่ทำเนียบท่าช้าง
เพราะคุณพ่อดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็เลยต้องย้าย ไปอยู่ทำเนียบท่าช้าง
ซึ่งวันที่เกิดรัฐประหาร ยังจำได้
ในคืนที่เรียกได้ว่าพลิกโฉมหน้าประเทศไทย ในฐานะเด็กคนหนึ่ง
ที่อยู่ในเหตุการณ์ อยากให้ช่วยเล่าถึงบรรยากาศวันรัฐประหารครั้งนั้น ในสายตาของเด็ก
จำได้ว่า ถูกปลุกขึ้นมากลางดึก คือ พวกเราเด็กๆ ก็จะนอนห้องอยู่อีกปีกหนึ่งของตึก
พ่อกับแม่นอนอยู่อีกปีกหนึ่ง เพราะบ้านมันใหญ่ ถูกปลุกขึ้นมา แม่บอกว่าให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
แล้วก็มีเสียงปืน เสียงระเบิด ไม่แน่ใจว่าระเบิดหรือเปล่า แต่มีเสียงปืนแน่ๆ เด็กสมัยนั้นหนังสงครามยังไม่เคยดู
จำได้ว่าคุณแม่ให้ทุกคนหมอบ แล้วคุณแม่ก็พยายามร้องตะโกนว่า อย่ายิงมีแต่เด็กกับผู้หญิง
ซึ่งรุ่งเช้าก็ไปดู พบว่าทางฝ่ายรัฐประหารที่มานำโดยพ.ท.ละม้าย และร้อยโท สมบูรณ์ ชุณหะวัณ
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ชาติชาย ชุณหะวัณ เขาใช้ปืนจากรถถังจ่อยิงไปทางห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่
รูกระสุนมันใหญ่ แล้วต่อมาเราย้ายออกมา คนที่อยู่เขาบอกว่า รูมันใหญ่ขนาดนกเข้าไปทำรัง
ก็ถือว่าแคล้วคลาด คุณพ่อลงเรือหนีไปได้ก่อนเสี้ยววินาที เรียกว่าพระคุ้มครอง คือ เขาเจาะจงจะให้ตาย
ก็จำได้แค่นี้ค่ะ ตอนตกใจตื่นขึ้นมา
ตอนนายปรีดี กลับเข้ามาอีกครั้ง และพ่ายแพ้กลายเป็นกบฏวังหลวง
ช่วงนั้นมีโอกาสได้พบหน้ากันบ้าง สักครั้งหนึ่งไหมครับ
ไม่ได้เจอเลย คือ ตอนคุณพ่อกลับมาจะยึดอำนาจคืนจากคณะรัฐประหาร
ตัวเองก็เกิดเรื่อง เพราะตัวเอง เป็นคนซนมาก ตอนนั้นย้ายมาอยู่ที่บ้านคุณยาย แล้วก็ซนมากๆเลย
คือ เราอยู่ชั้นสอง ข้างล่างเป็นห้องรับแขก ห้องกินข้าว แทนที่จะขึ้นบันได ไปห้องนอน
ก็ไม่เคยขึ้นบันไดเลยค่ะ ปีนขึ้น เป็นอย่างนี้ทุกวัน วันหนึ่งก็พลาดจนได้ ปีนหน้าต่าง
แล้วพลัดตกจากชั้นสอง ลงมาก็สัก 3 เมตร ตกมาสลบไป แล้วก็นานกว่าจะฟื้น คุณแม่เล่าให้ฟังว่าตอนนั้น
คุณพ่อหลบอยู่เมืองไทย พ่อก็เป็นห่วง อยากจะมาเยี่ยมแต่ก็อันตรายเกินไป เพราะบ้านเราต้องถูกสันติบาล
ถูกตำรวจลับเฝ้าดูตลอด ตอนนั้นถูกพาไปสถานพยาบาล แล้วกลับมาพักที่บ้าน สลบอยู่ 2-3
วัน จำไม่ค่อยได้ คุณแม่เล่าว่า คุณพ่อมาพอดีแต่ก็ไม่ได้พบกัน
แล้วกว่าจะได้เจอหน้าคุณพ่ออีกครั้งนี่นานแค่ไหน
