|
ศึกษาข้อมูลและสำรวจตลาด
ก่อนการซื้ออุปกรณ์แต่ละชิ้น
คุณควรจะศึกษาข้อมูลของอุปกรณ์
ซึ่งสามารถหาอ่านได้จากเว็บไซต์ของผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์,นิตยสารไอที
และเว็บไซต์ทดสอบฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ
และยังสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์แล้ว
คุณควรตรวจสอบเรื่องของราคาไปพร้อม ๆ
กันเพราะร้านค้าแต่ละร้านมักจะตั้งราคาที่แตกต่างกัน
นอกจากเรื่องของราคาแล้วเรายังต้องดูถึงร้านค้าที่จำหน่ายด้วย
บ้างร้านสินค้าอาจจะถูกจริง แต่ไม่มีการรับประกันที่ดี
เช่น เคลมสินค้านานใช้เวลาเป็นเดือนกว่าท่านจะได้สินค้ากลับมา
หรือท่านต้องออกค่าใช้จ่ายในการเคลมสินค้าเอง(ค่าอะไหล่)ทั้ง ๆ
ที่สินค้าอยู่ในเวลารับประกันจากทางร้านค้าผู้จำหน่าย
เป็นต้น วิธีการตรวจสอบก็ไม่ยากเพียงแค่ดูสติกเกอร์การรับประกันของร้านค้าเอง
หรือสอบถามจากผู้ขายก็ได้ว่าเป็นการรับประกันของร้านค้าเอง
หรือว่าเป็นการรับประกันจากตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ
ระยะเวลาในการสิ้นสุดในการรับประกันของอุปกรณ์แต่ละชิ้น
ทำไมสินค้าแต่ละร้านราคาไม่เท่ากัน
บ่อยครั้งที่เราต้องเสียเวลาเดินเช็คราคากันหลาย ๆ
ร้านเนื่องจากการตั้งราคาที่ค่อนข้างแตกต่างกันบางครั้งอาจจะต่างกันแค่
50-100 บาทเท่านั้น แต่ถ้าหลาย ๆ ชิ้นก็เป็นพันแล้ว
ความแตกต่างของราคานั้นมาจากสาเหตุหลัก ๆ ก็คือ
ที่ไปที่มาของสินค้า และร้านค้าที่จำหน่ายนั้นรับสินค้ามาจากไหน
คงเคยได้ยินคำว่า "ของหิ้ว"กันนะค่ะ
ของหิ้วที่ว่านี้ก็เป็นการหิ้วจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง
ทำให้ราคาจะค่อนข้างถูก โดยทางร้านจะรับประกันสินค้าเอง
นั้นหมายความว่า
ผู้ซื้อจะได้สินค้าที่มีประกันสินค้าที่มีประกันกับร้านค้าร้านที่ซื้อเท่านั้น
เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เวลาเคลมต้องนำไปเคลมที่ร้านที่ร้านที่ซื้อเท่านั้น
และอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการเคลมสินค้าค่อนข้างนานเพราะอาจจะมีการส่งไปซ่อม
หรือส่งกลับไปยังร้านค้าในต่างประเทศที่รับซื้อมา
บางทีอาจจะใช้เวลาร่วมเดือนและยิ่งแย่ไปกว่านั้น
หากร้านค้าปิดตัวลง
นั้นหมายความว่าการรับประกันจะสิ้นสุดทันที
การเคลมสินค้าที่มักมีอะไรแอบแฝง
เมื่อสินค้ามีปัญหา เราต้องทำการเคลมสินค้าทันที
ซึ่งมักจะมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ
อันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจของผู้ซื้อโดยเฉพาะร้านค้าบางร้าน
มักจะไม่บอกเงื่อนไขต่าง ๆ ในการรับประกันให้ผู้ซื้อทราบเลย
นอกจากคำว่า รับประกัน 1 ปีหรือ 3
ปีเท่านั้นเราควรจะถามผู้ขายว่าบริการหลังการขายเป็นอย่างไร
เช่น ค่าใช้จ่ายในการเคลมสินค้ามีหรือไม่ การดูแล
Soft Ware
และ Hard Ware
ของทางร้าน
รู้จักอุปกรณ์ต่าง ๆ
Mainboard 
เมนบอร์ด คือ
แผงวงจรหลักที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
เพื่อให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้
ซึ่งเมนบอร์ดเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการทำงานและเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น
ๆ ไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM, Hard Disk, CD-ROM, Floppy
Disk, VGA Card
เป็นต้น
CPU หน่วยประมวลผล

