Bangkok Biz News
03/05/2002
'นายปรีดี พนมยงค์' กับการอภิวัฒน์
สกุล บุณยทัด
ณ วาระครบรอบร้อยปีแห่งชีวิตของท่าน "ปรีดี พนมยงค์" ในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตของท่านที่นับเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมไทย
ภายใต้การเรียนรู้ของคนในสังคมผ่านแง่มุมแห่งการดำเนินชีวิตของท่าน ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณูปการโดยเฉพาะในประเด็นของประวัติศาสตร์
การเมืองยุคใหม่ของไทยที่ถือกันว่า เป็นยุคแห่ง "การอภิวัฒน์ประชาธิปไตย"
นับเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475
"นายปรีดี พนมยงค์ กับการอภิวัฒน์" โดย สุพจน์ ด่านตระกูล
ถือเป็นหนังสือที่มีคุณค่าเล่มหนึ่งที่ได้มีการเรียบเรียงเรื่องราว ตลอดจนบทบาทแห่งผลงานทางด้านการเมืองของท่าน
ปรีดี พนมยงค์ ในประเด็นของงานอภิวัฒน์ประชาธิปไตย เอาไว้อย่างครอบคลุมและกว้างขวาง
แต่ ด้วยลีลาการเขียนที่ กระชับได้ใจความอย่างกระทัดรัดที่สุด...
เป็นที่แน่นอนว่า...ในความเป็นประวัติส่วนตัวของท่านปรีดี
พนมยงค์ ย่อมแยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่อันหมายถึง การเปลี่ยนแปลงในยุคหลังวันที่
24 มิถุนายน 2475 ซึ่งท่านปรีดี เรียกการเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ที่กษัตริย์มีอำนาจอย่างล้นพ้น) มาเป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
(ที่อำนาจกษัตริย์ถูกจำกัดตามรัฐธรรมนูญ) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ถือเป็นบทบาทก้าวแรกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
ณ โอกาสต่อไป...โอกาสที่ ประชาธิปไตยทางการเมือง ประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจ และประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม
จะหลอมรวมกันจนเกิดเป็น "สังคมประชาธิปไตย"
"สุพจน์ ด่านตระกูล".... ได้แสดงประเด็นข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า
ผลที่สุด "นายปรีดีก็เปลี่ยนได้แต่เพียงบทบาทก้าวแรกเท่านั้น
พอท่านจะย่างเข้าสู่ก้าวที่สองก็มีอุปสรรคขัดขวางมากมาย ซึ่ง ส่งผลกระทบถึงท่านให้ต้องตกระกำลำบาก
และระทมขมขื่น และแม้แต่บาทก้าวแรกที่ท่านกับเพื่อนของท่านได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลง ก็ถูกแปรธาตุเปลี่ยนสีเป็นอื่นไปมาก"
โดยประวัติ.....ท่านปรีดี พนมยงค์ เป็นลูกชาวนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จากนักเรียนโรงเรียนวัดไปสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกทางกฎ หมายจากมหาวิทยาลัยของประเทศฝรั่งเศส
ในช่วงปี พ.ศ.2460 ท่านได้เข้าเรียนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมาย
กระทรวงยุติธรรม และศึกษาภาษาฝรั่งเศสที่ เนติบัณฑิตยสภา โดยมีอาจารย์ฝรั่งเศสชื่อ
"เลเดแกร์" (E.Ladeker) ที่ปรึกษาศาลต่างประเทศเป็นครูสอน...เล่ากันว่าในขณะที่ท่านเรียนนั้น สิ่งไหนที่ท่านไม่เข้าใจ
ท่านจะต้องซักถามจนกระจ่างแจ้ง...ถึงขนาดที่อาจารย์ผู้สอน เอ่ยปากชม และตำหนิผู้ร่วมเรียนคนอื่นๆ
ในมุมกลับว่า "มีแต่นายปรีดีเท่านั้นที่โง่กว่าคนอื่น สอนอะไรไม่ค่อยเข้าใจ
ต้องซักต้องถามอยู่เสมอ ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ฉลาด สอนอะไรก็ไม่มีซักถาม แสดงว่าเข้าใจดี..."
ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยในฐานะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยมาสู่ระบอบประชาธิปไตย...เป็น ผู้เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมยกย่องเป็น
"รัฐบุรุษอาวุโส"
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8...เป็นผู้นำขบวนการเสรีไทย เพื่อปกป้องเอกราชอธิปไตยของชาติไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่
2 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7
โดยข้อเท็จจริง... ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เกิดมีจิตสำนึกใน
"การปฏิวัติ" ที่ท่านเรียกว่า
"อภิวัฒน์" มาเป็นเวลาเนิ่นนาน เนื่องด้วยมีเหตุการณ์หลายๆ
อย่างได้มาเป็นแรงกระทบและได้สั่งสมในจิตสำนึกของท่านเพิ่มทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเงื่อนไขทางภาวะวิสัยที่ท่านได้สัมผัส
ในขณะที่ประเทศชาติบ้านเมืองของเราในวันนี้ต้องตกอยู่ในวงจรอุบาทว์
อันเนื่องมาแต่อำนาจการรุกราน และครอบงำจากต่างชาติ โดยเฉพาะทางด้านทางเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบให้เห็น
เป็นรูปธรรมทั้งด้านสังคมและการเมืองอยู่ในขณะนี้...ท่าน ปรีดี...ได้มองประเด็นแห่งอำนาจของต่างชาติดังกล่าว
ผ่านขบวนการสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือประเทศสยาม เมื่อในอดีตอย่างพินิจพิเคราะห์ว่า
"ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางทฤษฎีหรือทางปฏิบัติ คนในสังคมมหาอำนาจเหล่านี้ไม่ต้องขึ้นศาลไทย...
แต่จะให้ศาลกงศุลหรือ ศาลคดีระหว่างประเทศตัดสิน ทั้งนี้ เป็นไปตามสนธิสัญญา ที่ไม่เสมอภาคระหว่างชาติมหาอำนาจกับประเทศสยาม
ในศาลคดีระหว่างประเทศคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาชาติยุโรป จะมีน้ำหนักมากกว่าคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาสยาม....ข้าพเจ้า
ไม่พอใจการใช้อำนาจอธิปไตยเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชของชาติอันสมบูรณ์
โดยมีอำนาจอธิปไตยของตนอย่างเต็มเปี่ยม"
อย่างไรก็ดี...เมื่อประเทศรัสเซียล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ "ข้าพเจ้าก็หวังอย่างแรงกล้าว่า เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะเกิดขึ้นในประเทศสยาม"
ในที่สุดท่านปรีดี พนมยงค์ ก็ได้ตั้งคณะราษฎร์ขึ้น
"ด้วยความตั้งใจที่จะรับใช้ เพื่อนร่วมชาติ ด้วยความปรารถนาที่จะได้รับบูรณภาพแห่งดินแดนและเอกราชสมบูรณ์
อันจะทำให้ประเทสชาติได้ประสบผลสำเร็จ ในการบำรุงเศรษฐกิจให้รุ่งเรือง ตลอดจนการนำชาติไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง
ข้าพเจ้าจึงได้ก่อตั้งแกนกลางอย่างลับๆ ขึ้นเป็น คณะราษฎร ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาไทยบางคน"
ก่อนหน้าการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475....กลุ่มผู้นำอภิวัฒน์
ได้มีการประชุมกันหลายครั้งหลายหน และได้มอบหมายให้ท่านปรีดี เป็นผู้วางแผนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุดในขณะนั้น
ซึ่งรัฐบาลภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กำลังเข้าตาอับถึงกับดุนข้าราชการออกจากงาน
(ซึ่งก็เหมือนกับสภาพสังคมในขณะนี้)
"ในประเทศสยามนี้ มีบุคคลที่เกิดมาหนักโลกอาศัยบุคคลอื่นกิน
มีเป็นจำนวนไม่น้อย กล่าวคือ ตนไม่เป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจ หรือการใด ให้เหมาะสม แก่แรงงานของตน
อาศัยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ของผู้อื่น หรือบางทีก็ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เช่นในกรุงเทพฯหรือในหัวเมือง
เมื่อสังเกตตามบ้านของชนชั้นกลาง หรือของผู้มั่งมีแล้วก็ย่อมจะเห็นว่าผู้ที่อาศัยกินมีอยู่เป็นจำนวนมาก
บุคคลจำพวกนี้นอกจากจะหนักโลกแล้ว ยังเป็นเหตุที่ทำให้ราคาสิ่งของเพิ่มขึ้นได้..."
ท่านปรีดี...ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญ เรื่องหน้าที่ของรัฐในทางเศรษฐกิจ ซึ่งท่านเรียกในสมัยนั้นว่า
"การงานซึ่งฝ่ายปกครองกระทำเพื่อส่งเสริมบำรุงฐานะความสุขสมบูรณ์ของราษฎร"
โดยในประเด็นนี้...ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงภาวะการแก้ไข ด้วยวิธีที่ให้รัฐบาลประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร
(Social Assuarace ) กล่าวคือ ราษฎรที่เกิดมาย่อมจะได้รับประกันจากรัฐบาลว่า
ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งสิ้นชีพ ซึ่งในระหว่างนั้นจะเป็นเด็ก หรือเจ็บป่วย หรือพิการ
หรือชราทำงานไม่ได้ ราษฎรจะได้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สถานที่อยู่ ฯลฯ ปัจจุยแห่งการดำรงชีวิต
เมื่อรัฐบาลประกันได้เช่นนี้แล้วราษฎรทุกคนจะนอนตาหลับ ...และที่สำคัญที่สุด....รัฐบาลจะต้องถือหลักว่า
จะต้องจัดการกสิกรรมและอุตสาหกรรมทุกอย่างให้มีขึ้น ซึ่งในที่สุดประเทศไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยต่างประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันภยันตรายอันเกิดจากการปิดประตูค้าได้ เมื่อเรามีสิ่งที่ต้องการภายในประเทศครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว
แม้จะต้องถูกปิดประตูค้าก็ไม่เป็นการเดือดร้อนอันใด..."
