|
แนวคิดและพัฒนาการของกฎหมาย :
ทางเลือกระหว่างนโยบายผสมกลมกลืนกับนโยบายพหุวัฒนธรรมของรัฐต่อชนกลุ่มน้อย วิชช์ จีระแพทย์ * ประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยย่อมแก้ไขปัญหาของสังคมด้วยนโยบายที่เหมาะสม กับสภาวะ โดยเหตุที่สถานะของชนกลุ่มน้อยในประชาคมการเมือง (Community) ส่วนใหญ่จะอยู่ในสถานะที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองการปกครอง โดยอำนาจทางการเมืองการปกครองจะตกอยู่กับชนกลุ่มใหญ่ และชนกลุ่มใหญ่เจ้าของประเทศไม่อาจปล่อยให้ชนกลุ่มน้อยทำอันตรายต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ ในขณะเดียวกัน ชนกลุ่มน้อยก็ไม่อาจยินยอมต่อความมีอคติ (prejudice) หรือการเลือกปฏิบัติ (discrimination) ต่าง ๆ ดังนั้น ในการอยู่ร่วมกันระหว่างชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อยของแต่ละประเทศ สิ่งสำคัญคือการปรับตัวทางวัฒนธรรม เนื่องจากชนกลุ่มใหญ่กับชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ นอกจากจะมีความแตกต่างทางกายภาพที่เห็นได้ชัดคือ สีผิว ชาติพันธุ์ หรือภาษา แล้วยังมีความแตกต่างทางด้านภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้บางครั้งการอยู่ร่วมกันในสังคมเกิดความแตกต่างและบางครั้งทำให้เกิดความขัดแย้งกัน ดังนั้น การสร้างชาติหรือการสร้างอำนาจรัฐเพื่อรวมชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้เป็นปึกแผ่น และเกิดความสงบสุขในสังคม จึงต้องกำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันในด้าน ต่าง ๆ มีความจงรักภักดีต่อประเทศที่อาศัยอยู่ด้วย ในระยะหลายสิบปีมานี้ มีความคิดเห็นที่พยายามอธิบายเกี่ยวกับความหลากหลายของนโยบายที่รัฐและประเทศต่างๆ นำมาใช้กับความหลากหลายทางเชื้อชาติของประชากรของแต่ละประเทศ มีนโยบายต่าง ๆ เช่น การดูดกลืน (Absorbtion) การปรับตัว (Acculturation) ให้เข้ากับวัฒนธรรม การดัดแปลง (Adaptation) การผสมกลมกลืน (Assimilation)การแยกตัวออกมา(Dissociation) บูรณาการ (Integration) แบบนอกกลุ่ม (Marginal style) พหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) หรือพหุนิยม (Pluralism) เป็นต้น แต่ก็ยังไม่มีความเห็นที่สอดคล้องกันในความหมายของนโยบายเหล่านี้ ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้มีเพียงนโยบายผสมกลมกลืน (Assimilation) และนโยบายพหุนิยม (Pluralism) ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง และโดยที่นโยบายทั้งสองมีความแตกต่างกัน และมีผลกระทบอย่างยิ่งในทางกฎหมาย ดังนั้น การวิเคราะห์ทางด้านกฎหมายอย่างลึกซึ้งจะทำให้เห็นความสำคัญของนโยบายทั้งสองนี้ นโยบายทางเลือกต่อชนกลุ่มน้อย (Policy options) ระหว่างนโยบายผสมกลมกลืนกับนโยบายพหุวัฒนธรรม นโยบายนี้เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเป็น การ "ดูดกลืน" (Absorbtion) ชนกลุ่มน้อยให้เข้าสู่กระแสหลักทางวัฒนธรรมของชนกลุ่มใหญ่ในสังคม ชนกลุ่มน้อยต้องยอมลดเอกลักษณ์ที่แตกต่างของตนและทำตัวให้กลมกลืนกับสังคมส่วนใหญ่ด้วยแนวความคิดว่าวัฒนธรรมของชนกลุ่มใหญ่ในสังคมมีสถานะที่สูงกว่าวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ดังนั้น จึงสมควรที่ชนกลุ่มน้อยจะต้องปรับตัว (acculturation) ให้เข้ากับวัฒนธรรมเพื่อความเป็นสังคมหนึ่งเดียว (an homogeneous society) การยอมรับชนกลุ่มน้อยให้เป็นสมาชิกอย่างเต็มภาคภูมิในสังคมส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับชนกลุ่มน้อยต้องยอมสละวัฒนธรรมที่แตกต่างของตนออกไป ยกเลิกเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มละทิ้งวัฒนธรรมหรือประเพณีที่แตกต่าง แล้วเข้าร่วมในสังคมและการเมืองแบบใหม่ ชาวผิวขาวในอังกฤษส่วนมากมีความรู้สึกว่าการยอมปรับตัว (adaptation) ทางวัฒนธรรมของผู้อพยพนั้นเป็นพันธะทางศีลธรรม (a moral obligation) ดังคำพูดว่า "เมื่อเข้ากรุงโรม ต้องทำตามอย่างคนโรมัน" ผู้นิยมนโยบายผสมกลมกลืนมีแรงจูงใจที่เกิดจากอคติหรือความกลัวแฝงเร้นอยู่ ตัวอย่างเช่น ในรายงานการสำรวจที่รวบรวมระหว่างปี ค.ศ.1991 มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 90% บอกว่าสังคมอังกฤษเป็นสังคมที่มีอคติทางชนชาติ (racially prejudiced) และเกือบหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าตนตกเป็นเหยื่อของอคติทางชนชาติ (a racist society) ชาวเอเซีย ชาวผิวขาว และคนอัฟโฟ-แคริบเบียน มีความเห็นว่าอังกฤษเป็นสังคมเหยียดผิว อย่างไรก็ตาม มีผู้สนับสนุนนโยบายผสมผสานทางวัฒนธรรมออกมาโต้แย้งสี่ประการคือ หนึ่ง หากสมาชิกของชนกลุ่มน้อย ไม่สามารถผสมผสานด้านระบบคุณค่าของอังกฤษ ก็เท่ากับเป็นการเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานอุปนิสัยที่เป็นที่ยอมรับ สอง หลักการสำคัญเรื่อง "ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎหมาย" (Equality before the law) อาจจะสั่นคลอนและเสียหายหากยอมให้ชนกลุ่มน้อย ได้รับการยกเว้นหรืออภิสิทธิ์ทางกฎหมายโดยยอมให้ปฏิบัติตามประเพณีหรือความเชื่อทางศาสนา ซึ่งความเสมอภาคทางกฎหมายนี้เป็นหลักสำคัญของระบบกฎหมายอังกฤษ ดังที่ Dicey ได้เคยกล่าวว่าความเสมอภาคนี้เป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญของหลักนิติธรรม (Rule of Law) สาม หากชนกลุ่มน้อยยืนยันที่จะแยกวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ออกจากชนกลุ่มใหญ่ในสังคมแล้วมีความเป็นไปได้ที่สมาชิกของชนกลุ่มน้อยอาจเสียเปรียบและได้รับการเลือกปฏิบัติ เนื่องจาก นายจ้างผิวขาวไม่ค่อยเต็มใจรับ ลูกจ้างชนกลุ่มน้อยเพราะเกรงว่าลูกจ้างจะเรียกร้องในเรื่องวัฒนธรรมหรือศาสนา สี่ การที่ชนกลุ่มน้อยเรียกร้องให้มีการแยกเอกลักษณ์ อาจจะเป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกในชาติและไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม หลังปี ค.ศ.1945 นั้น นโยบายผสมกลมกลืนได้รับการยอมรับในองค์กรของรัฐต่าง ๆ ว่าเป็นนโยบายที่เหมาะสมของอังกฤษ ผู้อพยพส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาตั้ง รกรากในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1950 ถึงปี ค.ศ.1960 เป็นพวกที่มีถิ่นฐานจากแคริบเบียน ซึ่งมีประวัติการตกเป็นทาสและในช่วงที่เป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษ อังกฤษก็แผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมให้แก่ชาวอัฟโฟ-แคริบเบียนซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรมแบบ Anglicization ที่พวกเขาเชื่อว่าตนเป็นคนอังกฤษและพูดภาษาอังกฤษอย่างภาษาแม่ (mother tongue) นับถือศาสนาคริสต์อย่างคนอังกฤษ ไม่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมปรากฏอยู่เลย และดูเหมือนว่าการผสมกลมกลืนจะทำให้ความแตกต่างที่มีอยู่เพียง เล็กน้อยหมดไปด้วย ดังที่คณะที่ปรึกษาเกี่ยวกับผู้อพยพในเครือจักรภพอังกฤษ (The Commonwealth Immigrants Advisory Council) ได้มีข้อสรุปเมื่อปี ค.ศ.1964 ว่า "ระบบการศึกษาของชาติมีเป้าหมายในการสร้างประชากรที่สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมโดยแสดงสิทธิและทำหน้าที่ได้เช่นเดียวกับประชากรคนอื่น ๆ และหากบิดามารดาเป็นผู้ที่เติบโตขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมอื่น (a national system) แล้ว บุตรหลานก็ควรจะได้รับการสนับสนุนให้เคารพในสังคมและวัฒนธรรมนั้น แต่ในระบบของชาติต้องไม่คำนึงว่าจะรักษาวัฒนธรรมที่แตกต่างของชนกลุ่มน้อยได้ตลอดไป" อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี ค.