Krungthep Turakij Newspaper
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ.2542
กล้ากับกลัว เท่ากับมีกึ๋นหรือไม่มี
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
บทความนี้ เขียนให้ตีพิมพ์ในวันที่ 28 ธันวาคม
ซึ่งตรงกับวันที่พระเจ้ากรุงธนบุรี (ตากสินมหาราช) ทรงกู้เอกราชให้ชาติไทยได้ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาไปแก่พม่าข้าศึก
ในปี 2310
แต่คนทั่วๆ ไปคงลืมวีรกรรมดังกล่าวไปแล้วเป็นส่วนมาก
แม้พระเจ้าอยู่หัวจะทรงพระอุตสาหะเสด็จไปถวายบังคมพระบรมรูปที่วงเวียนใหญ่อยู่ทุกๆ
ปีก็ตามที และพระองค์ท่านทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงประกอบพระราชพิธีนี้
โดยที่พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ก็เพิ่งสร้างขึ้นในรัชกาลปัจจุบัน
อาจเป็นความดีน้อยอย่างที่จอมพล ป.สรรค์สร้างขึ้นก็ได้
โดยที่บุคคลผู้นี้ชอบสร้างอนุสาวรีย์เป็นพิเศษ รวมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่อนุสาวรีย์เป็นเครื่องหมายของคนที่ตายไปแล้ว
หรือสิ่งที่ล่วงลับไปแล้ว ด้วยเหตุฉะนี้ละกระมังที่ประชาธิปไตยของไทยจึงถูกฆาตกรรมอยู่เรื่อยๆ
จำเดิมแต่มีอนุสาวรีย์ดังกล่าวขึ้นที่ถนนราชดำเนินในปีพ.ศ. 2481
วันตากสินไม่เป็นวันหยุดราชการ ทั้งๆ ที่นั่นป็นวันกู้เอกราช
อย่างน้อยวันที่ 25 มกราคม อันอ้างว่าเป็นวันที่พระนเรศวรทรงชนช้างชนะพระมหาอุปราชเมืองแปร
ได้กลายเป็นวันกองทัพไทยไป ซึ่งก็มีอนุสนธิมาแต่จอมพล ป.ด้วยเช่นกัน และพระนเรศวรก็ทรงเป็นผู้กอบกู้เอกราชคล้ายๆ
พระเจ้าตากสิน
วันที่ 6 เมษายนนั้น ถือกันว่าเป็นวันจักรี
ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ทั้งๆ ที่นี่คือวันที่เจ้าพระยาจักรีชิงราชสมบัติมาจากพระเจ้ากรุงธนบุรี
และปราบดาภิเษกขึ้นบนชีวิตของเจ้านายเก่าของตน เฉกเช่นวันที่ 23 ตุลาคม อันตรงกับวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่
5 ก็เป็นวันหยุดราชการ ทั้งๆ ที่ในรัชกาลนั้น สยามเสียดินแดนให้ต่างชาติไปมากที่สุด
จำเดิมแต่เกิดราชอาณาจักรแห่งนี้มา
ถ้าจะอ้างว่าพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงสามารถรักษาเอกราชไว้ได้
ก็ต้องถามต่อไปว่า พระจอมเกล้าฯ ไม่ทรงมีความสำคัญยิ่งไปกว่าพระราชโอรสดอกหรือ โดยที่ถ้าไม่ทรงยอมทำสัญญาอย่างเสียเปรียบให้กับฝรั่งในรัชกาลที่
4 เราก็คงเสียเอกราชไปแต่ก่อนรัชกาลที่ 5 นั้นแล้ว และถ้าพิจารณากันดีๆ แล้ว การที่เรารักษาเอกราชไว้ได้
โดยสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปนั้น ดูจักรวรรดิอังกฤษจะพอใจยิ่งกว่าการยึดเอากรุงสยามเป็นเมืองขึ้นเสียอีกเป็นไหนๆ
หรือความข้อนี้ เราไม่กล้าพูดกัน
ก็มนุษย์นั้น ถ้าไม่กล้ามองอดีตอย่างรู้เท่าทันกันเสียแล้ว
ก็ได้แต่หลอกตัวเองไปวันๆ สมดังคำของ ยอร์ช สันตยานา นักปรัชญาอเมริกัน ที่กล่าวไว้ว่า
คนที่ไม่รู้จักจดจำในเรื่องของอดีต จำต้องถูกตราให้ทำผิดอย่างย่ำเท้าอยู่กับที่
(Those who cannot
remember the past are condemned to repeat it.)
