Bangkok Biz News

03 กรกฏาคม 2543

 

'วันวานในโลกกว้าง' ความทรงจำในวัยเยาว์ ของ ว.ณ.พนมยงค์

 

ศรีดาวเรือง

 

ใครจะคิดว่า ชีวิตของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ซึ่งเป็นดวงใจของพ่อแม่ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อคนไทยทั้งแผ่นดิน จะต้องระหกระเหินไปใช้ชีวิตอยู่กับงานหนักระดับกรรมกรในต่างแดน

ว.ณ.พนมยงค์ นามจริงคือ วาณี พนมยงค์ บุตรสาวคนสุดท้องของนายปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้เล่าเรื่องราวของชีวิต "ปลาย" เด็กหญิงซึ่งถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ.2484 ย่านสีลม ที่สมัยนั้นมีชาวต่างชาติต่างภาษาอาศัยอยู่ร่วมกันมา ตั้งแต่บริเวณสีลมยังมีคลองใสสะอาดและเรือกสวนอันร่มรื่น

เรื่องราวของ "ปลาย" ที่นำมาเล่า เมื่ออ่านแล้วก็รู้ว่า ชื่อบุคคลในหนังสือนั้น แค่ละม้ายบุคคลจริง แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่างหากที่น่าจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมด

เรื่องเริ่มตั้งแต่ในบ้านเกิดเมืองนอน ที่ครอบครัวของ "ปลาย" ได้เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย อีกทั้งชีวิตในต่างแดนของเธอกับพ่อแม่ มองในแง่หนึ่งก็คือ สารคดีชีวิตจริง ที่มิใช่การไปท่องเที่ยวสนุกสนาน เนื่องจาก "ปลาย" ต้องไปอยู่เมืองจีนนานถึง 19 ปี!

ไม่นับที่อยู่ในประเทศอื่นอีก

ที่ใช้คำว่า "ครอบครัวของเธอ...เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย" นั้น ไม่เกินความจริงเลย เพราะ...วันหนึ่ง ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะบูรณะซ่อมแซม อันเนื่องจากมีคนต่างด้าวท้าวต่างแดนเข้ามาย่ำยี แต่บ้านที่เธออยู่อาศัยนั้น กลับถูกรถถังของกลุ่มรัฐประหาร พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นคนชาติเดียวกัน ยิงเข้าใส่ โชคดีที่การยิงสุ่มคราวนั้น ไม่ถูกใคร และโชคดีเช่นกันที่พ่อของเธอ ซึ่งเป็นเป้าสังหารในการทำรัฐประหารครั้งนั้นปลอดภัย

หากใครได้ดูภาพยนตร์สารคดีที่ไอทีวี นำมาเผยแพร่เนื่องในวาระวันเกิดครบ 100 ปี ของนายปรีดี พนมยงค์ ในช่วงแรกของภาพที่ปรากฏ จะเห็นภาพเรือประมงเล็กๆ ลำหนึ่ง นั่นคือ เรือที่ช่วยพาพ่อของ "ปลาย" ลอยลำหลบหลีกความรุนแรงออกไปจากประเทศ

การที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของนายปรีดี พนมยงค์ ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะดึงเอาข้อเท็จจริงต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ เข้ามาเทียบเคียงอยู่ตลอดเวลา เช่น เธอให้ชื่อนายทหารคนที่บุกเข้าไปค้นบ้านท่าช้างว่า ร.ท.เชิงชาย แต่ด้วยความอยากรู้ เราก็อดไม่ได้ที่จะหยิบหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ของรัฐประหารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2490 ขึ้นมาอ่าน ก็ได้รู้ว่า "ร.ท.เชิงชาย" นั้น น่าจะเป็นคนที่ชื่อ ชาติชาย ชุณหะวัณ หรือภาพจำลองเมื่อกล่าวถึงครูชื่อ "สายชล" และสามีชื่อ "จัดการ" ก็น่าจะเป็น คุณฉลบชลัยย์ และ คุณจำกัด พลางกูร ซึ่งท่านหลังคือเสรีไทย ที่ไปเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ที่จุงกิง

