Krungthep Turakij Newspaper
วันจันทร์ที่ 15พฤษภาคม พ.ศ.2543
กฎทุกข้อยืดหยุ่นได้ ถ้าฝ่ายการเมืองเห็นชอบ
อุเทน ตีระบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองตราไปรษณียากร
การสื่อสารแห่งประเทศไทย ผู้มีส่วนดูแลการผลิตดวงตราไปรษณียากร ตอบคำถามกับ "จุดประกาย" เกี่ยวกับข้อสงสัยที่หลายต่อหลายคนพุ่งเป้ามาที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย
คำพูดและท่าทีของผู้ช่วยผู้อำนวยการกองตราไปรษณียากร
การสื่อสารแห่งประเทศไทย แม้ว่าจะมีข้อมูลบางอย่างไม่สอดคล้องกับที่มีคนอีกจำนวนมากตั้งข้อสังเกตเอาไว้
แต่นัยที่แสดงออกมานั้น สะท้อนให้เห็นลึกๆ ว่าอย่างน้อยที่สุด เจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารของการสื่อสารแห่งประเทศไทย
ก็ไม่ได้มีอคติ หรือจงใจกีดกันบุคคลสำคัญอย่างปรีดี พนมยงค์
สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ องค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับของอำนาจรัฐ
ย่อมต้องทำงานตามแนวนโยบายที่ผู้กุมอำนาจกำหนด เช่นนี้แล้ว จึงน่าตั้งคำถามต่อไปอีกว่า
ผู้บริหารฝ่ายการเมืองมอง และคิดอย่างไรในเรื่องนี้
อุเทน ตีระบุตร เริ่มต้นตอบคำถามเหล่านี้ว่า...
"เรื่องอาจารย์ปรีดีความจริงไม่มีอะไรมากเลยครับ
เพียงแต่ว่าหลักเกณฑ์ที่เราตั้งไว้กับคุณสมบัติท่านอาจารย์ปรีดียังไม่สอดรับกัน คือ
เกณฑ์ที่ว่าผู้ที่จะได้ตีพิมพ์บนแสตมป์นั้น ต้องเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี หลักเกณฑ์ตรงนี้ครับที่อาจารย์ปรีดียังไม่ได้...ส่วนกรณีพระยาอนุมานราชธนที่พูดถึงกันนั้น
พิสูจน์แล้วว่าท่านเสียชีวิตไปแล้วเกิน 25 ปีเราจึงได้จัดพิมพ์ และเราจัดพิมพ์ไปตั้งแต่ปี
2532 ก่อนที่จะมีการแก้ไขหลักเกณฑ์ในปี 2541 ในยุคพระยาอนุมานราชธนจึงไม่มีหลักเกณฑ์ผูกมัด"
"แต่พอเราใช้หลักเกณฑ์ปัจจุบันกับกรณีอาจารย์ปรีดี
มันก็เลยไม่สามารถทำได้ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ว่าการสื่อสารแห่งประเทศไทย จะไม่ทำให้เพราะไม่เห็นความสำคัญ
เรายินดีจะทำครับ แต่เมื่อมันขัดกับหลักเกณฑ์ที่ว่านั้น ถ้าเราทำไปคนอื่นก็จะต้องขอต่อๆ
ไปด้วย และมันก็จะไม่ใช่หลักเกณฑ์"
"วันที่ผมประชุมกับผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน มีท่านนายกฯชวนเป็นประธานในที่ประชุม
เรามีการพูดคุยปรึกษาหารือเรื่องนี้ แต่ตัวท่านนายกฯก็ให้ยึดตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน...คือ
ท่านก็ให้เกียรติเรา ที่จริงทางกระทรวงคมนาคมก็ติดตามเรื่องนี้มาตลอดเวลา เราเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ"
"ตอนที่ทางธรรมศาสตร์และอาจารย์สุลักษณ์เสนอเรื่องนี้เข้ามา
มันเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างที่เรากำลังใช้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ เพราะฉะนั้นแม้ว่าการดำเนินงานของคณะทำงาน
100 ปีอาจารย์ปรีดีที่จะให้เราจัดพิมพ์แสตมป์จะอยู่ในช่วงเหมาะสมก็ตาม แต่เมื่อตรวจสอบแล้วเราพบว่าหลักเกณฑ์นี้ใช้ขึ้นมาก่อน...มันก็เลยไม่สามารถเป็นไปได้
เราไม่ได้บิดพลิ้วหรือจงใจกีดกันอาจารย์ปรีดี"
"คือเรื่องนี้รัฐมนตรีสุเทพก็มีหนังสือสอบถามลงมา
เราก็ชี้แจงกลับไป...ส่วนที่ว่าท่านจะสั่งลงมาอย่างไรต่อไป นั่นก็แล้วแต่จะบัญชา"
"กรณีนี้มันเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจอยู่แล้ว
ถ้ารัฐมนตรีสั่งลงมามีอำนาจสั่งการลงมามันก็ได้ทั้งนั้น...คืออะไรก็แล้วแต่มันก็มีข้อยกเว้นใช่มั้ยครับ...เราก็อาจจะยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ
อย่างสมมติจะบอกว่าห้ามเรื่องนั้นห้ามเรื่องนี้ แต่ถ้ารัฐมนตรี หรือนายกฯ สั่งลงมาโดยตรงมันก็ต้องได้"
"มันก็เหมือนเราอยู่ในครอบครัวของเราใช่มั้ยครับ...มันก็ต้องมียืดมีหยุ่น
มีข้อห้ามได้มันก็ต้องมีข้อยกเว้นเป็นพิเศษได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่ทุกครั้งจนน่าเกลียด...ใช่มั้ยครับ"
"ผมเชื่อว่าคณะทำงานที่แสดงความจำนงขอจัดพิมพ์แสตมป์ครั้งนี้
ทุกคนทำงานด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรักและผูกพันในตัวบุคคลซึ่งตรงนี้สำคัญมาก ผมดูๆ
แล้วทุกคนที่ทำงานเฉลิมฉลองทำด้วยความรักทำด้วยความศรัทธาต่อท่านอาจารย์ปรีดีในการที่ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง
และวางรากฐานประชาธิปไตยที่แท้จริง"
"ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างที่ว่า ผมคิดว่าอาจารย์ปรีดีมีความเหมาะสมที่จะได้รับการตีพิมพ์ลงในแสตมป์แน่นอน
ท่านเป็นบุคคลที่ควรค่าในการยกย่อง และเป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นต่อๆ ไป"
"ถ้าถามว่าเสียดายมั้ยที่การสื่อสารฯไม่ได้พิมพ์แสตมป์อาจารย์ปรีดี
ความรู้สึกผมคงเฉยๆ ครับ คือ ผมเข้าใจว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เราทำแล้วคนอื่นๆ ชื่นชมมันก็คงเป็นความสุข
และผมก็เชื่อว่าถ้าทำแสตมป์ชุดนี้ออกไปมันไม่มีเสียหรอกครับ คนก็ต้องยกย่องและน่าจะขายดี
เพราะท่านได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ สิ่งที่เราทำออกมาก็จะเป็นสื่อในการเผยแพร่คุณงามความดีของคนๆ
หนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องดี ทำได้เราก็สบายใจ แต่ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่เป็นไร โอกาสที่จะได้ทำต่อไปผมเชื่อว่ามีแน่นอน
เพราะความดีของท่านไม่ได้ไปไหน"
Krungthep Turakij Newspaper