Manager Newspaper

ข่าวปก 8/05/2000 - 14/05/2000

 

 

'คุณพ่อ' ในความทรงจำ คำถ่ายทอดจากลูกๆ

 

 

ดุษฎี พนมยงค์ ลูกสาวคนรองสุดท้องของ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส กล่าวกับ "ผู้จัดการรายสัปดาห์" หลังจากองค์การยูเนสโกประกาศยกย่องนายปรีดี พนมยงค์ ในที่ประชุมใหญ่สมัยประชุมที่ 30 ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2542 ในความรับรู้ของบุคคลทั่วไปนั้น ชื่อของ "ปรีดี พนมยงค์" นั้นดูยิ่งใหญ่ไปด้วยวีรกรรมนานัปการที่ท่านกระทำไว้แก่สังคมไทย จนมีผู้นำมากล่าวขานถึงอยู่บ่อยๆ แต่ทว่าวิถีชีวิตของผู้ยิ่งใหญ่ในสายตาของลูกๆ นั้น ท่านไม่ได้ทำตัวให้ห่างไกลจากความเป็น "บุคคลธรรมดา" เลย หนำซ้ำท่านยังรักใคร่วิถีชีวิตของชาวบ้านและชมชอบที่จะใช้เป็นแหล่งความรู้อยู่เสมอๆ

 

"ในวัยเด็กดิฉันไม่ได้ใกล้ชิดกับคุณพ่อมากนัก เพราะท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ทุ่มเทให้กับงานราชการ ต่อเมื่อมรสุมการเมืองพัดพาท่านไปสู่เมืองจีนตอนดิฉันอายุได้ 12 ปี ที่นั่นจึงได้มีโอกาสใกล้ชิด และได้เรียนรู้หลายเรื่องจากท่าน "ภาพที่ประทับใจไม่รู้ลืมก็คือ ความเป็นคนใฝ่หาความรู้ของท่าน ซึ่งนอกจากจะอาศัยตำรับตำราและหนังสือทั่วไปแล้ว แหล่งความรู้ที่สำคัญของท่านอีกแห่งหนึ่งก็คือ มนุษย์" วาณี สาย-ประดิษฐ์ ลูกสาวคนเล็กของครอบครัว "พนมยงค์" เล่าให้ฟัง

 

เธอบอกด้วยว่า ตอนที่อยู่ประเทศจีนด้วยกันนั้น ภาพที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคือภาพคุณพ่อนั่งอ่านหนังสือ ซึ่งท่านมักจะพูดเสมอว่า คนเราต้องเรียนรู้อยู่ตลอด แม้จะมีการศึกษาในระดับสูงและมีประสบการณในชีวิตพอสมควรก็ตาม โดยหนังสือที่ท่านอ่านมีอยู่เกือบทุกชนิด แม้กระทั่งหนังสือเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะท่านต้องการทราบว่ามีการพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

 

นอกจากนี้ ท่านยังชอบไปเดินเล่นไปพูดคุยกับคนตามที่ต่างๆ ทั้งชาวสวนผักที่อยู่ใกล้บ้าน ชาวเรือ ประมงที่นำของมาขาย แม้ว่าท่านพูดภาษาจีนแทบไม่ได้และต้องใช้ล่ามตลอด "แม้ตอนหลังเราจะย้ายไปอยู่กันที่ประเทศฝรั่งเศส แต่ท่านก็ยังดำเนินวิถีชีวิตเหมือนเดิม ท่าน ชอบเดินไปคุยกับคนที่โรงพิมพ์ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนเขาเรียกท่านอย่างสนิมสนมว่า "mon ami" หรือ "เพื่อนของฉัน" หรือช่างตัดผม ท่านก็ชอบไปคุยเพื่อที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตของคนเหล่านั้น"

 