ศ.1960 นโยบายผสมกลมกลืนนี้ก็เริ่มจากการอพยพเข้ามาของชาวมุสลิม ฮินดู และซิกข์จากประเทศอินเดีย เนื่องจากความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และภาษาที่แตกต่างอย่างยิ่งกับชาวผิวขาวเป็นเหตุให้มีการประเมินนโยบายที่เหมาะสมกันใหม่ เนื่องจากเป็นการยากที่จะส่งเสริมการผสมกลมกลืนในหมู่ผู้อพยพจากเอเชียใต้เหล่านี้ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนากลุ่มใหญ่ ไม่เหมือนการผสมกลมกลืนของชาว แคริบเบียนที่แตกต่างจากชนกลุ่มใหญ่เพียงแค่สีผิวเท่านั้น นอกจากนี้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็แสดงให้เห็นว่านโยบายผสมกลมกลืนมักจะให้ผลที่ตรงกันข้าม โดยชนกลุ่มน้อยจะมีแนวโน้มกลับเข้ายึดกับเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนมากขึ้นหากว่ามี หน่วยงานใดพยายามให้พวกเขาตัดขาดจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน 2. นโยบายพหุวัฒนธรรม (Cultural pluralism) หรือนโยบายพหุนิยม (Pluralism) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 เป็นต้นมา ได้มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายพหุวัฒนธรรมแทนนโยบายผสมกลมกลืน โดยนโยบายนี้จะเน้นความสำคัญของการให้ความเคารพต่อ วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่แตกต่างของชนกลุ่มน้อย และเห็นว่าวิธีการนี้เป็นการ ตอบสนองที่เหมาะสมต่อสังคมเสรีประชาธิปไตยที่ปัจเจกบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกและการแสดงออกในเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Human dignity) ความยุติธรรม (Justice) และการยอมรับว่าศาสนาอื่น (Religious toleration) ว่ามีคุณค่าสำคัญ และ นอกจากหลักความเสมอภาคทางกฎหมายแล้ว ยังต้องแสวงหาความเท่าเทียมทางด้านสังคมให้แก่ชนกลุ่มน้อยด้วยการอำนวยความยุติธรรมแก่ปัจเจกบุคคลก็ต้องอาศัยกฎหมาย มารองรับวัฒนธรรม ประเพณี และระบบคุณค่าของชนกลุ่มน้อยให้ได้รับการยอมรับเหมือนเช่นของชนกลุ่มใหญ่ การปฏิบัติอย่างเดียวกันต่อทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือศาสนาอาจจะไม่เหมาะสมทางกฎหมาย นโยบายพหุวัฒนธรรมนี้เห็นว่า การยอมรับคุณค่าของการมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศชาติเป็นที่ยอมรับเท่านั้น แต่ยังไม่สนับสนุนให้ชนกลุ่มน้อยยอมสละหรือแปลงเอกลักษณ์ของตนเพื่อจะได้มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วย และเห็นว่าการมีอคติและการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สุดท้าย นโยบายพหุวัฒนธรรมเชื่อว่า ความมีเอกภาพและรวมหมู่ของชนในชาติสามารถสร้างขึ้นได้โดยการส่งเสริมให้รู้จักเคารพและอดทนต่อความแตกต่าง สิ่งเหล่านี้สามารถปลูกฝังผ่านระบบการศึกษา สื่อมวลชน และการมีส่วนร่วมปฏิสัมพันธ์ในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเดียวกันการมีส่วนร่วมในสังคมการเมืองร่วมกัน และยังยึดถือ "ความมีเอกภาพบนความ แตกต่างหลากหลาย" (Unity Through Diversity) โดยยอมรับว่าในบางสถานการณ์การคงไว้ซึ่งมาตรฐานขั้นต่ำของความประพฤติอาจจะต้องให้ผู้ที่เข้ามาในประเทศต้องยอมสละวัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่เป็นที่ยอมรับ ในปี ค.ศ.1966 กระทรวงมหาดไทยของประเทศอังกฤษได้มีประกาศเป็นครั้งแรกในการเปลี่ยนนโยบายผสมกลมกลืนมาเป็นนโยบายพหุวัฒนธรรมและได้กล่าวถึงนโยบายพหุวัฒนธรรมโดยใช้คำว่า "บูรณาการ" (integration) ดังนี้ "คำว่า บูรณาการเป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก แต่ไม่ได้หมายรวมไปถึงว่าการที่ ชนกลุ่มน้อยต้องสูญเสียซึ่งเอกลักษณ์ของชาติและวัฒนธรรม ประเทศอังกฤษไม่ต้องการเบ้าหลอม (a melting pot) ที่จะผลิตทุกคนออกมาให้เหมือนกัน แต่ต้องการให้ ความหมายของคำนี้ว่าเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ยืดหยุ่น และหมายถึงโอกาสที่เท่าเทียมกันรวมทั้งการมีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมในบรรยากาศที่เป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน" ประเทศอังกฤษได้รายงานต่อ The UN Committee on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination ว่า "รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรมีวัตถุประสงค์ขั้นพื้นฐานที่จะให้สมาชิกชนกลุ่มน้อยได้มีส่วนร่วมอย่างอิสระและเต็มภาคภูมิทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของชาติ โดยได้รับสิทธิประโยชน์และมีความรับผิดชอบตามที่สมควรจะได้รับ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และคุณค่าของตน" เมื่อพิจารณาถึงรายงานดังกล่าว จะเห็นได้ว่านโยบายพหุวัฒนธรรมน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.1985 คณะกรรมการการศึกษาของเด็กจากชนกลุ่มน้อยได้เสนอ รายงานชื่อ "การศึกษาเพื่อทุกคน" (Education for All) หรือ "สวอนรีพอร์ท" (Swann Report) แสดงให้เห็นถึงวิธีการของผู้นิยมนโยบายพหุวัฒนธรรมไว้ดังนี้ "เราควรจะให้สังคมประชาธิปไตยที่เราใฝ่หานี้เป็นสังคมที่มีความสมดุลระหว่างด้านการรักษาและให้การสนับสนุนต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในสังคม ยอมรับความแตกต่างของแต่ละกลุ่มในสังคมโดยรวม สิ่งเหล่านี้จะเป็นสังคมหลายวัฒนธรรมที่แท้จริงที่มีทั้งความสามัคคีทางสังคมและความแตกต่างทางวัฒนธรรม" นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่าชนกลุ่มน้อยไม่อาจดำรงวัฒนธรรมของตนไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยเพราะจะเป็นการปิดกั้นตนเองจากการมีส่วนร่วมในสังคม ส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงควรมีสิทธิที่เรียกว่า “สิทธิใหม่” (The New Right) เพื่อการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างมีขอบเขต เพื่อเป็นการสนับสนุนความสามัคคีทางสังคม และไม่เห็นด้วยกับนโยบายผสมกลมกลืน เพราะเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคลในการมีชีวิตที่แตกต่างกัน "นโยบายผสมกลมกลืนควรจะถูกยกเลิกได้แล้วเพราะเป็นการบังคับซึ่งมีแต่ในสังคมปิดเท่านั้น แต่ในสังคมเปิดและเสรีที่ยอมรับในเสรีภาพและศักดิ์ศรีส่วนบุคคลนี้ นโยบายผสมกลมกลืนไม่อาจเป็นไปได้ทั้งด้านจรรยาบรรณและการปฏิบัติ" ยิ่งไปกว่านั้น จากมุมมองของสากลโลก ความสำเร็จของการผสมกลมกลืน จารีตประเพณี และวัฒนธรรม กลับเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญงอกงามของสังคมส่วนใหญ่ที่เสื่อมถอยลง กฎหมายปัจจุบันที่บัญญัติขึ้นตามนโยบายพหุนิยมและนโยบายผสมกลมกลืน (Modern legislation reflecting pluralist and assimilationist approaches) ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา กฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตระหนักถึงปัญหาวัฒนธรรมประเพณีของชนกลุ่มน้อย ซึ่งในด้านหนึ่งจะมีกฎหมายจำนวนมากที่รัฐสภาได้ตราขึ้นเพื่อยอมรับและสนับสนุนวัฒนธรรมที่แตกต่างตามนโยบายพหุนิยม แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อปฏิเสธไม่ยอมรับความสำคัญทางศาสนา วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยตามนโยบายผสมกลมกลืน ในบางครั้งจะใช้นโยบายทั้งสองอย่างในกฎหมายฉบับเดียวกัน ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติการ ปกครองส่วนท้องถิ่น ปี ค.