แม่ของ "ปลาย" เป็นผู้หญิงแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแม่ของเธอได้กล่าวตอบโต้ผู้บุกรุกบ้านท่าช้างในครั้งนั้นว่า

"ถ้าต้องการล้มรัฐบาล ก็ไปล้อมที่สภาสิ ไม่ใช่ที่นี่"

ไม่ว่าพ่อและแม่ของ "ปลาย" จะวุ่นวายเพียงใด ตอนนั้นเธอก็ยังเป็นเด็กเกินกว่าจะรู้ซึ้งในเรื่องการเมือง แต่ครั้นไม่นานต่อมา จู่ๆ เธอก็ถูกเพื่อนๆ ที่โรงเรียนกล่าวหาว่า พ่อของเธอเป็นฆาตกร!

ไม่เพียงเพื่อนบางคนที่เปลี่ยนไป ครูบางคนก็เปลี่ยนไปด้วย

เราคงเดาได้ว่า ในสถานการณ์เช่นนั้น เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะมีความรู้สึกอย่างไร?

พ่อของ "ปลาย" ถูกประกาศจับ แม่และพี่ชายถูกรัฐบาลจับกุมคุมขัง แล้ว "ปลาย" เล่าจะอยู่กับใคร...ใช่...เธอก็ต้องเดินไปเข้าห้องขังพร้อมกับแม่!

แม่จึงต้องตัดใจให้ "ปลาย" ออกจากคุกไปอยู่โรงเรียนประจำ พี่ชายของเธอขณะนั้นอายุเพิ่งยี่สิบปี ถูกสั่งฟ้องและถูกศาลตัดสินจำคุก ส่วนแม่นั้น อัยการสั่งไม่ฟ้องหลังจากเอาไปขังฟรีไว้นานถึงแปดสิบสี่วัน ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว เมื่อพ้นออกจากคุก แม่จำต้องพา "ปลาย" เดินทางออกนอกประเทศ

"ปลาย" กราบคุณยายและสัญญาว่าจะกลับมาหา แต่อนิจจา...เธอไปนานจนคุณยายรอเธอไม่ไหว...!

ชีวิตของ "ปลาย" คล้ายจะเริ่มต้นใหม่ที่ฝรั่งเศส ที่นี่การเรียนการสอนมิใช่จะอยู่แต่ในห้อง ครูพาเด็กๆ เที่ยวชมปารีส สวนสัตว์ การเดินทางก็ใช้รถเมล์ รถไฟ เด็กหญิงจากเมืองไทยเริ่มเรียนรู้ภาษาใหม่โดยมีของจริงให้สัมผัส เช่น ชื่อสัตว์ต่างๆ คำทักทาย หรือชื่อดอกไม้ที่พบ เธอได้เรียนรู้ว่า ในวันแรงงาน 1 พฤษภาคม คนฝรั่งเศสนิยมมอบดอกมิวเกต์ให้แก่ผู้ที่เคารพนับถือ ว.ณ.พนมยงค์ ได้บรรยายว่า ดอกมิวเกต์มีลักษณะคล้ายกระดิ่งเล็กๆ ที่ติดพราวอยู่กับก้าน เมื่อดูจากภาพประกอบในหนังสือจะเห็นว่าน่ารักมาก

แล้วโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แม่ก็พา "ปลาย" ออกเดินทางอีก คราวนี้แม่ลูกเดินทางผ่านหลายประเทศ เช่น สวีเดน เฮลซิงกิ มอสโคว์...แม้มอสโคว์จะยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่แม่จะไป แต่ "ปลาย" ก็ได้เรียนรู้และพบเห็นทัศนียภาพแปลกใหม่ ควบคู่ไปกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ การเดินทางจากเครื่องบิน เปลี่ยนเป็นรถไฟ จากมอสโคว์ 7 วัน 7 คืน คือมุ่งสู่ตะวันออก ผ่านทุ่งราบไซบีเรีย และทะเลสาบไบคัล ที่แม้ความเย็นจะลบกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่น้ำก็ไม่แข็ง

