Manager Newspaper
SATURDAY 28 OCTOBER ,2000
เสือใหญ่ ดงอักษร
แม้ว่าเรื่องราวของรัฐบุรุษอาวุโส "ปรีดี
พนมยงค์" จะผ่านสายตามาหลายยุคหลายสมัยแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำที่ดีก็มีต่อไป
เพราะนายปรีดี เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยอย่างมาก
บุคคลหนึ่ง
PRIDI BANOMYONG : PRIDI BY PRIDI เป็นหนังสือที่ คริส เบเคอร์ และอาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้รวบรวมชีวประวัติ
แนวคิดทางสังคม และเชิงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง
นายปรีดีเกิดมาท่ามกลางยุคล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตก
ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากจะล่าอาณานิคมและเผยแพร่ศาสนาแล้ว ยังมาพร้อมกับลัทธิการค้าเสรี
ความก้าวหน้าทางวิทยากา ร รวมไปถึงระบบการปกครองแบบรัฐสภา (Parliament) อีกด้วย
ประเทศไทยได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ก่อให้เกิดพลวัตขนานใหญ่ในสังคมเพื่อปรับตัวให้เท่าทัน และสามารถอยู่รอดท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง
อย่างรุนแรงของโลกในระดับชนชั้น เมื่อระบบเศรษฐกิจของประเทศถูกดึงเข้า สู่ระบบเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น
กลไกการบริหารการปกครองแบบเก่าไม่สามารถตอบสนองการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคมยุคใหม่ได้
ด้วยเหตุนี้ แม้ยุคสมัยจะล่วงเข้าสู่ต้นคริสต์
ศวรรษที่ ๒๐ แล้ว ราษฎรไทยก็ยังไม่มีสิทธิมีเสียงหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง
หรือแม้แต่ชะตากรรมของราษฎรเอง
บทความหนึ่งศตวรรษปรีดี พนมยงค์ โครงการฉลอง
100 ปีชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส นายปรีดี พนมยงค์ บอกไว้ว่านายปรีดีได้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ โดยเฉพาะ เมื่อมีโอกาสเข้ามาศึกษาต่อ ในโรงเรียนกฎหมาย แห่งกระทรวงยุติธรรม
นายปรีดี ก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เรียก ว่า "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ซึ่งอาจารย์ผู้สอนกล่าวถึงบุคคลต่างชาติผู้มีสิทธิพิเศษนอกอำนาจ
ศาลสถิตยุติธรรมของสยาม ความรู้นี้เองทำให้นักเรียนกฎหมายปรีดี เริ่มตระหนักถึง การสูญเสียเอกราชทางการศาลของประเทศ
และการศึกษา
นายปรีดีได้รับทุนจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปศึกษาต่อวิชากฎหมาย
ณ ประเทศฝรั่งเศส แต่ท่านไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์ และการรับรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหา เศรษฐกิจสังคมของบ้านเกิดเมืองนอน
ตรงกันข้ามประสบการณ์เหล่านั้นกลับเป็นเรงกระตุ้นให้มีมานะศึกษาเรียนรู้วิชากฎหมาย
รวมทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงของตะวันตก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงสภาพสังคมไทย
จากการที่ได้เรียนรู้วิชาการของประเทศภาคพื้นยุโรป
และอังกฤษ ทำให้นายปรีดีเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเข้า สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
(Democracy) ทั้งนี้เพื่อเป็นรากฐานในการสร้างชีวิตใหม่ และวัฒนธรรมใหม่ให้แก่สังคมไทย
ซึ่งจะต้องพัฒนาเข้าสู่สังคมประชาธรรม (Civil Society) ตามวิถีของสังคมนานาอารยประเทศ
ด้วยเหตุว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นรากฐานที่ขาดเสียมิได้ สำหรับอารยธรรมของมนุษยชาติในสังคมยุคใหม่
ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าว ประกอบกับกระแสความเป็นจริงของ
สังคมโลก เป็นเหตุผลักดันให้ท่านกลายเป็นบุคคลสำคัญในคณะราษฎร ที่ได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตย
โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญทำให้ระบอบประชาธิปไตยมีความ เจริญงอกงามขึ้นในไทย
ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
จุดเด่นอีกอย่างของนายปรีดี และเป็นจุดที่ตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดมาจนกระทั่งทุกวันนี้
ก็คือ "เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ" อันเป็นการแสดง ให้เห็นว่านายปรีดี ให้ความสำคัญกับการจัดระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมากทั้งนี้
โดยพ จารณาจากคำกล่าวของเขาเอง ที่ว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ ไม่ใช้ Coup d' Etat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" แม้ความคิดในเรื่องการจัดระบบเศรษฐกิจโดย
รัฐของนายปรีดี จะมีจุดอ่อนให้วิพากษ์ แต่แท้ที่จริงแล้วเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ของเขานั้นเป็นเค้าโครงการปฏิวัติสังคมด้วย
บุคคลผู้สำเร็จประกาศนียบัตรการศึกษาขั้นสูงในทางเศรษฐกิจเช่นนายปรีดี
ย่อมต้องตระหนักดีว่าระบบเศรษฐกิจ ย่อมไม่มีความหมายแต่ประการใด ถ้าหากไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต
และสังคม ดังคำชี้แจงของเขาในเค้าโครงเศรษฐกิจฯ ตอนหนึ่งว่า "ผู้อ่าน โดยมีอุปาทานร้ายมักจะเหมาทันทีว่า
การที่รัฐบาล ประกอบการเศรษฐกิจเสียเองนี้ จะทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์... ข้าพเจ้าได้ระวังมิให้มนุษย์มีสภาพเป็นสัตว์
ข้าพเจ้าประสงค์ให้มนุษย์เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น ปราศจากการประทุษร้ายต่อกัน อันเนื่องมาจากเหตุเศรษฐกิจ"
นี่คือผลงานบางส่วนของนายปรีดีเท่านั้น