ศ.1966 (The Local Government Act 1966) และ พระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษา ปี ค.ศ.1988 (The Education Reform Act 1988) ซึ่งต้องพยายามในการประนีประนอมและปรับให้ได้ดุลกันอย่างยิ่ง ตัวอย่างพัฒนาการของกฎหมายที่บัญญัติขึ้นตามนโยบายพหุนิยมและนโยบาย ผสมกลมกลืน มีดังนี้คือ 1. กฎหมายที่สนับสนุนฝ่ายพหุนิยมทางวัฒนธรรม (Enactments endorsing cultural pluralism) 2. กฎหมายที่สนับสนุนฝ่ายผสมกลมกลืน (Enactments endorsing assimilation) 1. กฎหมายที่สนับสนุนฝ่ายพหุนิยมทางวัฒนธรรม (Enactments endorsing cultural pluralism) ในปี ค.ศ.1968 รัฐสภาของประเทศอังกฤษได้ให้การยอมรับเป็นครั้งแรกต่อการที่ชาวยิปซีจะคงวิถีชิวิตแบบเร่ร่อนไว้ โดยออกกฎหมาย The Caravan Sites Act ให้ หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐมีหน้าที่จัดพื้นที่ให้ชาวยิปซีได้เข้าไปอยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลก็ได้ สนันสนุนให้ชาวยิปซีตั้งหลักปักฐานเป็นประชากรส่วนหนึ่งของชุมชน อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.1994 มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพหุนิยมอย่างสิ้นเชิงโดยหน่วยงานของรัฐ ไม่ต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีการนำนโยบายผสมกลมกลืนมาใช้มากขึ้น ในปี ค.ศ.1972 หลักกฎหมายที่เก่าแก่และไม่เป็นธรรมในคดี Hyde v Hyde ได้ถูกยกเลิกโดยผลของกฎหมาย The Matrimonial Proceeding (Polygamous Marriages) Act ที่ให้ศาลมีอำนาจยกเลิกข้อสัญญาการแต่งงานที่ให้มีคู่ครองได้หลายคนในเวลาเดียวกันตามที่ตกลงกันมาตั้งแต่อยู่ในต่างประเทศได้ ศาลเห็นว่าการมีคู่ครองหลายคนในเวลาเดียวกันเป็นวัฒนธรรมแปลกปลอมและน่ารังเกียจ หลังจากนั้นอีกสี่ปีต่อมา รัฐสภาของประเทศอังกฤษได้ออกกฎหมายที่สำคัญอีกสองฉบับ ดังนี้คือ กฎหมาย The Race Relations Act 1976 ที่รับเอาแนวความคิด "การเลือกปฏิบัติทางอ้อม" (indirect discrimination) เข้ามาไว้ในกฎหมายอังกฤษ ซึ่งมีผลให้การกระทำที่เป็นกลางของนายจ้างกับบุคคลอื่น ๆ ที่แม้จะไม่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยแต่มีผลกระทบอย่างไม่เป็นธรรมเพราะภูมิหลังทางวัฒนธรรมและศาสนากลายเป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การที่นายจ้างหรือสถานศึกษาออกระเบียบบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานชุดทำงานหรือเครื่องแต่งกาย ซึ่งชนกลุ่มน้อยไม่สามารถปฏิบัติตามได้นั้น จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเว้นแต่จะแสดงได้ว่าระเบียบบังคับดังกล่าวมีความชอบธรรม (justifiable) กฎหมายอีกฉบับคือ The Motor-Cycle Crash Helmets (Religious Exemption) Act 1976 ซึ่งออกมาในปี ค.ศ.1976 เพื่ออนุญาตให้ชาวซิกข์ไม่ต้องสวมหมวกกันน็อกเวลาขับรถจักรยานยนต์ โดยรัฐสภาของประเทศอังกฤษมีความเห็นว่าการที่ชาวซิกข์ต้องสวมผ้าคลุมผมตามหลักศาสนามีน้ำหนักมากกว่าความปลอดภัยที่จะให้สวมหมวกกันน็อกที่ต้องบังคับให้ชาวซิกข์ถอดผ้าคลุมผมออก กลุ่มชาวซิกข์ยังได้เรียกร้องให้รัฐสภาของประเทศอังกฤษยอมให้ชาวซิกข์สามารถพกมีดเล่มเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “Kirpan” ซึ่งถือว่าเป็นสัญญลักษณ์ทั้งห้า (the five K's) ของชาวซิกข์ เนื่องจากกฎหมาย The Criminal Justice Act 1988 ได้มีบทลงโทษผู้พกมีดหรือวัตถุปลายแหลมในที่สาธารณะ ซึ่งต่อมากฎหมายก็ยอมยกเว้นให้ตามที่ร้องขอ เช่นเดียวกับกฎหมาย Employment Act 1989 ที่มีบทยกเว้นให้ชาวซิกข์ไม่จำต้องสวมหมวกนิรภัยเมื่อทำงานในสถานที่ก่อสร้าง เนื่องจากมีผ้าโพกศีรษะ ซึ่งหากนายจ้าง ผู้ใดปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามก็จะมีความผิดโดยถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติทางอ้อม (indirect discrimination) ตามที่มีบทบัญญัติไว้ในกฎหมาย The Race Relations Act 1976 ในปี ค.ศ.1989 กฎหมาย The Children Act ได้กำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐต้องให้ความสำคัญต่อภูมิหลังทางด้านศาสนา เชื้อชาติ ภาษาและวัฒนธรรมของเด็กที่อยู่ในความดูแลหรือที่จะอยู่ในความดูแลเมื่อต้องทำการตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของเด็กนั้น บทบัญญัตินี้ได้เข้ามาแทนที่บทบัญญัติเดิมที่ห้ามหน่วยงาน ท้องถิ่นของรัฐเลี้ยงดูเด็กในปกครองให้เติบโต ในศาสนาอื่นนอกจากศาสนาดั้งเดิมของเด็กนั้น บทบัญญัติของ Children Act มีผลต่อองค์กรอาสาสมัครที่รับเด็กไปดูแลด้วย ในกฎหมาย The Broadcasting Act 1990 กำหนดให้คณะกรรมการโทรทัศน์อิสระ (The Independent Television Commission) มีหน้าที่ดำเนินการเพื่อให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ทุกรายมีความรับผิดชอบต่อเนื้อหารายการทางศาสนา และโดยเฉพาะจะต้องไม่เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบต่อความคิดเห็นทางศาสนาด้วย ในกฎหมาย The Private International Law (Miscellaneous Provisions) Act 1995 ได้ให้การยอมรับต่อการมีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกันของศาสนาอิสลามและอื่น ๆ โดยแก้ไขบทบัญญัติของนโยบายผสมกลมกลืนที่มีการนำเสนอในกฎหมาย The Matrimonial Proceedings(Polygamous Marriages) Act 1972 แม้วัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้จะให้อำนาจศาลในการยกเลิกสัญญาการสมรสแบบมีคู่สมรสหลายคนได้ กฎหมายดังกล่าวก็เป็นการต่อต้านนโยบายพหุวัฒนธรรม โดยได้เพิ่มเงื่อนไขให้การสมรสเป็นโมฆะหากว่าเป็นสัญญาสมรสที่กระทำในต่างประเทศและคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาในอังกฤษหรือเวลส์ขณะที่ทำการสมรส ซึ่งกรณีนี้เป็นการนำเอาหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ที่มีอยู่แล้วมาบัญญัติไว้ในกฎหมาย และเป็นการบัญญัติโดยไม่คำนึงถึงขอบเขตของการบังคับใช้ ขอบเขตของบทบัญญัตินี้กว้างจนอาจทำให้ชาวมุสลิมที่มาประเทศอินเดียแต่เลือกมีภูมิลำเนาในอังกฤษหรือเวลส์ไม่สามารถเดินทางกลับไปทำการแต่งงานแบมุสลิมที่ บ้านเกิดได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดรูปแบบการแต่งงานเพราะการแต่งงานแบบอิสลามไม่สามารถกระทำโดยมีผลบังคับในอังกฤษได้ แต่ในคดี Hussain v Hussain นั้นศาลอุทธรณ์ตีความการห้ามเข้าสู่สัญญาสมรสที่อาจให้มีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกันให้ใช้บังคับกับสตรีที่มีภูมิลำเนาในอังกฤษเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงชายด้วย ซึ่งผลของคดีไม่สอดคล้องกับศาสนาอิสลาม คณะกรรมาธิการกฎหมาย (The Law Commission) จึงได้เสนอแก้ไขกฎหมายจนเป็นผลสำเร็จเป็น The Private International Law (Miscellaneous Provisions) Act 1995 โดยบัญญัติว่า การแต่งงานที่กระทำขึ้นในต่างประเทศระหว่างคู่สมรสที่ยังไม่เคยสมรสมาก่อนจะไม่ตกเป็นโมฆะเพียงเพราะเหตุว่า การแต่งงานนั้นได้มีขึ้นภายใต้กฎหมายที่ยอมให้มีคู่สมรสได้หลายคนในเวลาเดียวกันซึ่งมีคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีภูมิลำเนาอยู่ในอังกฤษหรือเวลส์ ดังนั้น การแต่งงานในรูปแบบของการสมรสแบบมีคู่สมรสหลายคนได้ในสถานการณ์ ดังกล่าวจึงมีผลสมบูรณ์ในปัจจุบันตามกฎหมายอังกฤษ 2. กฎหมายที่สนับสนุนฝ่ายผสมกลมกลืน (Enactments promoting assimilation) ในปี ค.