จากสถานีรถไฟปลายทางที่โซเวียต เธอและแม่แค่ข้ามฟากไปอีกฟากหนึ่งของชานชาลา นั่นหมายถึงว่า เธอได้ย่างก้าวเข้าสู่ประเทศจีนแล้ว และที่นั่นเอง...มีคนๆ หนึ่งที่ "ปลาย" ใฝ่ฝันร่ำหามานานกว่า 5 ปี ยืนรอรับเธอกับแม่อยู่ - พ่อของเธอนั่นเอง!

ที่เมืองจีน "ปลาย" ได้เรียนรู้ว่า เวลาคนพูดกันถึงเรื่องทิศทาง พวกเขาจะไม่ใช้ซ้าย-ขวา แต่จะใช้ทิศทั้งสี่ เช่น เส้นทางนั้นต้องเลี้ยวไปทางใต้ แล้วจึงเลี้ยวไปทางตะวันออก เป็นต้น

"ปลาย" เริ่มเรียนภาษาจีน และต้องเข้าโรงเรียนประจำ ทั้งที่ยังไม่รู้ภาษาจีนสักคำ อีกทั้งระดับการเรียนก็กระโดดข้ามไปถึงสองชั้น ความยากในการเรียนจึงมีไม่น้อย

อากาศเมืองจีนหนาวมาก เธอและเพื่อนร่วมห้องต้องผลัดเปลี่ยนกันเติมถ่านในเตา เอากะละมังใส่น้ำตั้งเตา เพื่อกันมิให้อากาศในห้องแห้งเกินไป

ไม่นานต่อมา หลังจากที่ต้องสื่อสารกับเพื่อนด้วยภาษามือ เธอค่อยๆ เรียนรู้ ทั้งภาษาและประวัติศาสตร์จีน

พ่อกับแม่ของเธอมีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมการศึกษาโลกกว้าง เช่น เมื่อไปถึงใหม่ๆ แม่ซื้อตุ๊กตาหมีแพนด้าให้ ส่วนพ่อก็กางแผนที่ให้ดูแล้วบอกว่า เจ้าหมีแพนด้านี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่แต่ที่มณฑลเสฉวนเท่านั้น

พ่อของ "ปลาย" เป็นคนชอบอ่านหนังสือ พ่อจึงรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นคนชอบสำรวจ ดังนั้น การไปอยู่เมืองจีน จึงทำให้พ่อของเธอได้ค้นพบความจริงว่า อาณาจักรน่านเจ้านั้น แท้จริงหาใช่ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยไม่

เมื่อพ่อพาเธอเข้าสู่เรื่องราวในประวัติศาสตร์บ่อยๆ "ปลาย" จึงอดคิดถึงกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ ผลของสงครามต่างๆ ที่ฆ่าฟันกัน ล้วนมีส่วนปลูกฝัง ทำให้เธอเกลียดชังสงคราม

วันเวลาผ่านไป...บัดนี้ "ปลาย" ใช้ภาษาจีนกลางได้เป็นอย่างดี เธอเป็นนักกีฬาของโรงเรียน และได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นงานฉลองวันแรงงาน วันชาติ หรือการระดมปลูกต้นไม้ที่ต้องหาบน้ำขึ้นไปตามกำแพงเมืองจีน เพื่อไปรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกไว้

"ปลาย" กำลังเป็นเด็กสาวแรกรุ่นที่แข็งแรง ร่าเริงและสะสวย มีความสุขตามอัตภาพ ส่วนพ่อแม่ก็กินอยู่อย่างประหยัด ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง และแม้ครอบครัวของ "ปลาย" จะเป็นชาวต่างชาติ ที่มีสิทธิ์จะขอไม่ทำงานหนักได้ แต่พ่อของเธอก็มิได้ขอใช้สิทธิ์นั้น