ก็ อีก 5 ปี
ชีวิตประจำวัน ของสมาชิกคนหนึ่ง ในครอบครัวนายปรีดี เป็นยังไง
ก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร และเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไรหลังจากนั้น
แหม เป็นเด็กนะ จำไม่ค่อยได้ คือ ตัวเอง เช้าก็ไปโรงเรียน
มันก็มีความทรงจำอันหนึ่ง คือเล็กๆนี่ จะเรียนที่เซนต์ ฟรัง ซิสซาเวีย แถวสามเสนก็คงจะอยู่ใกล้ๆ
บ้านทำเนียบท่าช้าง ก็ได้รู้จักกับเพื่อนหลายคน ต่อมาย้ายไปอยู่ เซนโยเซฟคอนแวนต์
(ตรงสีลม) เช้ามาโรงเรียน คุณแม่ก็จะเป็นคนมารับส่งเองตลอด บ่ายคุณแม่ก็จะมารับ เรื่องที่จำได้คือ
ตอนคุณแม่ถูกจับ กบฏสันติภาพ แล้วน้ามารับแทนแล้วก็บอกว่า แม่ถูกจับอยู่ที่ สันติบาล
เดี๋ยวนี้คือที่ทำการกรมตำรวจ แม่ให้เอาเราไปด้วย เราไปอยู่กับแม่ในห้องขังสักวันสองวันเขาก็ส่งเราไปอยู่โรงเรียนประจำ
แต่ทุกวันเสาร์เราก็ไปนอน ในห้องขังที่แม่อยู่ ทุกเสาร์-อาทิตย์
คิดถึงแม่หรือครับ ถึงไปพักอยู่กับแม่ที่ห้องคุมขัง
ไม่ใช่ คือ เราเป็นลูกที่ยังเล็กค่ะ แล้วคุณแม่ก็ย่อมเป็นห่วง
จันทร์ ถึงศุกร์ ไปอยู่ร.ร.ประจำแล้ว แม่ไม่ห่วง เสาร์ อาทิตย์ ก็เลยให้ไปอยู่ด้วย
คุณแม่ถูกขังอยู่ 84 วัน
หลังจากพ้นจากคดีกบฏสันติภาพ และตอนที่คุณแม่ตัดสินใจ ออกจากประเทศไทยไปสมทบกับนายปรีดี
ที่จีน ซึ่งเป็นการเจอกันครั้งแรก ตอนนั้นเด็กๆคิดยังไง
คือจริงๆ พูดกันตามจริงแล้ว ลูกๆนี่มีความใกล้ชิดคุณแม่มากกว่าคุณพ่อ
แต่ก็ย่อมมีความตื่นเต้น เพราะไม่ได้เจอคุณพ่อตั้งหลายปี ตอนนั้นก็อายุ 14-15 ปี ก็ทราบคร่าวๆว่า
คุณพ่อถูกกลั่นแกล้ง ถูกอำนาจอธรรมบีบคั้นให้ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ เราเป็นเด็กก็ตื่นเต้น(ไปกับวาณี
) ก็นั่งรถไฟสายทรานส์ ไซบีเรีย จากมอสโก ไปปักกิ่ง ใช้เวลา 8 วัน ผ่านดงหิมะ ทั้งตื่นเต้นกับที่จะได้พบพ่อ
และที่จะได้ไปในที่ใหม่ๆ นึกออกไหมคะ เราก็ตื่นตาตื่นใจระหว่างนั่งรถไฟ 8 วัน มันคงน่าเบื่อและทรมานสำหรับผู้ใหญ่แต่มันสนุกสำหรับเด็กอย่างเรา
ทำไมต้องอ้อมโลกไปเริ่มต้นที่มอสโกล่ะครับ
สมัยนั้นประเทศไทย ปกครองโดยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ไทยกับจีนนี่
เป็นคู่อริกัน ไปเมืองจีนโดยตรงไม่ได้ ไปสหภาพโซเวียตโดยตรงก็ไม่ได้ ต้องอ้อมไปอยู่ฝรั่งเศสก่อน
ไปอยู่ที่นั่น 6 เดือน คุณแม่ตั้งใจให้ไปเรียนที่นั่น แต่ปรากฏว่าสอบเข้าโรงเรียนประจำไม่ได้
แม้เราจะเรียนภาษาฝรั่งเศส มาตั้งแต่เด็กแต่ก็สู้เขาไม่ได้
คุณแม่บอกงั้นไปกัน จากฝรั่งเศส ก็บินไปสแกนดิเนเวีย ลงสตอกโฮล์ม
สวีเดน จากสตอกโฮล์ม ไปฟินแลนด์ด้วยเครื่องบิน จากนั้นก็ไปมอสโก ด้วยเครื่องบิน แล้วก็นั่งรถไฟ
8 วันไปปักกิ่ง ไปถึงก็หนาวมาก คือตอนอยู่ฝรั่งเศส 6 เดือน อากาศมันดีนะ พอไปมอสโกก็หนาวใหญ่แต่ปักกิ่งยิ่งหนาว
มันเป็นอีกบรรยากาศ
นั่นเป็นครั้งแรกที่พยายามรวมครอบครัว แล้วลูกคนอื่นๆ ละครับ
ตอนนั้น พี่สาว อยู่ฝรั่งเศส พี่ชาย(ปาล) อยู่ในคุก พี่ชายอีกคน(ศุขปรีดา)
กับพี่สาวที่ไม่สบายก็อยู่กับคุณยาย
เหตุผลที่คุณแม่พาลูกสาวสองคนไป นี่เพราะอะไรครับ
ก็ยังเด็กอยู่ ส่วนพี่สุดาเรียนอยู่ฝรั่งเศส อย่างพี่ชายคนโตเขาติดคุก
พี่ศุขปรีดาก็เรียนอยู่ใกล้จบมัธยม
บรรยากาศ วันที่เจอหน้าพ่อครั้งแรก จำได้ไหมครับ
ตื่นเต้น ดีใจ เพราะ 5 ปีไม่ได้เจอกัน คือเราเป็นลูกคนเล็ก
สองคน หน้าตาพ่อก็ดูเปลี่ยนไปบ้างแต่เราอาจจะเป็นลูกที่ยังเด็กและตอนนั้น คุณพ่อก็ทำงานหนัก
คิดแต่เรื่องบ้านเมืองตลอด ลูกรุ่นเล็กอย่างเรา จึงใกล้ชิดแม่มากกว่า ครอบครัวเรามีลูกสองรุ่น
อายุห่างกันมาก เราห่างจากคนที่ 4 สี่ปี แต่รุ่นเล็กห่างกัน 1-2 ปี
ชีวิตที่กรุงปักกิ่ง เป็นยังไงครับ
ตอนที่อยู่ปักกิ่ง ก็เป็นบ้านพักรับรอง ของรัฐบาล ปักกิ่งตอนนั้นจีนคอมมิวนิสต์เพิ่งมาปกครองใหม่ๆ
ยังไม่ค่อยมีต้นไม้ ยังไม่ค่อยมีอะไร สภาพแวดล้อมมันเหมือน (นิ่ง นึก ) ทะเลทราย เชื่อไหมคะว่า
หน้าหนาวนี่ออกไปข้างนอก
ลมพัดฝุ่นขึ้นมาตลบนี่ บางทีมองไม่เห็นอะไร ต้องเอาผ้าบางๆมาคลุมหน้า
มันหนาวมาก เนื่องจากคุณพ่อทนอากาศหนาวไม่ไหว หนาวมาก ก็เลยขอย้ายไปอยู่กวางตุ้ง เป็นเมืองที่ใกล้กับฮ่องกง
ก็อยู่นานเลย สภาพอากาศคล้ายบ้านเราแต่ไม่เหมือนนัก มีหน้าหนาวแต่ก็ยังอบอุ่น
ตอนอยู่ที่เมืองจีน แต่ละวัน นายปรีดีทำอะไรครับ
หนึ่ง ติดตามสถานการณ์ทั่วโลก ฟังวิทยุทุกสถานี เท่าที่จะฟังได้
แล้วก็อ่านหนังสือพิมพ์เท่าที่จะหาอ่านได้ นั่งเขียนนั่งคิด นั่งสรุป บทเรียนที่ผ่านมา
สมองนี่จะแล่นตลอด ทำงานอยู่ตลอด เท่าที่เห็นนี่ เวลาไม่ฟังวิทยุหรืออ่านนสพ. ก็จะนั่งเขียนงาน
ช่วงนี้ มีงานเขียนสำคัญออกมาหลายเล่ม เช่น ความเป็นอนิจจังของสังคม ที่เป็นงานเขียนชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของคุณพ่อ