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ถือเป็นวันที่ทุกคนในครอบครัว "พนมยงค์" ต้องจดจำ เพราะนั่นถือเป็นวันสุดท้ายที่คนในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกอีก 6 คนได้อยู่กันพร้อมหน้า ก่อน ที่คณะรัฐประหาร นำโดยพล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เข้ามายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์) ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ไปยังสิงคโปร์ จากนั้นก็ได้ย้ายไปอยู่ประเทศจีนและฝรั่งเศสตามลำดับ ก่อนที่ลมหายใจท่านได้สิ้นสุดลง ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 ณ บ้านชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

"ตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2490 เป็นต้นมา ครอบครัวเราก็ไม่เคยอยู่กันพร้อมหน้าอีกเลย พี่สาวคนโตซึ่งสุขภาพไม่แข็งแรงและไม่ได้ไปอยู่ต่างประเทศด้วย ก็ไม่เคยพบหน้าคุณพ่อจวบจนท่านจากไปในปี 2526 เมื่อพวกเรากลับมาเมืองไทย เรา ก็เหลือกันอยู่แค่ 6 คน คือคุณแม่ และลูกๆ 5 คน โดยขาดคุณพ่อและพี่ปาล แต่ถึงแม้ครอบครัวเราจะกระจัดกระจายกันไป แต่ความผูกพันของพวกเรานั้นยังเหนียวแน่น" นี่คือคำพูดที่ออกมาจาก ดุษฎี พนมยงค์ ลูกสาว คนที่ 5 ของนายปรีดี พนมยงค์

 

ปัจจุบันทุกคนในครอบครัว พนมยงค์ ได้กลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนกันหมดแล้ว โดยมีบ้านในซอยสวนพลู ซึ่งท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ อาศัยอยู่เป็นแหล่งรวมของลูกหลาน ขณะเดียว กันลูกๆ ของนายปรีดี พนมยงค์ ทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่รับผิดชอบ กันไปตามความสนใจและความถนัดของแต่ละคน

 

กล่าวคือ สุดา ลูกสาวคนที่ 3 และดุษฎี พนมยงค์ ลูกสาวคนที่ 5 ยึดอาชีพเป็นอาจารย์สอนเปียโน ที่โรงเรียนสอนดนตรีลลิตา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกับบ้านพักในซอยสวนพลู ขณะที่ ศุขปรีดา พนมยงค์ ลูกชายคนที่ 4 เป็นที่ปรึกษาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวของบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนวาณี สายประดิษฐ์ ลูกสาวคนสุดท้องสมรสกับลูกชาย ของกุหลาบ สายประดิษฐ์หรือ "ศรีบูรพา" นักประพันธ์แนวสัจจนิยม เคยเป็นอาจารย์สอนภาษาจีน อยู่ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แต่ภายหลังมีปัญหาด้านสุขภาพ จึง ลาออกและมาช่วยงานที่โรงเรียนสอนดนตรี สำหรับลูกสาวคนโต"ลลิตา" มีปัญหาสุขภาพมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันพำนักอยู่ที่บ้านซอยสวนพลู กับท่านผู้หญิงพูนศุข และสุดา ส่วนลูกชายคนโต ปาล พนมยงค์ ซึ่งถูกจับกุมคุมขังอยู่หลายปี หลังท่านปรีดีลี้ภัยออกนอกประเทศ ในกรณีกบฏวังหลวง เสียชีวิตไปแล้ว

 
ความทรงจำจากลูกถึงพ่อ

 

"เมื่อพูดถึงคุณพ่อ สิ่งแรก ที่ดิฉันคิดถึงก็คือความห่วงใยที่ท่านมีต่อลูกๆ ดิฉันได้เข้าถึงความ รู้สึกนี้ในช่วงที่อยู่เมืองจีน ซึ่งดิฉันป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล ท่านก็จะคอยมาดูแลบางครั้งก็ลงมือทำอาหารให้ทาน" สุดา พนมยงค์ รำลึก ถึงความอาทรของท่าน เธอยังบอกอีกว่านอกจากการเอาใจใส่สุขภาพของลูกแล้ว เรื่องการศึกษาของลูกท่านก็ไม่ได้ละเลย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้บังคับเหมือนที่พ่อยุคนั้นเป็นกัน ท่านจะให้อิสระด้านการศึกษาแก่ลูกๆ หากใครชอบด้านไหนก็จะส่งเสริม และคอยสนับสนุน

