คำบรรยาย

การสัมมนาวิชาการ

เรื่อง

การลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล : ความขัดแย้งในชุมชน

อันเนื่องจากสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติ

หัวข้อเรื่อง “ ความขัดแย้งในชุมชนอันเนื่องจากสิทธิชุมชน กับผลประโยชน์ของชาติ”

เรียบเรียง

โดย

นายวิชช์ จีระแพทย์*

ณ โรงแรมฟอร์จูน ถนนรัชดาภิเษก

กรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2546

เวลา 09.30 น. – 12.30 น.

สำนักงานอัยการสูงสุด

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

• น.บ. (จุฬา) เกียรตินิยม ,น.บ.ท. ,น.ม. (จุฬา) , Ph.D.(Candidate) Faculty of Law ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วปอ. 355, นักปกครองระดับสูง กรมการปกครอง รุ่น 22 , สถาบันพระปกเกล้า รุ่น 1.
รักษาการแทน รองอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด
กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์
ผู้กล่าวรายงาน
-นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์
อัยการสูงสุด

ประธานในพิธี
-ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย
ประธานกรรมการอัยการ

วิทยากร
-ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
-ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้ดำเนินการอภิปรา
นายวิชช์ จีระแพทย์
รักษาการแทนรองอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ
สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด
กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์

พิธีกร: นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ พิธีกรกิตติมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการ ทิศทางเศรษฐกิจทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ที่ปรึกษากรรมาธิการวุฒิสภา ที่ปรึกษา กรรมาธิการเงินการคลัง สภาผู้แทนราษฎรและอุปนายกสมาคม นักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย
     
กราบเรียนประธานกรรมการอัยการ ท่านศาสตราจารย์คนึง ฦาชัย ท่านอัยการ สูงสุด ท่านวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ ท่านประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาสตราจารย์เส่นห์ จามริก ท่านผู้มีเกียรติและแขกรับเชิญที่เคารพทุกท่าน
     วันนี้สำนักงานอัยการสูงสุดมีความยินดีและภูมิใจอีกครั้งหนึ่งที่ได้มีการจัดสัมมนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ท่านทั้งหลาย หัวข้อสำคัญคือ การลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปัญหาความขัดแย้งในชุมชนอันเนื่องมาจากสิทธิ ชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งเรื่องผลประโยชน์ของชาตินั้นภาษาอังกฤษใช้คำว่า National Interest ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เราอยากจะทำโครงการใหญ่ ๆ หลาย โครงการ อาทิเช่น โครงการวางท่อก๊าซไทย–มาเลเซีย โครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด หรือ โครงการอื่น ๆ อีกมาก แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของสิทธิชุมชนเพราะชาวบ้านยังไม่อยากให้สร้างในพื้นที่ของตนเอง ตรงนี้เป็นความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงหลายครั้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ จะไปโทษชาวบ้านว่าไม่ยอมให้สร้างสักทีเพราะอะไร หรือจะไปโทษเจ้าของโครงการหรือบริษัทต่าง ๆ ที่จะไปลงทุนไม่รู้จะไปโทษเขา อย่างไร เพราะเขาก็อยากจะก่อให้เกิดประโยชน์ของชาติ พัฒนาด้านพลังงาน พัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ดังนั้น เรื่องความขัดแย้งระหว่างสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก และขณะนี้กำลังมีการขัดแย้งถึงขั้นมีคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาลมากขึ้น ๆ ตามลำดับ เราจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร คือวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดสัมมนาครั้งนี้ ขอเรียนเชิญ ท่านประธานกรรมการอัยการ ศาสตราจารย์คนึง ฦาชัย และท่านอัยการสูงสุด ท่านวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ และเรียนเชิญท่านอัยการสูงสุดกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้

ผู้กล่าวรายงาน : นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ อัยการสูงสุด
กราบเรียนท่านศาสตราจารย์คนึง ฦาชัย ประธานกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีการประชุมสัมมนาเรื่อง การลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ความขัดแย้งในชุมชนอันเนื่องจากสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติ โดยเหตุผลที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เรื่องสิทธิมนุษยชนเช่น ชนกลุ่มน้อย สิทธิ ชุมชน เป็นเรื่องสากลระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ จึงบัญญัติรับรองถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่ปรากฎในหลักการและเหตุผลในการตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้ประชาชนที่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาใดก็ตาม มีส่วนร่วมในการปกครอง ตลอดทั้งปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้สังคมมีความเป็นอยู่อย่างสุขสถาพร สิ่งที่รัฐธรรมนูญนี้ได้ให้ความสำคัญยิ่ง คือการมีส่วนร่วมในการจัดการ การใช้และการได้ประโยชน์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 46 และมาตรา 56
     
ดังนั้น การสัมมนาครั้งนี้ทำให้ทราบถึงต้นตอเหตุของความขัดแย้งของสิทธิ ชุมชน ที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในปัจจุบัน เช่น ปัญหาโครงการก่อสร้าง โรงไฟฟ้า ที่หินกรูด – บ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หรือปัญหาโครงการก่อสร้างท่อก๊าซ ไทย–มาเลเซีย เป็นต้น และจากการทราบปัญหาดังกล่าวจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติให้เจริญ ก้าวหน้าได้ทางหนึ่งอีกทั้งจะเป็นการลดปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันได้แก่ พนักงานสอบสวน ศาล โดยเฉพาะพนักงานอัยการจะมีบทบาทอย่างยิ่งในการ ลดความขัดแย้งของสิทธิชุมชน อันจะเป็นการลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาล ด้วยเหตุผล ดังกล่าวสำนักงานอัยการสูงสุดจึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพจัดให้มีการประชุมสัมมนาครั้งนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจากภาครัฐและภาคเอกชนมาเป็นวิทยากร และมีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาทั้งสิ้น 250 คน ได้แก่
     ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด ตัวแทนจากส่วนราชการ มหาวิทยาลัย รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคเอกชน และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
     
การจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวบรวมปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ รวมทั้งความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน เพื่อความสงบสุขในสังคม ตลอดจนให้เกิดบูรณาการ อย่างแท้จริง รวมทั้งเป็นแนวทางในการร่างกฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายที่ใช้อยู่ให้ทันกับสภาวการณ์ในปัจจุบันให้ถูกต้องเหมาะสมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ประธานในพิธี : ศาตราจารย์ คนึง ฦาชัย ประธานกรรมการอัยการ
     ท่านอัยการสูงสุด ท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนา ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมมีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาให้ทำหน้าที่ประธานในการเปิดประชุมสัมมนาเรื่องการลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ในส่วนที่ว่าด้วยความขัดแย้งในชุมชน อันเนื่องจากสิทธิชุมชนและผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมืองปัญหาหนึ่งในปัจจุบัน
     
เป็นที่ทราบกันว่าการอยู่ร่วมกันของชุมชนในประเทศ บางที่บางแห่งอาจประกอบด้วยชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อย มีเชื้อสาย ชาติพันธุ์ ประเพณีวัฒนธรรมภาษา ที่ใช้ ความเชื่อในบางอย่างแตกต่าง หลากหลายกันไป โดยทั่วไปการอยู่ร่วมกันประเทศมีความสงบสุขตามควร กลุ่มคนในชุมชนบางครั้งก็เกิดการขัดแย้งกันเอง บางครั้งก็เกิดการขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐจึงเกิดเป็นปัญหาซึ่งอาจเป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดให้มีกิจการสาธารณูปโภคหรือเกิดปัญหาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกิดปัญหาสิทธิมนุษยชนแก่คนบางกลุ่มบางพวก ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะแก้ไขกันเอง บางเรื่องก็เป็นคดีฟ้องร้องกันทั้งระหว่างเอกชนด้วยกันเอง หรือเอกชนกับ รัฐบาล ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหากปล่อยให้รุนแรงขยายกว้างมากขึ้นย่อมส่งผลกระทบถึงปัญหาความสงบเรียบร้อยภายในและความมั่นคงของประเทศ และอาจกลายเป็นความขัดแย้งในชุมชนอันเนื่องมาจากสิทธิชุมชนที่เขาเชื่อว่าเขามีอยู่กับผลประโยชน์ของชาติที่จำเป็นต้อง ปกปักรักษาเพื่อส่วนรวม
     ดังนั้น การที่สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมีภารกิจหลักที่เกี่ยวกับการดำเนินความยุติธรรม การรักษาประโยชน์ของรัฐและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติจัดให้มีการประชุมสัมมนาในหัวข้อนี้ จึงเป็นการเหมาะสมอย่างยิ่ง จากคำกล่าวรายงานของอัยการสูงสุดและเอกสารประกอบการสัมมนา ทำให้ได้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการสัมมนากับทั้งได้ทราบถึงหัวข้อที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณา ประกอบกับมีผู้มีเกียรติซึ่งเป็นวิทยากรซึ่งเป็นผู้ทรงวิทยการต่าง ๆ เข้าร่วมในการสัมมนาทำให้เชื่อได้ว่าที่ประชุมสัมมนาจะได้รับความคิดเห็นที่แสดงออกถึงแง่มุมต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจรวมทั้งผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องได้รับทราบปัญหาและแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย
     
ขอขอบคุณสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ที่ ร่วมกันจัดประชุมสัมมนาในวันนี้ ขอบคุณท่านวิทยากรทุกท่านที่กรุณาสละเวลาเพื่อมาร่วมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ขอขอบคุณท่านผู้มีเกียรติที่ให้ความสนใจในการสัมมนาในครั้งนี้ และขอขอบคุณท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดสัมมนาทุก ๆ ท่าน เชื่อว่าการประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะได้ข้อสรุปและข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติอีกปัญหาหนึ่งต่อไป
     บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดการสัมมนาเรื่องการลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล ความขัดแย้งในชุมชนอันเนื่องจากสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติ ณ บัดนี้ ขอให้การสัมมนาประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายทุกประการ
ผู้ดำเนินการอภิปราย : นายวิชช์ จีระแพทย์ รักษาการแทนรองอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตไทย และนิติศาสตร์มหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนักปกครองระดับสูง วิทยาลัยการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รุ่นที่ 22 วปอ. รุ่นที่ 35 และสถาบันพระปกเกล้าหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง ปปร.รุ่นที่ 1
     ในช่วงเช้านี้จะเป็นการสัมมนาในหัวข้อเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติมากคือเรื่องความขัดแย้งของชุมชนอันเนื่องจากสิทธิชุมชนกับผลประโยชนของชาติเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2540 อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นมิติใหม่ของประวัติศาสตร์ไทยที่ทั่วโลกยอมรับว่าประเทศไทยได้บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิชุมชนอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ที่เป็นผู้ร่างก็อยู่ ณ ตรงนี้แล้ว คือ ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ และศาสตราจารย์เสน่ห์ ในช่วงเช้านี้จะขอให้ศาสตราจารย์บวรศักดิ์พูดถึงสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างไร ที่มาอย่างไรจึงกลายมาเป็นสิทธิที่อยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น
วิทยากร : ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ. 2540 จบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา- ปริญญาชั้นสูงทางกฎหมาย ปกครองจากมหาวิทยาลัยปารีส 2. ปริญญาชั้นสูงทางกฎหมายมหาชนเกียรตินิยมที่มหาวิทยาลัยปารีส ปริญญา ชั้นสูงทางกฎหมายมหาชนเกียรตินิยมดีมากจากมหาวิทยาลัยปารีส
     
ขอให้ทัศนะเกี่ยวกับพื้นฐานทฤษฎีเกี่ยวกับความขัดแย้ง รัฐ ชาติ และชุมชน ซึ่งจะเป็นกรอบความคิดและกระบวนการสำคัญในการจับความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ ชาติ และบุคคล เพื่อป้องกันความขัดแย้งและขจัดความขัดแย้งให้หมดไป ที่จำเป็นต้องเน้นรากฐานเชิงทฤษฎีก็เพราะว่าในประเทศไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับทฤษฎี คนไทยเป็นคนที่ฝรั่งเรียกว่าพวกปฎิบัตินิยม ดังนั้นกรอบความคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาจึงอาจจะมีความไม่สอดคล้องกันอาจจะมีความขัดแย้งกันในตัวเอง เพราะฉะนั้นการได้ ทบทวนพื้นฐานทางทฤษฎีในประเด็นที่เกี่ยวกับความขัดแย้งในประเด็นที่ว่าด้วยรัฐ ว่าด้วยชาติและว่าด้วยชุมชนและบุคคล จึงน่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างกรอบแนวคิดที่ ถูกต้องบ้างไม่มากก็น้อย ขอเริ่มเรื่องพื้นฐานทางทฤษฎีเกี่ยวกับความ ขัดแย้งว่ารัฐกำเนิดของรัฐนั้นมีผู้อธิบายหลายทฤษฎีแต่ว่าหนึ่งในทฤษฎีที่แพร่หลายทั้งในโลก ตะวันออก และตะวันตก คือ ทฤษฎีที่ว่าด้วยรัฐเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งของคนจำเป็นต้องมีรัฐ ถ้าเราไปศึกษาในอคัญสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรในมหายานเราจะพบว่าความ
     
ขัดแย้งนี่เองเป็นต้นเหตุให้เกิดการปกครอง ในอคัญสูตรพูดไว้ชัดว่า “เมื่อเกิดมนุษย์โลกขึ้น และมนุษย์โลกมีจำนวนน้อย ที่นาที่เรียกว่าสาลีเกษตรก็มีเพียงพอแก่มนุษย์ที่มีจำนวนน้อยนั้น ที่จะจับจองไว้ทำกิน ต่อมาครั้นเมื่อมนุษย์ขยายเผ่าพันธุ์มีจำนวนมากขึ้น สาลีเกษตรคือที่นานั้นก็มีจำกัด มนุษย์จึงเกิดความขัดแย้งทะเลาะวิวาทฆ่าฟันกันตายเป็นอันมาก จนกระทั่งต้องมีหัวหน้าที่เรียกว่ากษัตริย์ขึ้นมาทำหน้าที่แบ่งสาลีเกษตรให้กับมนุษย์ทั้งหลาย จึงเกิดความสงบเรียบร้อย กษัตริย์กับเกษตรจึงมีความสัมพันธ์กัน ดังนี้
     
เมื่อเป็นดังนี้ก็เห็นได้ชัดว่าการปกครองเกิดขึ้นเพื่อระงับความขัดแย้งอันมีอยู่ใน ธรรมชาติของมนุษย์อันเกิดจากการใช้ทรัพยากร
     
ดูทางปรัชญาตะวันตก ปรัชญาเมธีในยุคแห่งแสงสว่างไม่ว่าจะเป็นโธมัส ฮอร์ป จอห์น ล็อค หรือ รุสโซ ถ้าศึกษางานของท่านเหล่านี้ก็จะพบว่าถึงแม้รากฐานทางความคิดและรายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่ว่าทุกท่านก็เห็นตรงกันว่าความขัดแย้งเป็นที่มาของการปกครองและการปกครองก็มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำคัญมากประการหนึ่ง คือ การระงับความขัดแย้งในสังคม
     
โธมัส ฮอร์ป ได้พูดไว้ ว่ามนุษย์ในสภาพธรรมชาตินั้นเห็นแก่ตัวทุกคน เมื่อเห็นแก่ตัวก็เกิดความขัดแย้งความรุนแรงกันตลอดเวลา ฮอร์ปใช้คำว่า สงครามของทุกคนต่อทุกคนก็เกิดขึ้นในสภาพธรรมชาติ จนมนุษย์มารวมกัน ทำสัญญากันเพื่อระงับความ ขัดแย้ง และก่อให้เกิดความสงบขึ้น ฮอร์ปยืนยันว่าถ้ามนุษย์ออกจากสภาพธรรมชาติ ที่ขัดแย้งกันมารวมกันเป็นรัฐเท่านั้นกฎหมายจึงเกิดขึ้น การคุ้มครอง กรรมสิทธิ์ของคนและเสรีภาพก็จะตามมาเพราะฉะนั้นรัฐในทัศนะของ โทมัส ฮอร์ป จึงเกิดขึ้นเพื่อให้มีกฎหมายและความสงบเรียบร้อย เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างคนทั้งหลายต่อกัน
     
จอห์น ล๊อค และรุสโซ ก็มีแนวคิดทำนองเดียวกัน รุสโซพูดไว้ในทฤษฎีสัญญาประชาคม ในหนังสือสัญญาประชาคมว่า สภาพธรรมชาติ มนุษย์เป็นคนเสมอภาค มีสิทธิ อิสระและอยู่กันอย่างเสรี แต่ว่าความชั่ว เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีกรรมสิทธิ์ และเมื่อ มนุษย์มีกรรมสิทธิ์ความเห็นแก่ตัวที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำให้แสวงหา การปกครองที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องคนรวยระบบการปกครองแบบนี้ชัดเจนมากในยุคทองจนกระทั่งคน ส่วนใหญ่ที่ถูกปกครองทนไม่ได้ลุกขึ้นโค่นล้มและตกลงกันใหม่ โดยการทำสัญญาสังคม ว่าต่อแต่นี้ทุกคนสละสิทธิอิสระที่ตัวมีอยู่บางส่วนมาใช้กับสังคม มาให้กับ เจตจำนงร่วมของสังคมซึ่งเกิดจากการที่คนทุกคนมารวมกันทำหน้าที่เป็นคนออกกฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ก็เป็นอันว่าความขัดแย้งก็เป็นรากฐานแห่งการปกครองอีกเช่นเดียวกัน ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดผลสำคัญในเชิงทฤษฎีและแนวความคิด ดังนั้น
      1. รัฐเกิดขึ้นเพื่อป้องกัน และระงับความขัดแย้งของคนในสังคม ตัวรัฐไม่ได้สร้างความขัดแย้ง ตัวคนสร้างความขัดแย้งเสียเอง
     
2. รัฐ กฎหมาย จะเป็นเครื่องสร้างความสงบเรียบร้อยและขจัดความขัดแย้ง และการจะมีกฎหมายได้ มีความสงบเรียบร้อยได้ต้องมีอำนาจสูงสุดหนึ่งเดียว ที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตย ความคิดนี้เป็นเหตุให้หน้าที่ประการสำคัญที่สุดของผู้ปกครองตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้ว คือการวินิจฉัยชี้ขาดคดีอันเป็นข้อพิพาทระหว่างบุคคลในสังคมยุติ ลงได้ถ้าเราไปดูในหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ จะเห็นชัดว่าพระมหากษัตริย์โบราณไม่ว่าของไทยหรือของตะวันตกไม่ได้มีอำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมายอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน คือ ตราเป็นลายลักษณ์อักษร ตัดสินใจแทนคนในสังคมและทรงมีอำนาจตัดสินคดีและเมื่อทรงใช้อำนาจตัดสินคดีฟ้องร้องสอดคล้องกับกฎหมายจารีตประเพณีแล้วพระบรมราชวินิจฉัยที่สอดคล้องกับกฎหมายจารีตประเพณีจึงจะถูกบันทึกลงเป็นกฎหมายเรียกว่า ราชศาสตร์ ให้พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่อ ๆ ไปนำไปใช้พูดอีกนัยหนึ่ง คือภารกิจในการระงับข้อพิพาทด้วยการตัดสินคดีที่สอดคล้องกับจารีตประเพณีที่มีมาแต่โบราณและสร้างบรรทัดฐานขึ้นในอนาคตเป็นลักษณะ Cannon Law นี้ มีอยู่ในสังคมทุกระบบ ไม่ว่าฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน หรือประเทศไทย
     
3. รัฐและกฎหมายต้องมาจากความยินยอมของคนในสังคมไม่ใช่รัฐและกฎหมายเกิดขึ้นนอกความยินยอมของมนุษย์ รัฐมีอยู่เพราะมนุษย์มีจินตนาการร่วมกันว่ารัฐมีอยู่ และยอมรับในประโยชน์ของการมีรัฐโดยเฉพาะประโยชน์ข้อหนึ่งคือเพื่อให้รัฐรักษาความมั่นคงและความสุขร่วมกันของสังคมโดยป้องกันและระงับข้อพิพาทให้ยุติลงโดยสันติวิธี
     นี่คือผลอันเป็นรากฐานมาจากแนวคิดทฤษฎีที่มนุษย์คิดขึ้นเป็นเกราะในเรื่องความขัดแย้งและรัฐ ระบอบปกครองต่าง ๆ ถ้าสังเกตไปให้ถึงแก่นก็จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใดก็ล้วนแล้วแต่เป็นการพยายามทำให้ความหลากหลายความขัดแย้งความแตกต่างในสังคม ซึ่งมีตามจำนวนบุคคล ตามจำนวน
     
ประชากรของแต่ละสังคมนั้น ยุติลงได้ ด้วยกระบวนการที่เป็นเอกภาพ เช่น การเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรเป็นต้นแม้กระทั่งการระงับความขัดแย้งระดับโลก ด้วยการ ก่อตั้งสหประชาชาติ ก็อยู่บนรากฐานเดียวกัน บนรากฐานของความคิดของการยอมรับร่วมกัน การยินยอมร่วมกันซึ่งจะมีระบบ ระบบหนึ่งซึ่งสามารถป้องกันและระงับข้อพิพาทได้
     แนวคิดในเรื่องผลประโยชน์ของชาติ ชาติหรือ Nation ความคิดเรื่องชาตินี้ความจริงในทางวิชาการนั้นยุติแล้วว่าเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่เกิน300 ปี มานี้เอง ก่อนหน้านั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักคำว่าชาติ เพราะว่าสังคมก่อนหน้านั้นเป็นสังคมศักดินา หรือกึ่งศักดินา ที่มีความหลากหลายของชน กลุ่มชนเผ่าทั้งโดยพื้นที่และสายเลือด คำว่าชาติใน ความหมายปัจจุบันถูกคิดขึ้นโดยปรัชญาเมธี ชาวตะวันตก คนแรก ๆ ที่พูดถึงชาติอย่างมีพลังที่สุดเป็นปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศส ชื่อ ซีแย็ส เป็นคนที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสคนหนึ่งและกลายมาเป็นกงสุลคนที่ 3 ของ นโปเลียน เป็นสมาชิกสภากองวองซองค์ของฝรั่งเศสเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ อันว่าด้วยไพร่ ไพร่คืออะไร ในหนังสือเล่มนี้ยืนยันว่าชาติเป็นองค์การทางสังคมไม่ใช่องค์กรทางการเมืองเป็นองค์กรทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวทางสังคมเพื่อมนุษย์จะสามารถแยกออกจากสภาพธรรมชาติที่มนุษย์ขัดแย้งกัน รบรา แย่งชิงกัน จะเกิดความรุนแรงชาติจึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มนุษย์ทุกคน ตกลงร่วมกันว่าต่อแต่นี้ไปจะอยู่ร่วมกันเป็นชาติและให้ชาติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของคนในสังคม ถามต่อไปว่า ชาติ คืออะไร ซีแย็สบอกว่า ชาติเกิดจาการร่วมกันของคนแต่ละคนและมีการปกครองเพียงหนึ่งเดียวอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันซึ่งเป็นเครื่องมือของชาติในการที่จะสร้างความสงบในการที่จะรักษาเสรีภาพความเสมอภาคของทุกคน เมื่อคนทุกคนมารวมกันแล้วก็เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่เรียกว่าชาติเหมือนการรวมธาตุต่าง ๆ เข้าด้วยกัน น้ำ เกิดจากการรวมอ๊อกซิเจน 1 ส่วน ไฮโดรเจน 2 ส่วน เมื่อมารวมกันแล้วก็เป็นน้ำ ความเป็นธาตุเดิมที่เป็นไฮโดรเจนกับ อ๊อกซิเจนหายไป ฉันใดการที่มนุษย์ทุกคนมารวมกัน มนุษย์แต่ละคนจะไม่มีความหมายใดทั้งสิ้น เพราะเป็นเพียงส่วนย่อยขององค์ประกอบใหม่ที่เรียกว่าชาติ ชาติจึงไม่ใช่คนแต่ละคน แต่เกิดจากผลรวมของคนทุกคนที่มารวมกันเพราะฉะนั้นชาติจึงแยกออกจากคนแต่ละคนได้ เมื่อชาติแยกออกจากคนแต่ละคนได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือผลประโยชน์ของคนแต่ละคนก็อาจจะขัดแย้งและไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติที่ผนวกรวมของคนทุกคนได้ และเมื่อชาติเกิดขึ้นและแยกตัวออกจากคนแต่ละคนการตัดสินใจในนามของชาติซึ่งมีรัฐเป็นรูปแบบทางกฎหมายของชาติก็แยกออกจากการตัดสินใจของคนแต่ละคนในสังคม เหมือนกับที่บริษัทแยกการตัดสินใจออกจากผู้ถือหุ้นแต่ละคน ความเป็นชาตินี้จึงก่อให้เกิดความคิดทางการเมืองหลายอย่างตามมา เช่น อำนาจสูงสุดต้องเป็นของชาติไม่ใช่ของประชาชนอย่างที่รุสโซเคยพูด และเมื่ออำนาจสูงสุดต้องเป็นของชาติ ผู้แทนราษฎรที่เรียกกันแต่ความจริงไม่ใช่ตัวแทนราษฎรในเขตเลือกตั้ง แต่เป็นผู้แทนของชาติ เพราะฉะนั้นการจะมอบอาณัติ (mandate)ใดอาณัติหนึ่งไปให้ผู้แทนของชาติจึงใช้ไม่ได้ เพราะนั่นคือการทำแทนกลุ่มคนซึ่งไม่ใช่ชาติ รากฐานที่สำคัญ ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมนั้นมีความเป็นพลเมืองที่เรียกว่ามีความเป็น Sociability คือคนที่มาประกอบร่วมกันของสังคมนั้นจะต้องมีส่วนในสังคมนั้นเสมอกัน ความเป็นพลเมืองที่เรียกว่า Citizen จึงเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของชาติในความหมายนี้ความจริงหนังสือที่เขียนเรื่องชาติในภาษาไทยก็มีคือ หนังสือเรื่องชาตินิยมและหลังชาตินิยม ที่ธีระยุทธ์ บุญมี เขียนโดยสำรวจวรรณกรรมเชิงทฤษฎีและเชิงมานุษยวิทยา สังคมวิทยาและการเมืองทั่วโลกแล้วมาสังเคราะห์เป็นหนังสือเล่มนี้
ข้อสังเกตเชิงทฤษฎ
     
ประการที่ หนึ่ง ชาติที่เกิดขึ้นจะแตกต่างจากคนแต่ละคนที่เข้ามาอยู่ และผลประโยชน์ของคนทุกคนรวมกันเท่านั้นที่จะถือว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติซึ่งอาจจะ ขัดแย้งกับผลประโยชน์ส่วนกลุ่มของคนบางกลุ่มและส่วนตัวของคนหลายคน
     
ประการที่ สอง เจ้าของอำนาจสูงสุดไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นชาติซึ่งมีอิสระออกจากคนแต่ละคนซึ่งมีเจตจำนงเป็นของตัวเอง ทำนองเดียวกับที่บริษัทแยกออกจากผู้ถือหุ้นและมีเจตจำนงของบริษัทแยกออกจากเจตจำนงของคนแต่ละคนที่รวมกันเป็นบริษัท
     