และตอนที่ไปอยู่กวางตุ้งที่อากาศอุ่นขึ้น คุณพ่อสนใจทางด้านการเกษตร ชอบไปดูการเกษตร
ตอนนั้นจีนเริ่มใช้เครื่องจักรทำนา ก็ไปดูทั้งการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ แล้วก็ลงมือปลูกสวนครัวเอง
แล้วคุณดุษฎี ช่วยคุณพ่อปลูกผักบ้างไหมครับ
คือคุณพ่อนี่มองการณ์ไกลมาก เราอยู่ที่ประเทศจีน นี่ทั้งสองคน
(ดุษฎี และวาณี) จริงๆ ถือว่าเป็นนักเรียนต่างประเทศ ไม่ต้องไปใช้แรงงานเหมือนคนจีน
แต่คุณพ่อก็บอกว่า ไปเถอะ เราจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เพราะฉะนั้นเวลานักเรียนจีนไปทำนาเราก็ไป
ไปเกี่ยวข้าว ไปทำงานโรงงานทอผ้า โรงพิมพ์ ทุกๆ คนโดยเฉพาะมีงานหนึ่งที่เราประทับใจ
ในความหนักของงาน มาจนถึงทุกวันนี้ คือสร้างทางรถไฟ ทางรถไฟนี่เขาต้องก่อดินขึ้นมาก่อน
ค่อยวางราง เราไม่มีสิทธิวางราง เราแค่ไปหาบดินมาจากบ่อ เอามาก่อเป็นฐานทาง เป็นงานที่หนักมาก
หนักจน (นิ่งเงียบ) ไหล่นี่นะพองหนังถลอก อีกงานหนึ่งคือ ไปขนถ่านหิน ขนถ่านหินเสร็จกลับมาบ้านนี่
หน้าดำไปหมดทั้งที่มีหน้าปิด แล้วก็ไปทำงานโรงงาน งานโรงงานนี่ ไม่หนักกว่างานกสิกรรม
แต่เป็นงานซึ่งจะต้องทำต่อเนื่อง 8 ชม. 1 กะ สมมติงานหาบดิน นี่เหนื่อยเราหยุดได้ แต่งานโรงงานนี่ไม่ได้
ก็สรุปว่า ทุกอย่างที่ไปทำนี่เพราะคุณพ่อ
สนใจ เราก็ไป ทำตั้งแต่ เกลี่ยนา เกลี่ยแล้วต้องใส่ปุ๋ย
จีนเขาใช้ปุ๋ยธรรมชาติ เราก็ต้องเอาเท้านี่เหยียบ ให้ลงถึงรากต้นข้าวที่จมอยู่ในดิน
โทษนะคะ เท้า และเล็บนี่เหลืองไปหมด แล้วก็เหม็นด้วย เกลี่ยเสร็จ เราก็ต้องพักนาช่วงหนึ่ง
แล้วเราก็ไปใหม่ ไปดำนา ต้องหยิบต้นกล้าแล้วกดลงไป แล้วพอต้นข้าวโตเรา ก็ต้องไปเกี่ยวข้าว
แล้วฝัดข้าว อย่างดำนาก็ต้องก้มตลอดและต้องอยู่ในน้ำ มันมีปลิง ปลิงก็เกาะเท้า เอาเคียวเกี่ยว
บางทียังไม่หลุด บางคนต้องเอาบุหรี่จี้หรือเอาน้ำลายใส่
ฟังดูคุณพ่อสนใจศึกษา โดยเฉพาะชีวิตของผู้คนเป็นพิเศษ
ตอนคุณพ่ออยู่ประเทศจีน ตกเย็นก็จะ ชอบไปเดินเล่น บ้านเราเป็นเกาะมีน้ำล้อมรอบก็จะไปเดินเล่น
พ่อชอบไปคุยกับชาวเรือ แต่ก็พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเขาคุยภาษาจีน คุณพ่อชอบเข้าไปดูเขาทำงาน
กินข้าว สมัยนั้นประเทศจีนยากจน ปลาเค็มหนึ่งชิ้น ทานกันทั้งครอบครัวเลย หุงข้าวสวยร้อนๆ
ผัดผักคุณพ่อไปดูเขาทานข้าว ถามไถ่ทุกข์สุข