ต่อมา พ่อจึงเป็นโรคหัวใจ ต้องเปลี่ยนที่อยู่ ไปอยู่ที่กวางโจวทางตอนใต้ของปักกิ่ง เนื่องจากปักกิ่งอากาศหนาวมาก

สาวน้อยของเราต้องจากเพื่อน จากสถานที่ที่เริ่มคุ้นไปอีกแล้ว ที่กวางโจว ประชากรใช้ภาษาจีนกวางตุ้ง ดังนั้น สาวน้อย "ปลาย" จึงต้องเริ่มต้นเรียนภาษาใหม่อีกครั้ง

ไม่ว่าใครคงอดท้อไม่ได้ แต่ "ปลาย" ก็ต้องเรียน ภายหลัง "ปลาย" จึงได้รู้ว่า ภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส จีนกลาง กวางตุ้ง ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเธอทั้งสิ้น เมื่อทางการประกาศให้คนจีนใช้ภาษาจีนกลางเป็นหลัก เธอจึงกลายเป็นผู้ช่วยอาจารย์สอนภาษาจีนกลางให้นักเรียนที่กวางโจวไปในตัว แน่นอน การเรียนรู้ภาษาต่างๆ ทำให้ "ปลาย" สามารถอ่านวรรณคดีชั้นเยี่ยมของโลกได้ดังใจปรารถนา แต่ขณะเดียวกัน พ่อและแม่ก็คอยกระตุ้นมิให้มีเธอลืมภาษาไทย พ่อของเธอมักจะให้เธอเขียนตามคำบอกเป็นภาษาไทยอยู่เสมอ แต่สุภาษิตจีนที่พ่อชื่นชมนำมาใช้ก็มี เช่น จงตัดเกือกให้เหมาะกับตีน ไม่ใช่ตัดตีนให้เหมาะกับเกือก เป็นต้น

ที่กวางโจวนี้ มีเรื่องสะเทือนใจเกิดขึ้นกับ "ปลาย" และทุกคนในบ้าน แม้คนอื่นอาจเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม แต่สำหรับ "ปลาย" ถือเป็นเรื่องใหญ่ เธอเก็บเอาสุนัขจรจัดผอมโซมาเลี้ยงไว้ตัวหนึ่งด้วยความสงสาร เลี้ยงจนสุนัขออกลูกมาหลายตัว ทำให้จำต้องแบ่งลูกสุนัขให้คนอื่นไปช่วยเลี้ยง และขยักไว้เพียงตัวเดียว เพราะลำพังอาหารของคนก็ต้องประหยัดอยู่แล้ว แต่ลูกสุนัขตัวที่เก็บไว้นั้น ช่างแสนรู้จนได้เป็นขวัญใจของผู้เลี้ยง มีความสามารถขนาดปอกมะพร้าวได้ แล้ววันหนึ่งสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่รักเพียงอย่างเดียวของ "ปลาย" ก็ถูกคนจับเอาไปตุ๋น!

ที่เมืองจีน ยุคที่ "ปลาย" เริ่มเติบโต นักเรียนต้องมีช่วงเวลาไปเรียนรู้การทำนากับชาวนาจริงๆ มิใช่แค่ไปยืนดูแล้วกลับมาเขียนรายงาน ที่นี่เด็กหญิงผู้เป็นธิดาของบุคคลสำคัญในประเทศไทย ลงไปยืนดำนาเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวนาจีน เท้าและมือจุ่มแช่อยู่ในน้ำขุ่นคลั่ก ที่มีอุจจาระสดลอยฟ่องอยู่เคลียข้อเท้า

การพัฒนาประเทศจีนในยุคปฏิวัติ เป็นไปอย่างหามรุ่งหามค่ำ ดังกล่าวมาแล้วว่า ครอบครัวของเธอนั้น สามารถขอสิทธิ์ไม่ทำงานหนักได้ แต่พ่อของ "ปลาย" กลับบอกว่า