ประการที่ สาม ความเป็นพลเมืองที่เรียกว่า Citizen นั้นจะมีจุดร่วมกันทาง วัฒนธรรม ทางประวัติศาสตร์ ทางภาษา เป็นจุดร่วมในอดีตที่เป็นเสมือนหนึ่งตัวเชื่อมทางสังคมให้คนอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน และก็ยังอยากจะอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นความรู้สึกชาตินิยมที่เรียกว่า Nationalism จึงเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ของความเป็นชาติ
     ประการที่ สี่ ชาตินั้นถูกนักวิชาการหลายสำนักในเวลานี้ก็ขัดแย้งกันสำนักหนึ่งก็ถือว่าชาติเป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีมาช้านาน พิสูจน์ได้มีอัตลักษณ์ ของตัว มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม แต่กระแสวิชาการอีกกระแสหนึ่งบอกว่า ไม่ใช่ ชาติเป็นแนวความคิดที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองในยุคประชาธิปไตยแบบใหม่และสังคมอุตสาหกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือในการใช้ชาติสร้างเอกภาพและค่านิยมเดียวโดยไม่ยอมรับความหลากหลายอื่นที่มีมาในสังคมก่อนชาติ เพราะฉะนั้นท่านจะเชื่อแนวไหน ทฤษฎีไหนก็ตามขอได้โปรดทราบว่า ก็มี ผู้พูดว่าชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น คำว่ารัฐก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นเช่นเดียวกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐเกิดขึ้นเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เกิดตรงกับความเป็นชาติ เช่น รัฐฝรั่งเศส รัฐอังกฤษ รัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นกำเนิดเมื่อ 300 ปีเศษที่แล้วจึงเรียกว่าเป็นการกำเนิดของรัฐชาติ ที่เรียกว่า Nation State รัฐประชาชาติ และในยุคนี้ก็เป็นยุคที่ นักวิชาการกำลังถกเถียงกันว่าความเป็นรัฐอาจจะถูกข้ามไปแล้ว ความเป็นรัฐประชาชาติยิ่งอาจจะหายไปแล้วเพราะโลกไร้พรมแดน แต่เห็นว่าเมื่อชาติถูกคิดขึ้นแล้ว ยอมรับแล้วและถูกใช้แล้ว และธงชาติยังมีอยู่ อัตลักษณ์ยังมีอยู่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนหนังสือเรื่องหนึ่งว่า ชาติยังคงต้องมีเพื่อตอบกระแสสังคม Marxist ที่รุนแรงมาใน 20-30 ปีที่แล้วว่า Internationalism หรือลัทธิความเป็นสากลของกรรมกรทั่วโลกนั้นไม่เป็นความจริง เพราะมนุษย์ยังต้องแสวงอัตลักษณ์ แต่ทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านทราบว่าชาติก็จะมีความเป็นมาและเป็นไป
     แนวคิดในเรื่องชุมชนที่เรียกว่า Community หมายถึงการรวมตัวของบุคคล เป็นการรวมตัวกันในพื้นที่หรือในจุดประสงค์ต่าง ๆ เป็นแนวความคิดซึ่งมีการศึกษา ค่อนข้างจะน้อย เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง ชุมชนมีมาก่อนประวัติศาสตร์ มีมาจนถึงปัจจุบันแต่อาภัพ อาภัพเพราะว่ามีผู้ศึกษาน้อยมาก มีรากฐานทางทฤษฎีเกี่ยวกับชุมชนน้อยมาก เท่าที่ค้นได้บอกแต่เพียงว่าซึ่งอาจจะรวมโดยพื้นที่ หรือโดยวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่น ชมรมคนรักสัตว์ ชมรม จส.100 สมาคมยิงปืน ชุมชนเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมทางวัฒนธรรมที่มีมาก่อนชาติมีมาก่อนรัฐ และมีอิทธิพลสูงมาในยุคกลาง ยุคที่เรียกว่า Middlelism มีอิทธิพลสูงมากทั้งในทางพื้นที่และในทางเรื่อง มีอิทธิพลสูงในทางพื้นที่ก็เพราะว่าหลักฐานของคนก็ดี กฎหมายก็ดี การเมืองก็ดีในยุคศักดินานั้นผูกคนติดอยู่กับที่อันเป็นแหล่งกำเนิดของเขา เมื่อเกิดในที่ดินเป็นไพร่ก็ต้องปฏิบัติตามจารีตประเพณีของที่ดินนั้น พื้นที่นั้น ขึ้นศาลจารีตประเพณีของพื้นที่นั้นอยู่ภายใต้ปกครองของเจ้า ศักดินาที่นั่น นี่คือความเป็นชุมชนในยุคศักดินานิยม
     
ความเป็นชุมชนอีกประการหนึ่งในยุคศักดินานิยม คือความเป็นชุมชนทางอาชีพ ในยุคกลางของฝรั่ง จะเห็นได้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่า elite คือสมาคมวิชาชีพทั้งหลายที่รวมตัวกันเข้าเป็นอันมาก พ่อค้าก็รวมตัวกันเป็นสมาคมพ่อค้าปฏิเสธที่จะใช้กฎหมายจารีตประเพณีพื้นที่ เพราะถ้าใช้จารีตประเพณีพื้นที่แล้วค้ากันไม่ได้ระหว่างพ่อค้าที่โรมกับ พ่อค้าที่ลอนดอน ไม่รู้จะใช้จารีตประเพณีไหนตัดสินเวลาขัดแย้งกันเกิดขึ้น จึงตั้งสมาคมพ่อค้าขึ้นและกำหนดกติกาของตนเป็นกติกาที่ตกลงร่วมกัน เป็นกฎหมายพาณิชย์ เป็นกฎหมายจารีตประเพณี พื้นที่ และ elite สมาคมวิชาชีพเหล่านี้ ก็มีพลังอย่างสูงในยุคศักดินานิยม โดยเฉพาะพลังในการต่อต้านอำนาจปกครองของกษัตริย์ ครั้นมาถึงยุคปลายที่จะเกิดการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสในการประกาศเอกราชอเมริกาแล้ว elite เหล่านี้ การรวมตัวกันเป็นวิชาชีพเหล่านี้ก็จะมุ่งรักษาผลประโยชน์ส่วนกลุ่มส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อพูดถึงคติชุมชน มันจะมีมิติที่ต้องคิดเสมอ คือ มิติความหลาย คนในพื้นที่หนึ่งคิดและอาจจะทำต่างจากคนในพื้นที่หนึ่งคนในวิชาชีพหนึ่ง คนในกลุ่มหนึ่งอาจจะคิดและทำไม่เหมือนคนในกลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นภายหลังการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ผู้ปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสจึงเกลียดและกลัวชุมชนทั้ง 2 ประเภท หันไปให้ความสำคัญกับแต่ละคน ตามลัทธิปัจเจกชนนิยม คือยกคนแต่ละคนขึ้นมาให้มีความเสมอภาค มีเสรีภาพ ปฏิเสธชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มที่คั่นกลางอยู่ระหว่างบุคคลกับรัฐเป็นกลุ่มที่คั่นกลางอยู่ระหว่างคนกับชาติ ดังจะเห็นได้ว่าในระบบกฎหมายตะวันตกหลังการปฏิวัติใหญ่ พยายามปฏิเสธการจัดตั้งสมาคมและมูลนิธิซึ่งจะกระทำได้โดยยากในขณะที่การจัดตั้งชุมชนทางเศรษฐกิจ คือ หุ้นส่วนและบริษัทนั้น จดทะเบียนได้ง่าย
     
อย่างไรก็ตามสภาพที่ว่านี้มีการหวนกลับใน ทศวรรษที่ 1990 ภายหลังจากที่กำแพงเบอร์ลินล่มลงในปี 1989 แต่ว่าการหวนกลับนี้ไม่เรียกว่าชุมชน เพราะคำว่า ชุมชนหรือ Commune, Community, communism นั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวว่าเป็นมรดก ตกทอดของสงครามเย็น กลับมาใหม่ ในความคิดใหม่ ชื่อใหม่ที่เรียกว่าประชาสังคมหรือ Civil Society ทั้งหมดนี้คือรากฐานทางทฤษฎีหรือกำเนิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่าความขัดแย้ง รัฐ ชาติ ชุมชน แต่ผลสุดท้ายก็จะมีบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
     รัฐธรรมนูญฉบับใหม่พยายามผสมผสานแนวความคิดทั้งหลายเข้าด้วยกัน ผสมผสานบุคคล ชุมชน รัฐชาติ เข้าด้วยกันในรูปที่มีการเรียกชื่อใหม่ว่า สถานปนาระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมขึ้นแทนระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนของชาติแต่เพียงผู้เดียว การยอมรับการผสมผสานแนวความคิดเชิงทฤษฎีทั้งหมดทั้งบุคคล ชุมชน รัฐ ชาติ เข้าด้วยกันปรากฏในมาตราต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญซึ่งหากไม่จัดระเบียบ ความคิดให้ดี ไม่จัดความสัมพันธ์เชิงสมดุลให้ดี หัวขัอสัมมนาวันนี้แทนที่จะเป็นการลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลอันเนื่องจากความขัดแย้ง ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณคดีที่เข้าไปสู่ศาลอันเนื่องจากความขัดแย้ง เพราะจัดสมดุลไม่ดี รัฐธรรมนูญพยายามผสานแนวความคิดทั้งหมดเข้าด้วยกันดังจะเห็นได้จากการวางหลักพื้นฐานไว้ในมาตรา 76,79 ที่กำหนดให้รัฐต้องสนับสนุนต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางนโยบาย ทางการเมืองการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทุกระดับ ในมาตรา 79 บอกว่ารัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวนบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม และบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลรวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริมบำรุงรักษาและคุ้มครองคุณภาพ สิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและขจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพ ชีวิตของประชาชน นั่นคือหลักการ เมื่อเป็นหลักการแล้วรัฐธรรมนูญก็จัด บุคคลชุมชน รัฐ ชาติ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปใส่ไว้ในองคาพยพต่าง ๆ ของ รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ 4-5 ส่วนนี้ นำพาสังคมไปด้วยกัน จะเห็นได้ว่าการยอมรับชาตินั้นแสดงออกถึงมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งเห็นได้ชัดว่าประเทศไทย ไม่เคยถืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน เพราะถ้าเป็นของประชาชนแล้วประชาชนต้องใช้ได้เองอย่างที่ รุสโซบอก คือต้องออกกฎหมายได้เอง และผู้แทนนั้นเป็นกรรมการของสภาผู้แทนเท่านั้น ถ้าประชาชนตั้งเข้าไปได้ ก็สามารถถอดถอนออกมาได้ด้วยระบบ recall แต่ประเทศไทยไม่เคยถือ คตินี้ ไทยถือคติอำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ ชาติซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แยกออกจากตัวคนแต่ละคน และให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นแทนคนไทยผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ในฐานะที่ทรงเป็นตัวแทนของชาตินอกจากนั้นความรู้สึกชาตินิยมจะดีหรือไม่ดีก็เป็นโจทย์ให้ต้องคิดกันต่อไปก็ปรากฎอยู่ในชื่อของหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ที่ต้องพูดตรงนี้เพราะตอนร่าง รัฐธรรมนูญฉบับแรก สภาร่างรัฐธรรมนูญใช้คำว่า สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ทั้งนั้น แต่พอเสนอเข้าไปสู่กรรมาธิการยกร่าง คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ก็เห็นว่าเมืองไทยนั้นยังไม่ไปถึงขนาดที่จะยอมรับเสรีภาพของคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นก็จำกัดหมวด 3 นี้เฉพาะ พลเมืองไทย พลเมืองไทยก็คือชาติไทย คติเรื่องชาติไทย ชาตินิยมก็ปรากฎอยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยและหน้าที่เพราะทุกมาตราที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพและหน้าที่นั้นพูดถึงบุคคล บุคคลแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคคล ตามลัทธิปัจเจกชนนิยมของฝรั่ง ถ้าหากพูดเอาไว้ในที่ต่าง ๆ มาตราที่สำคัญที่อยากให้ดูคือ มาตรา 56 เขียนแบบคลาสสิคมาก ว่า “สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์ไม่ใช่ใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการ   คุ้มครองและส่งเสริมเพื่อรักษาคุณภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยสวัสดิภาพหรือคุณภาพชีวิตของคนย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ และวรรคสามก็บอกว่าสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วน ท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติในกฎหมายตามวรรคหนึ่งและวรรคสองย่อมได้รับความคุ้มครองมาตรานี้พูดถึงบุคคล พูดถึงรัฐ พูดถึงชุมชน
     มาตรา 46 บอกว่าบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ หรือ ฟื้นฟูจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรานี้ใช้คำว่าบุคคลและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่มาของมาตรานี้โดยศาสตราจารย์
เสน่ห์ จามริก ท่านเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเรื่องสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ผมก็เป็นทีมของท่าน ก็ไปศึกษาแล้วจนกระทั่งมีความมั่นใจว่าในระหว่างบุคลกับรัฐและ ชาตินิยมนั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่าชุมชนอยู่และถูกระบบกฎหมายตะวันตกละเลย เพราะเหตุ ความหวาดกลัวเรื่องชุมชนในยุคศักดินานิยม จึงนำมาบัญญัติไว้ในมาตรานี้โดยมีผลการศึกษาการวิจัยสนับสนุนแต่ว่าเป็นที่น่ามหัศจรรย์ใจคนที่เป็นนักกฎหมายมหาชนที่เมืองไทยยกย่องหลายคนทีเดียวในสภาร่างรัฐธรรมนูญคัดค้านมาตรานี้ ไม่ยอมให้ผ่านจึงเกิดการต่อรองขึ้นในคณะกรรมาธิการมีการยื่นคำขาดกันบ้างพอสมควรและก็มีการประนีประนอมกันแทนที่จะเป็นชุมชนท้องถิ่นเฉย ๆ ก็ใส่คำว่า ดั้งเดิมเติมเข้าไป ถ้าอยากศึกษารายละเอียดก็ไปศึกษาตอนร่างรัฐธรรมนูญเอา มีหลักฐานปรากฏอยู่เป็นเจตนารมณ์ เป็นรายงานการประชุมไม่เท่านั้นนอกจากบุคคล รัฐ ชุมชนแล้ว ในเรื่องทรัพยากรถ้าท่านดูให้ดี มันยังมีอีกมาตราหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญเหมือนกัน คือ หมวดที่ว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะในมาตรา 289 และ 290 ซึ่งให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดังกล่าวด้วย โดยสรุปทั้งหมดนี้ ให้ท่านช่วยเป็นโจทย์ไปคิดว่าเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นโครงสร้างหลักในการบริหารบ้านเมืองต้องการผนวกรวม หรือ inclusive คือ include ทั้งบุคคล ชุมชน รัฐ องค์กรปกครอง ท้องถิ่น เข้ามาในกระบวนการบริหารบ้านเมืองโดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรนั้นจะทำอย่างไรที่จะให้ทุกภาคทุกส่วนมีส่วนร่วมตามที่รัฐธรรมนูญต้องการ การให้ทุกภาค ทุกส่วนมีส่วนร่วมแน่นอนที่สุดจะต้องมีกฎหมายเป็นฐานเพื่อสร้างจิตและ ความชอบธรรม ดังนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญว่ากฎหมายที่จะคิดขึ้นหรือที่มีอยู่แล้ว แต่ ขัดขวางการให้บุคคล ชุมชน รัฐ และท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกันอย่างเหมาะสมในการกำหนดกฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับทรัพยากรนั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะถ้าบุคคล ชุมชน รัฐ และ ท้องถิ่นสามารถมากำหนดกฎหมายซึ่งคือเครื่องจัดสรรสิทธิ สิทธิคือผลประโยชน์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองได้อย่างเป็นธรรมและสมดุลแล้วก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นไม่ต้องมาพูดกันถึงการลดปริมาณคดีที่ขึ้นไปสู่ศาลเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นโจทย์ที่จะต้องคิดก็คือ แทนที่จะคิดว่าทำอย่างไรความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้ลดลง และไม่ให้เป็นคดีไปสู่ศาลอันจะเป็นกระบวนการยุติธรรมที่เป็น ทางการของรัฐคิดให้ไกลกว่านั้นอีกขั้นหนึ่งคือ ทำอย่างไรที่จะกำหนดสิทธิจัดสรรผลประโยชน์ในสังคมให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลเพื่อป้องกันความขัดแย้งแล้วเมื่อป้องกันความขัดแย้งแล้วไม่ต้องพูดถึงการลดคดีที่จะไปสู่ศาลเพราะคดีไม่เกิดแล้วก็เป็นโจทย์ที่ทิ้งให้ผู้ร่วมสัมมนาทุกท่าน และนักกฎหมายทุกท่านร่วมกันคิด เพราะผมเองก็ยังคิดไม่ออก
นายวิชช
     ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 59/2545 และ คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 62/2545 ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เราต้องสร้างกฎหมาย เพราะ ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วว่าตราบใดที่สิทธิมนุษยชน มาตรา 46 หรือ ตามมาตรา 56 ถ้ามิได้มีการบัญญัติกฎหมายแล้วก็เป็นอันว่าไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย จึงใคร่ขอ ความเห็นจากศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ว่าถ้าจะต้องมีการบัญญัติกฎหมายตามมาตรา 46 และมาตรา 56 แล้ว ควรจะมีเนื้อหาสาระอย่างไร
ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์
     
กระบวนการจะเป็นตัวกำหนดเนื้อหา ถ้ากระบวนการสามารถทำให้บุคคล ชุมชน รัฐและท้องถิ่นมาเจรจากัน ต่อรอง เถียงกัน ทะเลาะกัน กดดันกัน สุดท้ายก็ต้องยอมกันในระดับหนึ่งที่จะไม่มีใครได้ร้อย แต่ก็ไม่มีใครเสียร้อย แต่เราต้องอดทน ในกระบวนการนี้ความอดทน พระพุทธเจ้าเรียกว่า อวิหิงสา นั้นสำคัญที่สุด เป็นหัวใจของความสำเร็จทั้งหมด จะช้าและนานแต่ช้าเป็นกาลนานเป็นคุณ เพราะสิ่งที่ออกมาโดย ทุกฝ่ายยอมรับจะไม่สร้างความขัดแย้งอะไรก็ตามที่รีบที่เร็วเป็นเสมือนรถด่วนที่ตกรางได้ และตกรางแล้วตายกันหมด
วิทยากร : ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สมัย ดร.ป๋วย อึ้งภากร เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2518 – 2519 ผลงานทางวิชาการมากมาย เขียนหนังสือทางด้านรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง ถือเป็นครูทางด้านรัฐศาสตร์ของประเทศไทย
ทำอย่างไรให้สิทธิของชุมชนบังคับได้ บังคับมีขอบจำกัดอย่างไรผมคิดว่าการ จัดสัมมนาในวันนี้โดยร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุดและสภาวิจัยแห่งชาติได้นำเอา
     
ประเด็นที่เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง เป็นปัญหาความเป็นความตายไม่ใช่เฉพาะของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของสังคมการเมืองไทยในยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในขณะนี้ด้วยได้เคยมีโอกาสรับฟังคำชี้แจงของท่านอัยการท่านหนึ่งพูดถึงกระบวนทัศน์ใหม่ของอัยการว่าเป็นกระบวนทัศน์ที่ไม่ใช่เป็นคู่ปฏิปักษ์ หรือ เป็น คู่ความแต่อัยการเป็นสถาบันวิชาชีพที่จะมีส่วนร่วมในการแสวงหาความยุติธรรม เป็นกระบวนทัศน์ที่ค่อนข้างพลิกผันพอสมควร
     
ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ ได้พูดถึงทฤษฎีมากมาย ผมพยายามจะเติมช่องว่างระหว่างทฤษฎีกับชีวิตจริงโดยให้ข้อสังเกตในเบื้องต้นว่าทฤษฎีต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นความคิดของปราชญ์ ของนักคิด ในบริบทหนึ่ง ๆ ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่จีรังยั่งยืนไม่ว่าจะเป็น โธมัส ฮอร์ป หรือ ใคร ๆ ก็ตาม แต่ในชีวิตจริงผมอยากจะเรียกว่าเป็นปฏิสัมพันธ์ของการดำรงชีวิตร่วมกัน การแสวงการปรับเปลี่ยนกฎกติกาของการอยู่ร่วมกันของคน ชุมชน เป็นของจริงที่จะเป็นตัวที่สืบสานทฤษฎี ซึ่งพยายามตอบปัญหาในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปสังคมจะเป็นตัวปรับทฤษฎีให้เข้ากับชีวิตจริง
     
นี่เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น เพราะฉะนั้นทฤษฎีจึงเป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็น พลวัตร ไม่ตายตัว แต่ก็มีประมวลประเด็นของความเป็นจริงอยู่บางแง่ ซึ่งก็ได้รวบรวมมาศึกษากัน

เพื่อความสะดวกในการสื่อสารความคิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน อยากจะเริ่มด้วยการตั้งประเด็นคำถามหลัก ๆ 5 ประเด็นด้วยกันในหลาย ๆ เรื่องที่ท่านที่อยู่ใน วิชาชีพกฎหมายตามหลักราชการ ก็อยากจะให้เป็นเรื่องที่ลองไปคิดต่อกัน

ปัญหาเรื่องปริมาณคดีนั้นเป็นเพียงปลายเหตุ จะลดคดีได้อย่างไร ก็ต้องตอบว่าสังคมต้องกำหนดกติกา กฎกติกานี้ก็อยู่ที่ว่าเป็นกฎกติกาที่จะเป็นที่ยอมรับนับถือกันอย่างจริงจังหรือไม่

คำถามแรก ที่อยากทำความเข้าใจ คือ เราเข้าใจรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ปี 2540 อย่างไร ที่ได้มีการยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมานั้น ก็แสดงว่ามีช่องว่างที่น่ากลัวมาก ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกัน ผมไม่มีคำตอบเพราะผมไม่ใช่ศาล รัฐธรรมนูญ แต่คิดว่าเป็นข้อคิดที่ต้องมีพื้นฐานบางประการที่อยากจะนำเสนอเพื่อประกอบเป็นข้อคิดในเรื่องนี้
คำถามที่ สอง เราเข้าใจชุมชนท้องถิ่นอย่างไร คือเราพูดชุมชนอยู่เรื่อย ๆ แต่เราพูดเหมือนหนึ่งว่า ชุมชนเยอรมันกับชุมชนไทยนั้นเหมือนกันไม่ใช่ คนละประวัติศาสตร์ คนละบริบททีเดียว
คำถามที่ สาม อะไรคือสมมติฐานหรือเหตุของความขัดแย้งเรื่องสิทธิชุมชน
คำถามที่ สี่ สิทธิชุมชนคืออะไร
คำถามที่ ห้า ที่น่าจะเป็นเรื่องที่อยู่ในความข้องใจของท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย คือ เราจะแสวงหาทางที่จะส่งเสริมสิทธิชุมชนให้พัฒนาอย่างสร้างสรรและสอดคล้องกับ ผลประโยชน์ของชาติอย่างไรคำถามที่ตามมาก็คือ ผลประโยชน์ของชาติคืออะไร ผลประโยชน์ของความมั่นคงของชาติคืออะไร คงจะต้องนำเอามาพิจารณาให้ถ่องแท้ขึ้น

ประเด็นแรก ใน 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการพูดกันมากทั้งรัฐบาลผู้นำรัฐบาล หรือในทางวิชาการพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเราจะต้องพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมฐานความรู้ Knowledge Base Society แต่คำถามก็คือว่าความรู้อะไรที่เราต้องพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมปลูกฝังความรู้ อยากจะเรียนว่าในขณะนี้สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนฐานอย่างสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องตอบคำถามหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งคำถามที่ว่าความรู้อะไรที่สังคมไทยจะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ขึ้นจากที่ผ่าน ๆ มา ประเด็นเรื่องฐานความรู้ก็มีอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอยู่ ๆ ก็มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แต่เรา ลืมไปว่าสังคมไทยไม่เปลี่ยนแปลงองค์กรรัฐไม่เปลี่ยนแปลง สังคมไทยองค์กรรัฐไม่ เปลี่ยนแปลงยังอยู่ในวัฒนธรรมของอำนาจนิยมเป็นส่วนใหญ่ นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะแปลความเรื่องผลประโยชน์ของชาติก็ดี ความมั่นคงของชาติก็ดี เราก็ยังยึดติดอยู่ในเมื่อครั้งที่เราอยู่ภายใต้กระแสสงครามเย็น ซึ่งเราจะต้องมีการ ปราบปรามผู้ที่มีลัทธิอุดมการณ์ที่แตกต่าง ตรงข้ามกับเราแบบนี้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นประเด็นปัญหาที่ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญมากที่เราจะแสดงความรู้ที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อความสมานฉันท์ในสังคมเป็นอุปสรรคที่ลำบากมาก

อีกประการหนึ่งที่อยากจะเรียนถามว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร รัฐธรรมนูญ เมื่อผมเรียนหนังสือ ท่านทั้งหลายคงจะอ่านมาเหมือน ๆ กัน เราก็จะขึ้นต้นว่า “รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ” แต่โดยแท้จริงแล้วถ้ามองในเชิงของประวัติศาสตร์

สังคมวิทยา แง่มุมของสถิติการเมือง รัฐธรรมนูญเป็นจุดรวมของหลาย ๆ อย่างใน ประสบการณ์ของแต่ละสังคมที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแล้วก็ยังฉายภาพไป สู่อนาคต เพราะฉะนั้นจึงมี ศาสตราจารย์ ไฟน์เนอร์ นักวิชาการสำคัญของอเมริกัน นิยามรัฐธรรมนูญว่า “รัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนอัตชีวประวัติ รวบรวมประวัติศาสตร์ รวบรวมความคิดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การอ่านรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ แต่ถ้าเราอ่านรัฐธรรมนูญ โดยขาดความเข้าใจในมิติทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองในมิติของสังคมวิทยาแล้วนั้นเราก็จะดูว่ามันเป็นเพียงตัวอักษรกลายเป็นว่าเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญขึ้นกับกฎหมายลูก เพราะฉะนั้นการตีความรัฐธรรมนูญโดยขาดความเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญในเชิงของประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา รวมทั้งเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งความสัมพันธ์ เชิงอำนาจ ระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ ที่มีผลประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ ได้อ่านรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ผมคิดว่าเราคงต้องมองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้ดี ในอารัมภบทพูดไว้อย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประการที่หนึ่ง ประการที่สองคือส่งเสริมให้มีส่วนร่วมของประชาชน ประการที่สามให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ คำถามคือว่าทำไมจึงมี 3 ประการที่เป็น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไม่อ่านในเชิงอักษรศาสตร์อ่านให้ดีจะเห็นว่า ว่าเจตนารมณ์ 3 ประการ แล้วมียืนยันในมาตราต่าง ๆ เช่น มาตรา 4 มาตรา 26-27 บอกว่าเจตนารมณ์เหล่านั้นผูกพันคณะรัฐมนตรี ผูกพัน สภานิติบัญญัติและผูกพันศาล ภูมิหลังของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือภูมิหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ การเมืองไทย จาก 14 ตุลาคม 2516 จนถึง พฤษภาทมิฬ และที่มีการพูดถึงงานวิจัย ที่ผมไปเกี่ยวข้องเป็นเครื่องที่ว่าในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมามีการขัดแย้งกันมากในเรื่องการใช้ทรัพยากร และด้วยเหตุนี้ก็เป็น เหตุผลที่บทบัญญัติเช่น มาตรา 46 หรือ 56 ที่ศาสตราจารย์บวรศักดิ์อ่านจึงนำมาบรรจุไว้เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาพวกนี้ แต่จะตีความว่ารัฐธรรมนูญเป็นหมันและไม่แก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่น่าคิด หมายความว่าเรากำลังตีความในเชิงที่ติดกับโครงสร้างอำนาจนิยมหรือเปล่า นี่ก็เป็นประเด็นว่าเราเข้าใจรัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไร

ผมเคยเขียนบทความเมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นที่หาดใหญอันเนื่องมาจากโครงการท่อก๊าซไทย – มาเลเซีย ผมได้เขียนบทความเป็นห่วงวิตกว่าถ้าเราเพิกเฉย

บทบัญญัติเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ผมเขียนบทความใช้ชื่อว่าวิกฤต รัฐธรรมนูญ คือวิบากกรรมของแผ่นดิน นี้ก็ฝากเป็นข้อคิดให้ท่านทั้งหลายด้วย

ประเด็นที่สอง เราเข้าใจชุมชนท้องถิ่นอย่างไร ถ้าเราตีความชุมชน ท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ตามศาสตราจารย์บวรศักดิ์ กล่าวมาแล้ว ว่า รัฐ ชาติ อายุอย่างมากก็ประมาณ 200-300 ปี ของไทยอายุร้อยกว่าปีในสมัยปฏิรูปรัชกาลที่ 5 แต่ในประวัติศาสตร์การดำรงชีวิตของสังคมไทยมีความต่อเนื่องมาตั้ง 600 - 700 ปี ตรงนี้เป็นจุดต่อของช่องว่างที่เป็นปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะฉะนั้นในความหมายว่าเราเข้าใจชุมชนท้องถิ่นอย่างไร ผมก็อยากตอบคำถามว่า ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมนั้นเป็นคำที่มีความชอบธรรมหรือไม่ หรือควรจะพิจารณาอย่างไรในประการแรกผมคิดว่าการเข้าใจชุมชนนั้นต้องเข้าใจหลักอย่างน้อย 2 ประการด้วยกัน

1. เข้าใจถึงสิ่งที่เรียกว่า จิตวิญญาณ อัตลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ยกตัวอย่างในงานวิจัยเมื่อเร็ว ๆ มานี้ ก็มีผู้วิจัยนำเรื่องบ้านครั้ง ซึ่งเป็นชุมชนที่ออกมาจากสมัยรัชกาลที่ 2-3 แต่เมื่อมาศึกษาประวัติศาสตร์ปู่ ย่า ตา ยาย ว่าอยู่กันอย่างไร ดู มัสยิด ดูสุสาน เพื่อแสวงหาอัตลักษณ์ของเขา จะเห็นว่า ความเป็นชุมชนตรงนี้ ชุมชนไม่ใช่จะเกิดขึ้นโดยคำจำกัดความว่ามีอาณาเขตเท่านั้น มีพลเมืองเท่านี้ แต่ว่าชุมชนฐานทรัพยากรหรือที่เราเรียกกันว่าชุมชนท้องถิ่น ชุมชนไทยเราอยู่ในรากฐานภูมิภาคทรัพยากรเขตร้อน ความเข้าใจตรงนี้รวมทั้งศาสตร์สาขาต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ แต่มันรวมไปถึง วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา มานุษยวิทยา เยอะไปหมด สิ่งที่ผมเรียกว่าฐานทรัพยากรเขตร้อน ซึ่งมีพื้นที่ไม่ถึงร้อยละ 7 ของแผ่นดินบนโลกนี้ประเทศไทยเป็นป่าเขตร้อนที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นที่รวมของทรัพยากรที่ รัฐธรรมนูญเรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพ มีถึงกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ในปริมาณความหนาแน่นของทรัพยากรชีวภาพประเทศไทยในอาณาบริเวณ 1 ตารางกิโลเมตร จะมีทรัพยากรชีวภาพมากกว่าประเทศอังกฤษหลายสิบเท่า ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเขตร้อนจึงเป็นเป้าหมายของการเข้ามาครอบครอง ครอบงำ เพื่อที่จะช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาตินี้ เพราะเป็นทรัพยากรทีมีความสำคัญอย่างยิ่งและจะมีความสำคัญยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต
เวทีการแข่งขัน เศรษฐกิจการเมืองของโลก ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ซึ่งจะไม่ใช่เป็นเวทีของการช่วงชิงแข่งขันผลิตภัณฑ์สินค้าอย่างอิเล็กทรอนิคส์ แต่จะเป็นการ ช่วงชิงสิ่งที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา และชุมชนไทย ชุมชนที่อยู่ภาคพื้นอาณาเขตร้อนของโลก จะเป็นชุมชนที่มีฐานของภูมิปัญญาที่เป็นเป้าหมายของการช่วงชิง นี่เป็นความที่ได้เขียนไว้ในบทความของผมในเรื่องของสิทธิมนุษยชนในมุมมองระดับโลก เราต้องเข้าใจโลกตรงนี้ด้วย

2. นอกเหนือจากชุมชนที่มีจิตวิญญาณ มีอัตลักษณ์ มีประวัติศาสตร์แล้ว ชุมชน บนฐานทรัพยากรเขตร้อนและชุมชนฐานทรัพยากรเขตร้อนก็มีองค์ประกอบ 2 ประการที่สำคัญต้องเข้าใจคือ

2.1 ความเป็นอัตลักษณ์ จิตวิญญาณ

2.2 ภูมิปัญญา เป็นทรัพย์สินที่สำคัญอย่างยิ่งทำไมเราถึง มากำหนดเรื่องชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ทำไมเราถึงจะบอกว่าความหมายของชุมชนท้องถิ่นตามที่ ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ พูดนั้นไม่น่าจะเติมคำว่า “ดั้งเดิม” เอาไว้ เพราะว่าใน ประสบการณ์ที่ผมทำวิจัย เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เอาแต่พิสูจน์ว่ามาอยู่กันกี่ร้อยปี หาต้นไม้ว่าอายุเท่าไร สืบคำบอกเล่าจากปู่ย่า ตา ยาย แต่เราหารู้ไม่ว่า เมื่อเราเข้าสู่ยุคพัฒนาเราได้บุกเบิกนโยบายของรัฐส่งเสริมการทำพืชไร่ แต่สินค้าการเกษตรต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับตลาดโลก เพราะฉะนั้นก็เกิดปัญหา ถูกขับไล่ที่บ้าน ต้องอพยพไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ เมื่อมีการอพยพไปที่ใดก็จะมีการตั้งชุมชนที่นั่นและมีความเป็นอยู่ในโครงสร้างเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง ถ้าเรามองความหมายชุมชนโดยขาดความคำนึงถึงข้อเท็จจริงตรงนี้ จะมีปัญหาเพราะฉะนั้นผมคิดว่า ชุมชนอพยพ ชุมชนเคลื่อนย้ายก็ควร จะอยู่ในความหมาย เท่าที่เราสำรวจดูก็ยังคงเป็นความเป็นชุมชน ความเป็นอัตลักษณ์แบบเดิมนี้ และมีการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
สรุป อัตลักษณ์หน้าตาของชุมชนท้องถิ่นเราเป็นอย่างนั้น เราต้องเข้าใจในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย เชิงของชีวภาพ เชิงเทคโนโลยี ประวัติศาสตร์ในขณะนี้มีผลงานวิจัยออกมามากมาย ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นตามลำดับ

ประเด็นที่ สาม กับ คำถามที่ว่า อะไรคือสมมติฐานหรือเหตุของความขัดแย้งเรื่องสิทธิชุมชน ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญคือ ปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผมเรียกว่ากฎหมายประมวลจารีตประเพณี พื้นฐานอำนาจ กับพื้นฐานจารีตประเพณีมีปฏิสัมพันธ์มี

ความใกล้ชิด และถ้าเปิดกฎหมายตราสามดวงซึ่ง นำมาเขียนโดยศาสตราจารย์ แลงก้าร์ และผมเองก็ได้นำมาตีพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว มีความตอนหนึ่งพูดถึงกฎหมายตราสามดวงชัดเจนว่า ประกาศพระบรมราชโองการ หรือการวินิจฉัยอรรถคดีในสมัยก่อนจะทรงหารือกับชาวบ้าน ว่าอยู่กันอย่างไร จัดการกับปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ถ้าชุมชน ท้องถิ่นจัดการเองไม่ได้ พระเจ้าแผ่นดินจะทรงวินิจฉัยให้แต่บนพื้นฐานของจารีตประเพณี ในขณะนี้ช่องว่างเรามีมาก ถ้าเราดูกฎหมายประมวล ถ้าย้อนกลับไปเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้มีผลงานทางวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษออกมาเยอะมากที่ชี้ให้เห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นกฎหมายที่เราลอกเลียนมาจากกฎหมายอาณานิคมที่ใช้ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซียซึ่งเป็นอาณานิคมของฮอลแลนด์ กฎหมายประมวลคือกฎหมาย อาณานิคม เป็นกฎหมายที่มหาอำนาจต้องการที่จะใช้มือของกฎหมายที่จะไปขุดค้น ขูดรีดทรัพยากรจากท้องถิ่นของเรา และอธิบดีป่าไม้คนแรกคือคนอังกฤษ มิสเตอร์ สเลซ และได้วางแบบแผนการจัดการป่าไม้ ซึ่งป่าของเราเป็นป่าเขตร้อน ทุก ๆ ตารางเมตรของเรา คุณค่าของป่าไม้ มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีค่าเป็นอาหาร เป็นยาซึ่งเดี๋ยวนี้กำลังจะเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง นักฟิสิกส์อินเดีย ดร.วันดานา ชีวะ ที่บอกว่าตัวยาทุกตัวยาที่จำหน่ายในท้องตลาดโลกที่เอาไปจากป่าเขตร้อนโดยส่วนใหญ่ไปจากป่าเขตร้อนกว่า 80 % นักวิจัยชาวฝรั่งเศส และญี่ปุ่นเอาไปจากภูมิปัญญา ชาวบ้าน นี่คือเป็นปัญหาช่องว่างไม่ใช่แค่เฉพาะระหว่างกฎหมายประมวลกับกฎหมายจารีตประเพณี แต่เป็นช่องว่างทางวิชาการระหว่างนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างชาติทุกวันนี้มาท่องเที่ยวตาม ป่าเขาธรรมชาติของเราแล้วก็อาศัยชาวบ้านเป็นผู้ชี้ทาง แต่ นักวิทยาศาสตร์ไทยไม่เคยทำงานกับชาวบ้านเลย แต่ไปโอนอ่อนตามความต้องการของฝรั่ง ผมไม่ต้องยกตัวอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีเรื่องข้อตกลง ไทย – สหรัฐ ที่บอกว่าสหรัฐ ยินยอมที่จะยกหนี้สินให้กับประเทศไทย ประมาณ 500 ล้านบาทเศษ แต่ขอสิทธิในการสำรวจป่าทั่วประเทศ รัฐไทยลงนามไปแล้วแต่มีการคัดค้านเรื่องจึงระงับไปคือเป็น

การแลกเปลี่ยนโดยไม่เข้าใจทรัพยากร ผมทราบว่าในการสัมมนานี้มีผู้แทนจาก หน่วยงานราชการ รวมทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ อยากจะเรียนตรงนี้ว่า ผลประโยชน์ของชาติความมั่นคงของชาติจะต้องพิจารณาให้ดี ๆ ไม่ใช่เรื่องของการคุกคามสงบสุขอย่างเดียว แต่ว่าคุกคามในทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นฐานชีวิตประจำวันของประชาชนคนไทยทั้งชาติ นี่คือปัญหาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติที่เรายังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะนำมาพิจารณาประกอบ เพราะฉะนั้นในที่นี้ ผมขอเรียกร้องว่าในการสัมมนาครั้งนี้และที่จะมีต่อ ๆ ไป ได้โปรดได้ทบทวนพิจารณานิยาม ตีความคำว่า ผล ประโยชน์และความมั่นคงของชาติให้ถ่องแท้ขึ้น อยากจะเรียนนำเสนอตรงนี้ว่ามีทางเดียวที่เราจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะต้องรวมกันแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักสำนึกสิ่งที่เป็นรากฐาน ต้นทุนทางประวัติศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ สังคม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตรงนี้จะทำให้เรากำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบของสังคมให้คนทุกส่วนอยู่ร่วมกันได้ ผลประโยชน์ของชุมชนคือ ผลประโยชน์ของชาติ เพราะชุมชนไม่ว่าจะผิดจะถูกก็เป็นผู้ที่ได้รักษาทรัพยากรนี้มาเป็นเวลาร้อยปีมาแล้ว และก็เป็นแหล่งเดียวเท่านั้นที่มีภูมิปัญญาซึ่งฝรั่งก็มาเรียนรู้และด้วยเหตุนี้ในมาตรา 46 จึงพูดถึงจารีตประเพณี ภูมิปัญญาในการรักษาทรัพยากรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่รักษา จัดการเพื่อประโยชน์ของคนในชุมชน แต่หมายถึงจัดการรักษาในฐานะที่เป็นมรดกของชาติโดยส่วนรวม

ประเด็นคำถามที่ สี่ สิทธิชุมชนคืออะไร ผมอยากจะเรียนว่าในตะวันตกอะไรจะเป็นสิทธิหรือไม่เป็นสิทธิเขาคิดอย่างเดียวสิทธิต้องเป็นของปัจเจกชน บุคคลเดียว ชุมชน สังคม ไม่เกี่ยว ตามระยะช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ได้มีวรรณกรรมทางวิชาการตะวันตกออกมามากมายชี้ให้เห็นว่าความคิดความอ่านของหลักคิดของตะวันตกเรื่องสิทธิประโยชน์นั้นขาดความสมบูรณ์ เพราะว่าสิทธิของคนไม่ใช่เป็นสิทธิเพื่อสิทธิ แต่เป็นสิทธิที่ใช้เพื่อดำรงชีวิตร่วมกัน เพราะฉะนั้นควบคู่ไปกับสิทธิ์ปัจเจกบุคคลก็ต้องเป็นสิทธิของสังคม ชุมชนควบคู่กันไปด้วย ในขณะนี้แม้ในประเทศอังกฤษ และผมเองก็เคยไปเรียนมาก็ให้ความเคารพในฐานะเป็นแหล่งกำเนิดต่าง ๆ มากมาย ในขณะนี้ผมไป

เยี่ยมผู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชน Human right Act ประเทศอังกฤษมีกฎหมายสิทธิมนุษยชนใหม่ และระบุชัดว่าสิทธิ สังคม ความรับผิดชอบ ต้องไปด้วยกัน จะเห็นว่าในขณะนี้ตะวันตกเองก็เริ่มมีความตระหนักในความผิดพลาดความหละหลวมมาในอดีตและเริ่มมีการแก้ไข เป็นเรื่องที่เราต่างหากที่ตามไม่ทันและไม่ยอมตามในสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะโครงสร้างอำนาจผลประโยชน์เป็นอุปสรรคสำคัญอยากจะเรียนต่อไปว่า สิทธิ ชุมชนคือ สิทธิที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนฐานทรัพยากร เพราะฉะนั้นองค์ประกอบของชุมชน ภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ หรืออะไร ต่าง ๆ และอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่าในขณะนี้ สิทธิชุมชนไม่ใช่สิทธิที่จะมาพูดในมาตรา 46 อย่างเดียว แต่สิทธิชุมชนกำลังเป็นกระแสสากล ในบทความของผมในเรื่องสิทธิชุมชนในมุมมองระดับโลกจะเห็นว่ามีควมเคลื่อนไหวในองค์กรสหประชาชาติ องค์กรกรรมการระหว่างประเทศ ILO ก็มีมติ 169 รับรอง สิทธิของชนพื้นเมือง และมีร่าง ปฎิญญาสหประชาชาติว่าด้วยหลักการสิทธิปวงชนพื้นเมือง และถ้าดูเอกสารหน้า 7 – 8 ได้เจียรนัยสิทธิ เหล่านี้เอาไว้ แสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นจิตวิญญาณ ความเป็นกลุ่ม โดยทั่วไปได้ยืนยันถึงทรัพยากรตามจารีตประเพณีช่องว่างระหว่างกฏหมายประมวลกับจารีตประเพณีเริ่มเป็นกระแสที่เริ่มมาเติมช่องว่างตรงนี้แล้ว จะพูดถึงสิทธิในการกำหนดใจตนเองสิทธิในการจัดสรรความอุดมสมบูรณ์ในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชนไม่ใช่ว่าจะใช้ทรัพยากร อย่างตามใจชอบ จะต้องมีการรักษาความอุดมสมบูรณ์ สิทธิในการ ปกป้องวัฒนธรรมของ ชุมชนกลุ่มน้อย เสรีภาพทางศาสนา บูรณาภาพเพื่อความมั่นคงของสภาพแวดล้อมซึ่ง ใช้คำว่า ฐานทรัพยากร แต่ตะวันตกจะมองป่าเมืองไทยเป็นชิ้น ๆ ในขณะนี้กรมป่าไม้พยายามส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว ครั้งหนึ่งเคยคิดจะมีแรลลี่ เพื่อดึงดูดนักแข่งรถฝรั่งเข้ามา หารู้ไม่ว่านี่เป็นภัยอย่างยิ่ง เป็นความหายนะต่อเอกภาพของป่า เขตร้อน สิทธิและทรัพย์สินทางปัญญา การยอมรับกฎหมายวิธีปฎิบัติตามประเพณี สิทธิเกษตรกร

ที่สำคัญคือปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนพื้นเมือง ได้พูดไว้ 12 ประการ ตามเอกสารหน้า 8 – 9 เช่น สิทธิในเสรีภาพทางศาสนา [ข้อ 6 ] การคุ้มครองสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งระบบนิเวศพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ สิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายได้รับการชดเชยสำหรับ ทรัพย์สินทางปัญญาเราไปยึดถือกฏหมายของสหรัฐ ในขณะนี้ก็มีข้อพิพาทเรื่องข้าวหอมมะลิซึ่งเรื่องนี้สหรัฐได้เป็นความกับอินเดียมาสิบกว่าปีแล้ว

ของอินเดียเรียกข้าวบัสมาติ ไทยเรียกข้าวจัสมิน อินเดียมีนักกฎหมายเยอะก็สู้กับสหรัฐ และศาลสหรัฐก็ได้ชี้ขาดแล้วว่าอินเดียแพ้ หมายความว่าสหรัฐมีสิทธิใช้ชื่อของใครก็ได้ ของเราก็เลยถอยไม่กล้า และการไปสู้คดีศาลในต่างประเทศแพงมาก และมาตอนหลังเรื่องพระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทั้งหลายจะเห็นว่ามีการถกเถียงมากมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ยอมให้นำเอาชื่อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ไปใส่เอาไว้ บอกไม่ จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองเพราะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ ก็ค้านกันมาจนกระทั่งเร็ว ๆ นี้ สภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการและได้ลงมติไปแล้วว่าให้เอาชื่อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์เข้าไปรวมด้วยเพื่อคุ้มครอง เราก็ดีใจที่ได้เริ่มมีหลักกฎหมายที่เข้าใจในสิ่งเหล่านี้

สิทธิชุมชนกำหนดอาณาเขตได้หรือไม่ คือ เรามักจะนิยามสิทธิชุมชนตามหลักกฎหมาย มีเขตเท่าไร มีจำนวนคนเท่าไร ตามแบบตะวันตก ซึ่งไม่ใช่ ผมเรียกว่า ชุมชนไทยเป็นชุมชนฐานทรัพยากร ชุมชนกับความมั่นคงบูรณภาพ ความเป็นปึกแผ่นของทรัพยากร เป็นสิ่งที่ควบคู่กันไปด้วยชุมชนท้องถิ่นที่เราพูดถึง ชุมชนท้องถิ่นฐานทรัพยากรไม่ใช่ชุมชนทางการปกครอง ไม่ใช่เขตการปกครอง

ประเด็นคำถามที่ห้า จะส่งเสริมสิทธิชุมชนให้พัฒนาอย่างสร้างสรรและ สอดคล้องกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติอย่างไร ที่ผมพูดมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าโดยแท้จริงแล้ว ความมั่นคงบูรณาภาพของทรัพยากรของเราซึ่งกำลังจะมี คุณค่า

อย่างสำคัญยิ่ง จะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจการเมืองในเวทีโลก การแข่งขันทางเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา อาหาร ยา จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันก็ถูกทำลายลงไปมาก เพราเราเห็นแก่การสร้างเพื่อผลประโยชน์เชิงธุรกิจ เพื่อส่งผลประโยชน์ในการเติบโตทางตัวเลขทางเศรษฐกิจ ผมไม่ได้บอกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สำคัญ สำคัญมากแต่จะเติบโตอย่างไร คิดว่าในอนาคตอาหาร ยา และทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพย์สินทางปัญญาจะเป็นกุญแจสำคัญ และสิ่งเหล่านี้อยู่ในฐานทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งชุมชนอยู่ร่วมด้วย

อยากจะเสนอให้ท่านได้คิด ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้เคยพูดครั้งเดียวและก็ไม่ได้ยินอีกเลย เผอิญไปฟังสัมมนาของท่าน ท่านให้สัมภาษณ์ท่านใช้คำว่า การแปลงสิทธิให้เป็นทุน แต่หลังจากนั้นก็เป็นเพียงการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน สองคำนี้ต่างกันมาก สิทธิทางชุมชนก็คือ รากฐานต้นทุนทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม สิทธิชุมชนคือ

การแปลงสิทธิ์ให้เป็นทุนจริง ๆ ภาพที่เราถูกกรมป่าไม้วาดเอาไว้ว่าชาวบ้านคือพวกที่ ตัดไม้ทำลายป่า ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ ดร. เจิมศักดิ์ เป็นหัวหน้าคณะชี้ให้เห็นว่า การตัดไม้ทำลายป่าเกิดขึ้นจากระบบการให้สัมปทาน เกิดขึ้นจากอิทธิพลของกลุ่มทุนธุรกิจเป็นหลักใหญ่ ชาวบ้านอุปกรณ์อย่างมากก็มีด ขวาน ทำลายป่าไม่ได้ ตรงนี้เป็นสังคมที่ขาดความรู้ขาดตรงนี้การบัญญัติกฎหมาย การวินิจฉัยกฎหมายจึงมองข้ามความเป็นจริง จะให้กฎหมายกับชาวบ้านมีความสมานฉันท์ได้อย่างไร เพราฉะนั้นการที่จะคิดลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลคงจะต้องตีต้นตอตรงนี้ให้แตก

ในความหมายของชุมชนในการที่จะพัฒนาชุมชนให้พัฒนาอย่างสร้างสรรและสอดคล้องกับผลประโยชน์ความมั่นคงของชาติ คงไม่ปล่อยให้ชุมชนอยู่ตามมีตามเกิด ปัญหาความยากจน ความขาดแคลน ความด้อยพัฒนา ในเชิงความรู้ เทคโนโลยี ซึ่งทำไมชาวต่างประเทศเข้ามาจัดการได้ ทำไมเราจัดการไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องฟื้นฟู เขาเรียกว่าเป็นการแปลงสิทธิให้เป็นทุนต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการบูรณะฟื้นฟูที่ได้ ล่มสลายไปในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เป็นปัญหาชี้เป็นชี้ตายกับอนาคตของบ้านเมืองและถ้าเมื่อพูดถึงฐานทรัพยากร ผมเชื่อว่านอกจากฟื้นฟูบูรณะต้องส่งเสริมให้ชุมชนที่อยู่ในฐานเดียวกัน ชุมชนลุ่มน้ำ ชุมชนป่า ชุมชนชายฝั่งทะเลต้องให้เป็นตัวฐานที่จะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นเครือข่ายต่างฝ่ายต่างตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ ในขณะเดียวกันรัฐก็คอยดูแลคุ้มครองส่งเสริมให้มีการพัฒนาได้อย่างเต็มที่ และจะนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการสร้างฐานเศรษฐกิจชุมชนขึ้น อำนาจซื้อ กำลังซื้อตลาด ผลิตภัณฑ์หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลก็จะพัฒนาไปอย่าง มากมาย

สุดท้ายผมขอนำเอาคำของคุณพันธ์ศักดิ์ บุญรัตน์ เป็นที่ปรึกษาเป็นสมองของ รัฐบาลชุดนี้ มีบทความพูดถึง ความหมาย ของ SME ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ ก็จะบอกเพียงว่า SME คือการประกอบการหรือธุรกิจที่มีจำนวนการจ้างงานเท่านั้น มีจำนวนคนเท่านั้น แต่คุณพันธ์ศักดิ์ให้นิยามว่า SME คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่กับภูมิปัญญาที่เป็นมรดกจากประวัติศาสตร์ใน ท้องถิ่น

ขอสรุปว่า การพัฒนา บูรณะชุมชนท้องถิ่นนั้นจะเป็นไปไม่ได้ถ้าขาดนโยบายที่จะเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจสมัยใหม่กับภูมิปัญญาสมัยเก่าที่เป็นมรดกสำคัญของชาติโดยส่วนรวม ทั้งหมดนี้คือผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

นายวิชช์

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ ได้ พูดถึงให้บุคคลคำนึงถึงจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญซึ่งมีเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ 3 ประการคือ

1. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน [Human Right]

2. การมีส่วนร่วมของประชาชน [Community Right]

3. การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ขอให้อาจารย์อธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า Human Right คืออะไร คือสิทธิของบุคคลในฐานะที่เป็นปัจเจกชน แต่ละคนมีสิทธิอย่างไร ทั่วโลกยอมรับ Human Right ในฐานะที่เป็นบุคคลแต่ละคนที่เราเรียกว่า Individual Right ส่วน Community Right นั้นเป็นสิทธิชุมชน เมื่อบุคคลหลาย ๆ คนมารวมกันก็จะเป็นชุมชน เรียกว่า Community Right หรือ Group Right ในรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีนิยมทั่วโลกนี้จะยอมรับในเรื่องที่เป็นสิทธิมนุษยชนในฐานะที่เป็น Human Right อย่างเต็มที่ โดยรัฐธรรมนูญของ

เราจะบัญญัติว่าบุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการพูด บุคคลมีเสรีภาพในการที่จะมีทรัพย์สินและอีกหลาย ๆ อย่าง เป็น Human Right ในฐานะที่เป็นสิทธิส่วนตัวแต่พอมาถึง Community Right ถูกความคลาสสิกของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะให้ชุมชนนั้นมี ความหมายน้อยลง เพราะในความคิดของเสรีชนนิยมจะไม่ยอมรับสิทธิชุมชน จะมองว่า Human Right ก็พอแล้ว สิทธิชุมชนไม่จำเป็นต้องมี เพราะทุกคนมีเสรีภาพแล้วก็ไม่ จำเป็นต้องมีสิทธิชุมชนอีก

มาตราที่ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ว่าไว้ ตอนแรกท่านคง Model ไว้ว่าสิทธิชุมชนนี้คงจะเหมือนสิทธิชุมชนทั่วไป แต่ปรากฏว่าท่านถูกล๊อกในมาตรา 46 ซึ่งใช้คำว่า บุคคล

ซึ่งอยู่รวมกันเป็นท้องถิ่น ท่านเติมคำว่าดั้งเดิม พอเติมคำว่าดั้งเดิมลงไป แล้วดั้งเดิม เป็นอย่างไร ต้องมาตีความว่าดั้งเดิมคืออะไร


ศาสตราจารย์เสน่ห์ พูดว่า สิทธิดั้งเดิมคือ Version ของสหประชาชาติ ใช้คำว่า Indigenous People ในความหมายของสหประชาชาติ หมายความว่าผู้ที่อาศัยอยู่ใน ดินแดนของอาณานิคม ผู้ซึ่งโดยทั่วไปทางประวัติศาสตร์แล้วถูกปราบปราม ถูกล่า และต้องเสียอำนาจอธิปไตยไป และต้องตกเป็นผู้ใต้ปกครองโดยที่ตนไม่มีอำนาจใดเลย เช่น อินเดียนแดง ในทวีปอเมริกาเหนือ ชาวอินคาในประเทศอเมริกาใต้ Aborigine ใน ออสเตรเลีย เขาเหล่านั้น สหประชาชาติจะให้ความคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ ยิ่งกว่าสิทธิพลเมืองทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นเมื่อ มาตรา 46 ซึ่งศาสตราจารย์บวรศักดิ์ เดิมใช้คำว่าสิทธิชุมชนแต่สภาร่างได้เพิ่มท้องถิ่นดั้งเดิม ก็เลยถูกจำกัดว่าสิทธิดั้งเดิมนั้น ก็หมายถึงชุมชนซึ่งมีก่อนรัฐ ประเทศไทย ซึ่งแค่ 300 ปี คือสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นหมายความว่าสิทธิ ชุมชนดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์ของไทยคือ หมายถึงชาวไทยลั้ว ผีตองเหลือง ไทยโคราช ชาวละว้า เหล่านี้มีมาก่อนที่ไทยจะร่นมาอยู่สุวรรณภูมิ