คุณพ่อพาคุณดุษฎี ไปเดินเล่นด้วยบ่อยเหรอครับ
ส่วนใหญ่ คุณพ่อไปเดินของเขา เราก็ไปของเรา มันคนละวัย
เดินเล่นคนละเวลากัน เราอาจจะเดินเช้า บ้าง เย็นบ้างตามสะดวก ช่วงหนึ่งเรา ก็ไปว่ายน้ำกัน
แม่น้ำกว้างพอๆกับเจ้าพระยา
อ๋อ (คงรู้ว่าจะถามอะไร) ว่ายน้ำ เก่งค่ะ พี่น้องว่ายเก่งทุกคน
ว่ายไปเกาะเรือสินค้า น้องสาวนี่ เขาเคยว่ายตามน้ำไป สองชั่วโมงกว่า เกือบจะออกปากอ่าว
ทุกคนว่ายน้ำเก่ง
แล้วคุณพ่อว่ายน้ำด้วยไหม ว่ายเก่งไหม
ว่ายคะ ตอนนั้นคุณพ่ออายุ 60 กว่าจะ 70 แล้วก็ยังว่ายแต่ว่ายในบ่อว่ายน้ำ
รู้สึกว่าครอบครัวเราจะชอบน้ำ อย่างนายปรีดี นี่เกิดที่แพริมน้ำ
ที่อยุธยา ชีวิตก็จะผูกพันกับน้ำ นายปรีดี ถูกรัฐประหาร 2490 ก็ลงเรือหนีทางน้ำ กลับมายึดอำนาจแล้วก็ต้องหนีอีกทีก็ไปทางน้ำ
ในที่สุดเมื่อตาย อัฐิของนายปรีดีก็ถูกนำไปลอยอังคาร ณ ที่ซึ่งจากเมืองไทยไปวันสุดท้าย
ที่ทะเลตรงบางจะเกร็งสมุทรปราการ เราว่ายน้ำเก่งทุกคน อย่างน้อง วาณี ว่ายไปสองชั่วโมงครึ่ง
โดยไม่ต้องเกาะอะไรเลย
พี่ชาย ศุขปรีดา นี่ว่ายน้ำโดด สระนี่ โอ .. พี่สาวคนที่ชอบขัดส้วมนี่ก็ว่ายเก่ง
คือทุกคนตกน้ำนี่ไม่จมน้ำตาย นี่เป็นเกร็ดของครอบครัว คุณพ่อนี่ ตอนอยู่จีนก่อนไปอยู่ฝรั่งเศส
สัก 68-69 ยังว่ายน้ำ ว่ายน้ำลึกๆ นะ ว่ายจริงๆ เพียงแต่คุณพ่ออาจจะท่าไม่ค่อยสวย
อยู่ที่เมืองจีนนานแค่ไหน
คุณพ่ออยู่ 20 ปี คุณแม่ออกมาก่อนไปฝรั่งเศส ส่วนเราสองคนอยู่
18 ปี
แล้วตอนที่ คุณแม่ ไปฝรั่งเศสเตรียมการย้ายครอบครัว จากจีนไปอยู่ฝรั่งเศส
ต้องอยู่กันแค่พ่อ ลูกดูแลกันเองเหรอครับ
ก็ไม่ลำพังค่ะ คุณพ่ออยู่ในฐานะแขกของรัฐบาลจีน คือ รัฐบาลจีนเขามองเห็นว่า
คุณพ่อเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมในการต่อสู้กับญี่ปุ่นผู้รุกราน ซึ่งมันมีผลและมีความหมายพอสมควรในระดับสากล
เขาจึงต้อนรับอย่างดี ไม่ได้อยู่ลำพัง อยู่ตึกอย่างสวย มีรถยนต์ให้ มีคนขับ คนจีนไม่มีรถยนต์
นอกจากอธิบดี รัฐมนตรีคุณพ่อได้รถระดับรัฐมนตรี สมัยนั้นเป็นรถโซเวียต แล้วยังมีคนครัว
คนทำความสะอาด เรียกว่าอยู่ในฐานะที่เรียกว่า สบายมาก รัฐบาลจีน เขาให้เกียรตินายปรีดีมาก
เมาเซตุง เคยให้คุณพ่อให้เข้าพบ ในฐานะอดีตผู้นำประเทศ เป็นคนไทยคนแรกที่ได้พบและได้พบกับโจวเอินไหลด้วย
จะพูดว่าคุณพ่อเป็นคนแรกที่ได้เจริญสัมพันธไมตรี ระหว่างราษฎรไทย-จีน อย่างไม่เป็นทางการก็ได้