"จำไว้นะ ปลาย แรงงานคือบ่อเกิดของความไพบูลย์"

ดังนั้น อย่าว่าแต่ทำนาเลย แม้ต้องไปเป็นกรรมกรสร้างทางรถไฟ สร้างอ่างเก็บน้ำ ทำงานโรงงานหลอมเหล็ก หาบกรวดทราย หาบน้ำ และยามนอนต้องใช้ฟางปูนอน "ปลาย" ได้ผ่านการงานแบบนั้นมาแล้ว พ่อรู้เสมอว่า ลูกสาวลำบาก พ่อได้พูดให้กำลังใจว่า

"ความสุขสบายนั้นเราไม่ต้องฝึกฝน แต่ความยากลำบากที่ต้องฟันฝ่าสิ จะทำให้เราตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้"

6 ปีผ่านไป เมื่อเธอจบชั้นมัธยมปลาย และตัดสินใจศึกษาต่อทางอักษรศาสตร์ "ปลาย" ได้เลือกวิชาเอกภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์ปักกิ่ง อนาคตที่เธอเลือกแล้ว คือการเป็นครูอย่างที่พ่อของเธอเคยเป็น ซึ่งคราวนี้เธอจะต้องจากพ่อแม่ บินเดี่ยว กลับไปศึกษาต่อที่ปักกิ่งด้วยตัวเองตามลำพัง...

"ปลาย" อยู่เมืองจีน 19 ปี และกลับไปเป็นครูสอนภาษาจีนอยู่ที่ฝรั่งเศส รวมเวลาทั้งหมดที่เธอต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน อันเนื่องมาจากปัญหาทางการเมืองของ "พ่อ" เป็นเวลานานถึง 35 ปี

"ปลาย" รำลึกถึงสมัยยังเป็นเด็กอยู่เมืองสยาม เคยได้ดูภาพยนตร์ชีวประวัติของโชแปง ดุริยกวีเอกชาวโปแลนด์ ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงกับสะอึกสะอื้นต่อภาพของโชแปง ที่บรรจงหยิบก้อนดินของมาตุภูมิมาจุมพิต แล้วนำก้อนดินนั้นติดตัวไปตลอดเวลาที่อยู่ต่างแดน โชแปงเป็นคนรักชาติ ไม่ยอมอยู่ภายใต้ปกครองของรัสเซีย เขาต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาตลอด ครั้นเมื่อ "ปลาย" โตขึ้น จึงเข้าใจ

รายละเอียดในหนังสือ วันวานในโลกกว้าง ของ ว.ณ.พนมยงค์ เล่มนี้ ยังมีอีกมากที่ไม่ได้เล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ "ปลาย" ได้พบเห็นในต่างแดน เรื่องคติเตือนใจจากคำสอนของพ่อและแม่ ที่จะทำให้ผู้อ่านได้เห็นความเป็นคนแบบใดของท่านทั้งสอง ในวาระฉลองร้อยปีเกิดของนายปรีดี พนมยงค์ หนังสือเล่มนี้ คงจะเป็นส่วนประทับใจของวาระสำคัญดังกล่าว แม้ผู้อ่านจะยังไม่เคยได้เห็นผลงานเป็นเล่มของเธอมาก่อน

แต่เมื่อได้อ่าน วันวานในโลกกว้าง จบลง ก็เชื่อว่าอีกไม่นาน แวดวงวรรณกรรมบ้านเรา คงจะมีงานเขียนของ ว.ณ.พนมยงค์ เล่มต่อไปอีกเป็นแน่

วันวานในโลกกว้าง ว.ณ.พนมยงค์ เขียน คำนำเสนอโดย ศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง 100 ปีชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส 114 หน้า ราคา 95 บาท พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2543

 

Hosted by www.Geocities.ws

1