มาตรา 56 สิทธิ บุคคลเป็นสิทธิที่ได้ใช้ประโยชน์ ไม่มีส่วนร่วม ในการจัดการใช้แต่ประโยชน์ ที่เหลือคือรัฐจัดการ มาตรา 46 และมาตรา 56 ต้องมีกฎหมายลูกมา รองรับ นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นและมีอยู่จริงซึ่งเราจะต้องแก้ไข ถ้าเราคิดว่าสิทธิชุมชนยังมีความสำคัญนักกฎหมายอย่างพวกเราต้องรีบหาแนวทางแก้ไข ไม่อย่างนั้นจะถูกจำกัด

วิทยากร:ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจากกรุง Bonn ประเทศเยอรมัน ด้านนิติศาสตร์มหาบัณฑิตทางกฎหมายเปรียบเทียบ และประกาศนียบัตรอีกหลายด้านจากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ ประเทศ ฝรั่งเศส และที่กรุง Bonn

เรื่องสิทธิชุมชนเป็นเรื่องใหญ่ แต่ผมขออนุญาตรวบรวมแนวคิดต่าง ๆ ที่ได้เตรียมมาเพื่อนำเสนอเพียงสั้น ๆ เพียง 5 ประเด็น

ประการแรก ความขัดแย้งระหว่างสิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น ผลประโยชน์ของชาติ สิทธิชุมชนที่ทับซ้อนกันความขัดแย้งถึงที่สุดแล้วคืออะไร

ประการที่ สอง ถ้าพิจารณาในแง่ของสิทธิชุมชนแล้ว สิทธิชุมชนจะเข้ามามีส่วนและเข้ามามีบทบาทในการที่จะขยายความขัดแย้งหรือให้ความขัดแย้งนั้นเจือจางลงได้อย่างไร

ประการที่ สาม คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านทั้งหลายคงทราบแล้วว่า คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2545 จำนวน 2 ฉบับ สิทธิชุมชนนั้นต้องเป็นไปตามคำว่าทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติหากยังไม่มีกฎหมายใดบัญญัติ ท่านว่าไม่มีผล ตรงนี้

อยากจะเรียนสั้น ๆ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายผิด ในการตีความกฎหมายถึงขนาดที่ทำให้รัฐธรรมนูญไม่มีผล มันผิดหลักในการตีความกฎหมายตั้งแต่ต้นเลย นักเรียนที่จะเรียนชั้นปี ที่ 1 ในชั้นกฎหมายแพ่งหลักทั่ว ๆ ก็จะต้องเรียนวิชาการตีความกฎหมาย การตีความกฎหมายก็เริ่มต้นที่ว่าตีความแล้วให้กฎหมายมีผล ส่วนว่าจะมีปัญหาอย่างไรจะเรียนให้ท่านทราบ

ประการที่ สี่ ซึ่งอยากจะให้ท่านทั้งหลายมีโอกาสแสดงความคิดเห็นร่วมด้วย คงจะต้องพูดถึงหลักการที่ควรจะเป็นในการแก้ไขความขัดแย้งภายในชาติว่ามันควรจะใช้หลักอะไรซึ่งก็คงจะต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ สำคัญมากที่สุดคือ หลัก ไกล่เกลี่ย ผลประโยชน์ หรือบางทีที่รู้จักกันว่า Mediation

ประการที่ ห้า จะเรียนเสนอทางออกในทางข้อกฎหมายในการแก้ไขความ ขัดแย้งระหว่างสิทธิที่ทับซ้อนกันอยู่ในทางกฏหมายจะมีทางใดที่จะดำเนินการได้บ้าง ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ท้าทายวงนักกฎหมาย วงเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มี หน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย เกี่ยวข้องกับ

ความรู้สึกอยู่ดีมีสุขของประชาชน เป็นอย่างยิ่งและคิดว่าแรงท้าทายนี้ไม่น่าจะก่อให้เกิดความแตกแยกในชาติ คนไทยเรามีความสามารถพิเศษ คือมีพลังพิเศษอยู่อย่างหนึ่งเมื่อเจอวิกฤตเราฝ่าวิกฤตมาได้โดยไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกและมักจะก่อให้เกิดแง่มุม ใหม่ ๆ อยู่เสมอ นี่เป็นคุณสมบัติของชาติไทยเรา

ประเด็นประการแรก ผลประโยชน์ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิ ชุมชน อยากจะเรียนว่าสิ่งที่เราเรียกกันว่าผลประโยชน์ของชาติ โดยทั่วไปก็หมายถึงโครงการใหญ่ โดยทั่วไปโครงการระดับชาติและเป็นโครงการที่ท่านทั้งหลายคงจะ

ยอมรับว่า เมื่อมีการชี้แจง มีการอธิบายกัน ก็มักจะเน้นย้ำว่าโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ เป็นโครงการที่จำเป็นในระดับชาติเมื่อจำเป็นในระดับชาติก็ขอให้ประชาชนในท้องถิ่น

หรือกลุ่มประชาชนในแต่ละชุมชนต้องยอมสละ ยอมเสียสิทธิของตน ตรงนี้เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่และขึ้นอยู่กับแง่คิด และในแง่คิดของประชาชนนั้นก็คงจะไม่มีใครคัดค้านว่าเรื่องนั้นเป็นประโยชน์ของชาติ แต่ก็จะตั้งคำถามว่าทำไมต้องตกเป็นเหยื่อ แทนที่จะพูดคำว่าทำไมเขาต้องเสียสละ จะพูดว่าทำไมเขาต้องเสียประโยชน์ยิ่งกว่าประชาชนคนอื่น ๆ มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ และรัฐมีทางที่จะเยียวยาหาทางออกไม่ให้เขากลายเป็นเหยื่อ หรือต้องกลายเป็นผู้เสียประโยชน์เป็นพิเศษ หรือไม่ อย่างไร ใน เรื่องนี้ในขอบเขตทั่วโลก ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เราเรียกว่าโลกาภิวัฒน์กับความคิดเรื่องคุณภาพชีวิต และคุณภาพ สิ่งแวดล้อม เราจะเห็นได้ว่าประโยชน์ของโครงการใหญ่ระดับชาติ ที่สุดแล้วมักจะเป็นประโยชน์ในด้านโครงการในทางเศรษฐกิจ ซึ่งมุ่งเน้นดังนี้

1. พัฒนากลไก ทางเศรษฐกิจ กลไกด้านพลังงาน กลไกด้านการสื่อสารโทรคมนาคม กลไกต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของโลก เรียกว่า โลกาภิวัฒน์พัฒนา (Globalization , development , Investment ) 3 อย่างนี้ ถ้าดำเนินการเหล่านี้ก็จะส่งเสริม สิ่งเหล่านี้ ในทำนองกลับกัน ถ้าหากว่าเรามองในแง่ของสิทธิ ชุมชน ก็จะเน้นในเรื่องคุณภาพชีวิตเน้นสิ่งแวดล้อม คือหลักการที่ว่าด้วย สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในชีวิตร่างกายของประชาชนที่ควรจะได้รับการคุ้มครอง ในกรณีที่จะก่อให้เกิดอันตรายหรือถ้าไม่เกิดอันตรายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงจารีตประเพณี ทำให้สูญเสีย ศักดิ์ศรี สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม และกระทบต่อไปว่าเมื่อเราพูดกันถึงสิทธิชุมชนนั้น ถ้าคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและ สิ่งแวดล้อม ก็คือสิทธิของคนในปัจจุบันและสิทธิของคนในอนาคต ว่าการยอมให้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่จะกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนปัจจุบันยุวชนหรือผู้ที่จะมาเป็นอนุชน สืบทอดวิถีชีวิตและสืบทอดผลประโยชน์ของชาติต่อไป ในแง่นี้ถ้าเราพูดถึง Competativeness คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันฝ่ายสิทธิชุมชนก็จะพูดว่า แล้วการพัฒนาอย่างยั่งยืนเล่า ถ้าพูดถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจชุมชนก็จะกล่าวว่าแล้ว

เศรษฐกิจพอเพียงเล่า เราจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าพอที่จะยันกันได้ และจริง ๆ แล้ว ก็ยันกันทางความคิดอยู่มาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว

2. คำนึงถึงความเป็นปึกแผ่นในสังคม Solidarity ความรู้สึกมั่นคงในชีวิต Solidarity บางคนเรียกว่า หลักความสามัคคีในชาติ จริง ๆ แล้วหลัก Solidarity คือหลักความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ

ผลประโยชน์สองอย่างนี้ในรัฐธรรมนูญเรามีวิธีที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งหรือไม่ คำตอบก็คือว่ารัฐธรรมนูญของเรานั้นกำหนดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพไว้หลายอย่างหลายประการ จะเห็นได้ง่าย ๆ ว่าถ้ามองดูเสรีภาพในการประกอบอาชีพหรือเสรีภาพในทางทรัพย์สินซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ประกอบการอ้างขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบการไม่ว่าจะเป็น ปตท. หรือผู้ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวง หรือตัวรัฐเองซึ่งเป็นผู้ดำเนินนโยบาย ก็แล้วแต่อ้างว่าเป็นไปเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในทางทรัพย์สินเพื่อให้มีการประกอบอาชีพ ส่งเสริมการแข่งขันส่งเสริมความมั่งมีศรีสุขของประชาชน ในแง่นี้ สิทธิชุมชนและสิทธิอื่น ๆ ที่จะหยิบยกขึ้นมาคัดค้านกันนั้นก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างอื่นที่มีผู้อ้างขึ้นนั่นเอง ถามว่าในแง่ของปัจจุบันใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ คำตอบได้เสนอไว้ในบทความของผมแล้ว ก็คือว่าสิทธิชุมชนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ถ้าประมาณ 300 – 400 ปี ก่อนหน้านี้สิทธิชุมชนเป็นสิทธิที่คนมองไม่เห็นหรือมองเห็นแต่ให้ความสำคัญน้อย เหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่า

1. ความคิดเรื่องชาติ เมื่อชาติเป็นใหญ่ชุมชนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชาติก็ต้องมองข้ามไป

2. ประชาธิปไตย ก็คือการปกครองของเสียงส่วนใหญ่เสียงส่วนน้อยก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่

3. การพัฒนาเศรษฐกิจ พวกชุมชนรักษาประเพณีดั้งเดิม ประเพณีดั้งเดิม ล้าสมัยไม่พัฒนาก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เจริญ งอกงาม

4. ทันสมัยไม่ทันสมัย ชุมชนถ้าหากว่าเป็นชุมชนดั้งเดิมหรือชุมชนล้าหลัง ถ้าเป็นอย่างนี้ชุมชน ในเชิงยุทธศาสตร์ความคิดในปัจจุบันแพ้ มีรัฐธรรมนูญมาช่วยไว้ในมาตรา 46 ก็แพ้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีการตราพระราชบัญญัติ อย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นมา กำหนดรายละเอียดของสิทธิชุมชน

หลักการขัดกันของสิทธิตามรัฐธรรมนูญ อันที่จริงแล้วทางวิชาการต้องใช้ หลักการตีความมาเป็นเครื่องช่วย หลักการตีความตามรัฐธรรมนูญนั้นก็คือ ต้องตีความประการที่หนึ่งว่าต้องให้สิทธิทั้ง 2 ฝ่าย ที่ขัดกัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือในต่างประเทศ มีเยอะที่ฝ่ายหนึ่งประท้วงส่วนอีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุน ต่างฝ่ายต่างต้องการจะชุมนุมและเดินขบวนบนถนนเส้นเดียวกันและเดินสวนกันด้วย ปัญหาคือถ้าท่านเป็นรัฐ เป็นกฎหมายหรือผู้พิพากษาซึ่งจะต้องพิพากษาวินิจฉัยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้จะให้ใครมีสิทธิแค่ไหน เพียงใดก็จะต้องอาศัยหลักการตีความกฎหมายอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าปรากฎว่าบนถนนเส้นเดียวกันจะมีประชาชนที่สนับสนุนโรงงานแก๊สหรือโรงงาน ไฟฟ้า ในขณะเดียวกันก็มีผู้คัดค้านโรงงานแก๊ส และโรงงานไฟฟ้า ชุมนุมหน้าศาลาว่าการที่ เดียวกัน เวลาเดียวกัน จะให้สิทธิฝ่ายใดหรือจะทำอย่างไรที่จะทำให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญดำเนินการไปได้ หลักอันนี้หนีไม่พ้นหลักการตีความกฎหมายซึ่งก็คือประการแรกที่สุดก็คือต้องตีความให้สิทธิที่ชอบที่จะใช้ได้มีโอกาสได้ใช้ ต้องแน่นอนก่อนว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งมีลักษณะที่จะเกิดอันตราย หรือมีลักษณะที่ไม่ชอบหรือไม่ ถ้ามีลักษณะดังกล่าวต้องระงับไม่ให้ใช้สิทธิหรือให้ใช้สิทธิภายหลัง แต่ถ้าหากว่ามีลักษณะที่ชอบก็ต้องเปิดช่องให้ใช้ด้วยกัน เมื่อมีโอกาสได้ใช้แล้วต้องคำนึงถึงหลักความสมควรแก่เหตุว่าจะใช้ก่อน – หลัง หรือจะใช้โดยให้สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยกระทบต่อส่วนได้เสียต่อทั้ง 2 ฝ่าย ให้น้อยที่สุดนั้นจะทำ อย่างไร หลักเรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงเป็นกรณี กรณี ไป เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วก็จะสามารถวินิจฉัยกันได้เองซึ่งอันที่จริงหลักทำนองนี้ถ้าตามกฎหมายอาญาหลักความสมควรเหตุนั้นจะอยู่ในหลักเรื่องป้องกันจำเป็นนั่นเอง และ หลักป้องกันจำเป็นนี้เอามาใช้ในกฎหมายปกครอง เอามาใช้ในการสั่งการเอามาใช้ในการใช้อำนาจนั้น ก็มาปรับใช้ได้ ซึ่งนักกฎหมายก็อธิบายไว้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านสนใจ ผมคิดว่าคำพิพากษาศาลปกครองเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ 2253/2546 เป็นคำพิพากษาซึ่งได้เสนอแนวทางนำเอาหลักการสมควรแก่เหตุมาใช้ในทางปกครองก็คือการใช้อำนาจจะต้องใช้ โดยสมควรแก่เหตุในความหมายที่ว่า

1. จะต้องสมประโยชน์ตามความมุ่งหมายของกฎหมาย

2. ถ้ากระทบต่อสิทธิประโยชน์ได้เสียของผู้หนึ่งผู้ใดก็ต้องกระทบต่อสิทธิได้เสียนั้นในลักษณะกระทบเท่าที่จำเป็น

3. หลักสมควรแก่เหตุ คือเกิดประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่า

ถ้าหากว่าใช้อำนาจตามกฎหมายแล้วไปกระทบสิทธิแล้วเกิดประโยชน์ส่วนรวมเหมือนกันแต่ประโยชน์ส่วนรวมที่เกิดนั้นน้อยกว่าประโยชน์ของเอกชนที่ต้องสูญเสียไป ก็ต้องวินิจฉัยว่ามันไม่สมควรแก่เหตุหลักทำนองนี้เป็นหลักทั่ว ๆไป ซึ่งสามารถที่จะนำมาปรับใช้ได้ในแง่กฎหมายอยู่เสมอ อยู่แล้ว

อันที่จริงหลักการคำนึงถึงประโยชน์ได้เสียของคู่กรณีแต่ละฝ่ายหรือหลักความสมควรแก่เหตุนั้น ในทางแพ่งท่านทั้งหลายที่เรียนนิติกรรม โดยเฉพาะนักกฎหมาย ทุกท่านก็จะเข้าใจดีอยู่แล้วว่าในการแสดงเจตนา หลักการแสดงเจตนา ถ้าเป็นเจตนาซ่อนเร้นอีกฝ่ายไม่รู้ก็ต้องคุ้มครองผู้รับการแสดงเจตนา หรือคุ้มครองคู่กรณี แต่ถ้าหากว่าอีกฝ่ายหนึ่งรู้กฎหมายก็บัญญัติเอาไว้ว่า ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าผู้แสดงเจตนาไม่ประสงค์อย่างนั้น การแสดงเจตนานั้นก็ไม่มีผล ก็เป็นโมฆะ ตามมาตรา 154 ,155 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ถ้าหากว่าเป็นกรณีที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกฎหมายก็จะให้แสดงเจตนาถ้าเป็นนิติกรรมอำพรางก็ดีแสดงเจตนาลวงก็ดีจะยกขึ้นมาอ้างว่านิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะขึ้นยันบุคคลภายนอกที่ทุจริต แต่ถ้าหากปรากฏว่า ผู้แสดงเจตนานั้นสำคัญผิด คือเป็นสาระสำคัญอ้างโมฆะ แต่ถ้าสำคัญผิดว่าสาระสำคัญนั้นเกิดจากประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงกฎหมายก็บัญญัติต่อไปว่า มันโมฆะแต่ว่าห้ามไม่ให้ยกขึ้นอ้าง กระแสที่ว่าสำคัญผิดสาระสำคัญตกเป็นโมฆะห้ามยกขึ้นอ้างตามมาตรา 158 แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์พอถึงเวลาถ้าปรากฎว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาฉ้อฉลเป็นเหตุให้สำคัญผิด แสดงเจตนาไปโดยสำคัญผิดเพราะอีกฝ่ายฉ้อฉลก็ไม่คุ้มครองแล้ว กลับมาคุ้มครองผู้แสดงความเจตนา

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายของเราเต็มไปด้วยหลักการคุ้มครองประโยชน์ได้เสียของผู้เกี่ยวข้อง ว่าตามแต่ละข้อเท็จจริง และตามแต่ละพฤติการณ์นั้น ฝ่ายใดเป็นฝ่ายที่พึงได้รับการคุ้มครอง ในแง่ของการทำนิติกรรมเดี๋ยวก็คุ้มครองฝ่ายที่แสดงเจตนา เดี๋ยวก็คุ้มครองฝ่ายบุคคลภายนอก ถ้าเราเข้าใจหลักอันนั้นแล้วนำเอาหลักเหล่านี้มาปรับใช้ในข้อเท็จจริง คิดว่าเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการที่จะหาทางสมดุลอย่างศาสตราจารย์บวรศักดิ์เรียกร้อง

ในแง่นี้ข้อที่เป็นปัญหาใหญ่ อยากจะนำมาเรียนต่อไปว่าควรจะต้องได้แก่ คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่าปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น ก็คือว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในคำวินิจฉัยว่าถ้าหากว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติคุ้มครอง สิทธิ ชุมชน หรือสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมหรือสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ของเรามีใช้แตกต่างกันด้วยความเคารพต่อศาลรัฐธรรมนูญผมก็เห็นว่าท่านตีความ กฎหมายผิด ที่ตีความกฏหมายผิดเหตุผลเบื้องต้นก็เรียนไปแล้วว่าการตีความให้ รัฐธรรมนูญไม่มีผลบังคับใช้ เป็นการตีความที่ฝ่าฝืนหลักการเบื้องต้นของรัฐธรรมนูญ เพราะ ถ้ารัฐธรรมนูญเขียนว่าให้คุ้มครองสิทธิชุมชนทั้งนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติไม่ต้องเขียน ถ้าเป็นไปตามความหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพราะว่าต้องรอให้กฎหมายบัญญัติเสียก่อน จึงคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็จะไปเขียนในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ถ้าไปอยู่ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ รัฐธรรมนูญเขียนเองว่าเรื่องนี้ไม่ผูกพันให้รัฐต้องปฏิบัติ แต่ว่าเป็นข้ออ้างอิงที่รัฐจะใช้เวลาที่จะดำเนินนโยบายจะได้มีฐานอ้างอิงทางรัฐธรรมนูญได้ แล้วได้รายงานต่อรัฐสภา รัฐสภาก็จะได้ ตั้งญัตติซักถามได้

แต่การที่มาบัญญัติเอาไว้ในหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพนั้นแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญมุ่งมั่นจะให้เกิดผล ตีความไม่ให้มีผล ตีความโดยผิดพลาด นอกจากนี้ถ้าดูให้ดี มาตรา 27 บังคับเอาไว้ว่า “สิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะโดยปริยาย โดยแจ้งชัด ผูกพันองค์กรทุกองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมทั้งศาลระบบอื่นด้วยที่จะต้องยอมรับว่ามันมีผล” การตีความตามศาลรัฐธรรมนูญที่ไปฝ่าฝืนมาตรา 27 ในความเห็นของผมทำให้คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญไร้ค่า และอาจจะเกิดปัญหาตามมาอีกหลายประการ ถ้ามีผู้แย้งขึ้นมาภายหลัง ตรงนี้เราก็ต้องรอว่าศาลรัฐธรรมนูญก็อาจจะวินิจฉัยยกเลิกบรรทัดฐานที่ท่านได้ตีความไว้แล้วได้

อยากจะเรียนต่อไปว่า ถ้าหากไม่มีกฎหมายบัญญัติเอาไว้แต่ถ้าเกิดยืนยันว่า “รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ตามกฎหมายบัญญัติ” แต่ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติอะไร แล้วจะใช้สิทธิอย่างไร สิทธิชุมชน คำตอบก็คือเรื่องนี้อยู่ในหลัก ในประมวลกฎหมายของเรานั่นเอง มีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่า

“การใช้กฎหมายถ้าเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรก็ให้ใช้กฎหมาย ลายลักษณ์อักษรตามกรณีที่ต้องตามบทบัญญัติหรือความมุ่งหมายของกฎหมายนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษร ให้ใช้กฎหมายจารีตประเพณี” ถามว่าในเรื่องนี้มีจารีตประเพณีที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชนหรือไม่ ถ้ามีกรณีที่ชัดแจ้ง เช่น ชุมชนที่ดำรงตนเป็นชุมชนมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือก่อนสมัยสุโขทัยซึ่ง ก็มีไม่น้อย ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดชุมพร ตำบลตะโก ซึ่งเป็นเมืองท่าที่จารึกเอาไว้ตั้งแต่สมัยศรีวิชัยถามว่าชุมชนตรงนั้น มีสิทธิชุมชนไหม มีจารีตประเพณีไหม ว่าเขาจะสามารถใช้สิทธิกันได้อย่างไร จารีตประเพณีนั่นที่เป็นสิทธิที่เขาพึงได้รับการคุ้มครองในเรื่องการจัดการทรัพยากร ในเรื่องการจัดการจารีตประเพณีของเขาตามปกติ ถามว่าถ้าไม่มีจารีตประเพณีทำอย่างไร คำตอบก็มีต่อไปอีกเพราะว่ามาตรา 4 ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายทั่วไป ไม่เฉพาะกฎหมายแพ่งเท่านั้น ก็ได้บัญญัติต่อไปว่า ในกรณีไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้นให้ใช้กฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ถามว่าเคยใช้กันมาไหมใช้กันเป็นประจำ แต่เราไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ตัวอย่างที่เห็นคือ เมื่อสมัยก่อนมาตรา 16 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ว่า การนับอายุบุคคลให้นับแต่วันเกิด ถ้าไม่รู้เดือนเกิดให้นับต้นเดือน ถ้าไม่รู้ปีเกิดกฎหมายไม่ได้เขียนเอาไว้ เรื่องนี้ก็ถือกันมาตลอดว่า ถ้าไม่รู้ปีเกิดก็นำเอากฎหมายรับราชการทหารซึ่งบัญญัติว่าเวลาจะเป็นทหาร อายุครบ 20 ปี หรือไม่ ถ้าไม่รู้ปีเกิดก็ให้ดูจากรูปพรรณสัณฐานแล้วคำนวณเอา ก็ปฏิบัติอย่างนี้กันมาตลอด เมื่อปฏิบัติอย่างนี้เราก็ถามว่าในบรรดาพระราชบัญญัติทั้งหลายมีกฎหมายใดบ้างที่รับรู้รับรองสิทธิชุมชนเอาไว้ มีสิทธิที่คล้ายคลึงกับสิทธิ ชุมชนถ้านำเอาบทบัญญัตินี้มาใช้ ซึ่งบทบัญญัติเหล่านั้นมีมาตั้งแต่พระราชบัญญัติมากมาย เช่น พ.ร.บ. คุ้มครอง สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร พ.ร.บ. เกี่ยวกับป่าชุมชน ซึ่งยังไม่บังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่คำนึงถึงสิทธิชุมชน รวมทั้ง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครองท้องถิ่น ซึ่งคำนึงถึงว่าหน่วยงานปกครองท้องถิ่นนั้นมีสิทธิที่จะจัดการทรัพยากร ไม่ว่ากรมป่าไม้หรือใครถ้าจะดำเนินการก็ต้องไปขอความยินยอมจากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นทั้งสิ้น เหล่านี้ถ้าเราตรวจสอบกันอย่างจริงจัง ด้วยการยอมรับว่าสิทธิชุมชนมันยังมีอยู่มันก็บังคับใช้ได้ มีปัญหาอยู่ปัญหาเดียวคือปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจ คือไม่เข้าใจตั้งแต่ต้นว่าสิทธิชุมชนพึงได้รับการเคารพ จึงบอกว่ากฎหมายนี้แม้แต่แรก เพราะปัญหาสำคัญคือองค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ ทั้งหมดที่เป็นความขัดแย้งนั้นไม่คิดว่าเป็นข้อขัดแย้ง

ทางกฎหมาย เพราะข้อขัดแย้งทางกฎหมายแก้ไขได้แต่ความขัดแย้งในเรื่องการยอมรับ การมีอยู่ของชุมชนเป็นความขัดแย้งในการจัดการความรู้ความขัดแย้งในการจัดการที่จะรักษาความรู้สึกรู้รักสามัคคีในประเทศขัดแย้งในเรื่องของการคุ้มครองความเชื่อถือต่อกัน เพราะหน่วยงานของรัฐ องค์กรของรัฐปล่อยปะละเลยให้มีการใช้กลวิธี กลเม็ด ใช้วิธีต่าง ๆ ตามที่พบอยู่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐนั้น ล้วนแล้วแต่ช่วยเหลือกัน ตั้งแต่เอาที่ดินราคาถูกมาขายราคาแพง เอาไปเสนอขายจนปัจจุบันมีคดีหลายคดีที่ตัดสินออกมาแล้ว และคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ไม่ว่าจะเป็นอัยการก็ดี ผู้พิพากษาก็ดี ได้พิจารณาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง

ประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญมากจึงไม่ใช่เป็นประเด็นกฎหมายและรายละเอียด แต่เป็นประเด็นเรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ของชาติ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานมหาดไทย หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยจะต้องเร่งรัดจัดการศึกษาขึ้นขนาดใหญ่ เพื่อทำเกิดความเข้าใจว่าจะจัดการกันอย่างไร ในแง่นี้อยากจะเรียนต่อไปว่า ในแง่ของการ จัดการก่อนที่จะไปถึงคดีทางกฎหมายคงจะต้องใช้หลักการไกล่เกลี่ยหรือหลัก Mediation เสียดายที่ยังไม่เป็นวิชาหลักในมหาวิทยาลัยแต่ต่อไปก็ต้องมีการเรียกร้องกัน ถ้าท่านอัยการสูงสุดท่านเห็นด้วย ท่านก็น่าจะมีหนังสือไปถึงมหาวิทยาลัยว่าบัดนี้มันเป็นปัญหาใหญ่แล้ว เมื่อเป็นปัญหาใหญ่มหาวิทยาลัยก็จะต้องจัดการสะสางวิชาบังคับเสียใหม่ วิชากฎหมายนั้นอย่าไปสอนแค่วิธีพิจารณาในศาลอย่างเดียวต้องคำนึงถึงกระบวนพิจารณานอกศาลและก่อนขึ้นศาลเป็นหลัก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทหรือการว่าด้วยการทำความเข้าใจแก่คู่กรณีที่เกิดข้อพิพาทขึ้น สิ่งเหล่านี้วงวิชาการนิติศาสตร์ ความมั่นคงก็เรียกร้องให้เกิดขึ้น นักรัฐศาสตร์ต้องเรียนในเรื่อง ไกล่เกลี่ย

อยากเรียนองค์ประกอบที่สำคัญและคิดว่าจำเป็นอย่างน้อย ๆ 5 ประการที่จำเป็นจะต้องมีในการไกล่เกลี่ย คือ ถ้าเป็นความขัดแย้งโดยทั่วไปเรามักจะคิดว่าถ้าเป็นความขัดแย้งต้องเอาเรื่องที่คน ๆ นั้นเป็นเจ้าของคือผู้ที่มีสิทธิอย่างแท้จริงที่จะเป็นผู้มาเจรจาแก้ไขความขัดแย้งตรงนี้ผมคิดว่าเริ่มต้นก็เข้าใจผิด เพราะว่าถ้าเอาผู้ที่เป็นกรรมสิทธิ์ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เกี่ยวข้องขัดแย้งกันเอามาเป็นคู่เจรจา ซึ่งไม่เพียงพอ

ต้องขยาย จาก Share Holder ไปสู่ Stakeholder ขยายจากผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงไปยังผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อมด้วย

หลักกฎหมายตราสามดวงการตั้งพระมหากษัตริย์ตั้งโดยหลักอเนกนิกรสโมสรสมมติ คือหลักที่ให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นเข้ามามีส่วนร่วม

ประการที่ สอง หลัก Due Process หลักคำนึงถึงอคติทั้ง 4 คือ การดำเนินการกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องนั้นจะต้องหลอมรวมประโยชน์ทุกฝ่ายเข้ามาโดยคำนึงถึงกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรมยิ่งกว่าผลที่จะเกิดขึ้นว่าต้องเป็นธรรม เพราะผลที่ต้องเป็นธรรมคู่กรณีที่เกิดขัดแย้งกันล้วนแล้วแต่มีความเป็นธรรมตามความเห็นของตนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือต้องเน้นที่กระบวนการที่เป็นธรรม ต้องเน้นกระบวนการยิ่งกว่าผลแตกต่าง จากแนวความคิดของบุคคล ในวงการที่เกี่ยวข้อง จะเห็นว่าถ้าดูกระบวนการรับฟังความคิดห็นหรือกระบวนการประชาพิจารณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเขาคำนึงถึงผลยิ่งกว่ากระบวนการก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติเบื้องต้นแล้วว่าอาจจะแตกต่างกันไปได้

ประการที่ สาม รูปแบบของการตัดสินใจนั้นต้องใช้หลักในพระพุทธศาสนา หลักในการพิจารณาอธิกรณ์ในพระพุทธศาสนา ตามหลักการพิจารณาที่ดี คือ

1. ต้องรับฟัง

2. ต้องให้เหตุผลในการวินิจฉัยของทุกฝ่ายที่จะยืนยันประโยชน์ของตน เป็นกติกาที่ต้องศึกษาเข้าใจ

3. รูปแบบการตัดสินใจต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนรับรู้ด้วยกันทั้งสิ้น

ประการที่ สี่ เราต้องยอมรับว่าในกระบวนการไกล่เกลี่ย ถ้าหากว่ามีกลุ่มที่สำคัญ มีสิทธิยับยั้งการเจรจาได้เสมอ ต้องตั้งอยู่บนหลักอันนี้ไม่อย่างนั้นก็ต้องมีการทัดทานกัน ในที่สุด ถ้าคุณยับยั้งหันหลังให้กับการเจรจาและแก้ปัญหานี้ไม่ได้จริง ๆ ก็จะไม่สามารถปัญหาด้วยการไกล่เกลี่ยได้ต่อไป ต้อง แก้ปัญหาด้วยการระงับข้อพิพาทโดยทางศาล หรือทางองค์กรกลาง

ประการที่ ห้า หลักที่ว่าการตัดสินใจด้วยการไกล่เกลี่ยนั้นต้องมีหลักที่สามารถเปลี่ยนได้ การตัดสินใจในกรณีผลประโยชน์เกี่ยวข้องผลประโยชน์ได้เสีย ต้องยอมรับว่า เมื่อตัดสินใจแล้วเปลี่ยนได้ ถ้าหากมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือ สถานการณ์

เปลี่ยนแปลงไปที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง หลักนี้สำคัญมาก คือหลักนโยบายทุกเรื่องเปลี่ยนได้ด้วยเหตุผล ความชอบธรรมทางการเมืองซึ่งอาจจะ เปลี่ยนแปลงไป

ในแง่ของกฎหมายถ้าหากว่ามาตรการไกล่เกลี่ยทั้งหลายนี้มันใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้แต่ว่าในต่างประเทศที่ผมได้ศึกษาเปรียบเทียบมา ประมาณ 30 ปีก่อนนั้นเขาเป็นอย่างเรา คือเมื่อเกิดเรื่องแล้วเขาก็ประท้วงกันแล้วก็ยิงกันแล้วก็มีรัฐมนตรีตายบ้าง ตำรวจตายบ้าง ประชาชนตายบ้าง เกิดขึ้นเป็นประจำในทุกประเทศ หนัก ๆ ที่สุด ที่แก้กันไม่ตกขณะนี้คืออิสราเอล กับปาเลสไตน์ ประเทศที่รู้จักนำเอา ประสบการณ์มาแก้ไขปัญหาบางประเภทเพื่อจะนำมาดำเนินโครงการขนาดใหญ่โครงการเดียวขาวางกำหนดเวลารับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ว่าควรมีหรือไม่โครงการนี้ ถ้าควรมีควรมีแบบใด ตัวอย่างเช่น การขยายสนามบินแฟรงเฟิร์ต เป็นข้อขัดแย้งใหญ่ในประเทศเยอรมันจบแล้วไปรอบหนึ่งตอนนี้ก็กำลังขยายใหม่ เขากำหนดเวลาว่าจะเจรจากันภายใน 7 ปี และในการเจรจา 7 ปีนี้ตกลงยอมรับว่าจะขยายได้แล้วมีโอกาสเป็นไปได้ 20 Model ใครจะเลือกแบบไหนเจรจาไปมาตอนนี้เหลืออยู่ 5 Model ยังสรุปไม่ได้แต่อย่างนี้หมายความว่าโครงการขนาดใหญ่จะดำเนินไปได้ช้า ไม่สามารถจะตัดสินใจแบบทีเดียวจบได้ แต่เกิดความมั่นคงทางสังคมสูง คือทำให้เสียราคาหรือเสียต้นทุนทางสังคมน้อย เพราะจะเกิดความยินยอมพร้อมใจเกิดการตกลงปลงใจกันร่วมกันอย่างจริงจัง แน่นอนต้องมีคนไม่เห็นด้วย คนไม่เห็นด้วยก็ต้อง ฟ้องศาลว่าในระหว่าง 7 ปีนี้ มีมาตรการต่าง ๆ เช่น

1. ฟ้องศาลปกครอง การฟ้องศาลปกครองคือการฟ้องว่าการดำเนินกระบวนการต่าง ๆ การวินิจฉัย การเจรจา การตกลง การวางแผน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง กฎหมายสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นกรณีอนุมัติของข้าราชการว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายวิธีปฏิบัติทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ ตัดสินใจหรือมีมติในทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย หรือการเรียกประชุมเป็นการเลือกประชุมไม่ครบถ้วน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้เชิญเข้าร่วมประชุมทำให้มตินั้นไม่ชอบหรือเสียงข้างน้อยนั้นถูกปกปิดข้อมูลทำให้ไม่สามารถโต้แย้งได้สำเร็จ ก็ต้องขอให้ศาลเพิกถอนมติเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้ประเด็นข้อกฎหมายมีมาก หากเปิดโอกาสคู่กรณีทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

ได้อย่างจริงจังก็จะสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งไปได้รวมไปจนกระทั่งปัญหาประโยชน์ขัดกันในเรื่องนิติบุคคล การจัดการนิติบุคคล การจัดการการปกครองท้องถิ่นเหล่านี้ ผมคิดว่ามาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่มีมากเพียงพอไม่ว่าจะเป็นถึงขนาดเพิกถอนหรือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอต่อศาล หรือผู้มีอำนาจหน้าที่เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว

2. การขอการคุ้มครองจากศาลยุติธรรม การขอคุ้มครองนั้นเป็นการคุ้มครองในแง่ของสิทธิในทางแพ่งและสิทธิในทางรัฐธรรมนูญได้หลายประการ สิทธิทางแพ่งที่อยากจะเน้นก็คือ กรณีอ้างมาตรา 1137 เรื่องการใช้สิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องไปในทางที่มีแต่เสียหาย หรือเสียหายเกินสมควรแก่เหตุเป็นหลักที่กฎหมายแพ่งหรือศาลแพ่งใช้อย่างกว้างขวางมานานมากแล้ว หรือหลักในการขอคุ้มครองไม่ให้เกิดการรบกวนการ ครอบครองหรือแย่งการครอบครองเพียงแต่เราต้องเข้าใจว่า การรบกวนการครอบครอง

หรือการแย่งการครอบครองเป็นอย่างไร รบกวนการครอบครองหมายถึงการรบกวนตัวเรา หรือรบกวนทรัพย์สินของเราโดยตรง ไม่ได้คำนึงถึงการรบกวนการครอบครองนั้นก็อาจจะมีได้ เช่น การเดินสายไฟฟ้าแรงสูงผ่านที่ดินของเรา หรือใกล้กับที่ดินของเรา หรือไปสร้างโรงงานไฟฟ้า หรือโรงงานปรมาณู ห่างจากที่ดินของเรา ไปเพียงระยะทางเพียง 10 กิโลเมตร อย่างนี้เป็นต้น

ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของชาตินี้ ผมเห็นว่าความขัดแย้ง กฎหมายเป็นเรื่องรอง ความขัดแย้งใหญ่คือเรื่องความขัดแย้ง ความเข้าใจว่าอะไรคือผลประโยชน์ที่แท้จริงของชาติ และผลประโยชน์ที่แท้จริงของชาติ และผลประโยชน์ของชาติทั้งสองฝ่ายนั้นควรจะรับฟังและควรจะเอามาชั่งประโยชน์ได้เสียกันอย่างจริงจังด้วยความรู้รักสามัคคีเพียงใด เป็นเรื่องของ Knowledge Management ซึ่งต้องเกิดทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และในวงนักกฎหมายด้วย


นายวิชช

ขอสรุปสั้น ๆ ว่า การแก้ไขความขัดแย้งของชุมชนในโครงการของรัฐเมื่อขัดแย้งกับผลประโยชน์ของชาติแล้วชุมชนต้องเสียสละผลประโยชน์ของกลุ่มลงและก็ต้อง ได้รับการตอบแทนเหมาะสมกับที่ต้องเสียสละ ซึ่งกระบวนการที่จะได้รับประโยชน์ ตอบแทนหรือไม่คือกระบวนการไกล่เกลี่ย

การไกล่เกลี่ยที่ว่านี้ ถ้าชุมชนอยากได้อะไรแล้วรัฐสามารถให้เขาได้ตามที่ เรียกร้องความขัดแย้งก็จะไม่เกิด

การใช้สิทธิชุมชนที่จะไม่ให้เกิดความขัดแย้งอยู่ที่การพอสมควรแก่เหตุ ว่าการที่เขาทำอย่างนั้น พอสมควรแก่เหตุหรือไม่ การที่จะพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ในการใช้สิทธิของชุมชนนั้นอยู่ที่พนักงานอัยการที่จะต้องใช้ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักว่าการกระทำของเขาพอเพียง สมเหตุสมผลหรือไม่ ถ้ามีการกระทำสมเหตุสมผลก็ไม่ควร สั่งฟ้อง ถ้าไม่สมควรก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง


ศาสตราจารย์ คนึง ฦาชัย

จากการที่ท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิได้แสดงความคิดเห็น สรุปได้ว่าทุกท่าน ยอมรับว่าสิทธิชุมชนเป็นสิทธิที่พึงมีและพึงให้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญถึงแม้จะได้บัญญัติให้สิทธิไว้แล้วก็ตามแต่ว่ายังมีข้อความที่ให้เข้าใจได้ว่าจะยังใช้สิทธิไม่ได้จนกว่าจะมีกฎหมายลูกออกมากำหนดรายละเอียดซึ่งท่านวิทยากรก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยออกมาลักษณะนี้

ปัญหานี้ผมคิดว่าคงจะไม่สามารถทำให้คดีลดน้อยลงได้กลับจะเพิ่มมากขึ้น ยังคิดว่าถ้าหากว่าท่านที่เกี่ยวข้องได้ฟังคำอภิปรายของศาสตราจารย์เสน่ห์ ที่ท่านให้ความหมายค่อนข้างชัดเจน การเป็นชุมชนศาสตราจารย์บวรศักดิ์ ก็บอกว่ามีมาก่อนชาติ ก่อนเป็นรัฐอีกแต่ไม่ค่อยได้มีการศึกษากัน ศาสตราจารย์เสน่ห์ทำให้เห็นภาพชัดว่า การเป็นชุมชนของเรานั้นมีอัตลักษณ์ มีจิตวิญญาณ มีสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างมา เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้าหากทุกคนมองเห็นคุณค่า เอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน จะมีลักษณะเฉพาะตัว เรานึกถึงตรงนี้ บางทีการใช้กฎหมายอาจจะมีความสำคัญ น้อยลง กฎหมายจะเห็นด้วย แต่ถ้าเราสามารถที่จะดึงสิ่งที่เราควรจะภาคภูมิใจให้เห็นชัดแล้วก็ใช้หลักอย่างที่ท่านวิทยากรพูด ว่าในลักษณะที่จะไกล่เกลี่ย เกิดการประสานประโยชน์กัน ระหว่างชุมชนกับรัฐให้เกิดความเข้าใจกันในทางหนึ่งทางใด โดยที่รัฐอาจจะต้องยอม ลดละบทบาทลงมาบ้างทำให้เกิดความเข้าใจของชุมชนให้มากขึ้น และมีบางสิ่งบางอย่าง

ที่รัฐจะสงวนรักษาเพื่อส่วนรวมโดยสุจริต ผมคิดว่าบางทีอาจจะมีช่องทางที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ และอาจจะเป็นทางหนึ่งที่ทำให้คดีลดลงถ้าหากว่าความขัดแย้งใน ชุมชนลดน้อยลงไป

ยอมรับว่าความคิดเห็นที่ท่านวิทยากรเสนอมา และแนวคิดก็เป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์ทั้งในทางวิชาการ ตามที่ได้บัญญัติเป็นมาตราต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และที่ศาลรัฐธรรมนูญแปลความอย่างนั้น เราจะจบลงแค่นั้นหรือว่าเราจะวิเคราะห์ต่อไปว่า การวินิจฉัยนั้นอาจจะเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริงจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ จากความคิดเห็นที่ท่านได้ให้ไว้คงจะเป็นประโยชน์ในทางวิชาการและในทางปฏิบัติ

ผมเชื่อว่าการประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะได้ข้อสรุป ได้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป

………………………………………………


คำบรรยาย

การสัมมนาวิชาการ

เรื่อง

การลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล : ความขัดแย้งในชุมชน

อันเนื่องจากสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติ

หัวข้อเรื่อง “ พหุวัฒนธรรมในชุมชนเป็นการบูรณาการจริงหรือไม่”

เรียบเรียง

โดย

นายวิชช์ จีระแพทย์*

ณ โรงแรมฟอร์จูน ถนนรัชดาภิเษก

กรุงเทพมหานคร

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2546

เวลา 13.30 น. – 16.30 น.

สำนักงานอัยการสูงสุด

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาต


ผู้กล่าวรายงาน

-นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์
อัยการสูงสุด


ประธานในพิธ

-ศาสตราจารย์คนึง ฦาไชย

ประธานกรรมการอัยการ


วิทยากร

-ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ธีรเวคิน

อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย

-รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

-รองศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


ผู้ดำเนินการอภิปราย

-นายวิชช์ จีระแพทย

รักษาการแทนรองอธิบดีอัยการฝ่ายวิชาการ

สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด

กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์

พิธีกร : นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ

ในช่วงบ่ายจะสัมมนาในหัวข้อเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ในการที่จะลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความขัดแย้งในชุมชน อันเนื่องมาจากสิทธิชุมชนกับผลประโยชน์ของชาติดังที่ท่านทั้งหลายได้รับฟังมาแล้วในช่วงเช้าศาสตราจารย์บวรศักดิ์ ได้ปูพื้นฐานในการกำเนิดของรัฐ กำเนิดของชาติ กำเนิดของชุมชน ท่านได้ชี้ว่า ระหว่างผลประโยชน์ของชาติ หรือ National Intersts กับสิทธิของ ชุมชน หรือ Community Right สิ่งไหนสำคัญกว่ากันอย่างไร จริง ๆ แล้วก็มิได้มี คำตอบที่สมบูรณ์ 100 % ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใน 2 เรื่องนี้

ดังนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่ที่พวกเราทั้งหลายจะมาช่วยกันแสวงหาคำตอบว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชุมชนกับโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นผลประโยชน์ของชาติ เช่น การวางท่อก๊าซไทย – มาเลเซีย โครงการโรงไฟฟ้าต่าง ๆ อาทิเช่น โครงการ โรงไฟฟ้า บ่อนอก - หินกรูด ที่ประจวบคีรีขันธ์ หรือโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่จังหวัดสมุทรปราการ หรือโครงการสร้างสนามบินต่าง ๆ ทั้งในประเทศและสนามบินนานาชาติ เช่น โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ หรือโครงการล่าสุด โครงการสร้างถนน

ข้ามทะเลเพื่อเป็นทางลัดจากกรุงเทพมหานครลงสู่ภาคใต้ แทนถนนเพชรเกษม มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ควรสร้าง หรือไม่ อย่างไร

สิทธิชุมชนของประชาชนที่โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้จะต้องทอดผ่านไป ไม่ว่าถนน วงแหวน ทางด่วน ต่อไปอาจมีทางรถไฟสายด่วน มีสนามบินนานาชาติ อย่างของญี่ปุ่น ก็มีนาริตะ ชาวนาริตะก็สู้กับรัฐบาล การท่าอากาศยานของญี่ปุ่นเป็น 10-20 ปีกว่าจะสร้างสนามบินนาริตะได้ ที่เยอรมัน อาจารย์กิตติศักดิ์ก็บอกว่า ก็ต่อสู้กันยาวนานกว่าจะสร้างได้ที่แฟรงค์เฟิร์ต

ผู้ดำเนินการอภิปราย : นายวิชช์ จีระแพทย์

เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันเผชิญกับปัญหาของชนกลุ่มน้อยอยู่ 3 กลุ่ม เป็นกลุ่มที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของคนในชาติได้เป็นอย่างดี คือ

1. กลุ่มชนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 46

แต่ที่เห็นว่าจะต้องรีบแก้ไขปัญหาคือ ชาวมุสลิมใน 4 จังหวัดภาคใต้ซึ่งกำลังมีปัญหาอย่างหนัก

2. กลุ่มชนกลุ่มน้อยที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต่อมารัฐบาลไทยได้ให้สัญชาติไทย ได้แก่พวกญวนอพยพ จีนฮ่ออพยพ ชาวเขาทางด้านภาคเหนือ ชนกลุ่มน้อยมีประมาณ 1 ล้านคน

3. ชนกลุ่มน้อยที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญชาติพม่า เขมร และลาวซึ่งตามตัวเลขแล้วมีประมาณ 2 ล้านคน ปัจจุบัน 2 ล้านคนนี้อยู่ในประเทศไทย มีการกำเนิดบุคคลชั้นบุตรในเมืองไทยแล้ว อีกไม่เกิน10 ปี ข้างหน้าชั้นบุตรจะเกิดเป็นชั้นหลาน คิดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเจอชนกลุ่มน้อยในไทยประมาณ 3 ล้านคน รวม ๆ แล้วคงประมาณ 10 ล้านเศษ ๆ เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

รัฐบาลเดิมก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เรา แก้ไขปัญหาโดยใช้นโยบายผสมกลมกลืนแต่ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้บังคับให้เราใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

วิทยากร:ศาสตราจารย์ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย

กฎเกณฑ์อันหนึ่งของโลกาภิวัฒน์ และการพัฒนาคือการต้องตรงต่อเวลา เป็นปัญหาของชนกลุ่มน้อยด้วยเหมือนกัน ชนกลุ่มน้อยที่ไม่รักษาระเบียบวินัย

หน่วยการเมืองหรือ Unit ในอดีตประกอบด้วย เผ่า (Tribe) ต่อมากลายเป็น อาณาจักร (Kingdom) จักรวรรดิ (Imperial) พอหลังจากนั้นก็เริ่มแตกเป็น feudal และต่อมาก็เป็น Nation State ทั้งหมดที่ยกมาคือหน่วยการเมืองนั้นมีส่วนอย่างยิ่งต่อการทำให้เกิดชนกลุ่มน้อยสมมติอยู่ ๆ ขึ้นมาคนทั้งหมด 5 – 6 กลุ่ม มีการตั้งหน่วยการเมืองขึ้นมาเป็น รัฐ ชาติ ซึ่งจะต้องรวมเอาคนอื่น ๆ ที่อยู่ในหน่วยการเมืองเดียวกัน พื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกันหนีไม่พ้นว่าจะต้องมีหน่วยงานใหญ่ที่ชนะ มีหน่วยงานเล็กซึ่งแพ้และมีความแตกต่างทางเชื้อชาติเผ่าพันธุ์

1. หน่วยงานทางการเมือง ถ้ามันใหญ่ขึ้นมันหนีไม่พ้นการมีคนซึ่งมีความแตกต่างในทางสังคมวิทยาหลาย ๆ ส่วนทั้งทางศาสนา เชื้อชาติ สัญชาติ ก็ทำให้เกิด ชนกลุ่มน้อย

2.การย้ายถิ่นคนจีนย้ายเข้ามาก็เป็นคนกลุ่มน้อยกว่าคนในท้องถิ่นแต่ตอนนี้เริ่มมีปัญหา คนท้องถิ่น เราใหญ่ที่สุดไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่เพราะในอดีตก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 นั้นเรายังไม่เป็นไทย ไทยเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เราเรียนประวัติศาสตร์ไทยมาผิด ๆ จริง ๆ เราเรียกคนทางเหนือว่าลาวพุงดำ เรียกอีสานว่าลาวพุงขาว เป็นลาวไม่ใช่ไทย ทางใต้เรียกว่าเป็นแขก ภาคกลางก็อาจจะเรียกว่าเผ่าไต หรือเรียกว่าชาวอยุธยา ชาวสุพรรณบุรี ไม่มีคำว่าไทย ไทยเป็นคำใหม่เกิดขึ้นในสมัยรัฐชาติ ฉะนั้น การย้ายถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่ง

3. การรบชนะและยึดมาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยใหญ่ ก็กลายเป็นชนกลุ่มน้อย

4. การเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเช่นอยู่ ๆ เรายกทางใต้ให้ มาเลเซียในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังนั้นคนพูดไทยก็กลายเป็นคนมาเลเซีย

ชนกลุ่มน้อยนั้นจะแตกต่างกับชนกลุ่มใหญ่ ประเทศซึ่งมีหลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่ เป็นคนปกครองและกลุ่มน้อยเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจการปกครองของกลุ่มใหญ่นี้คือรูปแบบหนึ่ง รูปแบบที่สอง มีหลายกลุ่ม แต่กลุ่มน้อยที่สุดปกครองกลุ่มใหญ่ รูปแบบที่สาม แต่ละส่วนนั้นใกล้ ๆ กันและพยายามจะสร้างหน่วยขึ้นมา ทุกกลุ่มกลายเป็นกลุ่มใหญ่หมด ทุกกลุ่มกลายเป็นกลุ่มน้อยหมดแต่เผอิญมีบางกลุ่มมีอำนาจรัฐ เช่น กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ กระฉิ่น เบอร์แมน ตองยี และพร้อมที่จะออกที่ 4-5 หน่วย มหาอำนาจบางประเทศก็อยากให้ตายทีละ 4-5 หน่วย นั้นเรื่องนี้ละเอียดอ่อนมากปัญหาก็มีเยอะเพราะหลายกลุ่ม กลุ่มก็ใกล้ ๆ กันไม่แน่อาจจะมาขอให้รับรองเป็นเอกเทศได้หรือเปล่า ความ แตกต่างที่ทำให้คนในสังคมมีความแตกต่างกันคือ

1. ความแตกต่างในเรื่องของ Race ซึ่งไม่แน่ใจว่าไทยเราแปลถูกไหม แปลว่า เชื้อชาติ Race คือมองโกลอยด์ โคเคซอย นิกลอย ส่วนเชื้อชาติไทย จีน เขมร เป็นเผ่าพันธุ์ (Ethnic, Ethnicity) มาเลคือ Ethnic Group ไทยคือ Ethnic Group และยังย่อยต่อไปอีกว่าไทยทางเชียงใหม่ ไทยทางอีสาน ก็ย่อยต่อ ๆ ไปอีก เพราะฉะนั้นคำว่าเชื้อชาติของเราไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร และไม่มีในกฎหมายมีแต่สัญชาติ มีแต่ในทางการ ปกครอง กระทรวงมหาดไทย บอกเชื้อชาติจีน สัญชาติไทย ปัจจุบันนี้ใช้ไม่ได้เลยไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร เพราะถ้าเกิดมารุ่นที่สามแล้วจะใส่ว่าเชื้อชาติใด ก็ใส่ไม่ได้

2. Nationality คือสัญชาติ ซึ่งอเมริกันเรียกว่า citizenship สัญชาติคือบุคคลซึ่งได้ความว่าเป็นสมาชิกของชุมชนการเมืองชุมชนหนึ่ง โดยจะมีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ใดไม่สำคัญในการให้สัญชาติของแต่ละชาติต่างกัน อย่างโรมัน คนที่อยู่ในอาณาจักรโรมัน ก็เป็นคนที่มีสิทธิที่จะได้ความคุ้มครองจากกฎหมายโรมันรวมทั้งมีสิทธิเหมือนคนโรมัน สแกนดิเนเวีย ต้องการความบริสุทธิ์ จะไม่ค่อยให้เท่าไร แต่จีนประกาศเลยว่าคนจีนอยู่โพ้นทะเลที่ไหนก็ตามเป็นจีนทั้งสิ้นจนก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างหนักในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ใน ค.ศ.1965 ตอนพรรค K.P.I พรรคคอมมิวนิสต์แห่งอินเดียถูกฆ่าตายไป