สมัยนั้นใครไปจีนมีความผิด คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ไม่ได้กลับ ตอนนี้สังคมมันเปลี่ยน
เดี๋ยวนี้ใครไปเยือนจีนก็เป็นเรื่องโก้ จีนนี่ก็จะรับแขกคนไทยที่ร่ำรวย มีอำนาจ เวลานี้เรากลับไปก็เป็นเพื่อนเก่าไปแล้ว
เขามีเพื่อนใหม่แล้ว
ตอนที่นายปรีดีไปอยู่ฝรั่งเศส ครอบครัวก็ยังไม่พร้อมหน้าพร้อมตาหรือครับ
ในเมื่อไม่ใช่ประเทศต้องห้ามแบบจีน
ไม่มีวันได้พร้อมหน้าพร้อมตา เพราะ
พี่สาวที่พิการเขาเดินทางไปไม่ได้ อยู่เมืองไทยตลอด เขาขึ้นเครื่องบินไม่ได้
เพราะฉะนั้นก็ขาดไป 1 คน
ชีวิตในกรุงปารีส นายปรีดี กิจวัตรยังไงเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม
ก็เหมือนเดิม คือ ติดตามสถานการณ์ แต่ไปอยู่ฝรั่งเศสจะต่างกับจีน
เพราะที่จีนมีทีวีช่องเดียว นสพ.จีนก็อ่านไม่ออกก็รับหนังสือพิมพ์ไทย กับฝรั่งบ้าง
ซึ่งรัฐบาลจีนอนุญาตพิเศษ พอมาฝรั่งเศสก็ดีขึ้น คนไทยไปมาหาสู่ได้ คุณพ่อก็อ่านหนังสือ
เขียนหนังสือ ชีวิตตั้งแต่จำความได้ก็เห็นพ่ออย่างนี้ ไม่เคยเลยว่าจะไปเที่ยวเล่น เที่ยวเตร่ดูหนังดูละคร
เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ไม่เคยซื้อเคยหา สูทชุดที่ใส่ตอนที่ลี้ภัย ตัดที่สิงคโปร์
แล้วก็ไปอยู่จีน 35-66 ปีให้หลัง สูทตัวนั้นแหละค่ะ ลงโลงไปพร้อมกับศพ เผาไปพร้อมกัน
ใช้มาตลอด 30 กว่าปี ไม่เคยเห็นไปซื้อเสื้อผ้า เป็นคนที่ระมัดระวังเรื่องการการกินอยู่
การกิน คุณพ่อทานข้าวต้ม ทานอาหารว่าง ไม่เคยเห็นว่าจะต้องซื้อนาฬิกา ใส่เสื้อผ้ายี่ห้อไหน
เป็นตัวอย่างที่ดีในความมัธยัสถ์ ตอนที่อยู่ฝรั่งเศส สิ่งที่ชอบคือ ไปทัศนาจรต่างจังหวัด
อยู่เมืองจีนไปดูเขาทำนา ทำสวน อยู่ฝรั่งเศสก็ออกนอกเมือง ไปนั่งชมวิว
อาหารก็ทำทานกันเอง ค่ะ อยู่ฝรั่งเศสทำทานเอง คุณแม่จ่ายตลาดเอง
ทำเอง
อาหารเอเชียที่คุณพ่อชอบทานเป็นประจำ ซื้อหาลำบากไหมในฝรั่งเศส
ก็ซื้อข้าวมาหุง ท่านชอบทานข้าวต้ม ทานข้าวต้มกับผักดอง
ที่เขาเรียกข้าวต้มกุ๊ยหรือครับ
ใช่ๆ อย่างที่เขาเรียกข้าวต้มกุ๊ยนี่แหละ อาหารธรรมดาๆ
วันหนึ่งๆ จะมีสักมื้อที่เป็นอาหารหลัก เช้าๆนี่ชอบข้าวต้ม เย็นๆนี่ก็จะทานอะไรเบาๆ
ถ้าแน่นท้องก็อาจจะเป็นพวกซุป บะหมี่ อะไรอย่างนี้ ไม่เคยเรียกร้องเรื่องอาหาร คุณแม่ทำอะไรให้ทานก็ทาน
เป็นชีวิตที่เกิดมาธรรมดา ไม่เรียกร้องอะไร