 

"ดิฉันชอบด้านดนตรี ท่าน ก็ไม่ห้ามปรามแต่กลับสนับสนุนให้เรียนดนตรีตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทย เมื่อเรียนไปได้ช่วงหนึ่งและครอบครัวเราต้องย้ายไปเมืองจีน ท่านก็ยังสนับสนุนให้ไปเรียนต่อที่สถาบันดนตรีชั้นสูงของปักกิ่ง โดยมีท่านคอยแนะนำและให้กำลังใจโดยตลอด" แต่สำหรับดุษฎีแล้ว เรื่องที่เธอประทับใจในตัวคุณพ่อกลับเป็นภาพน่ารักๆ เกี่ยวกับความเป็นคนรักสุนัขของท่าน เธอเล่าว่า ช่วงที่อยู่เมืองจีนซึ่งประชาชนยากจนและรัฐบาลห้ามเลี้ยงสัตว์ เธอและน้องสาว คือวาณี ได้ไปเก็บสุนัขข้างถนนมาเลี้ยง แต่ด้วยความที่ทั้ง 2 คนต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ คุณพ่อก็จะคอยให้ข้าวให้น้ำและนมแก่สุนัข "สุนัขที่เราเก็บมาเลี้ยงเกิดมีท้องและในวันที่มันคลอดเราไม่ได้อยู่บ้านกัน คุณแม่เล่าว่า คืนที่มันคลอดตอนกลางดึก คุณพ่อก็ไปยืนคอยดูแลให้มันคลอดจนเรียบร้อย เอาไฟฉายไปส่อง เอานมและน้ำไปให้ ท่านเป็นคนที่รักสุนัขมาก เพียงแต่ท่านไม่ได้เลี้ยงสุนัขเอง เพราะฐานะของเราไม่อำนวยที่จะไปรับภาระตรงนั้น"

 

พ่อสอนให้เราใช้ชีวิตเรียบง่าย

 

"คุณพ่ออบรมพวกเราอยู่เสมอเกี่ยวกับการมีชีวิตที่เรียบง่าย ประโยคที่ท่านพูดประจำก็คือ ชีวิตสบายนั้นไม่ต้องเรียนรู้ก็ได้ แต่ชีวิตลำบากสิที่เราต้องเรียนรู้ เพื่อที่ว่าหากต่อไปเราต้องเผชิญกับความลำบาก เราจะได้ไม่รู้สึกลำบาก เพราะเราเคยลำบากมาแล้ว" นี่คือคำบอกเล่าจาก วาณี สายประดิษฐ์ วาณีบอกอีกว่า ในช่วงอยู่เมืองจีนนั้น เธอและดุษฎี ต่างได้เรียนรู้ความ ลำบากมาด้วยตัวเอง ตอนที่เธอมีอายุได้เพียง 14 ปี ขณะที่ดุษฎีอายุได้ 16 ปี กล่าวคือ ช่วงที่จีนก้าวเข้าสู่ "กระบวนการก้าวกระโดดไกล" นักเรียนและนักศึกษาทุกคน ต้องเข้าไปทำงานตามคอมมูน ซึ่งเธอและพี่สาวก็เป็นหนึ่งในจำนวนนักเรียนเหล่านั้นด้วย

 