500,000 คน ตอนนั้นคนอินโดนีเซียเชื้อสายจีนถูกฆ่าตายไปเยอะ และจากนั้นมา มีการประกาศโดยโจวเอนไหลว่าคนจีนโพ้นทะเลที่อยู่ในประเทศอื่นนั้น ขอให้ถือสัญชาติประเทศนั้นเสีย และนี่เป็นจุดหนักที่สุด ใครที่ไปเมืองจีนจะไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้เป็นอันขาด เป็นนโยบายหลักของชาติ ไม่ให้พูดเกี่ยวกับคนจีนในเมืองไทยว่าเป็นคนชาติไหนเท่านั้น และตอนที่หม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ ปราโมช เดินทางไปเมืองจีน ในข้อตกลงสนธิสัญญาทำเป็นมิตรภาพ รื้อฟื้นสัมพันธไมตรีนั้น มีข้อหนึ่งระบุไว้ว่าคนจีนซึ่งอยู่ในเมืองไทย ไม่ว่ารุ่นไหนเป็นคนสัญชาติไทย ให้ถือสัญชาติไทย

การให้สัญชาติก็เกิดการนำไปสู่การเป็นชนกลุ่มน้อย คือคนหลาย ๆ เผ่าพันธุ์มาจากที่ต่าง ๆ ก็เป็นสัญชาติเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันถ้าไม่ใช่สัญชาติเดียวกันแล้วมีความแตกต่างกันความรู้สึกอาจจะไม่มี แต่พอเป็นสัญชาติเดียวกันแล้วมีความแตกต่างกันความรู้สึกว่าคนไทยด้วยกันแต่ทำไมต่างกัน ของไทยสัญชาติคือ

1. หลักสายโลหิต คือเกิดที่ไหนก็แล้วแต่เป็นคนไทย บุคคลซึ่งเกิดโดย บิดา

มารดา เป็นคนไทย เกิดในอเมริกา ในอิตาลี ถือว่าเป็นคนไทยหมด หรือเกิดโดยมารดาเป็นคนไทยแต่บิดาไม่ปรากฏ

2. หลักดินแดน เกิดบนแผ่นดินไหนก็เป็นสัญชาติประเทศนั้นแต่มีข้อยกเว้นสำหรับในประเทศไทยเข้ามาชั่วคราว เช่น อพยพเข้ามา ทูตานุฑูตไม่ได้สัญชาติ

3. การแปลงสัญชาติ ไทยใช้ทั้งหลักดินแดนและสายโลหิต ใครเกิดบนแผ่นดินไทยถ้ามาอยู่มีลูกมาก็เป็นคนไทย คนไทยเกิดที่ไหนก็เป็นไทย แปลงชาติก็อยู่ 5 ปี ก็ขอเป็นคนไทยได้ พอเกิด ปัญหาชนกลุ่มน้อยขึ้นมาจะแก้ปัญหาอย่างไรมี 3 แนวทาง

3.1 ไม่ต้องแก้ไข ชนกลุ่มใหญ่กดชนกลุ่มน้อยไปตลอด อย่างประเทศหนึ่งมีชนกลุ่มใหญ่กดชนกลุ่มน้อยโดยฆ่าบ้างจับติดคุกบ้าง

3.2 ใช้กระบวนการบูรณาการ [Integration] หรือลักษณะพหุนิยม [pluralism] ให้ร่วมกันเป็นสหพันธรัฐเดียวก็ตามแต่ว่ายอมรับความแตกต่างและให้การรับรองในความแตกต่างนั้นให้สิทธิเสมอภาคเท่า ๆ กัน บางทีให้สิทธิพิเศษเสียด้วยซ้ำถ้าท่านไปที่เกาะไหหลำ เห็นบ้านสวยงามริมทะเล เป็นบ้านของจีนสร้างไว้พิเศษให้กับคนไหหลำ เชื้อสายมุสลิม อยู่มานานแต่พูดจีนไหหลำเขาจะฟังไม่รู้เรื่องเพราะเขาเป็นอิสลาม เป็นอาหรับ ที่ซันย่ามีอิสลาม เต็มไปหมด ไ ม่กินหมูแต่กินแพะและมีคนเผ่าไทยบนเกาะ

ไหหลำและอยู่มาแล้ว 2,000 ปี เหมือนกัน พวกหลี และบอกว่าภาษาไทยที่เราพูดไม่เหมือนกัน ของเขาใกล้เคียง

3.3 ผสมผสานกลมกลืน คือ หลาย ๆ กลุ่มรวมกันเป็นวัฒนธรรมเดี่ยว หรือ กลุ่มใหญ่กลืนกลุ่มน้อยให้หายไปเลย มีโครงการกล่าวอ้างว่า อเมริกัน เป็นการผสมผสานหลาย ๆ กลุ่ม ไม่ใช่ Boston White Anglo Protestant คนที่มีเกียรติที่สุดในอเมริกาอยู่แถว Boston ต้องเป็นคนขาว White มาจากอังกฤษ Angro Saxon และนับถือนิกาย โปรเทสแตนท์ Protestantism

สำหรับประเทศไทย คนไทยเป็นคน 4 วัฒนธรรม

1. วัฒนธรรมพื้นบ้านในหมู่บ้าน มีความเอื้ออารี มีความเมตตา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่นับถือศาสนาและเผ่าพันธุ์มีภูมิปัญญาพื้นบ้านที่จะเข้าใจปรัชญาของชีวิต

2. วัฒนธรรมอินเดีย ดูชื่อ นามสกุล ดูศาสนาพุทธ พราหมณ์ วิธีการ ปกครองบริหาร แห่บายศรี

3. วัฒนธรรมจีน ส่งแขก (ซ่งเข้อ) ไก (ไก้) นับเลข ก็นับเป็นภาษาจีนและวิธีคิดอย่างจีน

4.วัฒนธรรมตะวันตก ประชาธิปไตย ระบบราชการและถ้าพูดถึง ภาษาจริง ๆ ดั้งเดิมคนภาคกลางเป็นคนที่พูดไม่ชัดที่สุด เหนือ อีสาน ใต้เป็นภาษาแท้ แต่ ภาคกลางเป็นภาษาที่ปนกับภาษาจีน จังหวะการพูดเป็นคำโดด ๆ จริง ๆ แล้วในสมัยอยุธยา สุพรรณบุรีครองแผ่นดินก็พูดสำเนียงสุพรรณบุรี ถ้าใครพูดกลางก็จะเรียกว่า พูดเหน่อ ถ้าหากเมืองหลวงอยู่ทางใต้คนที่พูดชัดที่สุดคือ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี เพราะฉะนั้น Assimilation ของไทยกลืนให้เป็นสูตรเดียวกัน ระบบการเมืองของเราใช้ระบบราชการ ใครจะภาคไหนเป็นใหญ่เป็นโตหมด

ต้นรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยขุนนางซึ่งสืบเชื้อสายสามสี่ชั่วคนเป็นพระ พระยา แล้วกรุงแตกก็ยังอยู่แล้วก็ฟอร์มมาเป็นกลุ่มผู้นำใหม่ ประกอบด้วย 4 เผ่าพันธุ์ ดังต่อไปนี้

1. มอญ สืบเชื้อสายมาจาก พระยาโกษาปาน โกษาเหล็กคือ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก

2. บุญนาค เปอร์เซีย เช็คฮาหมัด

3. จีน ภาษี ทั้งหลาย

4. สิงหเสนี เจ้าพระยาบดินทร์เดชา เป็นพราหมณ์แห่งอินเดีย

เพราะฉะนั้นอัมพวาจึงมีเพลงแขกมอญ คือ แขกเปอร์เซียผสมกับมอญ สมัยต้นรัตนโกสินทร์มอญผสมจีนเยอะมาก จริง ๆ แล้ว มอญ อินเดีย เปอร์เซีย และจีน ก่อสร้างขึ้นมาเป็นอาณาจักรใหม่ เป็นที่น่าแปลกใจที่ไทยสามารถ Assimilate ได้ ทั่วประเทศ ข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยว ปาท่องโก๋ อาหารพวกนี้ก็ทำให้วัฒนธรรมกลมกลืน

5. การแยกตัว คือบังคลาเทศก็ให้ออกไปเลยอยู่อีกประเทศหนึ่ง อันนี้ถ้าไม่เกิดสงครามก็ต้องให้บังคลาเทศแยกไปเลยจากปากีสถาน

6. ทำให้ชนกลุ่มน้อยหายไปเลย

ส่วนของไทยเรานั้นเราต้องการบูรณาการและผสมผสานกลมกลืนเท่านั้น จริง ๆ กระบวนการ Assimilation หรือการผสมผสานกลมกลืนไม่เกิดเฉพาะ เมืองไทย แม้กระทั่งจีนโบราณก็มีกระบวนการ Assimilate การที่ใช้ให้มีภาษาจีนเขียนแบบเดียวกัน แม้ว่าภาษาพูดจะไม่เหมือนกันแต่ก็เป็นระบบเดียวกันเรียนเหมือนกัน สอบเหมือนกัน มีรัฐบาลบริหารเดียวกัน ไทยเราก็ใช้ระบบนี้ ในสภาไทยเรามีกระเหรี่ยง เข้าร่วมกับ ระบบบริหาร ซึ่งตรงนี้เราก็ทำได้

ศาสตราจารย์เสน่ห์พูดถูกที่ประเทศหนึ่งกับ ส.ส. 90 กว่าท่าน จบการศึกษาปริญญาโทกับเอกเกือบทั้งนั้นมองในแง่หนึ่งดูดี แต่ของเราตั้งแต่พูดไม่รู้เรื่องปริญญาขึ้นไป เพราะระบบของเราช้ากว่า ถ้าเมื่อไรก็ตามมีแต่จบ ปริญญาโท ปริญญา เอก ส.ส. สมัยนั้นคงผิดปกติ ยกเว้นเมืองไทยคนจบปริญญาโทปริญญาเอกเกือบทั้งนั้น คือต้องมีหลาย ๆ ระดับเข้ามาของเรา ๆ ประสบความสำเร็จ ใน Assimilation 40 ปีที่ผ่านมาแล้วเรามีการทำวิจัย ได้ถามคนแก่สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหมู่บ้านหนึ่งโดยถามว่า คุณยายลองบอกชื่อเมื่อหลวงต่างชาติมาสัก 3 ชื่อ คำตอบชื่อแรกบอกว่ากรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันคงไม่มีแล้ว เนื่องจากสื่อเราไปทั่วโลกแล้ว

ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการบ่งให้เห็นชัดที่สุดในเรื่องของชุมชนและ ชนกลุ่มน้อย มาตรา 4 “ศักดิ์ศรีของมนุษย์ สิทธิเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความ คุ้มครอง” มาตรา 5 “ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใด เหล่ากำเนิด

คือเชื้อสายเผ่าพันธุ์ ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้โดยเสมอกัน NGO ไปอภิปรายที่สภาบอกว่าระวังพม่าที่เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมือง ถ้าไปจับเขาจะขัดต่อรัฐธรรมนูญไทย มันไม่ใช่ เพราะมาตรา 5 สำหรับ ประชาชนชาวไทย คนต่างชาติไม่มีสิทธิมาอ้าง รัฐธรรมนูญของเรา อ้างปฏิญญาหลักสากลได้ แต่อ้างรัฐธรรมนูญไทยไม่ได้ มาตรา 30 พูดถึงความเสมอภาค ซึ่งสำคัญคือเสรีชน ศาสนา มาตรา 6 บอกว่ากฎหมายใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญบังคับไม่ได้ เพื่อประกันว่าเวลาออกกฎหมายเพื่อกระทบคนกลุ่มน้อยไม่ได้ มาตรา 30 ขัดเพราะว่าไม่มีคำว่าเชื้อชาติในอดีตยังมีปัญหาว่าบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งบิดาเป็นคนต่างด้าว ไม่มีแล้ว เพราะออกมาเป็นบุคคลย่อมมีความเสมอภาคกัน และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน วรรคสองบอกว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน วรรคสามบอกว่าการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่าง ในเรื่องถิ่นกำเนิดเชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สถานภาพทางกายหรือ สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความ คิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้จะกระทำมิได้

ในเรื่องของสิทธิชุมชน มีการพูดถึงตั้งแต่ มาตรา 289 – 290 และมีการพูดถึงสิทธิ ดังกล่าวในมาตรา 56 รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ฉบับ สสร. พยายามที่จะป้องกันหรือพิทักษ์สิทธิของชนความแตกต่างในตัวแปรต่าง ๆ ดังกล่าว ตั้งแต่เพศ ศาสนา อายุ ยกเว้นแต่บางอย่างกำหนดโดยกฎเกณฑ์ตามการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น อายุ 25 จึงจะมีสิทธิ สมัคร สสร.

กล่าวโดยสรุปคือ สังคมไทยในปัจจุบันประสบความสำเร็จในกระบวนการผสมผสานกลมกลืนของเผ่าอื่น โดยระบบเปิดให้สามารถได้ประโยชน์สูงสุด อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา รับราชการ หรือทำธุรกิจ แต่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์ซึ่งอาจจะมีความเฉพาะของตัวหรือมีประวัติความเป็นมายาวนาน เช่น 4 จังหวัดในภาคใต้ก็ใช้วิธี บูรณาการ หรือพหุนิยม ขณะนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์เนื่องจากว่ายังมีปัญหาทางการเมืองอยู่ส่วนหนึ่ง ทางสังคมส่วนหนึ่ง และยังทัศนคติที่มีระหว่างกันกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกับประชาชน 4 จังหวัดภาคใต้นั่นก็อีกส่วนหนึ่ง แล้วจะแก้ไขปัญหาส่วนนี้อย่างไร มีบางคนเสนอว่า ให้เป็นเขตพิเศษจะได้หรือไม่ ให้มีผู้ว่าของตัวเอง แบบนั้นทำไม่ได้ขัดต่อมาตรา 1 ของ รัฐธรรมนูญ ถ้าทำได้ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญและถ้า

ทำอย่างนั้นไม่มีอะไรประกันว่าจะเกินเลยจนกระทั่งกลายเป็นการหลุดออกหรือไม่ซึ่งในส่วนนี้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยคงรับไม่ได้ 4 จังหวัดภาคใต้คือปัญหาที่เราต้องแก้ไข

อย่างหนัก และสิ่งซึ่งจะมีความแตกต่างในอีกส่วนหนึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาคือความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพราะขณะนี้ยังมีคน 10 ล้านคนอยู่ในระดับยากจน

นายวิชช

ศาสตราจารย์ ดร. ลิขิตได้พูดถึงการแก้ไขปัญหาของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยนั้นใช้นโยบายผสมกลมกลืนเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้น 4 จังหวัดภาคใต้ที่ใช้ พหุวัฒนธรรม

ศาสตราจารย์ ดร. บวรศักดิ์ เคยเล่าว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่แขกในเมืองไทย พูดภาษาไทยเมื่ออยู่ที่บ้าน

วิทยากร : รองศาสตราจารย์ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผมบังเอิญกลับมาจาก 4 จังหวัดภาคใต้ ได้คุยกับปัญญาชนท้องถิ่นเขาก็บอกว่าเวลาให้เขากรอกเชื้อชาติเขาโกหกตัวเอง โกหกลูกหลาน คือต้องกรอกว่าเชื้อชาติไทย แต่เขาบอกว่าเขาไม่มีเชื้อชาติไทย เขามีเชื้อชาติมลายู คิดว่าเขาเข้าใจผิดอยู่เหมือนกัน คือกรอกไม่มีทั้งเชื้อชาติไทยและเชื้อชาติมลายู เพราะบางคนดูจากใบหน้าเขาแล้วเป็นอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นโครงหน้า หนวดเครา ดูแล้วน่าจะเป็นอาหรับ ถ้าสืบให้ลึกลงไปอาจจะเป็นเชื้อสายพราหมณ์ อินเดีย เอาเข้าจริง ๆ เขาก็กรอกไม่ได้ว่าเชื้อชาติอะไร อย่างตัวผมเองถ้ากรอกว่าเชื้อชาติไทย นับเข้าจริงแล้วก็มีหลายอย่าง คือ มีจีน ลาวทางภาคเหนือ แม่ก็มีเชื้อสายมาจากชาวไทย สิบสองปันนาเป็นพวกไทยยอง ฉะนั้นก็ยังไม่แน่ว่าจะให้กรอกอะไร และท่านทั้งหลายที่ทำงานด้านกฎหมาย ช่วยหาทางทำให้มันหายไปได้ ก็จะดี

ศาสตราจารย์ลิขิตพูดเมื่อสักครู่ ถึงไทย จริง ๆ แล้วในสมัยโบราณของไทย ไทยก็ไม่ค่อยชาตินิยมกันเท่าไร ชาตินิยมไม่ใช่ลักษณะของไทย คิดว่าคนไทยสนใจชาตินิยม

จริง ๆ ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะเริ่มรัชกาลที่ 6 และสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม สนใจเรื่องชาติและสร้างชาติขึ้นมาเพราะฉะนั้นชาติก็ไม่ใช่ของไทยแต่เดิม แต่สร้างอยู่

บนความเข้าใจ เรื่องเผ่า เผ่าที่เป็นชาติพันธุ์ร่วมกัน ในอดีตแผ่นดินที่เป็นสยามไม่ใช่ ชาตินิยม พระเจ้า แผ่นดินก็ชอบเวลาเฉลิมฉลองอะไรก็ชอบที่จะเห็นชอบที่จะเห็นคน 12 ชาติ 12 ภาษา มาแสดงตัวให้เห็นว่าอยู่ใต้ร่มโพธิสมภาร แม้แต่คำเรียกชื่อมณฑล ก็เรียกตามความเข้าใจไม่ใช่เรียกเพราะดูถูก

และถ้าลองนึกไปในสมัยอยุธยาสมัยพระนารายณ์ Falcon เข้ามาก็ได้เป็น นายก รัฐมนตรี และกรมท่า กรมคลัง มักจะเป็นแขกเป็นจีนทั้งนั้น เพราะฉะนั้น แต่เดิมของคนไทยไม่ได้ ชาตินิยม แต่เริ่มมารับชาตินิยมเมื่อเริ่มอยากเป็นฝรั่ง และคำว่า รัฐชาติ ที่ใช้ กัน จริง ๆ แล้ว คือ รัฐสัญชาติแต่เราถูกสอนมาตลอดเวลา ว่าประเทศไทยรวม เลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย จริง ๆ แล้วคิดว่าไม่มีหรอก ประเทศไทยไม่ได้รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย รวมไม่รู้ก็เลือดเนื้อเข้ามาอยู่ในนี้และรวมมานานแล้วด้วยไม่ใช่เพิ่งมารวม ผมคิดว่าถ้าจะหาไทยแท้ ๆ ของภาคกลางเวลานี้ น่าจะไปหาแถวพม่า ถูกต้อนไปอยู่ ตอนที่กรุงแตก ไปอยู่หงสาวดีบ้าง อังวะบ้าง แต่คนไทยที่อยู่อยุธยา อยู่กรุงเทพส่วนใหญ่ กวาดต้อนมาจากที่อื่น ๆ ทั้งนั้น

ทั้งหมดที่พูดมาเพื่อจะเตือนใจให้เห็นความสำคัญของพหุนิยม คือความแตกต่าง ความหลากหลาย ที่ ศาสตราจารย์ลิขิต พูดส่วนใหญ่เป็นพหุนิยมที่เกิดขึ้นเพราะจารีตประเพณี เกิดขึ้นเพราะธรรมชาติเกิดขึ้นเพราะความเป็นจริง เป็นชาติพันธุ์

1. เราควรจะคิดว่าประเทศไทย ประกอบด้วยรัฐกับประชาชน แต่พอถึง คำว่าประชาชนอยากเสนอว่าเราควรจะมองว่าอาจจะหมายถึงประชาชนที่อยู่กันเป็น ชุมชนอยู่กันเป็นสังคมย่อย ๆ อยู่กันเป็นประชาสังคม ในที่นี้หมายถึงวิชาชีพก็ได้ หมายถึงภาคเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ชาติพันธุ์ หมายถึงคนสนใจ ความคิด ความอ่านอะไรต่าง ๆ คำว่าประชาชนจะต้องให้เสรีภาพเขาในการที่จะรวมเป็นกลุ่มตามแบบที่เขาต้องการ และมีความสามารถที่จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาไว้ได้ ประชาสังคมในที่นี้ รวมถึงกลุ่มศาสนาด้วยกลุ่มนิกายเข้าไปด้วย ต้องพยายามทำให้คนมีที่ ๆ จะยืนอยู่บนสังคมนี้ให้ได้ โดยรักษาความแตกต่าง เอกลักษณ์ ความคิด ความเชื่อ ของเขา แต่เดิมเอา

ไว้ในตัวได้ด้วย ถ้าเราทำให้ทุกคนเป็นไทยเหมือนกันหมดทำให้ความเป็นเอกเทศ ความเป็นอิสระ ความสร้างสรรค์ ของสังคมกลุ่มหนึ่งมันหายไป

2. คำว่าประชาชน อาจหมายถึงคนที่รวมกลุ่มกันเป็นองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น รัฐไม่ควรจะหมายถึงรัฐบาลกลางเท่านั้น ไม่ควรจะหมายถึง กระทรวง กรม และราชการส่วนภูมิภาคเท่านั้น แต่ต้องเห็นถึงว่าประชาชน สามารถที่จะเข้าไปอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องให้มีตัวตนและมีความแตกต่างตามที่ต้องการ ผมเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยไม่ได้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการยอมรับด้วย พหุนิยม เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เหมือนกันมาก ซึ่งไม่ค่อยต่างกัน ที่ให้มีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็เพื่อให้มีการบริหารพัฒนาแต่ละพื้นที่ตามความแตกต่างของ แต่ละพื้นที่ คือ เน้นที่ความแตกต่าง รัฐกลาง รัฐกลางเน้นที่ความเหมือนกันที่มาตรฐาน เน้นประโยชน์ร่วมกันแต่ท้องถิ่นต้องตรงกันข้าม

3. ที่เรียกว่าประชาชน ต้องหมายถึงประชาชนที่ทำมาหากิน ทำเศรษฐกิจร่วมกัน หมายถึงประเทศต้องมีอีกคงคาพยพหนึ่งคือระบบธุรกิจ ถ้าเราพูดถึงประเทศไทย เราไม่ควรคิดว่ามีแต่รัฐกับบุคคลเท่านั้น และรัฐสามารถทำอะไรกับบุคคลก็ได้ และบุคคลจำเป็นจะต้องอยู่แบบเป็นเอกนิยมเหมือนกันหมด เช่นดนตรีไทย จำเป็นไหมที่ต้องมีแบบเดียว รำไทย จำเป็นไหมที่ต้องมีแบบเดียวผม ผมอยู่ลำปาง – เชียงใหม่ตั้งแต่เกิดมาผมก็ห็นว่าดนตรีเขาไม่เหมือนดนตรีไทยดนตรีทางภาคเหนือเป็นดนตรีเครื่องสาย ไม่ใช่เป็นระนาด อะไรมากมาย และคิดว่าดนตรีไทยภาคใต้ก็คงไม่เหมือนกัน รำไทยภาคอีสานก็คึกคัก ว่องไว ไม่เหมือนรำไทยมาตรฐาน

ถ้าหากเราคิดเรื่องพหุนิยมให้มากจะทำให้เราเห็นโอกาสเห็นลู่ทางที่จะทำอะไรใหม่ๆ ได้เยอะ และถ้าเกิดพหุนิยมในระดับภูมิภาคให้มาอาจจะแบ่งประเทศไทยออกเป็น 4 ภูมิภาคได้ อาจจะอิงตามแบบมณฑลที่เรามีมาแต่เดิมก็ได้ ถ้าเราพูดถึงประเทศไทยเราก็จะคิดถึงแค่กรุงเทพฯและจังหวัดอื่น ๆที่อยู่รอบ ๆ แล้วก็เน้นแต่ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ถ้าท่านไปสเปน ท่านจะเห็นในการแนะนำการท่องเที่ยวของเขาว่า แอนดาลูเซียหมายถึงจังหวัดทางตอนใต้ ครั้งหนึ่งพวก Moore เคยปกครอง มีอารยธรรมแบบอิสลามแบบมุสลิมค่อนข้ามาก และเป็นอารยธรรมมุสลิมที่ผสมกับอารยธรรมยุโรป พอไป แมดริค


มาเซโลนา ก็ให้เท่ากับไปสเปนแล้วก็ยังมีเมืองสเปนเล็ก ๆ อีกหลาย ๆ สเปน เวลาที่จะใช้ที่สเปนก็จะขยายออกไป

ประเทศไทยเราก็เหมือนกันถ้าเราส่งเสริมพหุนิยมในระดับภูมิภาค หรือ อนุ ภูมิภาคให้มากขึ้น อาจจะอยู่แถบอันดามันสัก 3 วัน อยู่แถบล้านนาสัก 3 วัน อยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาสัก 3 วัน อยู่แถบลุ่มน้ำโขงสัก 3 วัน พอแบ่งออกเป็นแบบนี้ประวัติศาสตร์ของเราก็ต้องมีการรื้อฟื้นครั้งใหญ่ เรามีประวัติศาสตร์แบบคับแคบมาก ๆ เรารู้แต่เรื่องของส่วนกลางเท่านั้น บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากวัดพระธาตุลำปางหลวง จังหวัดลำปาง ผมคิดว่าเป็นวัดที่เป็นโบราณสถานที่สวยมาก เป็นแบบล้านนา ที่สวยที่สุดในประเทศไทย แต่ถามว่าทราบประวัติอะไรของวัดนี้หรือเปล่า ไม่ทราบเลย แต่ถ้าถามถึงวัดพระแก้ว วัดโพธิ์ พอจะตอบได้ บางวัดในกรุงเทพทราบประวัติความเป็นมามากกว่า แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ที่ลำปางแล้วทราบเรื่องลำปาง ทราบประวัติล้านนา บางทีอาจทำธุรกิจ ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้ และถ้ามีความรู้ในเชิงภูมิภาค วัฒนธรรมแล้วก็สามารถออกแบบให้ชาวต่างประเทศ หรือคนไทยด้วยกันเที่ยวทางเหนือ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ได้ด้วยจำนวนวันที่มากกว่าเดิมเยอะ ด้วยความที่เราไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์แบบนี้ ผมเคยงงที่จังหวัดลำพูน จะฉลองหริภุญชัย 1,400 ปี งงว่าทำไมลำพูนแก่กว่าประเทศไทย ลำพูนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แต่ประเทศไทยที่ผมเรียนมาเริ่มสมัยสุโขทัย หรือ นครศรีธรรมราชผมไปพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช อายุ 1,200 ปี ทำไมวัดไทยที่คิดว่าไม่เก่าแต่จริง ๆ แล้วมีวัดเก่า ๆ แบบนี้มาก เมื่อก่อนอยู่ในดินแดนที่ไม่ใช่ประเทศสยาม เราสนใจแต่ประวัติศาสตร์ไทย เราจึงเรียนประวัติศาสตร์แบบแคบที่สุด เราเรียน ประวัติศาสตร์ไม่เหมือนฝรั่งเรียนประวัติศาสตร์ของชาติตนเอง ถ้าเยอรมันเขาเรียนประวัติศาสตร์เยอรมัน ก่อนอื่น ๆ เขาต้องเรียนกรีก เรียนโรม แล้วถึงจะมาเรียนเยอรมัน เขาเข้าใจมารดาแห่งอารยธรรมของเขา แล้วก็จะเห็นความเชื่อมโยงของ เพื่อนบ้าน จะให้ความรู้สึกอะไรที่แตกต่างกันเยอะ เห็นว่าเกิดมาจากมารดาอารยธรรมใหญ่รวมกัน