CPU
ย่อมาจาก Central Processin Unit
ซึ่งก็คือหน่วยประมวลผลกลางนั่นเอง
ภายในตัวซีพียูนี้
จะประกอบไปด้วยทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กนับล้านตัว
บรรจุลงในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็กที่มีตัวถึงเซรามิกปิดทับอยู่
สำหรับหน่วยที่ใช้วัดความเร็วในการทำงานของซีพียูเราจะเรียกว่า
เมกะเฮิรตซ์ (MHz)
และในปัจจุบันนี้
ความเร็วของซีพียูได้ก้าวไปสู่ระดับ
กิกะเฮิรตซ์
(GHz)แล้ว
โดยความเร็วของซีพียูนี้
เกิดจากการคูณกันระหว่างตัวคูณ (Multiplier)
และความเร็วระบบบัส (Bus frequency)
RAM

RAM
ย่อมาจาก
Random Access Memory
เป็นหน่วยความจำหลักที่สามารถเขียน และลบได้ไม่สิ้นสุด
แต่ข้อมูลจะอยู่ไม่ถาวร หากไม่มีกระแสไฟเลี้ยง
แรมมีลักษณะเป็นแผ่นวงจรสีเขียวที่มีตัวชิปทั้งด้านเดียว
หรือสองด้านก็ได้ แล้วแต่ความจุของแรม
การเชื่อมต่อจะใช้พินเชื่อมต่อกับสล็อตบนตัวเมนบอร์ด
ซึ่งหากไม่ใส่แรม ก็ไม่สามารถใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย
Display Card (การ์ดแสดงผล)

Display
Card
หรือเรียกอีกอย่างว่าการ์ดแสดงผลนั้นเดิมที
คืออุปกรณ์ที่จัดอยู่ในส่วน
Output
ทำหน้าที่ในการรับสัญญาณ
และนำข้อมูลจากภาคประมวลผลมาแปลงเป็นสัญญาณภาพ
แล้วส่งต่อให้จอมอนิเตอร์อีกทีหนึ่ง
เพื่อแสดงเป็นภาพให้เห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเรา
องค์ประกอบของการ์ดแสดงผลประกอบไปด้วย ชิปประมวลผลกราฟิก,
หน่วยความจำ, อินเทอร์เฟสในการเชื่อมต่อ,
RAMDAC
Sound Card (การ์ดเสียง)

ประกอบไปด้วยส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ชิปเซ็ต
จะทำหน้าที่ประมวลผลเสียงเพื่อสร้างเสียงขึ้นมานั่นเอง
WaveTable (ROM)
จะบรรจุตัวอย่างเสียงจริงเอาไว้ เพื่อใช้ในการแสดงเสียงแบบ
MIDI
ให้มีความสมจริง
Amplify
เป็นตัวขยายสัญญาณเสียงให้มีความดังมากยิ่งขึ้น
อินเทอร์เฟส จะประกอบไปด้วยช่องสัญญาณเสียงต่าง ๆ
ทั้งรับเข้า และส่งออก
ADC/DAC
เป็นตัวแปลงสัญญาณจากดิจิตอลไปเป็นอะนาล็อก และแปลงกลับ
ขึ้นอยู่กับสัญญาณที่รับเข้ามา
และสัญญาณที่ต้องการส่งออกไป
HardDrive
สื่อบันทึกข้อมูลความจุสูง
ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
เพราะมีความจุสูงและมีความเร็วในการทำงานที่สูงด้วยเช่นกัน
เมื่อปิดเครื่องแล้วข้อมูลที่บันทึกไว้ยังคงไม่หายไปไหน
การติดตั้งทำได้ง่าย และราคาถูกมากเมื่อเทียบกับขนาดความจุ
ฮาร์ดดิสก์จะประกอบไปด้วย แผ่นแม่เหล็ก
(Platter)
ออกแบบมาสำหรับบันทึกข้อมูลลักษณะจะเป็นแผ่นกลม ๆ
และมีมอเตอร์ควบคุมการหมุน
จะควบคุมการหมุนของแผ่นแม่เหล็กโดยจะมีความเร็วในการหมุนคือ
5400 และ 7200 รอบต่อนาที นอกจากนี้
ยังประกอบไปด้วยอินเทอร์เฟซด้านหลัง
จะเป็นช่องสำหรับเชื่อมต่อกับสายส่งข้อมูลประเภทต่าง ๆ
แบ่งได้ตามชนิดของฮาร์ดดิสก์เช่น IDE,
SCSI
CD/DVD-ROM
ไดรฟ์เพื่อความบันเทิง