เธอได้เข้าไปทำงานทั้งในโรงงาน ในไร่นา ไปสร้างทางรถไฟ สร้างอ่างเก็บน้ำ เธอต่างทำมาหมด แม้กระทั่งการหาบถังปุ๋ยอุจจาระสดเธอก็เคยทำมา โดยไม่ได้ถูกบังคับ เพราะยุคนั้นทุกคนต้องทำงานเหมือนกันหมด "ที่สำคัญคือคุณพ่อก็สนับสนุน ท่านไม่เคยคิดไปขอยกเว้นเพราะเราเป็นชาวต่างชาติ มีแต่บอกว่าดีจะได้ไปเรียนรู้ชีวิตเพราะท่านเชื่อว่า "แรงงานเป็นบ่อเกิดของความไพบูลย์" จนถึงทุกวันนี้ พูดได้ว่าลูกคุณพ่อทุกคนทำงานได้ทุกอย่าง และไม่เคยรังเกียจงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสกปรกหรืออะไร" สุดาเล่าว่า นอกจากเรื่องการทำงานแล้ว เรื่องการใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คุณพ่อได้สอนลูกๆ เพราะในชีวิตคุณพ่อนั้น ท่านมีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก และท่านไม่เคยซื้อเสื้อมียี่ห้อมาใส่เองเลย ยกเว้นมีคนให้เป็นของขวัญ

 

"เรื่องชุดสูทของท่านเป็นเรื่องที่ลูกทุกคนจำได้ติดใจ ท่านมีชุดสูทตัวหนึ่ง สีกรมท่ามีริ้วขาวๆ ตัดที่สิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2490 ตอนที่ท่านหนีออกจากประเทศ และท่านก็ใช้ชุดเก่งนี้เวลาไปงานสำคัญๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาที่สถานทูตจัด วันชาติจีน หรือโอกาสสำคัญต่างๆ ท่านใช้เรื่อยมาจนท่านสิ้นชีวิต และชุดสูทตัวนี้เองที่ลูกๆ บรรจงใส่ให้ท่านในวันเผาศพ"

 

อีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนถึงการไม่สะสมของ นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือเรื่อง ของทรัพย์สิน สุดาเล่าเพิ่มเติมว่า ทรัพย์สินของครอบครัวพนมยงค์ในวันนี้มีอยู่อย่างเดียวคือบ้านที่ซอยสวนพลู ซึ่งซื้อจากกองมรดกของคุณยาย (คุณหญิงเพ็ง ชัยวิชิตฯ) ตั้งแต่สมัยที่ครอบครัวยังอยู่ในฝรั่งเศสกัน "คุณพ่อเป็นนักการเมืองที่ไม่ร่ำรวยเหมือนคนอื่น ท่านมีรายได้เฉพาะเงินเดือน แต่ที่เราพอมีทรัพย์สินอยู่บ้างเพราะคุณตา (พระยาชัยวิศิษฎ์ธรรมธาดา) ค่อนข้างมีฐานะ ท่านมาซื้อที่ย่านสีลมไว้และแบ่งให้ลูกๆ เราจึงมาปลูกบ้านที่สีลม จากนั้นก็มีบ้านที่ถนนสาทร แต่ในที่สุดก็ต้องขายบ้านทั้ง 2 หลัง เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงลี้ภัย ทำให้ครอบครัวเราไม่มีบ้านในเมืองไทย

 

"พวกน้าๆ ที่ดูแลกองมรดกของคุณยายเลยเสนอให้ซื้อบ้านซอยสวนพลู ไว้ตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ฝรั่งเศส เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่บ้านนี้พอจะมีบริเวณอยู่บ้าง คุณพ่อเลยแนะนำให้ทำเป็นหอพักเพื่อครอบครัวจะมีรายได้มาจุนเจือ" สุดา บอกด้วยว่า หลังจากที่ย้ายครอบครัวกลับมาเมืองไทยแล้ว ก็ได้ขายบ้านที่ชานกรุงปารีสให้แก่ชาวเวียดนาม เพราะไม่มีเงินไปบูรณะซ่อมแซม และไม่อยากปล่อยให้เป็นภาระ "ลูกๆ ทุกคนเต็มใจขายกัน ซึ่งความคิดนี้อาจตกทอดมาจากคุณพ่อ คือไม่ชอบสะสมอะไร จะไม่มีของแพงๆ มาสะสมกัน เราจะหาซื้อแต่ของใช้ที่จำเป็นและนำมาใช้งานจริงๆ"

เราเรียนรู้จากการกระทำของพ่อ

 

