|
การทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ
การทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ เป็นวิธีการที่ให้ผู้กระทำผิดทำงานบริการแก่สังคม ชุมชนหรือองค์การสาธารณกุศล โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือค่าจ้างภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งในนามอารยประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ได้นำการทำงานบริการสังคมมาใช้เป็นมาตรการหนึ่งในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด โดยใช้เป็นทั้งมาตรการทางเลือกแทนการลงโทษจำคุก และมาตรการเสริมการคุมประพฤติ สำหรับประเทศไทยได้มีการนำการทำงานบริการสังคมมาใช้ในปี พ.ศ.2528 ในงานคุมประพฤติผู้กระทำผิดที่เป็นผู้ใหญ่โดยดำเนินการภายใต้ความสมัครใจของผู้กระทำผิด ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2532 จึงมีการแก้ไขประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา มาตรา 56 กำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณ-ประโยชน์ได้ในกรณีที่ศาลรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำเลย และคุมประพฤติจำเลยไว้ ทั้งนี้ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร โดยเป็นมาตรการเสริมการคุมประพฤติ ต่อมา ได้มีแนวคิดที่จะนำวิธีการทำงานบริการสังคมมาใช้เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับผู้กระทำผิดที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษปรับ แต่ไม่มีเงินเสียค่าปรับ ทั้งนี้ เนื่องจากโทษปรับมุ่งหมายที่จะลงโทษทางเศรษฐกิจแก่ผู้กระทำผิด แต่กรณีที่ผู้กระทำผิดมีฐานะยากจนไม่มีเงินเสียค่าปรับ กฎหมายได้กำหนดให้บังคับค่าปรับด้วยการกักขังผู้กระทำผิดแทน ซึ่งโทษกักขังเป็นโทษที่รุนแรงกว่าโทษปรับ นอกจากนี้ การที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ตามลักษณะของฐานความผิดโดยไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการชำระค่าปรับของผู้กระทำผิด แม้จะดูเหมือนเป็นธรรมเพราะจำนวนเงินที่ศาลปรับสำหรับการกระทำผิดอย่างเดียวกัน มีจำนวนเท่ากันก็ตาม แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบถึงผลของการปรับระหว่างผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี กับผู้ที่มีฐานะยากจนแล้ว ผู้มีฐานะยากจน ย่อมถูกกระทบมากกว่า ซึ่งไม่ต่างจากการถูกลงโทษที่รุนแรงกว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้มีการดำเนินการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2545 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 มกราคม 2546 โดยมาตรา 30/1 มีสาระสำคัญว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาปรับไม่เกินแปดหมื่นบาท และผู้ต้องโทษปรับ ซึ่งไม่ใช่นิติบุคคลและไม่มีเงินเสียค่าปรับ อาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้ ซึ่งในการพิจารณาคำร้องนี้ ศาลจะพิจารณาถึงฐานะการเงิน ประวัติ และสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับและหากเห็นเป็นการสมควร ศาลจะมีคำสั่งให้ผู้นั้นทำงาน บริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้ ทั้งนี้ ภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคมการกุศล สาธารณะ หรือสาธารณประโยชน์ที่ยินยอมรับดูแล และศาลอาจจะกำหนดเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดให้ปฏิบัติเพื่อแก้ไขฟื้นฟูหรือป้องกันไม่ให้ผู้นั้นกระทำความผิดขึ้นอีกก็ได้ ทั้งนี้ โดยการทำงาน 1 วัน เท่ากับค่าปรับจำนวน 200 บาท ในการนี้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้ผู้กระทำผิดที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษปรับไม่เกิน 80,000 บาท และไม่มีเงินเสียค่าปรับ มีทางเลือกแทนการถูกกักขังแทนค่าปรับได้ ซึ่งการนำวิธีการทำงานบริการสังคมมาใช้จะช่วยลดปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าวข้างต้นลงขณะเดียวกันผู้ต้องโทษปรับยังสามารถทำงานหารายได้มาเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวได้ตามปกตินอกจากนี้การทำงานบริการสังคมนอกจากทำให้รัฐไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการควบคุมตัวแล้วสังคมโดยรวมยังจะได้ประโยชน์จากงานที่ผู้ต้องโทษปรับทำ และยังมีผลเป็นการแก้ไขพฤติกรรม และทำให้ผู้ต้องโทษปรับมีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าการถูกกักขังด้วย นอกจากนี้ตามพระราบัญญัติฯ นี้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริการสังคมการกุศลสาธารณะหรือสาธารณะประโยชน์สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและให้ผู้ต้องโทษปรับทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์ด้วย ซึ่งจะเอื้อให้มีความหลากหลายของประเภทกิจกรรม และเป็นการ |