ศ.1973 ในกฎหมาย The Domicile and Matrimonial Proceedings Act 1973 ได้บัญญัติยกเลิกสิทธิของชาวมุสลิมและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในการที่จะหย่ากันเองตามประเพณีปฏิบัติของตน บทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นการกลับหลักกฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษที่จะให้การยอมรับต่อการหย่ากันเอง หากการหย่าดังกล่าวนี้เป็นที่ยอมรับของกฎหมายที่คู่สมรสนั้นมีภูมิลำเนา ซึ่งหมายความว่าเมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้แล้ว การหย่ากันเองในอังกฤษจะไม่มีผลบังคับเว้นแต่จะเป็นการหย่าที่กระทำในศาลเท่านั้น ผลของบทบัญญัตินี้เป็นการห้ามการหย่าแบบอิสลามหรือ “talaq” และการหย่าโดยความยินยอมที่เป็นที่ยอมรับในสังคมอื่นทั่วโลก ซึ่งฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการห้ามการหย่ากันเองนี้สามารถให้เหตุผลที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความจำเป็นที่ต้องแน่ใจว่ากระบวนการในการหย่ากันเองนี้ได้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับความยุติธรรม และได้ชี้ว่าเหตุผลหนึ่งที่ต้องห้ามการหย่ากันเองเพราะฝ่ายภรรยาจะถูกละทิ้งโดยสามีเป็นฝ่ายแสดงเจตนาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีกฎหมาย The Prohibition of Female Circumcision Act 1985 ที่บัญญัติขึ้นเนื่องจากมีรายงานว่ามีการขลิบอวัยวะเพศหญิงในอังกฤษ ซึ่งก่อนปี ค.ศ.1985 นั้น การขลิบอวัยวะเพศหญิงเป็นความผิดอาญา และเป็นความผิดในบทบัญญัติ Offences Against the Person Act 1861 โดยเห็นว่าการขลิบอวัยวะเพศหญิงเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของอังกฤษและเป็นปฏิปักษ์ต่อวิถีชีวิตของคนอังกฤษ ฝ่ายสนับสนุนการห้ามกระทำการดังกล่าวให้เหตุผลว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมและดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นการกระทำที่ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) มาตรา 5 บทบัญญัติในกฎหมายนี้มีข้อยกเว้นให้สามารถกระทำได้โดยคำนึงถึงสุขภาพกายและจิตใจ แนวนโยบายผสมกลมกลืนที่สำคัญที่ปรากฏในทางปฏิบัติเช่นกฎหมายคน เข้าเมืองตาม Immigration Act 1971 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎระเบียบได้ และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 เป็นต้นมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการเข้าเมืองจำนวนมากเพื่อจำกัดการเดินทางเข้าสู่อังกฤษ อันมีผลกระทบต่อประเพณีวัฒนธรรมของ ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ และส่งผลให้ครอบครัวต้องแตกแยก ตัวอย่างที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางคือระเบียบในเรื่องที่สามีหรือภรรยาจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศเพื่ออยู่ร่วมกัน เว้นแต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะพอใจว่า การสมรสไม่ได้ มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ให้ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศอังกฤษ ระเบียบเช่นเดียวกันนี้ยังใช้บังคับกับคู่หมั้นที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาแต่งงานกับคู่หมั้นของตนและอยู่ร่วมกัน ระเบียบนี้จึงส่งผลกระทบในด้านลบต่อการแต่งงานแบบที่พ่อแม่เลือก คู่ครองไว้ให้ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นระเบียบที่ไม่ยุติธรรม ไม่จำเป็น และก่อให้เกิดความทุกขเวทนา ได้มีการเรียกร้องให้ ยกเลิกระเบียบดังกล่าว ในที่สุดก็ได้มีการยกเลิกระเบียบนี้ในปี ค.ศ.1997 อีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายผสมกลมกลืนซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัวชาวเอเซียที่มีประเพณีในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ คือ กฎที่ให้บ้านของผู้อพยพในประเทศอังกฤษต้องมีเฉพาะชื่อผู้ใดผู้หนึ่งเป็นเจ้าของแทนที่จะเป็นชื่อเจ้าของรวม ตัวอย่างของกฎหมายที่สนับสนุนนโยบายผสมกลมกลืนอีก เช่น ตาม Immigration Act 1988 ได้กำหนดเงื่อนไขไม่อนุญาตให้บุคคลเข้าเมืองเพื่อมาทำการสมรสที่ต้องห้ามบางประเภท โดยในปี ค.ศ.1986 มีระเบียบห้ามมิให้บุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี เดินทางเข้าประเทศอังกฤษโดยใช้สถานภาพของการเป็นคู่สมรสของบุคคลที่มีถิ่นพำนักในอังกฤษ ทั้งนี้ เพราะตามกฎหมายอังกฤษ บุคคลที่ได้รับการยินยอมให้มีเพศสัมพันธ์ได้ต้องอายุ 16 ปี และอายุขั้นต่ำของบุคคลที่จะทำการสมรสกันได้ก็คือ 16 ปี เช่นเดียวกัน ดังนั้น เด็กหญิงอายุต่ำกว่า 16 ปี จะทำหน้าที่เป็นภรรยาไม่ได้ นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.1988 มีการออกระเบียบห้ามมิให้ภรรยาตั้งแต่คนที่สองขึ้นไปของชายที่มี คู่สมรสหลายคนเดินทางเข้ามาอาศัยในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ชายมีภรรยาตั้งแต่สองคนหรือมากกว่านั้นอาศัยอยู่ร่วมกันในประเทศอังกฤษเพราะประเทศอังกฤษไม่ยอมรับประเพณีดังกล่าว 3. ความพยายามในการสร้างสมดุล (Attempts to strike a balance) ความพยายามในการสร้างสมดุลนี้เกิดจากการนำทั้งนโยบายผสมกลมกลืนและนโยบายพหุนิยมมาผสมผสานกันเพื่อแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้เส้นแบ่งแยกระหว่างชนกลุ่มน้อยและชนกลุ่มใหญ่ของประเทศอยู่อาศัยได้อย่างสงบสุข ตัวอย่างเช่น ในประเทศอังกฤษมีการบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ โดยการสร้างสมดุล ดังนี้ 1. กฎหมาย The Local Government Act 1966 กฎหมาย The Local Government Act 1966 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมปี ค.ศ.1993) ได้ให้อำนาจ แก่รัฐมนตรีในการอนุมัติค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่เจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นต้อง ดำเนินการเป็นพิเศษในท้องที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อชนกลุ่มน้อยที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างจากชนกลุ่มใหญ่ในสังคม โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายนี้ส่วนใหญ่ใช้สำหรับเพิ่มความสามารถทางภาษาอังกฤษให้แก่เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก แนวปฏิบัตินี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในปี ค.ศ.1990 ที่ให้ช่วยเหลือสมาชิกชนกลุ่มน้อยให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากสังคม โดยรวมด้วยการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยรัฐเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการรักษาศาสนา ศิลป วัฒนธรรม และภาษาของ ชนกลุ่มน้อย จึงให้นำเงินดังกล่าวนี้ไปใช้ตามวัตถุประสงค์เฉพาะอย่างที่ได้รับอนุมัติจากรัฐหากว่าสมาชิกของชนกลุ่มน้อยมีความต้องการด้านวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสังคมส่วนใหญ่ เช่น เงินสำหรับใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ หรือกรณีที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมจนเกิดความยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าว ใช้สำหรับจ้างล่ามหรือนักแปลหรือใช้สำหรับส่งเสริมการบริการทางสังคมแก่เด็กและผู้สูงอายุ เป็นต้น ดังนั้น หลักเกณฑ์การอนุมัติเงินทุนจึงสะท้อนถึงหลักการแบบพหุนิยม แต่ในอีกด้านหนึ่งการสนับสนุนทุนในโครงการพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษก็เป็นนโยบายผสมกลมกลืน เพราะแม้ว่าเงินส่วนใหญ่จะใช้สำหรับส่งเสริมภาษาอังกฤษเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความเท่าเทียมกันทางโอกาสก็ตาม แต่ภาษาก็เป็นสื่อนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดวัฒนธรรมตามนโยบายผสมกลมกลืนได้เช่นกัน 2. บทบัญญัติเรื่องการเรียนการสอนศาสนาในกฎหมาย Education Reform Act 1988 (ปัจจุบันรวมอยู่ในกฎหมาย Education Act 1996) พิธีทางศาสนาแบบส่วนรวม (Collective worship) ก่อนหน้าปี ค.