ประวัติศาสตร์ไทยเราเรียน ไม่ทราบว่ามาจากไหน รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย บางสายก็บอกว่าอพยพมาจากเผ่าซาไก มาจากเชื้อสายบริสุทธิ์จริง ๆ คือมีกองทัพม้าอะไรล้อมเอาไว้หมดและพวกที่มาเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์อพยพมาไม่ผสมกับ ใครเลย เดินทางไกลมากและมาอยู่ที่ดินแดนที่เป็นด้ามขวานนี้ ไม่เกี่ยวกับใคร ยุ่งอยู่

อย่างเดียวคือกลัวว่าเพื่อนบ้านจะมาเอาเราเป็นเมืองขึ้น ประวัติศาสตร์เราก็เลยเขียนแต่เรื่องรบกัน ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีผลต่อการกำหนดโยบายในต่างประเทศด้วย เพราะเข้าใจ

ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นปรปักษ์กันหมด ถ้าหากว่าเราต้องการได้การ ท่องเที่ยวที่ดียิ่งขึ้น ต้องการความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านดียิ่งขึ้น ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียนเรื่องไทยเป็นพหุนิยมยิ่งขึ้น ผมคิดว่าถ้าเรียนแบบพหุนิยมที่บอกว่าประเทศไทยเริ่มต้นมีเมืองหลวงแห่งแรกที่สุโขทัย ไม่ถูก สุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย อย่างน้อย ที่สุดในขณะนั้นเชียงใหม่ก็เป็นราชธานีเหมือนกันและสุพรรณบุรี อยุธยาตอนนั้นก็เป็นกึ่งอิสระจากสุโขทัย ลาวที่อยู่ในบริเวณที่เวลานี้เป็นประเทศไทยของเรา คิดว่าในเวลานั้นยังไม่ใช่มีรัฐเป็นศูนย์กลาง อำนาจศูนย์เดียวเป็นสุโขทัยมาแต่เดิม

ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต

ขอเพิ่มในเรื่องเชื้อชาติ ตวนกู ตุนละหะมัน เคยบอกกล่าวไว้ว่า ท่านเป็น ชาวสยาม แต่ไม่ใช่คนไทย เพราะเป็นมาเลเซีย แถวแหลมทอง เขาเรียกสยาม Siam หมายถึงภูมิศาสตร์เป็นการเรียกโดยตรงจริง ๆ เป็นอวตารองค์หนึ่งของพระศิวะ มีพระวรกายเป็นสีนิล คนท้องถิ่นมักจะผิวคล้ำ นัยสำคัญว่าเป็นชาวสยามหมดแต่เป็นไทยหรือเปล่าไม่ทราบเพราะอาจจะมีหลาย ๆ เผ่า

สมัยก่อนทหารถ้าจะเข้ามา จปร. บิดา - มารดาเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย แต่ก็มีปะปน มาภายหลังเปลี่ยนเป็นบิดา – มารดาต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด เกิดมีคนหนึ่งแม่เป็นต่างชาติ พ่อเป็นไทย ในการรบสมัยนั้นมีปัญหามาก

คำว่าไทยเป็นเผ่าพันธุ์ ฝรั่งเศสรังเกียจคำนี้มาก เพราะเราเปลี่ยนจากสยามมาเป็นไทย-แลนด์ ไทย – แลนด์ คือ Land of Thai ยุคนั้นเป็นยุคจอมพล ป. พิบูลสงครามต้องการจะสร้างจักรวรรดิ โดยบอกว่า “พี่น้องเผ่าไทยของเราที่อยู่ในยูนาน ในอาหม อยู่ในเวียดนาม ในลาว เขมรวันหนึ่งต้องกลับมาอยู่ภาคใต้ ไทยแลนด์ เพราะฉะนั้นเวลาเราประกาศสงครามกับอังกฤษ พอเราแพ้สงครามเขาบังคับให้เราเปลี่ยนจาก ไทยแลนด์ ไปสู่สยาม เราก็เปลี่ยนไปเป็นสยาม พอตกลงเรียบร้อยแล้วเราก็เปลี่ยนกลับ


มาเป็นไทยอีก และเขาจะเรียกคนที่อยู่บนขวานทองว่า ไทยแลนด์เดอร์ ภาษาอังกฤษ Thailander ไม่ใช่ไทย

ผมไปประชุมอยู่นานเรื่องไทยศึกษา นักวิชาการจีน 20 คน พูดเหมือนกันหมดว่า ยูนานอยู่มา 2,000 ปี ไม่เกี่ยวกับไทยในสมัยก่อนคนถือพาสปอร์ตไทยเข้าอาหมไม่ได้เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะเขากลัวเราเข้าไปยุชนกลุ่มน้อยในอาหม คำว่า ไทยจึง หมายถึง เผ่าไต แต่ถ้าคนในขวานทองเรียกไทยแลนด์เดอร์

เรื่องเชื้อชาติ ก็ต้องเป็นเชื้อชาติไทย ศาสนาก็ต้องพุทธ พุทธมี 5 ประเภท

1. พุทธสำมะโนครัว 90 %

2. พุทธไสยศาสตร์ 90 %

3. พุทธพิธีกรรม 80 %

4. พุทธทานิ %

5. พุทธปรัชญา 2 %

กรมศิลปากร เคยเอาการร่ายรำแบบไทยมาทำ รำวงมาตรฐาน ในอีสานไม่ใช่มาตรฐาน มาตรฐานต้องกรมศิลปากรกำหนด กรมประชาสัมพันธ์ ไม่ทราบว่าคิด อย่างไรถึงให้ผู้อ่านข่าวไปสอบใบผู้ประกาศ ในมาตรา 30 วรรคสามบอกว่าการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งภาษา ถ้าผมพูดไทยแล้วเหน่อก็ยังเป็นภาษาไทยในสมัยที่สุโขทัยเป็น ราชธานี เม็งรายเป็นเพื่อนพ่อขุนรามคำแหง ไม่มีกฎหมายฉบับไหนภาษาไทย ไม่ชัด คืออะไร จะเอาอะไรเป็นหลัก แต่ก็ละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรคสาม

การพูดภาษาไทยให้ชัดไม่มีรูปแบบภาษาที่ถูกต้อง อย่างภาษาอังกฤษ พูดได้ตั้งไม่รู้กี่สำเนียง ไทยเราก็อย่าไปถึงกับขนาดต้องไปสอบและให้ออกเสียงชัดตรงมากมายอะไร ควรจะเป็นไทยที่มีความหลากหลายให้มี Substance ทำไมผมจะบอกว่ามัน มากมายไม่ได้ ทั้งที่ก็ยังมีภาษาอังกฤษต่อท้ายได้ ภาษาไทยที่จะสร้างมาใหม่น่าจะเปิดรับภาษาถิ่นเข้ามาด้วย แต่ก็คงไม่ต้องไปบังคับถ้าหากว่าคนนิยมชมชอบก็จะติดปากติดหู

ขึ้นมาเอง เช่น แห้ว ฮิต กึ๋น อะไร พวกนี้ ให้มันเป็นพหุนิยม แต่อะไรที่เป็นทางการก็อย่านำมาพูด เพราะคนฟังยังไม่เข้าใจ

ในสมัยผมเด็ก ๆ นั้น ผมได้แห่ธงกลางคืนก็แห่คบเพลิงแต่งชุดลูกเสือด้วย ผมชอบมากเปิดหมวกลูกเสือเหมือนทหารรบแล้วก็ร้องเพลง “24 มิถุนายน มหาศรีสวัสดิ์

ปฐมฤกษ์ แห่งวันรัฐธรรมนูญของไทยเริ่มระบอบแบบอารยประชาธิไตย ทั่วราษฏรไทยได้สิทธิเสรี สำเริงสำราญบันเทิงเต็มที่ เพราะชาติเรามีเอกราชสมบูรณ์” 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา จอมพลสฤษฏ์ ปฏิวัติ 16 กันยายน 2500 ปฏิวัติครั้งแรก และปฏิวัติครั้งที่ 2 20 ตุลาคม 2501 ก็เปลี่ยน ยกเลิก 24 มิถุนายน ไปเลยเพราะเป็นเรื่องของราษฎร และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่านก็ได้ไปอยู่ญี่ปุ่น จริง ๆ แล้ว 24 มิถุนายน ในสมัยนั้นถือเป็นวันชาติ

อย่างที่พูดกันว่าภาษากรุงเทพฯ พูดใน ภาษาปักษ์ใต้พูดนอก พอเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯอายที่สุดถ้ารู้ว่ามาจากต่างจังหวัด ใส่รองเท้าหนังถ้ามันกัดห้ามแสดงความเจ็บปวด เพราะเขาจะว่าบ้านนอกไม่เคยใส่รองเท้าหนัง พอเขารู้ว่าเป็นคนใต้อายมาก หลัง ๆ เริ่มมีศูนย์ทักษิน ศูนย์อะไรต่าง ๆ คนกรุงเทพทำให้อายว่าไม่ใช่คนในกรุงเทพฯไปทำให้เขาเกิดปมด้อย ลูกจีนต้องอายความเป็นจีนไม่พูดเลย

แต่ปัจจุบันนี้คนที่ด่าคนจีนที่เข้ามาใหม่ จีนลูกหมู คือคนไทยเชื้อสายจีน พูดแล้วเหมือนสะใจที่ตนเองได้เป็นไทยความรู้สึกของเขาคือด่าเจ๊กมาก ๆ ตัวเองเป็นไทย มากขึ้น

นโยบายต่อต้านจีนในยุคจอมพล ป. ผู้ที่คิดคือคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งอยากจะเป็นไทยมาก ต่อต้านจีนเลย คือหลวงวิจิตรวาทการ ชื่อเดิม กิมเหลียง

วิทยากร :รองศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้าหากว่าเรื่องที่พูดคุยนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในสังคม ก็น่าจะเป็นเรื่องที่คุยกันได้และให้ความรู้อย่างมหันต์ แต่การชี้ว่าอะไรผิดอะไรถูกบางกรณีเป็นกฎหมาย กลายเป็นกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ กลายเป็นอำนาจที่ชี้ถูกชี้ผิดแก่คนได้

ถ้าเรามองดูว่าปัจจุบันเราปฏิบัติการอย่างไรในทางกฎหมายท่านทั้งสองที่กล่าวมาข้างต้นก็มีบทบาทในทางการเมืองของประเทศ ถ้าหากเราไม่สามารถยกระดับการเมื่อให้มีพื้นฐานหรือพูดคุยด้วยความรู้ความเข้าใจ การเมืองของเรากับความรู้ในสังคมก็จะเป็นคนละเรื่องกัน และการเมืองที่เป็นอยู่ก็กลายเป็นการเมืองที่วกกลับมายึดหลักที่เรียกว่าเอกนิยมเหมือนเดิม

เหตุใดสถานการณ์การพัฒนาอย่างที่เราอยู่ขณะนี้ ที่เรียกว่ากระแสโลกาภิวัฒน์ ความรู้ของเราต่อสถานะของประเทศที่มีประวัติแห่งพหุนิยมก็พอจะมีพอสมควร เหตุใดจึงมีแนวโน้มการย้อนกลับไปยึดหลักเอกนิยม และหลักเอกนิยมนี้เองที่อ้างอิงตำนานแห่งรัฐซึ่งเป็นรัฐเชิงเดียว ถ้าหากเวทีการเมืองการตัดสินใจของประเทศมาช่วยกันพิจารณาว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อจะศึกษาประวัติศาสตร์ของไทย สังคมของไทยใหม่ ดังที่ท่านได้ปรารภขึ้นมาก็จะเปิดพรมแดนและความเข้าใจสังคมไทยมากกว่าเพียงดูว่า ปัตตานีเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน มากกว่าจะไปดูว่าพวกที่ร้องเพลง ไม่ได้ถ้าจับได้ศาลก็จะบอกว่าไม่ใช่คนไทย ผมคิดว่าเรายังอยู่เผชิญกับช่องว่างอย่างกว้างมากระหว่างความเป็นจริงทางการเมือง ความเป็นจริงในการใช้กฎหมายความเป็นจริงเรื่องระดับความรู้ความเข้าใจ

ผมเด็กบ้านนอกเหมือนกัน เวลาจะถามอาจารย์ในห้องเรียนห้ามใช้ภาษาเหนือถ้าพูดคำหนึ่งถูกปรับคำละ 25 สตางค์ คือก็ยอมรับว่าเป็นมาตรฐานแต่รู้สึกว่าเราจะพูดภาษากลางถามอาจารย์ เพื่อนก็เฮเพราะพูดเหน่อ พูดภาษาเหนือก็จะถูกปรับ อาจารย์ภาษาอังกฤษของผมตอนนี้ก็ไปเป็นฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย รู้สึกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เรื่องแต่มีความสุข เพราะว่าฝรั่งจับไม่ได้ว่าเราเหน่อ หรือเขาเห็นว่าเหน่อแต่ก็ไม่เอาเป็นเรื่องเป็นราวอาจจะเป็นที่มาอันหนึ่งที่ทำให้ผมไปฝึกภาษาอังกฤษกับเขา

ผมเข้าใจว่าการพูดประวัติศาสตร์แบบพหุนิยม และปัญหาบูรณาการของประเทศที่เป็นหัวข้อที่นำมาพูดในวันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพูดในบริบททางประวัติศาสตร์ทางสังคม ทางการเมืองของไทย ถ้าหากเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้หนักแน่น และไม่สามารถโยงความเข้าในเหล่านี้ให้เข้ากับกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองปัจจุบันซึ่งอ้างกลับไปเหมือนมีเพียงแบบเดียว มาตรฐานเดียวความเข้าใจสาธารณะเป็นสิ่งที่

สำคัญที่สุดในประเทศไทย ในการเมืองไทย เพราะดูเหมือนจะเป็นปัญหาด้วย จุดนี้จึง คิดว่าเราเผชิญสถานการณ์ที่ยุ่งยากมาก และไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะปราบกันด้วยหลักเกณฑ์เพียงความประทับใจที่เรามีกันอยู่ทั่ว ๆ ไป สถานการณ์ที่เราเผชิญก็คือว่าเหตุใดรัฐ

ที่เรามีแผนพหุนิยมมากนี้จึงยังเป็นหลักอ้างอิงหลักเดียวเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อิงกับหลักพหุนิยมทางสังคม ไม่ได้อิงหลัก พหุนิยมทางวัฒนธรรม หรือมีก็ยังน้อยมาก แต่ถ้าหากไปดูรัฐธรรมนูญก็มีฐานความคิดที่กว้างกว่าเดิม หลักฐานในรัฐธรรมนูญเปิดให้เรา ยอมรับความหลากหลายของพหุนิยมทางสังคม พหุนิยมทางวัฒนธรรมมากขึ้น กฎหมายที่ตามมาภายหลังต่างหากที่ยังไม่ทัน วิธีปฏิบัติทางการเมืองของเราดูจะ ล้าหลังมาก ๆ กับสถานการณ์ของการแปลเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง ที่ผมพูดไปส่วนแรกก็คือว่า เราเผชิญกับภาวะความเสี่ยงอันตรายทางการเมืองความเสี่ยงอันตรายของโอกาสของประเทศซึ่งมีฐานหลากหลาย ความเสี่ยงอันตรายที่จะทำลายความหลากหลายเหล่านั้นด้วยการอ้างประโยชน์แห่งชาติ ในความหมายที่แคบมาก และจะไม่พูดถึงความเสี่ยงอันตรายที่จะไม่มีโอกาสได้ใช้ความ หลากหลายทางวัฒนธรรมในเชิงของการท่องเที่ยว ความเสี่ยงอันตรายซึ่งการตัดสินใจหลายอย่างมีโอกาสที่จะไปซ้ำเติมช่องว่างที่มีรากลึกอยู่แล้วระหว่างคนต่างศาสนา คนต่างกลุ่ม ต่างชาติพันธุ์ทางสังคมด้วยการเมืองที่เพียงเพื่อตอบสนองกับสถานการณ์ของอำนาจที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา

ขออนุญาตมองจากมุมของผม พวกสังคมวิทยาเวลามองเรื่องพหุนิยมกับเรื่องบูรณาการจริง ๆ เราควรจะมองว่าสำนึกของคนบนผืนแผ่นดินนี้ในกรณีของคำว่า Siam สำนึกของคนบนผืนแผ่นดินนี้กับคำว่าประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 100 กว่าปีมานี้ ขอเน้นเพียงบางยุคบางสมัย คำเหล่านี้ได้กลายเป็นคำที่มีบทบาททางการเมืองอย่างมากและสำคัญสมัยก่อนโน้นที่เรามีอาณาจักรหลากหลาย รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก กล่าวว่าถึงอาณาจักรหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นอาณาจักรอยู่ในยุคสมัยที่มีความหลากหลายของประวัติศาสตร์ของคนบนผืนแผ่นดินสยาม เริ่มจะมีความสำคัญในการรวมประเทศในสมัยที่เราเรียกว่าการสร้างอาณาจักรเหล่านั้นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใต้รัฐชาติ ประชาชาติ ความเป็นชาตินิยม หรือความผูกพันกันทางสายเลือดก็ดีสมัยรัชกาล ที่ 4 –5 –6 คิดว่า สถานการณ์ตอนนั้นค่อนข้างชัดเจน เป็นการรวมผนึกแผ่นดิน

ให้รัฐประเทศชาตินั้น เข้มแข็งพอที่จะต่อกรกับประเทศตะวันตก อำนาจของการรวมระบบทหาร ราชการแผ่นดินเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมไปถึงพุทธศาสนา และกลไกการดูแลทางด้านศาสนาทั้งหลาย ล้วนแต่โยงกับประเทศสยามที่รวมกัน เรียกว่า

รัฐชาติทั้งนั้น กระบวนการนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้นจนถึงปี 2470 กว่า หรือ 2480 กว่า ๆ ท่านอาจจะนึกถึงกรณีครูบาศรีวิชัย กรณีที่คนที่มีความคิดทางศาสนา ตามหัวเมืองหลายแห่ง ยังถูกปฏิบัติจากรัฐบาลกลางอำนาจรัฐที่เป็นแกนหลักของประเทศ เป็นอำนาจที่ทวีความสำคัญ คือ

1. ยุคการสร้างรัฐชาติและเผชิญกับการคุกคาม

2. ยุคเร่งรัดพัฒนาประเทศ พัฒนาฐานเศรษฐกิจ สังคม แห่งชาติ

3. ยุคปัจจุบัน คือยุคโลกาภิวัฒน์

ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมองเห็นว่าอำนาจที่ทำให้เราจะต้องอ้างอิงทิศทางการใช้กฎเกณฑ์กติกาทั้งหลาย มองรัฐเป็นรัฐเชิงเดียว ไม่สามารถจะยอมรับความหลากหลายของชาติพันธุ์ วัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ง่ายนัก จาก สถานการณ์เหล่านี้

ยุคที่คลี่คลายไปมากคือยุคที่เรายอมรับว่าเรามีสงครามกลางเมือง มีการ ปราบปรามผู้ก่อการร้าย เรายอมรับว่าได้สร้างปัญหามากกว่าที่ควรจะเป็นด้วยการอ้างอำนาจรัฐส่วนกลาง แต่มีปัญหาค้างอยู่ว่าเหตุใดโลกที่เราเข้าใจว่าเป็นโลกกว้างขึ้นนี้ ภาวะจิตใจในการมองปัญหาของเรายังคับแคบ ในส่วนนี้คิดว่าเราคงจำเป็นต้องหันมาพลิกสถานการณ์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเรา เราจะมีทางใดที่จะก้าวออกจากความขัดแย้งในการพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม ในการแก้ไขปัญหาความหลากหลายและผลประโยชน์ของชาติตอนนี้

ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต

ถ้าเราจะพูดถึงปัญหาชนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ อาณาจักรหรือรัฐชาติ จะถูกกระเทือนมากถ้าถูกอีกประเทศหนึ่งโจมตี มีสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อิรักถูกประเทศมหาอำนาจโจมตีสงครามภายใน (Internal War) คือความขัดแย้งในอุดมการณ์ เช่นเวียดนามเหนือเวียดนามใต้ หรือชนกลุ่มน้อยรบกัน ข้อเท็จจริงก็คือว่า 4 จังหวัดภาคใต้ ถ้าพูดในลึก ๆ อย่าง ภูเก็ต ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ก็มีลักษณะพิเศษของมันเอง แต่ตั้งแต่มีการรวม เป็นประเทศไทย ปี 2443เราสูญเสียดินแดนไปประมาณเท่าหนึ่งของปัจจุบัน เสียให้ฝรั่งเศส 1 ครั้ง อังกฤษ 4 ครั้ง ที่เหลือในปัจจุบันนี้ยังมีบางส่วนที่เกิดจากการลากเส้นของรัฐชาติ เพาะฉะนั้นจึงรวม 4 จังหวัดภาคใต้ไปด้วย แต่ที่เราหลุดออกไปจากอังกฤษคือไทรบุรี เพื่อแลกกับการกู้เงินสร้างทางรถไฟ 4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิงค์ เกาะมาร์ในสมัยก่อนก็เป็นของไทยเรา ข้อแรกต้องยอมรับความจริงก่อนว่า สภาพที่คนท้องถิ่นนี้ ที่พูดภาษายาวีอยู่ ๆ เขาไม่ใช่คนที่ย้ายมาจากประเทศอื่น อยู่ที่นั่นมานานแล้ว แต่เราแผ่อำนาจไปครอบคลุมตรงนั้น เราก็ต้องปกครองดินแดนตรงนั้น ประการที่สองคือ ต้องเคารพในความเป็นเอกลักษณ์พิเศษของคนที่อยู่ตรงนั้น โดยทางศาสนา วัฒนธรรม หรืออะไรต่าง ๆ ที่เป็นของเขาเอง เราต้องเคารพ ประการที่ สาม มีเงื่อนไขว่าถ้าอยู่ในรัฐชาติเดียวกัน สิ่งสูงสุดคือความภักดีต่อหน่วยการเมือง มีความภักดีว่าเขาเป็นคนไทย แต่รักษาไว้ซึ่งความแตกต่าง นั้น อย่างนี้ได้ แต่ถ้ามาถึงจุดที่ว่าไม่ใช่คนไทย เช่นกระเหรี่ยงบอกว่าตนไม่ใช่พม่า ก็กลายเป็นปัญหา คำถามคือ ถ้าไม่ยอมรับแบบนี้มีทางออก 2 อย่าง คือ หนึ่ง ไม่ยอมรับก็ย้ายออกไปแต่เขาก็อยู่มานาน แล้ว สอง ไม่ยอมรับก็ให้มีสิทธิกลุ่ม เช่น ให้มีตัวแทน สส.กลุ่มวาดะห์ เป็นการเปิดกว้างที่ให้สิทธิตรงนี้ เช่น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีโควต้าพิเศษ เป็นได้หรือไม่ที่ ผู้ว่าราชการจังหวัด 4 จังหวัดนั้น คงต้องใช้วิธีคัดสรรอีกแบบหนึ่ง

ประเด็นสำคัญคงต้องพูดไว้ว่า คงต้องรักษาความเป็นรัฐเดียวไว้ ตามมาตรา 1

ซึ่งก็รักษาไว้ตามอำนาจแห่งอธิปไตย และอำนาจแห่งศูนย์กลาง แต่จะต้องมีหลักประกันว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิของชนกลุ่มน้อย สิทธิทางศาสนาต่าง ๆ นั้น

ต้องมีการรับประกันอย่างแข็งขัน และปัญหาที่เกิดขึ้นมาจริง คือ เจ้าหน้าที่

ที่ส่งไปนั้นใช้ไม่ได้ ไม่ได้เข้ากับประชาชน และสร้างความเป็นศัตรูกับประชาชนเป็นอย่างมากคนที่บอกนี้คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่ทางปกครอง

ทางตำรวจปฏิบัติกับประชาชนแย่ที่สุด เพราะฉะนั้นความเป็นศัตรูจึงเกิดขึ้น

คำถามก็คือ ถ้าหากว่ามีนโยบายที่ถูกต้อง มันก็สามารถที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นคนไทย ภักดีต่อชาติไทย แต่คนบางส่วนมีความรู้สึกตรงกันข้าม ต้องกลับมาถามเราเองว่านโยบายถูกหรือไม่ นโยบายอาจจะถูกแล้วเจ้าหน้าที่ปฏิบัติถูกหรือไม่

ผมคิดว่าการคัดสรรตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ จะต้องทำเป็นพิเศษ

คงมองข้ามความจริงไปไม่ได้ว่าหลายอยางที่เกิดขึ้นนั้นมาจากข้างนอก

แต่ไม่กล้าพูด ไม่อยากจะพูด เพราะเกรงความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้าน จากข้างนอก

ซึ่งบางทีก็ให้การฝึกอบรม ให้การศึกษาถึงตะวันออกกลาง มีกระบวนการ

ที่เรียนปกติและมีอย่างอื่นด้วย เป็นกระบวนการในส่วนเราต้องจัดการนโยบาย

ต่างประเทศด้วยและที่สำคัญต้องรักษาผลประโยชน์ที่เปิดและเอื้อต่อคนในท้องถิ่น

และคนทุกคนในไทย คือคนไทย กระเหรี่ยงจะไม่พูดว่าเขาเป็นพม่าด้วยความภาคภูมิใจ แต่เราสามารถพูดได้ว่าเราเป็นคนไทยด้วยความภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นคำว่า “แขก” ต้องระมัดระวังให้มาก คำว่า “เจ๊ก” ก็ต้องระวัง ถ้าเป็นฝรั่งก็เรียก “ฝรั่งมังฆ้อน”

ดังนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องระมัดระวัง จริง ๆ ชื่อทางการคือ ชาวไทยอิสระ ไม่ใช่ “แขก”

ขอกล่าวย้ำๆ ตระกูลบุนนาค เปอร์เซีย มาจาก เช็คอาหมัด ก็เป็นชาวไทยอิสลาม ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นพุทธใน แผ่นดินบรมโกฏิเมื่อมีการถูกล้อเลียน สิงหเสนี

ก็เป็นแขกอินเดีย อมาตยกุลก็เปอร์เซีย บุรณศิริ เป็นแขกอินเดีย ศิวายะพราหมณ์แขกอินเดีย เดชาสถิตย์ กรมท่าซ้าย แซ่ฉั่ว จีน พิศลยบุตร มาจากจีน

ดังนั้นใน 4 จังหวัดภาคใต้ถ้าเปิดกว้างไม่ว่าจะมาจากชนกลุ่มใดก็จะได้รับการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 30 วรรค หนึ่ง สอง สาม และวรรคสี่

รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก

ได้กล่าวแต่ต้นมาแล้วว่าชาตินิยมไม่ใช่ของแต่ดั้งเดิมของเรา เพิ่งมีมาก่อนหน้านี้คนไทยไม่ใช่ชาตินิยม เช่นเดียวกัน คิดว่า 4 จังหวัดภาคใต้เดิมก็ไม่ได้ปกครองกันแบบนี้ มีการปกครอง 4 จังหวัดภาคใต้แบบนี้ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองคือ หลัง 2475 ถ้าเอาประวัติศาสตร์เป็นที่ตั้ง คิดว่ากษัตริย์ไทยที่กรุงเทพฯและอยุธยา ปกครอง 4 จังหวัดภาคใต้เป็นแบบทางอ้อม ไม่ใช่ปกครองโดยตรง คือ 4 จังหวัดนี้บางช่วงก็เป็นประเทศราช บางช่วงก็เป็นมณฑล การเป็นประเทศราชหรือเป็นมณฑลคือ มีคนไทย การ

เป็นประเทศราชหรือมณฑลคือ มีคนในพื้นที่เป็นผู้ปกครอง เป็นชาวมุสลิมเชื้อสายมลายู ใช้ภาษายาวีและพูดภาษามลายู มีขนบประเพณีแบบอิสลามเป็นหลักระบบราชการก็จะ

เป็นอีกระบบหนึ่ง ถ้าพูดเป็นภาษาปัจจุบันก็คือ ไม่ใช่การปกครองทางตรงเป็นการ ปกครองทางอ้อม แต่ถามว่ามีความสำเร็จ มีความร่มเย็นเป็นสุขหรือเปล่า ผมคิดว่ามีแบบจริง ๆ แล้วเราเรียนรู้จากบรรพบุรุษของเราในการปกครองดินแดนที่ วัฒนธรรม มี ชาติพันธุ์ มีศาสนาที่แตกต่างกัน

ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต ได้เสนอเมื่อสักครู่ อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดใน 4 จังหวัดภาคใต้จะต้องคัดเลือกเป็นพิเศษ ตรงนี้ก็เห็นด้วย คิดว่าระบบการปกครองส่วนภูมิภาคของ 4 จังหวัด ภาคใต้อาจจะต้องหาความพิเศษหาเอกลักษณ์อะไรบางอย่าง อันที่จริง เดิมมีระบบ ส.อ.บ.ต. คิดว่าก็เป็นสิ่งดีแต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็เลิกไปแต่เวลานี้น่าจะคิดทบทวนใหม่อีกสักที รวมทั้งในการตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดใน 4 จังหวัดภาคใต้ ถ้าเป็นไปได้อยากให้เป็นคนมุสลิม และอยากให้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอบจ. ก็เป็นรูปแบบพิเศษที่อนุญาตให้เขาได้แสดงออกซึ่งวัฒนธรรม อารยธรรม

และความเชื่อทางศาสนาได้เป็นพิเศษ เช่น อาจจะหยุดราชการ อบจ. วันศุกร์ คือให้กลับไปอยู่ในสมัยที่ยังมีราชาธิปไตย สมัยที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ได้อนุญาตให้ 4จังหวัดภาคใต้ เป็นพหุนิยมมากกว่าปัจจุบันนี้เยอะ อบจ. พิเศษน่าจะให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการได้ หลัง 2475 มณฑลหมดไป มณฑลปัตตานีก็กลายเป็นหลายจังหวัดคนในแคว้นปัตตานีไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่จะกลายเป็น

มาเลเซีย ไม่ใช่สมัยนั้นมลายูไม่ได้เป็นประเทศ แต่เป็นเมืองที่มีเจ้าชายปกครอง

กษัตริย์ก็ไม่มี เป็นสุลต่าน หรือราชาที่ปกครอง คนที่ปัตตานีก็ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับมาเลเซียอะไร แต่มีวัฒนธรรมร่วมกัน มีภาษาร่วมกัน มีศาสนาร่วมกัน แต่ไม่ได้เป็นประเทศเดียวกันเพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าเรายอมรับตรงนี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไปเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย และกฎหมายอะไรบางอย่างโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมรดกเกี่ยวกับครอบครัว และกฎหมายอื่น ๆ ลองหารือร่วมกันดู บางเรื่องเขาอยากจะใช้กฎหมาย อิสลามเหมือนกัน

เวลานี้เราได้สร้างผู้นำท้องถิ่นเป็นคนท้องถิ่นเยอะ อย่างทางใต้ก็มี ส.ส.

