Krungthep Turakij Newspaper
วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2544
101 ปี ชาตกาล สานต่ออุดมการณ์รัฐบุรุษ
นิภาพร เตียนสายอ๋อ
ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส
ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศบรรจุชื่อท่านไว้ในปฏิทินบุคคลสำคัญของโลกปี
2543-2544 (ค.ศ.2000-2001) ภาครัฐและเอกชนได้มีการจัดงานฉลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน
ในฐานะผู้มีคุณต่อชาติบ้านเมือง
ในวันที่ 11พฤษภาคม ศกนี้ หรือปีที่ 101 แห่งรัฐบุรุษอาวุโส
ถือเป็นวันสิ้นสุดการครบรอบงานฉลอง 100 ปี ตามที่ยูเนสโกได้ประกาศไว้ ทางโครงการฉลอง
100 ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส (ภาคเอกชน) จึงได้ร่วมกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
อันเป็นบ้านเกิดของนายปรีดี จัดงานฉลองขึ้นที่อนุสรณ์สถานนายปรีดี พนมยงค์ และคุ้มขุนแผน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 9-11พฤษภาคม 2544นี้ โดยจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ
ขึ้นมากมาย อาทิ กิจกรรมตามรอยท่านปรีดี การแสดงละคร (เรื่อง คือผู้อภิวัฒน์ 2475)
การแสดงลิเก (คนดีศรีอยุธยา) ตลอดจนงานเสวนาในหัวข้อต่างๆ เป็นต้น
โดยในช่วงบ่ายของวันที่ 9 พฤษภาคม ได้จัดการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจ
คือ การกระจายอำนาจ : การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองของภาคประชาชน มี ชาญวิทย์
อร่ามฤทธิ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และวิทยากรทั้งในและนอกพื้นที่มาร่วมเสวนา
อาจารย์สุรินทร์ กิจนิจชีว์ ข้าราชการบำนาญชาวอยุธยา
ในฐานะของตัวแทนชาวบ้านให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การกระจายอำนาจเป็นการกระจายสู่ชุมชนเมืองมากกว่าชุมชนบ้าน
ทั้งที่ในความเป็นจริง เมืองจะอยู่ได้ต้องอาศัยบ้านเป็นพื้นฐาน
ทั้งนี้ จากความเจริญภายในเมืองโดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
เมื่อเข้ามาในชุมชนบ้านผลกระทบที่ตามมาคือ ชุมชนบ้านหรือชุมชนท้องถิ่นต้องเสียเปรียบชุมชนเมืองมาโดยตลอด
ในเรื่องของทรัพยากรท้องถิ่นก็ถูกทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจหรือเอกชนดูดกลืนเอาเปรียบประชาชน
ซึ่งปรากฏชัดหลังปี 2510 ทำให้ภูมิปัญญาในการจัดสรรทรัพยากรของประชาชนต้องสูญเสียไปด้วย
จากเดิมที่ชาวบ้านมีชีวิตผูกพันกับผืนน้ำและธรรมชาติ
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันในเรื่องของการแลกเปลี่ยนอาหารการกิน แต่เมื่อเรื่องของการซื้อขายเข้ามาก็เริ่มทำให้ชาวบ้านติดหนี้สิน
จากที่เคยอาศัยทรัพยากรก็หันมาทำลายทรัพยากรโดยเรื่องของเกษตรเคมี นอกจากนี้ก็มีปัญหาเรื่องของโรงงานต่างๆ
เข้ามาในพื้นที่หนักบ้างเบาบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐก็ไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือแก่คนในชุมชนบ้านได้
กล่าวโดยสรุป ก็คือ คนในระดับรากหญ้า (ในชุมชนบ้าน)
หากมีการรวมตัวกันเพื่อผลทางการผลิตของใช้จากทรัพยากรภายในมากกว่าที่จะพึ่งพาภายนอก
นั้นน่าจะเป็นพลังอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้สังคมบ้านคงอยู่ได้ สมดังเจตนารมณ์ของนายปรีดีที่ต้องการให้ทุกคนในสังคมมีความเท่าเทียมกันอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน
และอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพความเป็นมนุษย์ต่อกัน