ศ.1988 โรงเรียนในสังกัดของ LEA (Local Education Authority) จะไม่ใช้พิธีทางศาสนาของศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ในกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้นักเรียนในโรงเรียนของรัฐทุกคนต้องเข้าร่วมพิธีทางศาสนาแบบส่วนรวมโดยถือตามแบบคริสต์เตียนในทุกวันเรียน เว้นแต่ผู้ปกครองไม่ประสงค์จะให้เข้าร่วมแต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการประกอบพิธีทางศาสนาในแต่ละวันจะต้องเป็นแบบคริสต์เตียนทั้งหมด เพียงแต่พิธีทางศาสนาส่วนใหญ่ที่กระทำในช่วงปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ต้องเป็นแบบคริสต์เตียน ความหมายของคำว่า "พิธีทางศาสนาแบบคริสต์เตียน โดยรวม" หมายถึงพิธีที่นักเรียนที่ไม่ใช่คริสต์เตียนสามารถเข้าร่วมได้และบางครั้งก็มีกิจกรรมในส่วนที่ไม่ใช่คริสต์เตียนด้วย ในกฎหมายนี้ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับศาสนาอื่นของนักเรียนอีกสองประการ คือ 1. เพื่อประโยชน์ในการกำหนดรูปแบบของพิธีทางศาสนาแบบส่วนรวมนั้น โรงเรียนในสังกัด LEA แต่ละแห่งมีอำนาจกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมได้เองโดยคำนึงถึง ภูมิหลังของครอบครัวของนักเรียน 2. หากคณะที่ปรึกษาทางศาสนา (Standing Advisory Council on Religious Education) ของ LEA เห็นเป็นการเหมาะสมอาจกำหนดให้โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติเรื่องพิธีทางศาสนาแบบคริสต์เตียนโดยรวมได้ ดังนั้น การทำพิธีทางศาสนาอาจกระทำในแบบของศาสนาใดเป็นการเฉพาะหรือไม่เป็นแบบของศาสนาใดเลยก็ได้ และข้อยกเว้นนี้อาจให้มีผลต่อนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนนั้นหรือเฉพาะเพียงนักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ได้ ชั้นเรียนวิชาศาสนา (Religious education classes) กฎหมายปี ค.ศ.1988 บังคับให้มีชั้นเรียนวิชาศาสนาโดยถือว่าเป็นวิชาพื้นฐานแต่ผู้ปกครอง ก็มีสิทธิถอนตนไม่ให้บุตรของตนเข้าเรียนได้ เนื้อหาของวิชาโรงเรียนในสังกัด LEA กำหนดโดยคณะกรรมการที่มาจากตัวแทนท้องถิ่นสี่ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนฝ่าย LEA ฝ่ายสมาคมครู ฝ่ายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ และฝ่ายศาสนาอื่นที่เป็น ตัวแทนของศาสนาหลักในเขตท้องที่นั้น โดยเนื้อหาของวิชาจะต้องกำหนดให้ศาสนาหลักในประเทศอังกฤษคือศาสนาคริสต์ และให้นำการสอนและปฏิบัติในศาสนาสำคัญอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศอังกฤษมาพิจารณาด้วย หลักการนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์เตียนในประเทศอังกฤษแต่ยังคงมีมาตรการที่ยืดหยุ่นต่อความต้องการที่แตกต่างกันไปของแต่ละชุมชน แม้จะมีการอ้างศาสนาคริสต์เป็นหลัก แต่เนื้อหาที่ตกลงร่วมกันนั้นไม่ได้เน้นที่ คริสต์เตียน แต่เน้นที่ความเหมาะสมในการให้มีการเรียนการสอนหลักศาสนาคริสต์ โดยแต่ละท้องที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าความสมดุลที่เหมาะสมของเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นจะอยู่ที่จุดใด แต่ต้องไม่มีศาสนาใดถูกตัดออกจากเนื้อหาของวิชา 3. บทบัญญัติเรื่องหลักสูตรแห่งชาติ (National Curriculum Provision) ใน Education Reform Act 1988 (ปัจจุบันรวมอยู่ใน Education Act 1996) กฎหมายบังคับให้โรงเรียนทุกแห่งต้องสอนวิชา "แกน" และวิชา "พื้นฐาน" ต่าง ๆ ตามที่หลักสูตรแห่งชาติกำหนดไว้ วิชาภาษาอังกฤษจัดเป็นวิชาแกนและกฎหมายก็ได้บังคับให้นักเรียนอายุระหว่างสิบเอ็ดปีถึงสิบหกปีต้องเรียนภาษาต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาในภาคพื้นยุโรปซึ่งผ่านการรับรองแล้วเป็นวิชาพื้นฐานด้วย เช่น ภาษาอารบิก เบงกาลี จีน กุจราช ฮินดู ญี่ปุ่น ปัญจาป ตุรกี และอุรดู เป็นต้น และภาษาเหล่านี้มีการสอนในโรงเรียนที่มีภาษาราชการของสหภาพยุโรปอีกภาษาหนึ่งด้วย เนื้อหาของวิชาแกนกับวิชาพื้นฐานอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ จะต้องได้รับอนุมัติโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและแรงงาน (Secretary of State for Education and Employment) โดยคำแนะนำของคณะกรรมการกำหนดคุณสมบัติและหลักสูตร บทบัญญัติของกฎหมายยังได้กำหนดให้รัฐมนตรี เจ้าพนักงานการศึกษาส่วนท้องถิ่น องค์กรภาครัฐและครูใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรดังกล่าวเพื่อเป็นหลักประกันว่าทุกโรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความสมดุลและกว้างขวางเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียน นอกจากนี้ คณะกรรมการหลักสูตรวิชาแห่งชาติ (National Curriculum Council) ยังได้สนับสนุนให้หลักสูตรดังกล่าวมีแนวคิดด้านพหุวัฒนธรรมนิยมในทุก ๆ ด้าน โดยกำหนดให้โรงเรียนต้องมีนโยบายส่งเสริมทัศนคติต่อความเท่าเทียมกันทางเพศ ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความจำเป็นพิเศษอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น การนำแนวความคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมนิยมสอดแทรกลงในหลักสูตรจะเป็นหนทางหนึ่งในการเสริมสร้างการศึกษาให้แก่ นักเรียน ครูมีบทบาทหลักในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมต่อการใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่ซึ่งหมายถึงชีวิตแบบยุโรปที่เป็นพหุวัฒนธรรมและหลากหลายทางภาษาแต่ยังคงพึ่งพาซึ่งกันและกันกับโลกภายนอก จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีความพยายามในการปรับสมดุลให้เกิดความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและการไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมีการให้ความคุ้มครองวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย ซึ่งหมายรวมถึงการมีสิทธิใช้ภาษาของตนในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล การให้การยอมรับต่อวันหยุดทางศาสนาของยิว การให้การยอมรับต่อกฎหมายครอบครัวของอิสลาม การให้มีการสอนภาษาของตนในโรงเรียนประถม เป็นต้น ในส่วนขององค์การสหประชาชาตินั้น ตราสารต่าง ๆ ไม่ว่าปฏิญญา สนธิสัญญา กติกาต่าง ๆ เป็นต้น จะยึดหลักการตามแนวพหุวัฒนธรรมนิยม โดยเน้นความเสมอภาคภายใต้กฎหมายและการไม่เลือกปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น ตามกฎบัตรสหประชาชาติ (The United Nations Charter) ในส่วนของบทนำที่ยืนยันถึงการเคารพในสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สิทธิเท่าเทียมกันทั้งหญิงและชาย ในส่วนของมาตรา 1 (3) มีจุดมุ่งหมายรวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมสิทธิมนุษย์และเสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา มาตรา 13 บัญญัติให้สมัชชาใหญ่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเพื่อการยอมรับถึงสิทธิมนุษยชน ตาม International Economic and Social Cooperation มาตรา 55 และมาตรา 76 เช่นกัน การยอมรับสิทธิมนุษยชนในเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัติเป็นหลักการพื้นฐานหนึ่งที่ องค์การสหประชาชาติได้บัญญัติไว้ รูปแบบของพหุนิยมทางวัฒนธรรม (Cultural Pluralism) จากแนวคิดทฤษฎีของนโยบายพหุวัฒนธรรมนิยมที่ยอมรับความหลากหลายในหนึ่งเดียวหรือความมีเอกภาพบนความแตกต่างหลากหลาย (Unity through Diversity) นั้น มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเห็นว่าไม่ควรมีการให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า วัฒนธรรมและภาษาของ ชนกลุ่มน้อยควรถูกทำลายโดย “กฎเหล็ก” (iron ruthlessness) แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยแบบเสรีมีความเห็นว่า เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมควรได้รับการยอมรับ (tolerate) และผ่อนปรน (accommodate) ความหมายของ การผ่อนปรนต่อเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ได้มีการแยกแยะรูปแบบการผ่อนปรนต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้คือ 1. หลักการไม่เลือกปฏิบัติ (Non – discrimination) 2. กลุ่มนิยม (Corporatist) 1. หลักการไม่เลือกปฏิบัติ (Non – discrimination) ในทัศนะดังกล่าว นโยบายสาธารณะซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวมจะไม่สนับสนุนและขัดขวางเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่การแสดงออกและการคงอยู่ของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะขึ้นอยู่กับปัจเจกชน นอกจากนี้ หลักการไม่เลือกปฏิบัติ มีแนวทางเดียวกับหลักปฏิบัติที่รัฐเสรีนิยมกระทำต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนาในศตวรรษที่ 16 ซึ่งในขณะนั้นรัฐต่าง ๆ ในยุโรปได้เผชิญกับข้อขัดแย้งระหว่างชาวคาทอลิกและชาวโปรแตสแตนท์ ในประเด็นที่ว่าจะใช้ศาสนาใดในรัฐ ข้อขัดแย้งเหล่านี้ได้มีการแก้ไขโดยการไม่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นการแยกโบสถ์หรือแยกรัฐ นอกจากนั้น แต่ละรัฐยังได้นำหลัก เสรีภาพส่วนบุคคลในการนับถือศาสนามาใช้ ทำให้ชนกลุ่มน้อยทางศาสนาได้รับการปกป้องทางอ้อม บรรดาปัจเจกชนสามารถเข้าไปคบหาสมาคมกับผู้นับถือศาสนา เดียวกับคนอื่น ๆ โดยปราศจากความกลัวในเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือการไม่ยอมรับจากรัฐ แบบแผนการไม่เลือกปฏิบัติทางศาสนานี้ได้นำไปใช้กับข้อแตกต่างทางวัฒนธรรมในกรณีอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากการยอมรับว่าบุคคลต่าง ๆ ควรมีอิสระในการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของตนเอง รัฐต้องไม่ขัดขวางเสรีภาพของบุคคลในการแสดงออกถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมเฉพาะของพวกเขา แต่ต้องไม่มีการกระทำที่เรียกว่า “การละเลยโดยเจตนา” ของรัฐ โดยรัฐต้องคุ้มครองสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์และสมาชิกของชาติที่เป็นชนส่วนน้อยไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะว่าสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์มีเสรีภาพในการรักษามรดกตกทอดหรือเอกลักษณ์ของกลุ่มที่พึงปรารถนา ลักษณะของสิทธิเช่นนี้ถือว่าเป็นสิทธิของปัจเจกชนอย่างแท้จริง ซึ่งหน่วยงานสาธารณะต้องไม่กำหนดว่าการเป็นสมาชิกภาพทางวัฒนธรรมหรือเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มีความถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่ 2. กลุ่มนิยม (Corporatist) กรณีนี้เป็นเรื่อง “สิทธิของกลุ่ม” ซึ่งต้องการให้รัฐรับรองกลุ่มและรับรองสมาชิกของกลุ่ม เพื่อให้รัฐตระหนักว่าบุคคลผู้นั้นใช้สิทธิของกลุ่มที่พวกเขาเป็นสมาชิก สิทธิของกลุ่มจะเกี่ยวข้องกับมาตรการสาธารณะที่มุ่งปกป้องหรือสนับสนุนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วย สิทธิการใช้ภาษา ความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง การมีสิทธิในที่ดิน การมีผู้แทนที่ได้รับการรับรอง และสิทธิในการยับยั้ง เป็นต้น ความแตกต่างระหว่าง “การไม่เลือกปฏิบัติ” และ “สิทธิของกลุ่ม” เป็นเรื่องยากที่จะนำมาใช้ในหลักปฏิบัติ แต่ประเทศสหรัฐอเมริกามีความเป็นกลางเกี่ยวกับภาษา ประวัติศาสตร์ หรือระบบปฏิทินหรือไม่โดยข้อเท็จจริงแล้วภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในโรงเรียนสาธารณะในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนหน่วยงานด้านสวัสดิการต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา การออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบของรัฐบาลจัดทำขึ้นโดยใช้ภาษาอังกฤษ บรรดากลุ่มผู้อพยพในสหรัฐอเมริกาต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษและประวัติศาสตร์ของประเทศก่อนการได้รับสิทธิการเป็นพลเมือง เด็กในสหรัฐอเมริกาจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทุกประเทศจะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องภาษาราชการ หลักสูตรในโรงเรียน นโยบายการแปลงสัญชาติ และ วันหยุดสาธารณะ ซึ่งในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทางตะวันตก รวมทั้งสหรัฐอเมริกาจะกำหนดวันหยุดตามหลักปฏิทินคริสต์เตียน ยกตัวอย่างเช่น ในโรงเรียน หน่วยราชการจะปิดในวันอาทิตย์ เทศกาลอีสเตอร์และคริสต์มาส โดยข้อเท็จจริงแล้ว ลักษณะของ “รัฐที่มีความเป็นกลาง” มีลักษณะบางประการสอดคล้องกับแบบแผน “สิทธิของกลุ่ม” ที่สนับสนุนการใช้ภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและระบบปฏิทินของชนส่วนใหญ่ เพื่อให้กลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับสถาบันสำคัญในสังคมของชนส่วนใหญ่ นอกจากนั้น ลักษณะของ “รัฐที่มีความเป็นกลาง” ดังกล่าว มีลักษณะบางประการสอดคล้องกับแบบแผนของ “การไม่เลือกปฏิบัติ” ที่สนับสนุนให้สถาบันหลักทางวัฒนธรรมของชนกลุ่มใหญ่ไม่เลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย แต่ไม่ใช่ “ความเป็นกลาง” ต่อความสัมพันธ์ของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เทคนิคทางกฎหมายในการนำนโยบายมาปรับใช้ (Legal techniques in implementing policy options) จากการที่ได้มีแนวความคิดในการนำนโยบายพหุนิยมหรือนโยบายผสมกลมกลืนมาใช้ในการตรากฎหมายต่าง ๆ ซึ่งฝ่ายที่อ้างว่านโยบายผสมกลมกลืนมีความชอบธรรมเนื่องจากได้อ้างถึงความจำเป็นในการสร้างสังคมที่เป็นปึกแผ่นเพื่อรักษาไว้ซึ่งค่านิยมและมาตรฐานขั้นต่ำทางสังคม และฝ่ายที่อ้างว่านโยบายพหุนิยมมีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของสังคมเสรีประชาธิปไตยที่บุคคลมีเสรีภาพในการเลือก แสดงออก และมีความอดกลั้นยอมรับทางศาสนา นโยบายผสมกลมกลืนต้องการให้ทุกคนได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกันเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความรู้สึกในความเป็นชาติเดียวกัน (a pervasive sense of nationhood)แต่นโยบายพหุนิยมยืนยันในความเท่าเทียมกันที่แท้จริง (genuine equality) ซึ่งบางครั้งอยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป ด้วยความเชื่อว่าความเป็นหนึ่งเดียวในชาติที่เกิดจากความแตกต่างหลากหลาย (Unity Through Diversity) จะนำมาซึ่งความยุติธรรมและสมานฉันท์ในสังคม (social justice and harmony) วิธีการต่าง ๆ ที่นโยบายทั้งสองนำมาใช้ปฏิบัติมีดังนี้ 1. มาตรการปราบปราม (Suppression) เมื่อการปฏิบัติของชนกลุ่มน้อยเริ่มเกินเลย (beyond the pale) ออกจากมาตรฐานทางพฤติกรรมขั้นต่ำที่ยอมรับได้ ก็มีความจำเป็นต้องใช้การปราบปราม โดยนโยบายผสมกลมกลืนจะบัญญัติเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้เพราะมาตรฐานขั้นต่ำที่ยอมรับได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายอาญาแล้ว โดยศาลก็มีแนวปฏิบัติในการพิจารณาคดีอาญาที่จะตัดสินว่าจำเลยมีความผิดหรือไม่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเชื้อชาติของจำเลย และไม่ต้องคำนึงว่า การกระทำของจำเลยมีความชอบธรรมต่อค่านิยมหรือความเชื่อทางศาสนาหรือประเพณีวัฒนธรรมของจำเลยหรือไม่ ซึ่งบางครั้งก็มีการบัญญัติมาตรการพิเศษทางกฎหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการห้ามการปฏิบัติบางอย่างของชนกลุ่มน้อย ตัวอย่างเช่น กฎหมายห้ามการขลิบอวัยว ะเพศหญิงปี ค.