(สำเนา)

ที่ อส(สฝปผ.)0018/ว 231                                                                                       สำนักงานอัยการสูงสุด
                                                                                                                                 ถนนหน้าหับเผย กรุงเทพฯ 10200

                   18 กันยายน 2545

เรื่อง    ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ. 2545
            และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545

เรียน    รองอัยการสูงสุด อธิบดีอัยการฝ่าย อธิบดีอัยการเขต อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด อัยการจังหวัด และ
            ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายอาญา

สิ่งที่ส่งมาด้วย    1. สำเนาระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ. 2545

                   2. สำเนาระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ (ฉบับที่2)
พ.ศ. 2545

          ด้วยสำนักงานอัยการสูงสุดได้ยกเลิกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณืและฎีกาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่สำนักงานอัยการเขต พ.ศ. 2537 โดยออกเป็นระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ. 2545 และได้แก้ไขปรับปรุงระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2538 โดยออกเป็นระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งระเบียบดังกล่าวทั้งสองฉบับจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

          จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติ

    ขอแสดงความนับถือ

    (นายคัมภีร์ แก้วเจริญ)

    รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน

    อัยการสูงสุด

-------------------------------------------

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด

ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ. 2545

          โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาเสียใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด และเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาในชั้นอุทธรณ์และฎีกามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งมีระบบการตรวจสอบที่ดีขึ้น

          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 จึงวางระเบียบไว้ต่อไปดังนี้

          ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา พ.ศ. 2545”

          ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป

          ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2537 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่สำนักงานอัยการเขต พ.ศ. 2537 รวมทั้งบรรดาระเบียบ คำสั่งและหลักปฏิบัติราชการอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ และให้ใช้ระเบียบนี้แทน
          ข้อ 4 (บทนิยาม)

          ในระเบียบนี้

          “อธิบดี” หมายความถึง อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูง หรืออธิบดีอัยการเขต

          “อธิบดีพิเศษฝ่าย” หมายความถึง อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง หรืออัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงเขต

          “อัยการศาลสูง” หมายความถึง อัยการพิเศษประจำกรม อัยการผู้เชี่ยวชาญ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รวมทั้งอัยการอาวุโสผู้ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อัยการศาลสูงและมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ

          “สำนักงาน” หมายความถึง สำนักงานคดี สำนักงานอัยการพิเศษฝ่าย สำนักงานอัยการจังหวัด และสำนักงานอัยการประจำศาล

ส่วนที่ 1

บททั่วไป

          ข้อ 5 (ไม่ใช้บังคับกับคดีบางประเภท)

          ระเบียบนี้ไม่ใช้บังคับแก่คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบคัรว คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีอาญาซึ่งพนักงานอัยการรับแก้ต่าง คดีละเมิดอำนาจศาล คดีไต่สวนคำร้องขอคืนของกลาง และคดีที่ศาลสั่งปรับนายประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

          ข้อ 6 (การอุดช่องว่างของระเบียบ)

          ในกรณีที่ระเบียบนี้ไม่ได้กำหนดไว้ ให้พนักงานอัยการพิจารณาปฏิบัติไปตามที่เห็นสมควร โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ ทั้งนี้ให้นำระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2528 มาใช้บังคับโดยอนุโลมและรายงานสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป

ส่วนที่ 2

อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินคด

          ข้อ 7 (อำนาจหน้าที่ในกรุงเทพมหานคร)

          การดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในกรุงเทพมหานคร และการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับคดีอาญาทั้งปวงซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีศาลสูง

          ข้อ 8 (อำนาจหน้าที่ในต่างจังหวัด)

          การดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่สำนักงานอัยการเขตให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการเขต เว้นแต่การดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับคดีอาญาทั้งปวง ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเขตปริมณฑล

          ข้อ 9 (อำนาจหน้าที่ของอธิบดี)

          อธิบดีมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาของพนักงานอัยการต่อสำนักงานอัยการสูงสุด และมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายทั่วไปในการดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกา ตรวจสอบ กำกับดูแลและอำนวยการในงานคดีชั้นอุทธรณ์และฎีกาภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ และเมื่อเห็นสมควรจะเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งมาตรวจพิจารณาหรือดำเนินคดีเสียเอง หรือจะมอบหมายให้อัยการสูงสุดคนใดดำเนินคดีแทนก็ได้

          เมื่อกำหนดนโยบายการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้รายงานสำนักงานอัยการสูงสุดทราบโดยเร็ว

          ข้อ 10 (อำนาจหน้าที่ของอัยการพิเศษฝ่าย)