นิเวศ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องของการกระจายอำนาจว่า แต่เดิมนั้นมีผู้ที่เข้ามามีบทบาทในทางการเมืองน้อยและตัดขาดจากประชาชน
ทั้งนี้เพราะใช้การปกครองแบบเผด็จการเป็นรากฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นอำนาจของรัฐ
ประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียง
แม้ทุกวันนี้ในทางการเมือง ประชาชนจะกลับมามีอำนาจมากกว่าเดิม
แต่อำนาจของการกระจายกลับอยู่ที่เรื่องของการกระจายเงินมากกว่าที่จะกระจายเรื่องอื่น
โดยเริ่มจากการหาเสียงและการเลือกตั้งในทางการเมือง ที่ต้องใช้เงินในการซื้อเสียง จึงส่งผลให้เกิดการกระจายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
อันหมายถึง 'เงิน'
มีอำนาจ (ต่อประชาชน) เหนือสิ่งอื่นใด สังเกตได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่มีเรื่องการทุจริตในทำนองนี้ค่อนข้างมาก
และการมีส่วนร่วมของประชาชนก็มีน้อย
ในเรื่องของการจัดการตนเองของท้องถิ่น ส.ว.นิเวศมองว่า
คนในสังคมจะต้องเป็นผู้ที่ช่วยกันดูแล เพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ทั้งนี้เรื่องของการกระจายทรัพยากรก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้สังคมสามารถทำอะไรเองได้มากขึ้น
หากต้องมีการสร้างฐานความรู้ให้คนในท้องถิ่นรู้จักความเป็นเจ้าของท้องถิ่นให้มากกว่านี้
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาประชาชนถูกทอดทิ้งและเป็นผู้ถูกกระทำ ดังนั้นการที่จะจัดการอะไรในสังคมท้องถิ่นจึงต้องอาศัยเวลาเป็นสำคัญ
โอกาสเดียวกันนี้ ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.ระบบรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แสดงทัศนะว่า การปกครองระดับท้องถิ่นคือหัวใจสำคัญของการเมืองในระดับประเทศ ดังนั้นการกระจายอำนาจของประชาชนให้เขาได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเองจึงน่าจะมีส่วนช่วยได้มากที่สุด
ในการสร้างรากฐานของการปกครองท้องถิ่นเรื่อยไปจนถึงการปกครองในระดับประเทศ โดยการนี้
ดร.อเนก ชี้ให้เห็นถึงบุคคลสองท่านที่เล็งเห็นความสำคัญของการปกครองในระดับท้องถิ่นคือ
ท่านแรก ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 7 ส่วนท่านที่สองคือ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสแห่งกรุงเก่าของไทย
(จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
บุรุษทั้งสองท่านนี้ ต่างก็เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของประชาชน ทั้งในเรื่องของการศึกษา
การปกครองตนเอง รวมทั้งหน้าที่และจิตสำนึกของพวกเขาเหล่านั้นในการที่จะปกครองดูแลตนเองให้อยู่ได้อย่างปกติสุข
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
7 ทรงเห็นด้วยในการที่จะให้อำนาจในการปกครองตนเองแก่ประชาชน แต่ในช่วงที่เกิดการยึดอำนาจของคณะราษฎร์นั้น
ทรงเห็นว่าประชาชนยังไม่มีความพร้อมมากพอในการที่จะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แนวทางที่พระองค์ทรงคิดว่าดีที่สุดในเวลานั้นคือ
การให้การศึกษาในเรื่องทางการเมืองกับประชาชนในประเทศเสียก่อน จนกว่าจะสามารถเข้าใจในระบอบการปกครองรูปแบบใหม่
แต่เนื่องจากเกิดการยึดอำนาจขึ้นมาเสียก่อน
แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ทรงยินยอมที่จะให้อำนาจการปกครองเป็นของประชาชน โดยทรงยอมที่จะอยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ
ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องของประชาธิปไตยท้องถิ่นคือ
การที่ท่านได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น ตลอดจนริเริ่มให้มีการปกครองในระดับท้องถิ่นขึ้นนับร้อยกว่าแห่งทั่วประเทศ
นั่นคือ การปกครองที่เรียกว่า
'เทศบาล'
จากการปูพื้นฐานทางการเมืองในระดับท้องถิ่นตามแนวความคิดของผู้มีคุณูปการต่อประเทศทั้งสองท่าน
ชี้ให้เราเห็นว่า การปกครองในระดับท้องถิ่นมีบทบาทสูงมากสำหรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นรักและสำนึกในสิทธิและหน้าที่ของตนที่พึงมีตามระบอบการปกครองนี้
ในอีกด้านหนึ่ง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์สถาบันราชภัฏจังหวัดนครราชสีมา
และที่ปรึกษาสมัชชาคนจนในภาคอีสาน ชี้ประเด็นที่ว่า 'การกระจายทรัพยากร' เพื่อยกระดับเอกราชทางเศรษฐกิจดูจะเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่สุด
เพื่อให้ประชาชนมีฐานะที่ดีขึ้น ทั้งนี้อาจารย์สมเกียรติมองว่า ปัจจุบัน
"รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกุญแจไขไปสู่เอกราชทางเศรษฐกิจ"
เรื่องของการกระจายอำนาจนั้นผ่านมานับสิบปี แต่ก็ยังคงเป็นเพียงการกระจายอำนาจทางการเลือกตั้งและเงินเท่านั้น
ดังนั้นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 14 ตุลา หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
จึงอาจเรียกได้ว่า การกระจายอำนาจเป็นเพียงเรื่องของการเรียกร้องผ่านเหตุการณ์เหล่านี้เท่านั้น
เพราะจริงๆ แล้วประชาชนยังคงไม่มีอำนาจที่แท้จริง (ในการจัดสรรทรัพยากร) อยู่นั่นเอง
ดังนั้นในการที่จะมีการกระจายอำนาจที่แท้จริงจึงน่าที่จะเริ่มจากประชาชนเอง
กล่าวคือ ต้องรวมตัวกันในการจัดการกับสังคมของตนเอง เพื่อความพอเพียงในการจัดสรรปันส่วน
ตลอดจนการผลิตของใช้จากทรัพยากรภายในท้องถิ่น รวมทั้งเรื่องของการจัดการในเรื่องของสหกรณ์ภายในชุมชน
ดังเจตนารมณ์ของนายปรีดีที่ต้องการให้คนในท้องถิ่นสามารถจัดการระบบต่างๆ ภายในสังคมท้องถิ่นตนเองได้
โดยอาศัยแนวคิดเรื่องของการรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์ มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของบุคคลหรือเอกชนอย่างที่ประชาชนหลายๆ
คนคิด
จากความคิดเห็นที่หลากหลายของบรรดานักคิด นักการเมือง
และนักประชาธิปไตยเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า โดยเนื้อแท้แล้ว การกระจายอำนาจยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ
การปกครองในระดับท้องถิ่นซึ่งดูจะมีความสำคัญสำหรับชุมชนชนบทตามแนวคิดของนายปรีดี พนมยงค์
ก็ยังคงไม่เป็นรูปเป็นร่าง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ด้วยปัจจัยหลายประการที่ยังไม่สามารถกำจัดออกไปจากสังคมไทยได้
โดยเฉพาะความต้องการของคนในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์
ตัวแปรดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง
และดูเหมือนจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มีอำนาจการกระจายตัวสูงและรวดเร็วที่สุด ส่งผลให้ประชาชนซึ่งเป็นหัวใจหลักในทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย
ยังไม่สามารถคัดง้าง ถางทางเพื่อนำมาซึ่งการกระจายอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงของประชาชนได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐบุรุษอาวุโส
นามว่า ปรีดี พนมยงค์