นายปรีดี เป็นนักการเมืองคนสำคัญของสยาม เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในสังคม
กระทั่งได้รับยกย่องจากรัชกาลที่ 8 ให้เป็นรัฐบุรุษอาวุโส ลูกๆ ไม่มีใครคิดก้าวตามทางการเมืองบ้างหรือครับ
โดยส่วนตัวเอง ไม่นับลูกคนอื่นนะ เราไม่เล่นการเมือง เพราะสมัยนี้
ไม่เหมือนสมัยคุณพ่อ หนึ่งเราพูดปดไม่เป็น สองโกงกิน ไม่เป็น สาม เราไม่สามารถเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ
สรุปคือการเมืองสมัยนี้สกปรก เราไม่ขอยุ่ง
มองนักการเมืองร้ายเกินไปไหมครับ
หรือไม่จริง ก็อาจมีส่วนน้อยที่ดี เคยได้ยินไหม สี่รัฐมนตรี
ที่ถูกยิงตายยุคคุณเผ่า (พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์) พอตายนี่เขาจนมากๆ เลย ไม่มีอะไร ลูกเมียนี่ลำบาก
ยากจนมากไม่มีเงินจะเรียนหนังสือ จนมีผู้มาช่วยรับอุปการะ สมัยนี้ไม่ต้องเป็นถึงรัฐมนตรีก็มีเป็นสิบล้าน
ร้อยล้าน อย่าง 4 รัฐมนตรีนี่ ลูกเมียเขากับเราก็สนิทกัน จนมาก ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ดิน
แล้วมันหมายความว่าอะไร
ขอย้อนไปสักนิดเรื่องไปใช้แรงงาน ถ้าไม่นับตอนที่โตแล้วมาย้อนคิดแบบผู้ใหญ่นะครับ
จริงๆ ตอนเด็กนั่นรู้สึกยังไง สงสัยไหมทำไมพ่อแนะให้มาทำงาน ใช้แรงงานแบบกรรมกร
จริงๆ สนุกนะ เพราะเราวัยรุ่น 16-17 ปี ก็มีพลังพอสมควร
แทนที่จะกินๆนอนๆ ก็ไปใช้แรงงาน มันเท่ากับได้ออกไปทัศนศึกษา อย่างวาณีเขาไปใช้แรงงานปลูกต้นท้อ
ต้นอะไรๆที่กำแพงเมืองจีน มันเป็นภูเขาต้องปีนขึ้นไปปลูก เสร็จแล้วก็ต้องหาบน้ำปีนขึ้นไปรด
แต่วันนี้คนไทยทั้งใหญ่โตและไม่ใหญ่โต ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน รู้หรือเปล่าว่า ต้นไม้ที่ออกลูก
ออกดอกอยู่ริมกำแพงที่ท่านไปยืนถ่ายรูปนั่นแหละผลงาน อ.วาณี พนมยงค์ แต่ตอนนั้นเรา
ไม่รู้สึกเสียใจหรือตะขิดตะขวงใจ กับการใช้แรงงานเลย
ตอนนั้นรู้สึกไหม ทำไมต้องมาตกระกำลำบาก
แต่มันก็ฝึกความอดทน เลยทำให้ทุกวันนี้ ชีวิตของลูกๆ ทุกคน
ได้ฝึกอะไร ทำให้ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคอะไร เราก็จะอดทน มีขันติ มองแล้วว่าคุณพ่อสอนลูกได้อย่างถูกต้อง
สนุกดี เราได้รู้อะไรแยะ ทำให้ทุกวันนี้ เราไม่เคยดูถูกผู้ใช้แรงงาน
เราไม่เคยคิดเอาเปรียบคนอื่นเรื่องแรงงาน เราเองมีบ้านก็ไม่เคยคิดจะหาคนมาทำงานบ้าน