เป็นคนมุสลิมอยู่เยอะนับถือศาสนาอิสลามแต่ใจเป็นไทย จากผู้นำท้องถิ่นเหล่านั้น

ซึ่งตอนนี้เป็นผู้นำระดับชาติแล้ว เขาเป็นคนท้องถิ่นจะบอกได้ว่าต้องการอะไร

ผมเชื่อว่าการทำให้รัฐเดี่ยวแยกย่อยไปทำได้ อย่างอังกฤษก็มีสภารัฐเวลส์

สภาสก๊อตแลนด์ มันแยกได้ การให้คนได้อยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ให้คนทำอะไรด้วยตัวตนเองอย่างที่เขาอยากจะทำเป็นสิ่งที่งดงาม

ฝรั่งเคยเขียนเรื่อง 2 เอกลักษณ์ เขาบอกว่าคนไทยเวลาอยู่บ้านก็พูดอีกภาษาหนึ่ง บางทีก็พูดจีนเลย บางทีก็ไทยแต่ไทยก็เป็นแต่ละพื้นที่ การแต่งกายอะไร ต่าง ๆ

ก็เปลี่ยนไป แต่พอมาถึงที่ ๆ เป็นราชการ ก็ต้องสวมอีกเอกลักษณ์หนึ่ง เวลาพูด ร ก็ต้องกระดกลิ้น

ฉะนั้นการแก้ไขปัญหาชนกลุ่มน้อยแก้ไขได้ 2 อย่าง

1.แก้ในกรอบเดิม คือทำแบบเดิมแต่ทำเพื่อเขาให้มากขึ้น

2. แก้ไขในกรอบใหม่ คือ ให้เขาถือว่าบ้านเมืองนี้เป็นของเขาให้มากขึ้น ให้เขาเห็นว่าบ้านเมืองนี้จะทำอะไรโดยตัวเขาเองมากขึ้น

คิดว่าระบบกฎหมายของไทยเป็นระบบที่รวมศูนย์ที่สุดระบบหนึ่งในโลก

ผมงงมากที่ประเทศไทยมีระเบียบจราจรเหมือนกันหมดทั้งประเทศ มีเวลาปิด - เปิดร้านเท่ากันเหมือนกันทั่วประเทศ กฎหมายไทยใช้บังคับได้ทั่วประเทศทุกแห่ง

บังเอิญผมเคยไปอยู่อเมริกามานานพอสมควร ในอเมริกากฎหมายแตกต่างกันไป

ตามพื้นที่ และมีกฎหมายที่เป็นส่วนรวมร่วมกันอยู่ แต่ก็อนุญาตให้มีความแตกต่าง

ตามพื้นที่ ตามภูมิภาคได้ ผมคิดว่ากฎหมายไทยหลายอย่างได้ทำลายจารีตประเพณีเดิมไปเยอะ เช่น การนับนามสกุลทางบิดา คนไทยในสมัยก่อนที่เป็นไทยแท้ ๆ

นับทางแม่เป็นส่วนใหญ่ แต่พอนามสกุลใช้นับทางพ่อ ตั้งแต่นั้นมารากฐานทางสังคมของเราก็เปลี่ยนไปพอสมควร กฎหมายถ้าพูดไปแล้วก็คือวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง

ซึ่งทำให้ขัดกับวัฒนธรรมเดิมมาก คือกฎหมายของเรา เป็นวัฒนธรรมที่รวมศูนย์มาก

แต่ตอนนี้คิดว่า พหุนิยม ความแตกต่าง ความหลากหลาย น่าจะเป็นคำตอบของสังคมไทย กฎหมายก็ต้องปรับแก้ตามด้วย

ศาสตราจารย์ ดร.ลิขิต

ความแข็งกระด้างของกฎหมายไทย หรือว่ารวมศูนย์นี้ตัวอย่างที่ชัด

ขณะนี้มี คณะนิติศาสตร์ที่สถาบันแห่งหนึ่ง ภาคพิเศษ มีคนหนึ่งอายุ 50 ไปชำระเงิน

วันเสาร์ไม่รับค่าหน่วยกิต บอกคุณต้องแต่งตัวนิสิตมา และไม่รับชำระเพราะเวลา ราชการทำงาน จันทร์ถึงศุกร์ บอกว่าเรียนเสาร์-อาทิตย์ แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ต้องชำระ

วันธรรมดา แล้วต้องแต่งฟอร์มนิสิตมาด้วย ท่านลองนึกดูว่าคุณป้า อายุ 58 อยากจะเรียนนิติศาสตร์ที่แห่งนี้ แล้วให้ท่านแต่งชุดนิสิตมา จะเกิดอะไรขึ้น แล้วก็มีเรื่องเล่า อีกว่า ให้ห้องมืดแห่งหนึ่ง นักฟิสิกส์ไปจับแมว วิ่งไปวิ่งมาบอกว่าจับได้แล้ว มันคือทฤษฎี เพราะทฤษฎีฟิสิกส์มันแน่นอน นักเศรษฐศาสตร์วิ่งไปวิ่งมาบอกว่าจับแมวได้แล้ว มัน ก็ได้ใช้ทฤษฎีเหมือนกัน คุณไม่สามารถปฏิบัติได้ นักรัฐศาสตร์บอกว่าจับแมวได้แล้ว แต่ไม่เคยมีแมว แต่นักนิติศาสตร์บอกว่าบ้ากันทั้งนั้น ออกพระราชบัญญัติให้แมวมามอบตัว ตรงนี้มันสะท้อนบางอย่าง

ภาษาประจำชาติของสิงคโปร์ ไม่ใช่ภาษาจีน แต่เป็นภาษามาเลเซีย แต่ภาษา ราชการ 4 ภาษา มาเลเซีย จีนกลาง ทมิฬ อังกฤษ แต่ของเราภาษาไทยเป็นภาษาแห่งชาติ แต่ในทางราชการในบางทีอาจจะเป็นไปได้ ในทางอิสลามประเทศไทย มี 2 กลุ่ม เป็นชาวมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มแรกที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันคือ บุนนาค เช็คฮาหมัด มาจากเปอร์เซีย กลุ่มทางใต้เป็นกลุ่มที่สืบเชื้อสายมาจากสุลต่าน สุไลมาลย์ พลเอกชวลิต ก็สืบเกี่ยวพันกันหมดทางใต้ สุวรรณคีรี วิชัยดิษฐ์ พูดถึงจุดนี้อยากจะ กราบเรียนว่า มาตรา 78 เปิดให้ทำได้ในการกระจาย อำนาจ ในทางอิสลามมีคำว่าเจ้าแขก 7 หัวเมือง ยะหริ่ง สตูล และตระกูลใหญ่ ๆ ทางใต้ เช่น ณ ระนอง หลวงประดิษฐ์ เจ้าพระยาอนุสรณ์ภักดี เจ้าเมืองตรัง ณ สงขลา จะเป็นพวกฮกเกี้ยน ณ ถลาง เป็นมาเล ณ นคร ณ พัทลุง ส่วนที่มีเชื้อสายราชวงศ์จักรีนั้น ณ กรุงเทพ ตอนหลังรัชกาลที่ 6 เห็นว่าราชวงศ์จักรีนั้นสืบเชื้อสายมาจากอยุธยาด้วย จึงเปลี่ยนจาก ณ กรุงเทพ เป็น ณ อยุธยา หลังจากหม่อมหลวงแล้วให้นามสกุลก็ให้ใช้ ณ อยุธยา มีประเด็นที่ให้ คนอื่นใช้นามสกุลอย่างชุมสาย ใช้ได้แต่ห้ามใช้ ณ อยุธยา ให้ใช้ชุมสายได้ แต่ใช้ ณ อยุธยาไม่ได้ และถึงแม้จะใช้ชุมสายก็ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ต้องมีพระบรมราชานุญาต ที่ยกมานี้เพื่อจะให้เห็นว่ามีการเกี่ยวพันกันของตระกูล เพราะฉะนั้น ปัญหาใน 4 จังหวัดภาคใต้ ต้องร่วมกันแก้ไขทั้งหมด ไม่ว่าจะทางนครศรีธรรมราชลงไปถึงสุราษฎร์ธานี เกี่ยวพันกันหมดต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ว่าเกี่ยวโยงอะไรกันบ้าง

ปัญหาตรงนี้คือความต้องการความเป็นจริงกับความซับซ้อน จริง ๆ เราต้องการความเข้าใจอย่างจริงจัง ถ้าหากว่าเป็นแบบนี้จริง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ความคิดที่จะดูแลปัญหาทางภาคใต้ จะเป็นความคิดที่ข้ามพรรค ไม่ใช่ว่าเป็นความคิดพรรคใดพรรคหนึ่ง คือต้องเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องใหญ่ โศกนาฏกรรมคือเราไม่สามารถจะคุยเรื่องแบบนี้เป็นการตัดสินในทางการเมืองสูงสุดได้เท่าไร เราน่าจะมีการแลกเปลี่ยน

ระดับการตัดสินใจเพื่อให้สามารถ จะคุยเรื่องเหล่านี้ได้คุยกันได้หลายมุมมากขึ้น

ถ้าหากมีการแก้ไขปัญหาแล้วเขาไม่ได้มาร่วมคิดด้วยก็เป็นการยาก ตอนนี้มันมี

ความร้ายแรงมากขึ้นเพราะมีการพาดหัวหนังสือพิมพ์ พูดถึงการก่อการร้าย

อาจจะโยงสถานการณ์ในโลกซึ่งยุ่งยากซับซ้อนเข้าไปอีกได้ ก็เลยทำให้การพูดถึงมุสลิมมีความหมายที่หลากหลาย ซึ่งทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรม ภาคใต้ให้ดีกว่านี้ดูเหมือนจะแย่ลงไป บางก็มีความวิตกต่อปฏิกิริยาที่มีการให้การสัมภาษณ์ถึงภาคใต้ สื่อมวลชนก็คงต้องมาทำความเข้าใจรวมกันด้วย

ความเข้าใจของประชาชนในชาติ ต่อ 4 จังหวัดภาคใต้ คือมีแนวโน้มว่าจะมองปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาชายขอบ ปัญหาที่เป็นข้อยกเว้น ความรุนแรงก็สั่งสมขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าโจร ก็เป็นผู้ก่อการร้าย

นายวิชช์

คิดว่าในปัจจุบัน 4 จังหวัดภาคใต้คงต้องใช้พหุวัฒนธรรม

ไปแก้ไขปัญหา แต่การใช้พหุวัฒนธรรมไปแก้ไขปัญหา การใช้พหุวัฒนธรรมให้ถูกต้องมีการดัดแปลงความเหมาะสม อังกฤษเริ่มใช้พหุวัฒนธรรมได้โดดเด่นที่สุด

จะเห็นว่าชาวมุสลิมทั้งหลายในอังกฤษ ใช้พหุวัฒนธรรม มีขอบเขตของเขาเองคือ

1.รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงการกระทำใด ๆ ของชนกลุ่มน้อย ในการต่อต้านอะไรก็ตามที่ไม่มีกฎหมาย บัญญัติไว้ทำได้ทั้งนั้น อังกฤษเป็นประเทศเดียวที่ใช้หลักกฎหมาย

ว่าทุกคนทำอะไรก็ได้ เว้นแต่กฎหมายห้ามไม่ให้ทำ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดว่าอะไรก็ตามที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงต้องให้ทำได้ อะไรที่ไม่ไหวจริง ๆจึงห้ามไม่ให้ทำ

2. การไม่เลือกปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ ต้องเท่าเทียมกัน

3.ต้องมีบทบัญญัติพิเศษที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจว่ารัฐได้ให้ความสำคัญต่อ

เขามากกว่าปกติ เช่น อังกฤษให้คนซิกข์ สามารถโพกผ้าแล้วใช้แทนเป็นหมวกนิรภัยได้

คนอังกฤษต้องใส่หมวกกันน็อก คนซิกข์ สามารถพกมีดเล็ก ๆ ได้เป็นกฎหมายเฉพาะ ทำให้เขาเกิดความรักชาติมากขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก

ถ้าใช้ความเคยชินมาแก้ไขปัญหาท่านก็อาจมองว่าที่เสนอกันอยู่นี้กำลังเสนออะไรที่ทำลายชาติ บั่นทอนชาติ ผมจึงพยายามพูดให้ชัดเจนว่าอะไรก็ตามที่กล่าวมานี้รากฐานทางปฏิวัติ ศาสตร์อยู่แล้ว เดิมเราไม่ได้ปกครองแบบนี้ ไม่ได้เป็นเอกนิยมแบบนี้ กษัตริย์ในสมัยก่อนก็ไม่ได้ปกครองแบบรวมศูนย์ และมีการ ยกย่องทุกชนชาติที่เข้ามาในสยาม และมีความสามารถ บุนนาคก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นพุทธก็เป็นอิสลามมา หลายชั่วคน และเปลี่ยนเป็นพุทธก็ด้วยความสมัครใจ ความเป็น อิสลามก็ไม่ได้กีดกันความเป็นเจ้าพระยา เพราะก็เป็นกันหลายชั่วคน

คนไทยเวลาอยู่ในประเทศแล้วเห็นคนฝ่ายข้างน้อยทำอะไร ตามแบบวัฒนธรรมเขาแต่เดิม บางทีก็ทำให้รู้สึกว่าเขาเหล่านั้นเหมือนไม่เต็มใจที่เป็นไทย แต่คนไทยในอเมริกาทำให้เราภูมิใจเสมอว่าเขารักความเป็นไทยเพราะเขายังเรียนวัฒนธรรมไทย การฟ้อนรำไทย อาหารไทย อะไรต่าง ๆ ถ้าหากท่านคิดว่าคนไทยในอังกฤษ อเมริกา

เป็นคนสองวัฒนธรรมได้ ท่านก็น่าจะคิดว่าคนอื่นที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยก็เป็นคนสองวัฒนธรรมหรือหลายวัฒนธรรมได้เหมือนกัน โลกจึงจะมีสันติภาพ และปัญหาการ ก่อการร้ายที่รุนแรง ผมคิดว่าไม่สามารถแก้ไขด้วยกำลังทหารอย่างแน่นอน ถ้ายังใช้กรอบความคิดแบบเก่าปัญหาก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราใช้จินตนาการใหม่ ๆ

จะขจัดปัญหาก็น่าจะทำให้ดีขึ้น ทำให้เกิดประสิทธิภาพขึ้น

ภาคใต้ก่อนนั้นเน้นไทยมุสลิม ประมาณ 4 ปีที่ผ่านมานโยบายความมั่นคงใน ภาคใต้ได้หันมาเน้นเรื่องพหุวัฒนธรรมชัดเจนมากขึ้นยอมรับว่าพลเมืองมุสลิมสามารถจะใช้ชีวิตเยี่ยงพลเมืองคนไทยได้ คือ ไม่มีคำว่าไทยมุสลิมอีกต่อไป

ปัจจุบันปัญหาทางภาคใต้ก็เป็นปัญหาที่ซ้ำซ้อน ที่แก้ด้วยอำนาจรวมศูนย์

พอมาถึงจุดนี้น่าจะสามารถพูดถึงเรื่องที่มีการทบทวนนโยบายทางสังคม การเมือง

และวัฒนธรรมอย่างมีวุฒิภาวะมากขึ้นคือในการกล่าวหากันง่าย ๆ ว่าข้อเสนอบางอย่าง

เป็นข้อเสนอเพื่อจะสร้างความแตกแยกก็ดี บ่อนทำลายประเทศก็ดี โดยที่ไม่ศึกษา

ให้ถ่องแท้ถึงประวัติศาสตร์ของเรา ข้อเสนอแบบนี้น่าจะเป็นเรื่องที่คนรับฟังน้อยลงมากขึ้น อันที่จริงก็ยังมีถึงสองกระแส คือกระแสที่วกไปหาหลักอ้างอิงเชิงรัฐเดี่ยว

เชิงอำนาจรวมศูนย์ที่แก้ไขปัญหาซับซ้อนและหลักหนึ่งที่มีการพูดถึงกันน้อยมากใน วงการนโยบาย คือหลักพหุวัฒนธรรม พหุนิยมทางสังคมและวัฒนธรรม ถ้ามีการนำมา

ถกเถียงในเชิงนโยบายกันมากขึ้นน่าจะเป็นผลดีแก่ประเทศ ให้เราสามารถรับมือ

กับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ได้มากขึ้น ในส่วนนี้อย่างน้อย สังคมไทยเราน่าจะมีวุฒิภาวะ

เพียงพอที่จะเผชิญปัญหาความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทางศาสนา และแนวคิดเชิง

การเมืองเหล่านี้ เชื่อว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในแง่ความรุนแรงท่าที ความคับแค้นต่อปัญหาที่มีเหล่านี้น่าจะค่อย ๆ หมดไป โดยเร็ว การพูดคุยกันในวันนี้ก็น่าจะทำให้เกิดศักยภาพทางวัฒนธรรม เกิดความเข้าใจในประเทศเราอย่างมากขึ้น ไทยเรามีคนต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ต่างจารีต หลากหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นพื้นฐานหลักหลากหลาย

ในการแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมที่เราเผชิญอยู่ ความหลากหลายทางสังคม

และวัฒนธรรมกลายเป็นทรัพยาการที่มีคุณค่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ทำให้เราสามารถ

จะแก้ไขปัญหาที่สลับซับซ้อนได้ดีกว่าที่เคยเป็น



นายวิชช

พหุวัฒนธรรมจะมีข้อจำกัดอยู่ข้อหนึ่งที่ละเมิดไม่ได้ คือ ความเป็นหลากหลายทางวัฒนธรรมจะถึงกับขอแยกเป็นรัฐอิสระไม่ได้ เป็นข้อที่เป็นกฎคือมีหลายวัฒนธรรมได้แต่ห้ามแยกเป็นเอกราช

ตอบข้อซักถาม

ถาม : พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี

ยะลา นราธิวาส สตูล พ.ศ. 2489 ได้พัฒนาไปเป็นร่างพระราชบัญญัติให้ใช้มรดก

กับครอบครัวใน 4 จังหวัดนี้ต่างหากจากแพ่งและพาณิชย์

ตอบ : ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอย่างอื่นเข้ามา มีความเป็นไปได้

ถาม : หัวข้อการสนทนาในช่วงเช้าเป็นเรื่องของความขัดแย้งสิทธิมนุษยชน และช่วงบ่ายเป็นเรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างบูรณาการในลักษณะของพหุวัฒนธรรม

จะมีการตีความได้หรือไม่ว่าการนำเรื่องของพหุวัฒธรรมไปใช้ประโยชน์กับสิทธิชุมชน

ที่มีอยู่ในขณะนี้จะมีขั้นเลยเถิดที่จะไปใช้กับโครงการขนาดใหญ่ ๆ ของรัฐ

ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่หรือไม่

รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก

ตอบ : ผมเองก็เห็นความขัดแย้งภายในประเทศมานานพอสมควรและที่คิดถึง

พนุนิยม ส่วนหนึ่งก็คิดว่าพหุนิยมจะแก้ไขความขัดแย้งอย่างไร ผมขอยกตัวอย่าง 2 เรื่อง

1. เรื่องเขื่อนปากมูล

2. เรื่องชุมชนหลังป้อมปราการ

ผมเคยไปพูดกับคนที่เกี่ยวข้องทั้งสองกรณีนี้ คือชาวเขื่อนปากมูลที่บอกว่าตนเองถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากชาวประมงไปทำอย่างอื่น เพราะเขื่อน ส่วนชาวหลังป้อมปราการก็บอกว่าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตไปทำอย่างอื่นเพราะวิถีชีวิตเขาเกี่ยวกับ

วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเกี่ยวข้องกับพื้นที่ตรงนั้นมาก ผมก็บอกเขาว่า

ที่เห็นคนเหล่านี้ต่อสู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสู้กันมาก็ใช้หลักเหตุผลว่า รัฐเป็นตัวแทน

ของชนชั้นสูง เป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจส่วนพวกเขาเป็นผู้น้อย ผู้ด้อยโอกาสเป็นผู้อยู่ห่างไกล เหตุผลเขาก็ไม่ผิดแต่ผมอยากจะเพิ่มให้เหตุผลเขาไปอีกอย่างหนึ่งว่า ท่านอาจจะบอกได้ว่าท่านขอสิทธิชุมชน แต่ก่อนที่จะมีสิทธิชุมชนได้ ก่อนอื่นต้องเห็นก่อนว่าประเทศที่เป็นพหุนิยมคือ ประกอบด้วย รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาสังคม ตลาด ทั้ง 4 ส่วนนี้ต้องเคารพซึ่งกันและกัน และต้องให้แต่ละส่วนมีเอกเทศ มีอิสระ ในตัวพอสมควร ต้องเคารพอะไรที่เป็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออะไรที่เป็นของประชาชนพอสมควร

ชุมชน ก็มีนิยามของตัวมันเอง เช่นชุมชนตามศาสนา ชุมชนตามอาชีพ

หรือชุมชนที่มีความสืบทอดยาวนานทางประวัติศาสตร์ เช่นชุมชนป้อมปราการ

ซึ่งเมื่อเห็นเขาเป็นส่วนประกอบที่เท่าเทียมกันเป็นเอกเทศ ก็ไม่สามารถไปจัดระเบียบ

ไปผลักดัน เปลี่ยนแปลง ตามความชอบของรัฐหมด ต้องระวัง อย่างทางภาคใต้ผู้หญิง

เขาจะคลุมผ้า แต่พอจะต้องถ่ายรูปในการใช้ในส่วนราชการต้องการให้เขาเอา ผ้าคลุมออก เขาบอกว่าที่จริงแล้วข้าราชการที่อยู่ภาคใต้ที่เป็นคนชั้นล่างหรือชั้นกลาง เข้าใจปัญหาทุกอย่างมากกว่าระดับบน เขาอาจจะคิดว่าเขาปรารถนาดีแต่วิธีคิดกรอบ

คิดเป็นกรอบแบบเก่า น่าจะต้องช่วยกันคิดหารือกันให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นายวิชช

ถาม : ปัญหาสำคัญก็คือ คำว่าพหุนิยมจะเป็นเครื่องมือในการ

แก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันได้ใช่หรือไม่

รองศาสตราจารย์ ดร.เอนก

ตอบ : ในคำถามมันคร่อมด้วยโจทย์ใหญ่ คำว่าประโยชน์แห่งชาติก็มีประเด็น

ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

1. คำว่าประโยชน์แห่งชาติกับการแก้ไขปัญหาที่มีความขัดแย้ง ด้านพหุนิยมจะเป็นไปได้อย่างไร ก็อยู่บนพื้นฐานว่าประโยชน์แห่งชาตินั้นเรานิยามกัน

ว่าอย่างไร ใครเป็นผู้นิยาม สถาบันทางการเมืองเป็นผู้นิยามโดยสถาบันของรัฐบาล

2. ส่วนอื่นในสังคมจะมีส่วนร่วมในการนิยามคำว่าประโยชน์แห่งชาติได้

หรือไม่ ชุมชนมีความชอบธรรมในการนิยามแค่ไหน กระบวนการเมือง

ที่เราคุ้นเคยก็ยังไม่ยอมรับสิทธิชุมชนเท่าไร ในส่วนนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องหาทางสร้างบรรทัดฐาน

3. จะมีกระบวนการร่วมกันนิยามผลประโยชน์แห่งชาติได้หรือไม่การร่วมกันนิยามถ้าหากหักล้างกันด้วยหมวดคณิตศาสตร์ คนข้างน้อยก็ย่อมเป็นผู้แพ้ ปัจจุบันกระบวนการตัดสินใจในเรื่องนี้ การสามารถที่จะอยู่ร่วมกันด้วยพหุนิยมจะเห็นในระดับความเข้าใจ แต่การตัดสินที่แท้จริงยังเทียบกับการตัดสินที่เน้นการเสียสละโดยอำนาจ ดูเหมือนหลักนี้จะชนะปัญหาของบ้านเมืองเราในปัจจุบันเผชิญกับสิ่งที่ยากมากที่สุด มากกว่าเดิมขึ้นทุกที ความยุ่งยากตอนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม

มีอีกหลายปัญหา ผมจึงคิดว่าผลประโยชน์ของชาติมีความซับซ้อน

พหุนิยมทางวัฒนธรรม ความหลากหลาย ทางวัฒนธรรมจริง ๆ แล้วใน สหรัฐ

คานาดา ออสเตรเลีย ใช้แนวทางนี้แก้ไขปัญหาทางสังคมมานานแล้วแต่ไทยเรา

เพิ่งจะเริ่มต้นและเพิ่งจะมาพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

…………………………………………………………………

Hosted by www.Geocities.ws

1