          อัยการพิเศษฝ่าย มีอำนาจหน้าที่อำนวยการ ให้คำปรึกษา ตรวจสอบ และกำกับดูแลการปฏิบัติงานคดีอาญาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ และเมื่อเห็นสมควรจะเรียกสำนวนคดีใดคดีหนึ่งมาตรวจพิจารณาหรือดำเนินคดีเสียเอง หรือจะมอบหมายให้อัยการศาลสูงคนใดดำเนินคดีแทนก็ได้ แต่ต้องรายงานให้อธิบดีทราบโดยเร็ว

          ข้อ 11 (อำนาจหน้าที่ของอัยการศาลสูง)

          ให้อัยการศาลสูงที่ได้รับมอบหมายมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาชั้นอุทธรณ์และฎีกาในเขตท้องที่ของสำนักงานนั้น

          คดีดังต่อไปนี้ หากเป็นกรณีจะมีคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกา ให้เสนอสำนวนพร้อมด้วยความเห็นตามลำดับชั้นไปยังอธิบดีเพื่อพิจารณา

          (1) คดีสำคัญ

          (2) คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

          (3) คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องหรือให้อุทธรณ์

          เมื่ออธิบดีพิจารณาและมีคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น เว้นแต่กรณีตาม(3) ก่อนมีคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายให้รายงานอัยการสูงสุดทราบพร้อมด้วยเหตุผล

          ข้อ 12 (กรณีไม่มีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่)

          สำนักงานใดไม่มีอัยการศาลสูงปฏิบัติหน้าที่หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้

          ในกรุงเทพมหานคร ให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงหรือผู้ได้รับมอบหมายปฏิบัติหน้าที่แทน

          ในต่างจังหวัด ให้อัยการจังหวัดของสำนักงานอัยการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน

ส่วนที่3

วิธีปฏิบัติในชั้นอุทธรณ์และฎีกา

          ข้อ 13 (วิธีปฏิบัติเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว)

          เมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งแล้ว ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอสำนวนพร้อมด้วยรายงานการคดีตามแบบ อ.ก.13 และความเห็นชั้นศาลพิพากษาตามแบบ อ.ก.14 ภายในสิบห้าวันนับแต่วันฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามลำดับชั้นถึงอัยการศาลสูงเพื่อพิจารณาสั่ง

          กรณีมีความเห็นว่าควรอุทธรณ์หรือฎีกา ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเป็นผู้เสนอร่างคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาไปพร้อมกับความเห็น

          การทำความเห็นดังกล่าวในวรรคสอง ให้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยมีรายละเอียดพอสมควร

          ข้อ 14 (วิธีปฏิบัติเมื่อจำเลยอุทธรณ์หรือฎีกา)

          คดีที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้น หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเสนอสำนวนพร้อมด้วย ความเห็นประกอบสำเนาอุทธรณ์หรือสำเนาฎีกาว่าควรแก้อุทธรณ์หรือแก้ฎีกาหรือไม่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์หรือสำเนาฎีกา ตามลำดับชั้นถึงอัยการศาลสูงเพื่อพิจารณาสั่ง

          กรณีมีความเห็นว่าควรแก้อุทธรณ์หรือแก้ฎีกา ให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเป็นผู้เสนอร่างคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาไปพร้อมกับความเห็น

          การทำความเห็นดังกล่าวในวรรคสอง ให้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยมีรายละเอียดพอสมควร

          ข้อ 15 (การทำคำฟ้องและการยื่นคำฟ้อง)

          ในกรณีที่ออกคำสั่งอุทธรณ์ หรือออกคำสั่งฎีกา หรือให้แก้อุทธรณ์หรือให้แก้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงผู้รับผิดชอบในการทำคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาหรือคำแก้อุทธรณ์หรือแก้ฎีกาลงนามเป็นผู้เรียงและเป็นโจทก์

          การยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา หรือยื่นคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น

          ข้อ 16 (กรณีมีความเห็นแย้ง)

          ในกรณีที่อัยการศาลสูงมีความเห็นแย้งให้อุทธรณ์หรือให้ฎีกาหรือแก้อุทธรณ์หรือแก้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงเป็นผู้กำหนดประเด็นในการร่างคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกา หรือคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาโดยระบุข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานให้ครบถ้วน แล้วส่งให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเป็นผู้ร่างคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกาหรือคำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกาเสนอตามลำดับชั้นถึงอัยการศาลสูงเพื่อพิจารณา

          ข้อ 17 (วิธีปฏิบัติภายหลังออกคำสั่ง)

          ในกรณีที่ออกคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาหรือถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกา ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145 โดยเร็ว และต้องมิให้เสียหายแก่ราชการ

          เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาหรือถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกาแล้ว ให้สำนักงานประจำศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

          ข้อ 18 (ความรับผิดชอบ)