แม้นายปรีดีจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกๆ ในเรื่องการใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ดูเหมือนว่าของนอกกายเพียงสิ่งเดียวที่นายปรีดีแสดงความสนใจและอยากได้คือวิทยุ เพราะเป็นคนที่ชอบฟังวิทยุต่างประเทศมาก ดุษฎี เล่าว่า คุณพ่อจะฟังข่าวสารจากวิทยุเกือบตลอดทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่เช้ามืดก็จะเริ่มฟังเสียงจากอเมริกา (VOA) หรือจากออสเตรเลีย จนถึงตอนกลางคืนก็ยังฟัง และจะฟังวิทยุไทยด้วย เพื่อติดตามข่าวสารจากทั่วโลก "คุณแม่เล่าว่าตอนที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคเนดี้ ถูกลอบสังหาร คุณพ่อรู้เร็วมากและมาปลุกคุณแม่เพื่อบอกว่าเคเนดี้ถูกยิง ทั้งที่ตอนนั้นในทางการจีนห้ามไม่ให้ฟังวิทยุต่างประเทศ แต่คุณพ่อได้สิทธิ์พิเศษ "ตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณแม่เล่าว่า คุณพ่อต้องฟังวิทยุของสัมพันธมิตร เพื่อให้ทราบข่าวสาร ท่านก็ต้องเปิดเบาๆ เพราะกลัวญี่ปุ่นจับได้แล้วเอามาแนบหู ซึ่งวัฒนธรรมการฟังข่าวสารทางวิทยุนี้ อยู่ติดตัวคุณพ่อมา จนกระทั่งท่านตายจากไป"

 

แต่อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมการติดตามข่าวสารบ้านเมืองก็ไม่ได้ตายจากไปพร้อมกับตัวนายปรีดี หากแต่ลูกๆ ของท่านยังซึมซับวัฒนธรรมนี้มาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเรื่องการวิเคราะห์ข่าวสารข้อมูล โดยศุขปรีดาบอกว่า "ลูกๆ ทุกคนเคยชินกับนิสัยคุณพ่อที่ต้องวิเคราะห์ข่าวสารที่ได้รับ เราจะใช้โต๊ะอาหารเป็นที่วิเคราะห์ข่าวสาร แสดงความคิดเห็น และพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระ ตอนอยู่เมืองจีนหากเราไม่อยากให้คุณพ่อรู้เรื่อง เราก็จะพูดกันเป็นภาษาจีน และนิสัยนี้ก็ติดตัวมาจนทุกวันนี้ เมื่อเรามาเจอกันปกติจะสัปดาห์ละครั้ง เราก็จะพูดคุยกันบนโต๊ะอาหาร"

 

ศุขปรีดาเล่าอีกว่า คุณพ่อไม่ได้ปฏิบัติต่อลูกชายและลูกสาวแตกต่างกัน ท่านไม่ได้ถือว่าลูกชายสำคัญกว่าหรืออะไร แต่ที่ท่านมักจะปฏิบัติก็คือ ชอบทำตัวเป็นครูกับลูกๆ ให้ลูกจดคำบอก หรือเวลาท่านเขียนหนังสือ ท่านจะใช้ให้ลูกพิมพ์ดีดให้ "เรื่องความเป็นอนิจจังของสังคม ผมเป็นคนพิมพ์ดีด พิมพ์แล้วพิมพ์อีก ผมก็พิมพ์ต๊อกแต๊กไป พิมพ์แล้วคุณพ่อก็ให้อ่าน แล้วให้ออกความเห็น นี่ก็เป็นวิธีให้การศึกษาแก่ลูกทางอ้อม บางครั้งนานๆ ทีท่านจะเรียกลูกทุกคนมานั่งคุย แล้วให้ออกความเห็นในเรื่องต่างๆ"

 