CD-ROM
มาจากคำว่า
Compact Disk
เป็นแผ่นพลาสติกทรงกลมบาง 12 มิลิเมตร
เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 12 เซนติเมตรหรือ 8 เซนติเมตร
DVD-ROM
มาจากคำว่า
Digital
Versatile Disk
ดูภายนอกทั้งขนาด
และรูปร่างเท่ากับแผ่น
CD-ROM
ทุกประการ
แต่มีความจุในการจัดเก็บ 4.7GB
และปัจจุบันมีแผ่น
DVD
ที่บันทึกแบบ 4
เลเยอร์ มีความจุกว่า 17.08 GB
นอกจากความจุของ
DVD
ที่มากกว่าแล้ว
ความเร็วในการอ่านข้อมูล ก็ยังมีสูงกว่า เช่นกันโดย 1x
ของ
DVD-ROM
จะมีอัตราโอนถ่ายข้อมูลถึง 1380
KB/s
ซึ่งสูงกว่า 1x ของ
CD-ROM เกือบ 10 เท่า
Modem
อุปกรณ์เพื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ต

โมเด็มเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมา เพื่อช่วยให้เราสามารถรับ
และส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ได้ ซึ่งการทำงานของโมเด็ม
จะทำการแปลงข้อมูลดิจิตอบจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในรูปแบบอะนาล็อก
เพื่อให้ส่งผ่านสายโทรศัพท์ไปได้
ซึ่งอีกฝั่งหนึ่งที่เราเชื่อมต่อก็จะมีโมเด็มสำหรับแปลงสัญญาณอะนาล็อกที่รับเข้ามา
เพื่อแปลงกลับไปเป็นข้อมูลดิจิตอบอีกครั้งหนึ่ง
และส่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์
Case
บ้านสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

เป็นเรื่องน่าแปลกที่ใครหลายคนคิดว่า
Case
คือซีพียู
และมักเรียกมันว่าซีพียูเสมอแต่แท้จริงแล้ว
เคสเป็นเพียงแค่กล่องโลหะสำหรับใส่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
ไม่ว่าจะเป็นเมนบอร์ด, ฮาร์ดดิสก์, การ์ดจอ, และอื่น ๆ
เคสมีให้เลือกใช้กันหลายขนาด
แล้วแต่ขนาดของเมนบอร์ดและการใช้งาน โดยจะแบ่งออกเป็น
Flex/Micro ATX Case
เป็นเคสขนาดเล็ก,
Medium Tower Case
เป็นเคสที่ใช้นิยมกันมากที่สุด เนื่องจากขนาดกำลังพอเหมาะ,
Server/Tower Case
เป็นเคสที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์
Server
มีขนาดใหญ่กว่าเคสที่ใช้กันทั่วไปมาก
สำหรับวัสดุที่ใช้ทำเคสก็มีหลายประเภทเช่น เคสเหล็ก,
เคสโลหะผสม, เคสอะลูมิเนียม, เคสพลาสติก, เคสผสม
Monitor (จอมอนิเตอร์)
จอมอนิเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ ก็มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ
หลัก ๆ ก็คือ แบบ
CRT
และ
LCD
ข้อดีของจอมอนิเตอร์แบบ CRT

ราคาประหยัด
มีความละเอียดในการแสดงผลที่ค่อนค้างสูง
สามารถแสดผลได้รวดเร็ว ไม่มีการดีเลย์ของภาพ
ข้อดีของจอมอนิเตอร์แบบ LCD

น้ำหนักเบา ใช้พื้นที่ในการจัดวางน้อย
ใช้ไฟน้อย เพียง 1 ใน 3 ของจอภาพแบบ
CRT
สามารถปรับการแสดงผลให้อยู่ในแนวตั้งได้

|