ครั้นแล้วการอภิวัฒน์ใหญ่ 24 มิถุนายน 2475 ก็ปรากฏขึ้นภายใต้การนำของคณะราษฎร
อันมี พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าใหญ่ และมีท่านปรีดี เป็นมันสมอง ซึ่งตรงกับวันศุกร์แรม
6 ค่ำ เดือน 7 ปีวอก จุลศักราช 1294 รัตนโกสินทร์ศก 150 เป็นรัชสมัยของพระปกเกล้า รัชกาลที่
7 แห่งราชวงศ์จักรี...ด้วยปณิธานที่ว่า
"...ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเมือง ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาล
จึงรวมตัวกันตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น...คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว..." ซึ่งก็อาจนำไปขยายความได้ว่า...
ประเทศนี้เป็นของ ราษฎรทั้งหลาย (ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง บรรพบุรุษของเราเป็นผู้ช่วยกันกู้ประเทศ
มีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก)...จึงต้องปกครองโดยราษฎร (โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา
จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือ หลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว)...เพื่อความสุขความเจริญอย่างประเสริฐของราษฎร
(ซึ่งเรียกกันเป็นศัพท์ว่า ศรีอาริยะ นั้นจะพึงบังเกิดแก่ราษฎรถ้วนหน้า)
"นายปรีดี พนมยงค์ กับการอภิวัฒน์" จากการ เรียบเรียงของ
สุพจน์ ด่านตระกูล ได้ให้รายละเอียดในหลากหลายประการที่ท่านปรีดีได้รังสรรค์ไว้ให้กับสังคมไทย
โดยเฉพาะ จิตสำนึกแห่งการอภิวัฒน์ ที่คนไทยส่วนใหญ่มักขาดหาย และมักปล่อยให้ประเทศชาติล่มจมและพังพินาศไปต่อหน้า...
เหมือนเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้...สภาพการณ์ของประเทศด้วยผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
ความอ่อนด้อยในการบริหารประเทศของคณะรัฐบาล ตลอดจนการมี "คนหนักโลก" อยู่มากมายในสังคมประเทศขณะนี้...ชวนให้นึกถึง "การอภิวัฒน์" ที่ถือเป็นอุดมคติอันมีค่ายิ่งต่อประชาชนและสังคมภายใต้เงื่อนไขของความถูกต้อง...สุพจน์
ด่านตระกูล เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ด้วยสาระที่ให้รายละ เอียดกระชับเฉพาะเรื่องได้อย่างมีความเข้าใจและครอบคลุม
นับตั้งแต่ วัยเด็กและวัยเรียน ....จุดกำเนิดทางความคิด สู่ความมุ่งหวังเพื่อชาติ
รวมทั้งบทบาทหน้าที่ และสิ่งที่ได้กระทำตามความมุ่งหวังแห่งอุดมคติ...ทั้งหมดมีทั้งด้านมือและด้านสว่างของชีวิต
มีทั้งความผิดพลาดทางประวัติ-ศาสตร์อันขมขื่น ตลอดจนความสำเร็จที่น่ายกย่องแห่งการกระทำในฐานะ
"รัฐบุรุษ" ของแผ่นดินที่แท้จริง
"รัฐบาลจะต้องนำราษฎรผ่านประตู...เข้าไปสู่ชัยภูมิแห่งความสุขสมบูรณ์
มิใช่นำให้ ราษฎร เดินถอยหลังเข้าคลอง"
เหตุนี้...ผู้ที่รักและศรัทธาในอุดมคติแห่งการ "อภิวัฒน์" ที่แท้ ย่อมได้รับคุณค่าจากสาระประโยชน์ที่หนังสือเล่มนี้มี
ให้อย่างเต็มเปี่ยม...หากแต่ผู้ที่กล่าวอ้างถึง การอภิวัฒน์ด้วยศรัทธาที่จอมปลอม รวมทั้งผู้ที่เกลียดชังความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคม
หนังสือเล่มนี้ก็คือ "อาวุธร้าย" ที่จะประหารจิตสำนึกอันบอดใบ้แห่งชีวิตของท่านเท่านั้นเอง