เรื่องการกระทำตนเป็นแบบอย่างนั้น นอกจากนายปรีดีทำไปเพื่อสั่งสอนลูกๆ แล้ว บางครั้งท่านก็ยังใช้สอนลูกศิษย์ หรือคนที่แวะเวียนไปหาโดยวาณีเล่าให้ฟังว่า "ตอนที่เราอยู่ชานกรุงปารีส หากจะขึ้นรถไฟใต้ดินไปบ้านเรา เขาจะคิด ราคาแพงกว่าขึ้นรถในเมือง นักเรียนไทยที่แวะมาบ้านบางคนก็คะนอง มาเล่าให้คุณพ่อฟังว่าขึ้นรถไฟมาที่บ้านเราโดยใช้ตั๋วรถในเมือง พอท่านทราบท่านก็ถามว่าไม่มีสตางค์หรือเปล่า ถ้าไม่มีลุงจะซื้อตั๋วให้ แต่คราวหลังอย่างทำอย่างนี้อีก"

 

"ปรีดี" กับงานอดิเรกที่โปรดปราน ถึงแม้ภาพพจน์ของ นายปรีดี พนมยงค์ จะดูเป็นนักคิด นักวิชาการ นักปราชญ์ แต่ความจริงแล้วท่านก็เหมือนปุถุชนคนทั่วไป ที่มีงานอดิเรกนอกเหนือจากหน้าที่การงาน หลายคนคงไม่เคยทราบมาก่อนว่า งานอดิเรกที่ท่านโปรดปรานเป็นพิเศษก็คือ การทำอาหาร ศุขปรีดาเล่าว่า นอกจากท่านจะชอบลงมือปรุงอาหารด้วยตนเองแล้ว ยังชอบคิดค้นดัดแปลงสูตรอาหารอยู่เรื่อยๆ อย่างเช่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก ท่านก็พยายามหาของที่พอหาได้มาทดแทนเครื่องปรุงต่างๆ แต่เรื่องที่จำได้แม่นยำก็คือการทำบะหมี่จากแป้งสาลี

 

"ช่วงสงครามโลกนั้นของหายาก บะหมี่ก็ไม่มีขายเพราะไม่มีแป้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งรัฐบาลหุ่นของญี่ปุ่นซึ่งอยู่ในจีนได้มาคำนับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ซึ่งขณะนั้น นายปรีดี ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในรัชกาลที่ 8 ) และได้นำแป้งสาลีมาให้ 2 ถุง คุณพ่อก็เอาแป้งนั้นมาทำเป็นบะหมี่ และก็เชิญญาติๆ มากินบะหมี่กันยกใหญ่ ช่วงเดียวกันนั้นท่านก็คิดสูตรทำไอศครีมอีกด้วย" หรือตอนที่ลี้ภัยอยู่ในเมืองจีน นายปรีดีก็เคยแสดงฝีมือทำอาหารไทยเลี้ยงเพื่อนชาวจีนด้วยกรรมวิธีแปลกๆ "ตอนนั้นคุณพ่อคิดทำไข่ยัดไส้เลี้ยงเพื่อน ท่านก็ใช้เข็มฉีดยาดึงเอาไข่แดงออกมา แล้วก็มาปรุงมาผสมเครื่องยัดไส้ เสร็จแล้วก็ใช้เข็มฉีดยาฉีดเข้าไปเหมือนเดิม ซึ่งวิธีปรุงอาหารแบบดัดแปลงของท่านนี้เป็นที่ฮือฮากันมาก หรือ สมัยที่ท่านยังมีตำแหน่งทางราชการ คุณแม่เคยเล่าให้ฟังว่า เวลาทำไก่อบ ท่านจะใช้เข็มฉีดยาดูดเนยแล้วฉีดเข้าไปในตัวไก่" ศุขปรีดา รำลึกความหลังให้ฟัง

 