          ให้สำนักงานประจำศาลชั้นต้น เป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการทั้งปวงที่เกี่ยวกับการอุทธรณ์และฎีกาตามระเบียบนี้

          การส่งสำนวนพร้อมคำสั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกาไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณา ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น

          กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีความเห็นแย้ง การส่งสำนวนพร้อมความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น

          ในสำนวนที่ไม่มีความเห็นแย้ง หรืออัยการสูงสุดชี้ขาดไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกา ให้สำนักงานประจำศาลชั้นต้นดำเนินการและเก็บรักษาสำนวนไว้ตามระเบียบว่าด้วยวิธีปฏิบัติภายหลังสั่งคดีเสร็จสิ้นแล้ว

          ข้อ 19 (การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา)

          ในการขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกา ให้อัยการศาลสูงเป็นผู้ทำคำร้องโดยระบุเหตุผลความจำเป็นที่ขอขยายระยะเวลา และลงนามเป็นผู้ยื่นคำร้องด้วย

          การยื่นคำร้อง การฟ้องคำสั่งขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น

ส่วนที่ 4

การดำเนินคดีและปฏิบัติต่อสำนวน

          ข้อ 20 (การรับทราบคำพิพากษาหรือคำสั่ง)

          การฟัง การรับทราบ และการคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ตลอดจนการคัดถ้อยคำสำนวนของศาลให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานประจำศาลชั้นต้น

          ข้อ 21 (วิธีปฏิบัติเมื่อมีคำพิพากษาไม่ชอบ)

          ในกรณีที่ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้องหรือศาลพิพากษาลงโทษจำเลยเกินกำหนดโทษตามกฎหมายหรือพิพากษาไม่ชอบด้วยประการใด ให้พนักงานอัยการพิจารณาอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

          ข้อ 22 (การดำเนินคดีอาญาที่มีโจทก์ร่วม)

          ในคดีอาญาที่มีโจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ให้ตรวจพิจารณาหลักฐานทั้งปวงให้ละเอียดรอบคอบ ถ้าคดีมีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาจะได้วินิจฉัย ก็ให้สั่งอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป

          ข้อ 23 (การใช้ชื่อโจทก์และผู้เรียงในคำฟ้อง)

          การใช้ชื่อโจทก์ในคำฟ้องอุทธรณ์ คำฟ้องฎีกา คำแก้อุทธรณ์หรือคำแก้ฎีกา ให้ใช้ชื่อพนักงานอัยการที่เป็นโจทก์มาแต่ต้น ส่วนผู้เรียงให้ใช้ชื่อตำแหน่งว่า “อัยการพิเศษประจำกรม อัยการผู้เชี่ยวชาญ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ อัยการอาวุโส ฯลฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อัยการศาลสูง สำนักงาน..................................”

          ข้อ 24 (การรายงานผลการปฏิบัติงานและผลคดี)

          การรายงานผลการปฏิบัติงาน และการรายงานผลคดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้อุทธรณ์หรือให้ฎีกา ให้อัยการศาลสูงรายงานตามลำดับชั้นถึงอัยการสูงสุด ตามแบบและระยะเวลาที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด

          ข้อ 25 (การจัดทำสารบบและการเก็บรักษาสำนวน)

          ให้สำนักงานประจำศาลชั้นต้นจัดทำสารบบและเก็บรักษาสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้จำหน่ายสารบบและดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยวิธีปฏิบัติภายหลังสั่งคดีเสร็จสิ้นแล้ว

ส่วนที่ 5

วิธีปฏิบัติเมื่ออัยการสูงสุดมีคำวินิจฉัยชี้ขาดและการรับรองอุทธรณ์หรือฎีกา

          ข้อ 26 (คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาด)

          คดีที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องหรือให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายถ้าอัยการสูงสุดมิได้สั่งเป็นอย่างอื่น ก่อนมีคำสั่งไม่อุทธรณ์หรือไม่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายให้รายงานอัยการสูงสุดทราบด้วยเหตุผล เว้นแต่คดีจะครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีเหตุอย่างอื่นจำเป็นจะต้องรีบอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ให้อุทธรณ์หรือฎีกาไปก่อน

          ข้อ 27 (การรับรองอุทธรณ์หรือฎีกา)

          การส่งเรื่องให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกาในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ให้อัยการศาลสูงดำเนินการโดยเร็ว และต้องมิให้เสียหายแก่ราชการ

          การส่งเรื่องให้รับรองอุทธรณ์หรือฎีกาตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งสำนวนการสอบสวน สำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ สำเนาคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำฟ้องฎีกา แล้วแต่กรณี ไปด้วย และถ้ามีพยานหลักฐานใดในชั้นศาลที่อาจเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาก็ให้ส่งพยานหลักฐานนั้นไปด้วย