ศ.1985 (The Prohibition of Female Circumcision Act 1985) 2. ความไม่มีผลทางกฎหมาย (Invalidity) ในกรณีที่การปฏิบัติของชนกลุ่มน้อยเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้แต่ไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องบัญญัติเป็นความผิดอาญา ก็จะใช้วิธีทำให้การกระทำนั้นไม่มีผลทางกฎหมายตัวอย่างเช่น ในกฎหมายครอบครัวคือการแต่งงานหรือการหย่าที่ไม่ได้กระทำตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ เช่น การแต่งงานของเด็ก การมีคู่สมรสหลายคนในเวลาเดียวกัน การหย่าที่กระทำนอกศาล เป็นต้น 3. การกีดกัน (Exclusion) การออกกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อกีดกันการกระทำบางอย่าง เช่น การป้องกันไม่ให้มีการปฏิบัติที่ไม่อาจยอมรับได้เกิดขึ้นก็คือการไม่ให้ผู้กระทำนั้นเดินทางเข้ามาในประเทศ หรือการออกระเบียบการเข้าเมืองห้ามไม่ให้คู่สมรสที่อายุต่ำกว่า 16 ปี เดินทางเข้าประเทศ หรือห้ามภรรยาคนที่สองหรือคนถัดไปของสามีที่มีภรรยาหลายคนเดินทางเข้าประเทศ นอกจากนี้ ยังห้ามการนำเข้าวัตถุมีพิษบางอย่าง เช่น ยาตำรับโบราณหรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารตะกั่ว ปรอท หรือสารหนูเกินขนาด เป็นต้น 4. การไม่เข้าแทรกแซงโดยรัฐ (Laissez-faire) ทั้งนโยบายผสมกลมกลืนและนโยบายพหุนิยมจะไม่ดำเนินการใดในกรณีที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอในการต่อต้านประเพณีปฏิบัติของชนกลุ่มน้อย โดยเห็นว่าสิ่งใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสามารถกระทำได้ ตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษอ้างว่า "ประเทศอังกฤษไม่ใช่ประเทศที่ทุกอย่างเป็นสิ่งต้องห้ามหมดเว้นแต่ที่อนุญาตให้กระทำได้ แต่เป็นประเทศที่ทุกอย่างสามารถกระทำได้เว้นแต่การกระทำที่ได้ห้ามไว้" (England … is not a country where everything is forbidden except what is expressly permitted; it is a country where everything is permitted except where it is expressly forbidden.) "กฎหมายภายในเริ่มต้นจากทุกคนมีสิทธิจะกระทำการใดก็ได้ตามที่ต้องการ เว้นแต่การกระทำที่ได้ห้ามไว้โดยหลักคอมมอนลอว์หรือโดยบทบัญญัติของกฎหมาย" (The starting point of our domestic law is that every citizen has a right to do what he likes, unless restrained by the common law … or by statute.) ซึ่งต่อมาได้เรียกหลักการนี้ว่า "หลักสากลว่าด้วยเสรีภาพในการกระทำ" (universal basic freedom of action) ในปัจจุบันกฎหมายต่าง ๆ ที่ใช้บังคับอยู่ ชนกลุ่มน้อยมีสิทธิที่จะดำเนิน พิธีกรรมทางศาสนาของตนได้อย่างเสรี สามารถสร้าง เป็นเจ้าของ และจัดการศาสนสถานของตน สามารถจดทะเบียนและอ้างสิทธิยกเว้นภาษีในกิจการทางศาสนา สามารถจัดงานเฉลิมฉลองทางศาสนา สามารถกล่าวคำสาบานตามศาสนาของตนในกระบวนวิธีพิจารณาคดีในศาลไม่ว่าในฐานะของโจทก์ จำเลย พยานหรือลูกขุน ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีบทบัญญัติพิเศษเพื่อรองรับสิทธิที่เท่าเทียมกันของชนกลุ่มน้อย วิธีการเดียวกันนี้ได้ใช้ในการยอมรับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน การขลิบอวัยวะเพศ หรือการให้สิทธิผู้ปกครองที่จะถอนตัวนักเรียนจากชั้นเรียนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ การให้สิทธิตั้งโรงเรียนเอกชน และการฌาปนกิจศพ 5. การไม่เลือกปฏิบัติ (Non-discrimination) แม้ว่ากฎหมายจะให้ความยุติธรรมแก่ชนกลุ่มน้อยและชนกลุ่มใหญ่ก็ตาม บางครั้งอาจมีบทบัญญัติของกฎหมายบางฉบับที่ยังไม่ได้แก้ไขปรับปรุงให้ใช้บังคับกับชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในภายหลัง กฎหมายเหล่านี้จำเป็นจะต้องได้รับการปฏิรูปเพื่อกำจัดการเลือกปฏิบัติและทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ตัวอย่างการเลือกปฏิบัติทางศาสนา เช่น ความผิดฐานดูหมิ่นศาสนายังคงมีได้เฉพาะกับศาสนาคริสต์เท่านั้น หรือนิกายChurch of England ได้รับสิทธิพิเศษในการแต่งตั้งอนุศาสนจารย์ในเรือนจำ และมีสิทธิกำหนดเนื้อหาบทเรียนทางศาสนาในโรงเรียนรัฐบาล ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษมาจากสถานะทางประวัติศาสตร์และการก่อตั้งนิกายดังกล่าว แต่ในปัจจุบันสิทธิพิเศษเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ผิดปกติและเป็นการเลือกปฏิบัติในสังคมที่กำลังเป็นแบบพหุวัฒนธรรมและมีความเป็นอิสระต่อกันดังเช่นปัจจุบัน 6. การปฏิบัติที่แตกต่างและมีลักษณะเฉพาะพิเศษ (Specific differential treatment) วิธีการนี้เป็นสิ่งที่แสดงว่านโยบายพหุนิยมใช้วิธีการที่แตกต่างจากนโยบายผสมกลมกลืน นโยบายพหุนิยมเห็นว่าในสถานการณ์ที่จำกัดแบบหนึ่ง กฎหมายต้องมีบทบัญญัติพิเศษที่ไม่เพียงแต่ให้ความเท่าเทียมแก่ชนกลุ่มน้อยโดยทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ต้องเป็นการยอมรับชนกลุ่มน้อยในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง การปฏิบัติโดยวิธีการที่ แตกต่างเช่นนี้เป็นวิธีการที่ชอบธรรม เพราะช่วย ให้วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยได้คงอยู่ต่อไปและเป็นวิธีที่จะสร้างความเป็นธรรมและยุติธรรม ตัวอย่างของการปฏิบัติเช่นนี้ ได้แก่ รัฐสภาได้ออกกฎหมายยกเว้นให้ชาวซิกข์ไม่ต้องสวมหมวกนิรภัยเมื่อต้องขับขี่รถจักรยานยนต์หรืออยู่ในสถานที่ก่อสร้างแต่ให้โพกศีรษะได้ หรือในกฎหมาย Race Relation Act 1976 ที่มีบทบัญญัติห้ามการเลือกปฏิบัติทางอ้อมโดยให้ชนกลุ่มน้อยไม่ต้องถูกเลือกปฏิบัติในการบังคับเรื่องเครื่องแต่งกาย หรือบทกฎหมายพิเศษอนุญาตให้ชาวยิว และมุสลิมฆ่าสัตว์ได้ หรือชาวยิวได้รับสิทธิให้เปิดร้านจำหน่ายสินค้าในวันอาทิตย์ได้โดยไม่เป็นการละเมิดต่อกฎหมาย Sunday Trading laws และให้ปิดวันเสาร์แทน เป็นต้น ในส่วนของศาลได้นำการปฏิบัติที่แตกต่างและมีลักษณะเฉพาะพิเศษเช่นนี้มาใช้กับการกำหนดโทษทางอาญาด้วย โดยจะนำองค์ประกอบที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ เช่น ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างชาติ เป็นชนกลุ่มน้อย นับถือศาสนาหรือประเพณีวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย หรือไม่รู้กฎหมายอังกฤษ เป็นต้น มาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษหรือลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดซึ่งอาจเป็นผลให้โทษลดน้อยลงได้ เช่น ในคดี R v Adesanya หญิงมารดาชาวไนจีเรียได้รับการยกเว้นโทษที่ได้กรีดหน้า ลูกชายสองคนของเธอเพราะเป็นการกระทำไปตามประเพณีของเผ่าโยรูบา ส่วนในคดี R v Bibi หญิงหม้ายชาวมุสลิมถูกศาลสูงคดีอาญาลงโทษจำคุกฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้ายาผิดกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ได้ลงโทษสถานเบาหลังจากมีหลักฐานว่าเธอถูกแยกตัวออกจากสังคมตามหลักของ “purdah” ซึ่งผู้หญิงต้องเก็บตัวไม่ให้คน แปลกหน้าเห็นและต้องพึ่งพาน้องเขยซึ่งเป็นผู้นำเข้ายาโดยผิดกฎหมาย และเธอมีส่วนต้องรับผิดในทางศีลธรรมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อการกระทำความผิดนี้ นอกจากนี้ ศาลยังยอมรับปัจจัยพิเศษทางด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ และได้ใช้ในการประเมินความเสียหายของโจทก์ในคดีละเมิดด้วย เช่น ในคดี Bakhitiari v The Zoological Society of London หญิงสาวชาวอิหร่านต้องเสียนิ้วมือไปสามนิ้วเพราะถูกลิงชิมแปนซีกัดในสวนสัตว์ แม้การผ่าตัดจะช่วยปกปิดบาดแผล แต่เธอก็กลายเป็นคนนิ้วด้วน ศาลได้ให้ค่าสินไหมทดแทนแก่เธอจำนวนมากกว่าที่ให้แก่หญิงผิวขาวในกรณีเดียวกัน เนื่องจากหญิงดังกล่าวถูกรังเกียจจากสังคมชาวอิหร่านที่มีต่อหญิงพิการและต้องได้รับผลกระทบหากจะมีคู่ครอง ในคดี Seemi v Seemi หญิงชาวมุสลิมได้รับค่าสินไหมทดแทนจำนวน 20,000 ปอนด์จากการฟ้องอดีตสามีในคดีหมิ่นประมาทที่ใส่ความว่าเธอไม่ใช่หญิงบริสุทธิ์ในคืนแต่งงาน ศาลได้พิจารณาถึงผลกระทบของคำพูดใส่ความที่มีต่อภรรยาชาวมุสลิมและครอบครัว โดยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการดูหมิ่นเกลียดชังอย่างร้ายแรงในสังคมของเธอ ซึ่งในสังคมอังกฤษไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ส่วนในคดีที่คณะกรรมการกำหนดค่าเสียหายทางอาญา (Criminal Injuries Compensation Board) สั่งให้มีการจ่ายค่าเสียหายจำนวน 1,500 ปอนด์ แก่เหยื่อชาวราสตาฟาเรียนซึ่งถูกคนร้ายใช้มีดทำร้ายตัดหางเปียทิ้งไปเพื่อชดเชยความโศกเศร้าและขายหน้า 7. การปฏิบัติที่แตกต่างจากทุนสนับสนุนที่ได้รับจากรัฐ (State-funded differential treatment) นโยบายพหุนิยมต้องการรักษาและให้การสนับสนุนวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อยนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลด้วย เช่น งบของรัฐบาลที่ใช้จ้างล่ามแปลภาษาอังกฤษให้แก่ผู้กระทำผิดในคดีอาญา ศาลต้องมีงบประมาณในการจัดซื้อคัมภีร์อัลกุรอ่านและคัมภีร์ของศาสนาอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์จะได้ใช้สาบานตามลัทธิศาสนาของตนได้ นอกจากนี้ จากอดีตจนถึงปี ค.ศ.1994 หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐต้องจัดสถานที่เพื่อตั้งแคมป์ให้แก่ชาวยิปซี โรงเรียนที่จัดการโดยองค์กรชาวยิว แองกลิกัน (Anglican) และมูลนิธิโรมันคาธอลิก ก็มีสิทธิได้รับ งบประมาณสนับสนุนเพื่อจ้างอาสาสมัคร ครูสอนศาสนาในโรงเรียนรัฐบาลจะได้รับ ค่าตอบแทนการสอนศาสนาอื่นให้แก่นักเรียน รายงานประจำปีของโรงเรียนต้องแปลเป็นภาษาอื่นสำหรับผู้ปกครองที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษโดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ การขอสำเนาคำแปล รายงานประจำปีต้องไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ The Local Government Act 1966 มาตรา 11 ได้บัญญัติให้รัฐบาลกลางให้เงินอุดหนุนพิเศษแก่ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชนกลุ่มน้อยตามที่ชนกลุ่มน้อยต้องการ วิธีนโยบายและการปฏิบัติต่าง ๆ เหล่านี้แม้จะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายพหุนิยม แต่นโยบายผสมกลมกลืนกลับไม่เห็นด้วย นอกจากนี้ พวกที่ต้องการให้แยกแนวความคิดเรื่องส่วนรวมออกจากเรื่องส่วนตัวก็มักไม่เห็นด้วยกับวิธีปฏิบัตินี้เช่นเดียวกัน เพราะเห็นว่าเป็นการไม่ชอบธรรมที่รัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของประชาชน ตัวอย่างเช่น ชาวซิกข์ไม่มีสิทธิโพกศีรษะในที่ทำงาน โรงเรียน หรือขับขี่รถจักรยานยนต์ แต่มีสิทธิโพกศีรษะเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมส่วนตัวเท่านั้น เป็นต้น ในการยอมรับให้ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นว่ามีฐานะเป็นกฎหมาย หรือการยอมรับกฎหมายและวัฒนธรรมต่างประเทศตามหลักกฎหมายขัดกันนั้น ปัจจุบันกฎหมายภายในได้ใช้แนวทางการยอมรับอดกลั้นอย่างกว้างขวาง (a broadly tolerant approach) แต่ก็ได้ขีดเส้นกำหนดกรอบไม่ยอมรับสิ่งที่ไร้เหตุผล น่ารังเกียจ ไร้มโนธรรม สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาว่าวัฒนธรรมนั้นขัดต่อประโยชน์ของสังคมโดยรวมหรือไม่ โดยไม่ยอมรับวัฒนธรรมใด ๆ ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ได้มีการตีความเรื่องหลักความสงบเรียบร้อยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเชื่อมโยงระหว่างแนวความคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับหลักความสงบเรียบร้อยให้เข้ากับสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่แต่ละประเทศเป็นภาคีสมาชิก ซึ่งแนวทางนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ในการที่นำมาพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ ในด้านนิติบัญญัติ แนวความคิดทั้งนโยบายพหุนิยมและนโยบายผสมกลมกลืนปรากฏอยู่ตลอดระยะเวลากว่าสามสิบปีที่ผ่านมา มาตรการของนโยบายผสมกลมกลืนบางส่วนมีความสอดคล้องกับนโยบายพหุนิยม และสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาที่ไม่ยอมรับวัฒนธรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยเนื่องจากไร้ซึ่งมโนธรรมหรือขัดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชน เทคนิคทางกฎหมายต่าง ๆ ที่ใช้กับประเด็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมและประเพณีปฏิบัติ ตั้งแต่การปราบปรามโดยใช้ความผิดทางอาญาจนถึงการส่งเสริมโดยให้งบประมาณสนับสนุน ประเด็นเรื่องความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ได้รับการสนับสนุนเพื่อให้เป็นแนวทางปรับใช้กฎหมายภายในให้สอดรับกับความต้องการของชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ หากพิจารณานโยบายการแก้ไขปัญหาชนกลุ่มน้อยนอกเหนือจากทางด้านอำนาจอธิปไตยของรัฐหรือทางด้านกฎหมายแล้ว ในด้านความสงบสุขแบบเป็นรูปธรรมของการอยู่ร่วมกันในสังคม จากประวัติศาสตร์อดีตที่ผ่านมา โลกประกอบด้วยความแตกต่างหลากหลายของชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมเป็น พหุลักษณะ (Plurality) และมีแนวคิดว่าการก่อตัวเป็นอาณาจักรได้ต้องใช้อำนาจอย่างสมบูรณ์เป็นอำนาจเดียว (Monism) ความเชื่อในเรื่องอำนาจเดียวนี้ ในอดีตเป็นปัจจัยหนึ่งของความขัดแย้งรุนแรง เกิดเป็นสงครามทางศาสนาหรืออาณาจักรขึ้น ต่อมาเมื่อมนุษย์พัฒนาระบบความคิดเป็นปรัชญา ความขัดแย้งในความเชื่อเรื่องอำนาจนี้ก็ยังมีอยู่ ซึ่งบางครั้งก็เป็นที่มาของความขัดแย้งที่รุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ผู้เขียนได้นำแนวคิดและพัฒนาการของกฎหมาย ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ของประเทศต่างๆที่ประสบมา เพื่อเป็นทางเลือกระหว่างนโยบายผสมกลมกลืนกับนโยบายพหุวัฒนธรรมของรัฐต่อชนกลุ่มน้อย อันจะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติเพื่อให้รองรับกับ หลักการและเหตุผลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ได้บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกให้มีการรับรองถึงสิทธิของชุมชนต่างๆ ซึ่งจะเป็นแนวทางนำไปสู่ความสงบสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม และความมั่นคงปลอดภัยของชาติในรูปแบบของการบูรณาการอย่างแท้จริง ***************************** |