ถึงแม้ว่านายปรีดีจะชอบคิดค้นวิธีปรุงอาหารใหม่ๆ แต่อุปนิสัยการรับประทานของนายปรีดีกลับชอบอาหารไทยแบบง่ายๆ วาณี สายประดิษฐ์ บอกว่า ท่านชอบรับประทานอาหารประเภทปลาเป็นพิเศษ ส่วนอาหารจานโปรดก็คือเชิงปลากรายทอด "ตอนอยู่ที่ฝรั่งเศสญาติเคยส่งเชิงปลากรายทอดไปให้แล้วเราก็เอาไปปรุงเอง ที่ท่านชอบอาจเป็นเพราะปลากรายเป็นปลาน้ำจืดในถิ่นบ้านเกิดของท่าน แล้วท่านก็คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ท่านจึงรับประทานเรื่อยมา ปลาอีกชนิดหนึ่งที่ชอบก็คือปลาสลิด ซึ่งท่านชอบรับประทานคู่กับกระเทียมโทนดอง พอเรามาลองทานบ้างก็รู้สึกว่าเข้ากันดี"

 

นอกจากการทำอาหารแล้ว การเดินเล่นก็ถือเป็นสิ่งที่นายปรีดีโปรดปรานอีกอย่างหนึ่ง ดุษฎีเล่าว่า ตั้งแต่ครอบครัวอพยพไปอยู่ต่างประเทศ สิ่งที่ลูกๆ เห็นอยู่ประจำก็คือท่านชอบออกไปเดินเล่น "ตอนอยู่เมืองจีนเราไปอยู่ที่เกาะในมณฑลกวางตุ้ง เรียกว่าเกาะ "ชาเนียน" ซึ่งเคยเป็นเขตเช่าของอังกฤษ ที่นั่นบรรยากาศดีมาก คุณพ่อก็จะไปเดินรอบเกาะทุกวันๆ ละ หลายกิโล เช้าเที่ยวหนึ่ง-เย็นเที่ยวหนึ่ง บางครั้งก็เดินไปซื้อกับข้าวที่ตลาดบ้าง "แม้เราย้ายไปอยู่ฝรั่งเศสท่านก็ยังติดนิสัยเดินเล่น บางครั้งก็นั่งรถเมล์ หรือรถใต้ดินเที่ยว กระทั่งก่อนวันที่ท่านจะเสียชีวิตเพียง 1 วัน ท่านก็ยังนั่ง รถเมล์เที่ยวกับคุณแม่ 2 คนอยู่ ท่านไม่ชอบใช้รถยนต์ เพราะที่นั่นใช้รถสาธารณะก็สะดวกดี"

 

สำหรับศิลปะด้านดนตรีนั้น กล่าวได้ว่าครอบครัว "พนมยงค์" ถือเป็นครอบครัวนักดนตรีครอบครัวหนึ่ง กล่าวคือบิดาของนายปรีดี คือนายเสียงนั้น เป็นนักดนตรีไทยและเล่นแอคคอร์เดียน จนต่อมาถึงรุ่นหลานของนายเสียง ก็มีถึง 5 คนที่ประกอบอาชีพทางด้านดนตรี โดยจำนวนนั้นมีลูกของ นายปรีดีรวมอยู่ 2 คน คือ สุดาและดุษฎี ที่เปิดโรงเรียนสอนเปียนโน แต่สำหรับตัวนายปรีดีเองนั้น แม้จะไม่เคยเล่นดนตรีแต่ก็ชอบฟัง โดยเฉพาะดนตรีประเภทอุปรากร สุดา พนมยงค์ เล่าว่า อุปรากรที่นายปรีดีชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือ The Merry Widow ของ Franz Lehar นอกจากนี้ยังมี อุปรากรเรื่อง Madama Butterfly ของ Puccini และท่านยังชอบฟังเพลงของนักร้องรุ่นเก่าของฝรั่งเศสชื่อ มอริส เชอวาลิเย (Maurice Chevalier)

 

หากวันนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็จะมีอายุครบ 100 ปี ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ และถึงแม้ว่ารัฐบุรุษอาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีโอกาสได้อยู่ดูการเติบโตของประชาธิปไตยที่ท่านวางรากฐานไว้แก่สังคมไทยอีกต่อไป ทว่าคุณูปการที่ท่านสร้างไว้ยังคง "จารึกไว้ในใจชน"

 

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1