การที่ญี่ปุ่นยึดครองประเทศของเราไว้ในสงครามโลก
ครั้งที่ 2 พวกเราก็พยายามลืม แม้จนนักการเมืองในเวลานั้นก็อ้างว่าเราเชิญให้เขาเข้ามาเดินทัพผ่านประเทศเราไปเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงไม่เห็นคุณค่าของขบวนการเสรีไทย ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญที่กอบกู้เอกราชให้เรา
ดังข้าพเจ้ากล่าวอยู่เสมอว่า อาจารย์ปรีดีพนมยงค์
มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระนเรศวรและพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยที่วันอันท่านรัฐบุรุษอาวุโสผู้นั้นประกาศให้เป็นวันสันติภาพ
(16 สิงหาคม) ในพระปรมาภิไธยของในหลวงรัชกาลที่ 8 (ที่ท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่ในขณะนั้น
มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าวันที่พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยึดคืนกรุงศรีอยุธยามาได้จากพม่าข้าศึก
(28 ธันวาคม) และวันที่พระนเรศวรทรงหลั่งน้ำจากเต้าทักษิโณทก ประกาศอิสรภาพจากกรุงหงสาวดี
เป็นเพราะเราลืมอดีต เราจึงไม่ให้ความสำคัญกับท่านนั้นๆ
ดังงาน 100 ปีชาตกาลของอาจารย์ปรีดีในปีนี้ รัฐบาลยังคงแสดงความกล้าๆ กลัวๆ เกี่ยวกับท่านอยู่ตลอดมา
ดังหนังสือเล่มล่าสุดของข้าพเจ้าที่มีชื่อว่า กล้าๆ กลัวๆ ชนชั้นปกครองกับงานฉลอง
100 ปี ปรีดี พนมยงค์ เป็นพยาน
ทั้งๆ ที่วันเกิดครบร้อยปีของท่าน (11 พฤษภาคม
2543) นั้น อย่างน้อยควรเป็นวันหยุดราชการ ดังวันเกิดของ มหาตมะ คานธี และวันเกิดของ
อัมเบดก้า ก็เป็นวันหยุดราชการของอินเดียทั้งคู่ (คนหลังนี้มีค่าเพียงเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่อาจารย์ปรีดีไม่แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเท่านั้น
ยังมีคุณูปการอื่นๆ อีกเหลือคณานับ) ที่สหรัฐนั้น ไม่แต่วันเกิด ยอร์ชวอชิงตัน แม้จนวันเกิดของ
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (คนผิวดำที่ ถูกฆ่าตายเพราะอหิงสาวิธีของเขาในการต่อต้านคนผิวขาวที่กดขี่ข่มเหงทางชนชั้นมาตลอด)
ก็เป็นวันหยุดราชการ
ทั้งๆ ที่สหรัฐมีประวัติศาสตร์อันสั้น แต่เขาก็เข้าใจอดีตดีกว่าเรา
ก็ในเมื่อเราไม่เข้าใจอดีต ในเรื่องฐานทัพญี่ปุ่นในเมืองไทย สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เราจึงไม่เห็นเสียหายที่ยอมให้มีฐานทัพอเมริกันในราชอาณาจักรแห่งนี้ในสงครามเวียดนาม
ทั้งๆ ที่นั่นก็เป็นการสูญเสียอธิปไตยปานๆ กัน และการสูญเสียคราวนี้โยงมาถึงการสูญเสียอิสรภาพทางด้านเศรษฐกิจไปให้กองทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ
ซึ่งยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้นั้นแล
ในเมื่อเราไม่กล้าเผชิญกับความจริงในอดีตเสียแล้ว
ก็ย่อมไม่กล้าเผชิญกับความจริงในปัจจุบันด้วย เราจึงถือเอารูปแบบว่าสำคัญกว่าเนื้อหาสาระ
ที่พระเป็นอลัชชีกันมากขึ้นทุกที ก็เพราะเราไม่เข้าใจเนื้อหาสาระของพุทธศาสนา หากไปติดกันที่รูปแบบในทางพิธีกรรม
และรูปแบบเครื่องแต่งกายที่ผ้ากาสาวพัสตร์ ดังโรงเรียนก็ยึดการแต่งกายและการสอบ ยิ่งกว่าการเข้าถึงคุณธรรม