-----------------------------------------

ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด

ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545

          โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการในต่างจังหวัดให้เกิดความคล่องตัวในทางปฏิบัติและเพื่อให้การดำเนินคดีแพ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นรวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด

          อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 จึงวางระเบียบไว้ดังต่อไปนี้

          ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545”

          ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป

          ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 18 และข้อ 19 แห่งระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2538 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

          “ข้อ 18 (การกำกับ ดูแล และการสั่งจ่ายเรื่องหรือสำนวนในสำนักงานอัยการเขตและจังหวัดอื่น)

          อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลการดำเนินคดีแพ่งในสำนักงานภายในเขตท้องที่ของสำนักงานอัยการเขตเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งและนโยบายของสำนักงานอัยการสูงสุด และให้นำความในข้อ 6 วรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม

          อัยการจังหวัด มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินคดีแพ่งโดยตรวจพิจารณา สั่งจ่ายเรื่องหรือสำนวนคดีให้พนักงานอัยการภายในบังคับบัญชาเป็นผู้ดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่

          ให้อัยการจังหวัดประจำกรม (สคช.) เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุม กำกับดูแลและกลั่นกรองงานคดีแพ่งภายในเขตท้องที่ของสำนักงานอัยการจังหวัด โดยมีอำนาจหน้าที่พิจารณาเรื่องหรือสำนวน ตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การแล้วทำความเห็นเสนออัยการจังหวัดเพื่อพิจารณาหรือเพื่อทราบแล้วแต่กรณี

          ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้ หากอัยการจังหวัดไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อัยการจังหวัดประจำกรม (สคช.) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน

          ผู้สั่งจ่ายเรื่องหรือสำนวนต้องลงชื่อพร้อมวันเดือนปีที่สั่งแม้จะสั่งจ่ายให้ตนเองก็ตาม

          เมื่อสำนักงานอัยการจังหวัดได้พิจารณาเรื่องหรือออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างสำนวนคดีใดแล้วให้รายงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตทราบเป็นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด”

          “ข้อ 19 (อำนาจสั่งคดีในสำนักงานอัยการเขตและจังหวัดอื่น)

          อธิบดีอัยการเขต มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างและตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าสิบล้านบาท

          อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขต มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างและตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การ คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสิบล้านบาท แล้วเสนอตามลำดับชั้นถึงอธิบดีอัยการเขตเพื่อทราบ

          อัยการชั้น 5 ผู้ปฏิบัติหน้าที่อัยการจังหวัด มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง ตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การ และทำคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์และคดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าล้านบาท เสนออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตถึงรองอธิบดีอัยการเขตเพื่อทราบ เว้นแต่คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินหนึ่งล้านบาท

          อัยการชั้น 4 ผู้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าพนักงานอัยการ มีอำนาจออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง ตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การ และทำคำฟ้องหรือคำให้การคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์ไม่เกินสามล้านบาท เสนออัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตเพื่อทราบ เว้นแต่คดีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าแสนบาท

          ในสำนักงานอัยการประจำศาล ให้หัวหน้าพนักงานอัยการเป็นผู้ออกคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่าง และตรวจร่างคำฟ้องหรือคำให้การ แล้วรายงานให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่งเขตทราบเป็นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปตามแบบที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด”

          ข้อ 4 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้ เป็นข้อ 20 ทวิ ในระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2538

          “ข้อ 20 ทวิ (การเสนอเพื่อทราบ)

          ในกรณีมีคำสั่งรับว่าต่างหรือแก้ต่างและต้องเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบ ให้เสนอผู้บังคับบัญชาก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ แล้วแต่กรณี เมื่อผู้บังคับบัญชามีความเห็นและคำสั่งประการใดให้ปฏิบัติตามนั้น

          กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจเสนอเพื่อทราบก่อนยื่นคำฟ้องหรือคำให้การ เช่น คดีจะขาดอายุความฟ้องร้อง หรือเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ให้ผู้ออกคำสั่งยื่นคำฟ้องหรือคำให้การไปก่อน แล้วเสนอเพื่อทราบโดยเร็ว”

บทเฉพาะกาล

          ข้อ 5 พนักงานอัยการที่มีคดีแพ่งอยู่ในความรับผิดชอบก่อนระเบียบนี้ใช้บังคับ หากได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นในจังหวัดเดียวกันยังคงเป็นผู้รับผิดชอบคดีแพ่งนั้นต่อไปจนกว่าคดีถึงที่สุด

ประกาศ ณ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2545

(นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์)

อัยการสูงสุด

Hosted by www.Geocities.ws

1