เพราะเรารู้ว่า การทำงานแบบนี้มันเหนื่อย
ฟังดูคล้ายๆ คุณพ่อ จะสอนลูกผ่านการทำงานและใช้ชีวิต
มีความคิดที่ปลูกฝังไว้ให้ติดตัวลูกๆ มาจนทุกวันนี้จากการได้ทำงาน
ลงมือลงแรงจริง และเราคิดว่านี่คือ คุณค่าสูงสุด ที่คุณพ่อคุณแม่มอบให้ อย่างพี่สาว
อ.สุดา พนมยงค์ ที่เป็นนักเปียโน งานอดิเรกของเขาคือ ขัดส้วมนะคะ 2-3 วันที ก็ต้องขัดอีกแล้ว
ไม่ให้คนอื่นช่วยด้วย อย่างน้องที่ชื่อวาณี เขาก็จะทำงานบ้านเองเกือบทั้งหมด
คิดว่า ตัวดุษฎีนี่ก็ ขี้เกียจที่สุดถ้าเปรียบเทียบ กับพี่น้อง แต่ถ้าเทียบกับคนอื่นในวัยเดียวกัน
เราก็ยังทำงานมากกว่ามาก ลูกๆ ทุกคนคิดว่า การใช้แรงงานไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ไม่เพียงไม่รังเกียจ
แต่ยังเห็นใจคนทำงาน เห็นใจคนหาเช้ากินค่ำ เพราะฉะนั้น ดิฉันเองโดยส่วนตัว จึงมีเพื่อนเป็นคนซ่อมรองเท้า
คนขายขนมครกปากซอย คนขายหมูก็รู้จักทักทายเรา ทุกคนทำงานที่สะอาดบริสุทธิ์ เราก็จะเป็นเพื่อนกับเขา
มันยังมีเรื่องตลก วันหนึ่งเราออกทีวีคนขายหมูก็บอก เจ๊ๆ
วันก่อนออกทีวีเห็นนะชั้นบอกเพื่อนว่า คนนี้ฉันรู้จัก มาคุยกับฉันบ่อยเขาก็ไม่เชื่อ
ความจริงเราภูมิใจนะ ที่มีเพื่อนเป็นชาวบ้าน แล้วพี่น้องทุกคนก็เป็นอย่างนี้แต่ครูดุษฎี
จะต่างกับพี่น้องตรงที่เป็นคนชอบคุย แต่จิตใจเราเหมือนกัน ตรงนี้พวกเราได้จากคุณพ่อ
ตอนอยู่เมืองจีนชอบคุย เรียนรู้กับชาวบ้าน
พูดได้ไหมนี่คือ มรดกที่คุณพ่อมอบให้ลูกๆ
จริงๆ คิดดูแล้วรู้สึกขอบคุณที่คุณพ่อ
ให้เราไปทำงาน จริงๆ เราก็สมัครใจ ไม่มีใครบังคับ ทำให้เราเห็นสิ่งสำคัญ
คือคุณพ่อมีคำขวัญว่า "แรงงานคือ บ่อเกิดแห่งความไพบูลย์" ทุกวันนี้เวลานึกถึงขึ้นมาทีไร
ก็รู้สึกสบายใจ แต่ตอนนี้ให้ทำคงไม่ไหว (ยิ้ม) ตอนนั้นยังเด็กค่ะ ตอนนี้แก่แล้ว หลังขดหลังแข็งน่ะคะ
ถ้าจะพูดถึงคุณพ่อ
คุณพ่อใช้การกระทำของท่านสอนแน่นอน เรื่อง ความซื่อสัตย์
สุจริต ก็ใช้การกระทำไม่เคยคดโกง ขยันหมั่นเพียร และมุ่งมั่น คนไทยนี่อยากฝากว่า อ่านแยะๆ
แล้วเราอย่าปิดหู ปิดตาตัวเอง อ่านแยะๆ แล้วเราจะรู้ว่า เราจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ คุณพ่อบอกว่า
ต้องใช้สติปัญญาและหลักกาลามสูตร ไม่ใช่เชื่อเพราะว่า เขาเป็นพ่อเรา เชื่อเพราะเขาเป็นหัวหน้าเรา
ต้องเชื่อโดยใช้วิจารณญาณ
คล้ายกลับลูกไม้หล่นไกลต้น แต่แน่ใจหรือ ถ้าจะด่วนสรุปเช่นนั้น