ซึ่งควรคู่ไปกับความรู้ ยิ่งในวงการราชการและการเมืองด้วยแล้ว ที่จะหาคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม
โดยกล้าพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา แทบหาได้ยากกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
น่ายินดีที่มีการเปิดโปงถึงอลัชชีมากขึ้น แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น
ตัวเล็กๆ ทั้งนั้น ท่านที่ตัวโตๆ ขนาดเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่สิ หลายต่อหลายรูปเลวร้ายกว่าพระผู้น้อยเป็นไหนๆ
และราชาคณะส่วนใหญ่ก็กล้าๆ กลัวๆ กันทั้งนั้น หรือมิใช่ โดยที่พระรูปใดกล้าพูดความจริง
แม้จะด้วยมธุรสวาจา อย่าง พระธรรมปิฎก (ปยุตโต) พระผู้ใหญ่ก็รังเกียจกันแทบทั้งนั้น
ที่ไม่น่ายินดีก็คือเรื่องของเจ้า ทำไมไม่พูดกันอย่างตรงไปตรงมาบ้างเล่า
แม้ลูกอดีตเจ้าฟ้า ที่มีพ่อเป็นอเมริกัน หน่วยราชการที่สำคัญก็ยกย่องให้เป็นเจ้าเสียแล้ว
และดูเจ้าจะมีอภิสิทธิ์ในทุกๆ ทางเอาเลยก็ว่าได้ เช่น เวลาไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ มีสุนัขไปด้วยก็ได้
โดยมหาวิทยาลัยกันที่ไว้ให้คนตามเสด็จ จอดรถได้อีกไม่รู้ว่ากี่คันต่อกี่คัน แถมอาจารย์ยังถวายความรู้ให้เป็นพิเศษ
โดยที่นักศึกษาอื่นๆ หาได้รับความเหลียวแลแต่อย่างไรไม่ ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยนี้ตั้งขึ้นในปี
2477 เพื่อถางทางในด้านเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ
ยังทางวลัยลักษณ์นั้นเล่า กำหนดพิธีเปิดมหาวิทยาลัยไว้อย่างเต็มที่
มีราชทูตและข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ไปรอรับเสด็จเจ้าฟ้า ผู้เป็นเจ้าของพระอภิไธยที่นำไปตั้งเป็นนามสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น
ครั้นเช้าวันนั้นเอง ก็มีโทรศัพท์ทางไกลมาบอกเลิก คืองดเสด็จ อ้างว่าประชวร แล้วจะโปรดให้มีผู้แทนพระองค์ไปไม่ได้หรือ
ทูตขรตรีเศียรเหล่านั้นเขาจะนินทาว่าร้ายอย่างไรหรือไม่ โดยที่คนไทยนั้นย่อมไม่กล้าเปิดปากอยู่แล้ว
ในเรื่องอันอัปมงคลเช่นนี้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นกับเจ้านายพระองค์นี้
เมื่อเสด็จเยอรมนีคราวที่แล้ว ก็ทรงระงับกิจการต่างๆ ที่เขาเตรียมกันไว้อย่างกระทันหัน
ดังที่เป็นเช่นนี้มาก่อนหน้านี้นานแล้วในประเทศอื่นๆ
แม้เพียงเท่านี้ สื่อมวลชนยังไม่กล้าเอ่ยถึง
ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักและองคมนตรีกราบบังคมทูลให้องค์พระประมุขทรงทราบบ้างหรือไม่
รวมทั้งการสั่งอาหารไทยอย่างแพงจากอังกฤษมาเลี้ยงกันในพระราชวังบวรสมัยใหม่นั้นเล่า
สมควรหรือไม่ หรือว่าการสิ้นเปลืองเป็นเรื่องของราชสำนัก เจ้านายจะทำอะไรๆ ก็ได้ ถือว่านอกเหนือการวิพากษ์วิจารณ์โดยเราต้องไม่ลืมว่าแม้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
พระราชามหากษัตริย์ และเจ้านาย ก็หาได้รับการยกเว้นจากคำนินทาว่าร้าย ซึ่งรวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์โดยสื่อมวลชน
ทั้งนี้แสดงว่าคนแต่ก่อนเขามีความกล้าหาญมากกว่าเรา
เขาเข้าใจอดีตดีกว่าเรา หรือพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือคนร่วมสมัยของเราไม่มีกึ๋นนั้นเอง
Krungthep Turakij Newspaper