เรื่องของคนเก่ง

ถ้าถามว่าใครอยากเป็นคนเก่งบ้าง ก็คงมีคนยกมือกันสลอนไปหมด
แสดงว่าความเก่งนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ
แต่ในความเก่งนั้น ก็ยังมีบางสิ่งบางอย่าง
ที่เราคาดไม่ถึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายๆคนไม่ชอบ เช่น
เก่งแล้วถูกอิจฉาเคยมีหมอรุ่นน้องคนหนึ่ง มาปรึกษาและเล่าให้ฟังว่า
เมื่อตอนที่เขากลับจากนอกใหม่ๆ เขาเป็นคนเก่งมาก ฉลาดมาก ท่าทางดี บุคลิกดี การพูดจาเฉียบแหลม
การเสนอแนวความคิดดีมาก เขากลับมาก็เข้ารับราชการ
จากผลงานการทำงาน ที่มาจากสมองและความสามารถของเขา
ทำให้เขาประสบความสำเร็จ เจ้านายก็ชอบลูกน้องก็ชอบ
แต่เพื่อนๆ หมอด้วยกัน ไม่ค่อยชอบเขา เขาถูกโจมตีด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มีคนคอยจับผิด
ขยายความผิดเล็กน้อย ให้กลายเป็นความผิดใหญ่โต
ในวงการวิจารณ์และนินทา จะต้องมีชื่อของเขาถูกเอ่ยถึงบ่อยครั้งมาก
หมอรุ่นน้องที่เคยเดินตามหลังเขามาก็พลอยอิจฉาไปด้วย
หมอรุ่นพี่บางคนที่ก้าวร้าวมากหน่อยถึงกับเคยจับแขนถามว่า
เมื่อไรจะลาออกไปเสียที เขาเคยนึกโกรธและคิดจะลาออก
แต่ก็เตือนตัวเองเอาไว้ว่า ไม่ควรจะลาออก ในตอนโกรธ
จนสุดท้ายเขาเกิดความรู้สึกว่า เขาน่าจะได้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมอะไรๆ ได้อีกมากมาย
ถ้าหากลาออกจากราชการ เขาจะลาออกจากราชการด้วยความพร้อมและไม่ได้โกรธบุคคลเหล่านั้น
เป็นแค่รู้สึกตัวว่าถูกอิจฉามาก ขณะนี้เขาก็ประสบความสำเร็จ ในอาชีพส่วนตัวของเขามากมาย
เก่งแล้วเหงารายนี้เป็นนักบริหารระดับสูงของบริษัทที่ใหญ่โตแห่งหนึ่ง
เขาจบการศึกษาจากต่างประเทศ บุคลิกดี พูดจาคล่องแคล่ว ฉะฉาน ความคิดริเริ่มดีมาก
และประสิทธิภาพในการทำงานก็เป็นเยี่ยม เขาเล่าให้ผมฟังว่า
เจ้านายชอบเขามากเพราะเขามีส่วนช่วยพัฒนาบริษัทให้เจริญก้าวหน้าและทำกำไรให้มากกว่าเดิมมากมาย
เขาได้รับการสนับสนุนจากนาย ทั้งตำแหน่งและเงินเดือน
ลูกน้องโดยตรงที่อยู่ระดับล่างๆ จะเกรงใจเขา และพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของเขาทุกประการ
แต่บุคคลที่อยู่ระดับบริหารในฐานะที่ใกล้เคียงกับเขา หรือเป็นรองเขาเล็กน้อยจะไม่ค่อยชอบเขา
มักจะไม่ให้ความร่วมมือหรือมักรวมหัวกันประท้วงเงียบบ่อยๆ
ทำให้มีอุปสรรคมากขึ้นในการทำงาน เขาเล่าให้ฟังว่า
"งานบางอย่างผมทำให้เสร็จได้ภายใน 1 วัน แต่ถ้าให้พวกเขาทำกัน
เขาจะเสียเวลาในการประชุมถกเถียง ด้วยวิธีที่เยิ่นเย้อ หรือมีการเสนอแผนงานที่ไม่รัดกุม
ทำให้ผมรำคาญ ครั้นพอผมเสนอแผนงานออกไป มันเข้าท่ากะทัดรัดและผลลัพธ์ก็ได้ดี
จึงทำให้พวกเขารู้สึกเสียหน้า และไม่ชอบผมเลย"
เขาก็รู้สึกเหงา ทั้งที่ทำงานได้ผลดี แต่รู้สึกว่าไม่มีเพื่อน
"บางครั้งผมรู้สึกว้าเหว่ และชักไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะทำงานไปเพื่ออะไร ทำไมผมจึงไม่มีเพื่อน
ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองอยากได้เพื่อน และพยายามทำดีกับเขา แต่เขาก็ไม่ยอมรับให้ผมเป็นเพื่อน
ผมรู้ดีว่าความสำเร็จในขั้นสูงสุดต่อไปนั้น ต้องอาศัยแรงผลักดันจากเพื่อนร่วมงานที่พร้อมจะร่วมมือด้วย
ผมจึงกังวลกับความรู้สึกว้าเหว่ ในที่ทำงานของผม"
เขากล่าวในตอนท้าย
เก่งแล้วระวังตัว
คนเก่งรายนี้จบปริญญาเอก มาเล่าให้ฟังว่า
ด้วยความรู้สึกที่ว่าเขาเป็นคนเก่ง ทำงานเก่ง ประสบความสำเร็จมาก
ผู้คนรอบข้างก็คอยดูว่า เขาจะทำอะไรต่อไป
และอีกหลายๆ คน ก็พร้อมจะเยาะเย้ยทันที ที่เขาทำอะไรพลาด
เขากล่าวว่า
"ผมเลยต้องคอยระวังตัวในการทำงานอยู่เสมอๆ เพราะกลัวว่าถ้าพลาดลงมาจะมีคนพร้อมจะกระทืบซ้ำทันที"
แน่นอน มนุษย์อิจฉาคนเก่ง แน่นอนที่สุด ที่คำกล่าวนี้เป็นจริง
เพราะมนุษย์อยากมีความเก่ง แต่มนุษย์ก็ไม่ค่อยมีความเก่งกันหรอก
ความเก่งจึงเป็น 'ของหายาก' ที่ใครๆก็อยากได้มีไว้ในครอบครอง
เมื่อตัวเราไม่สามารถมีไว้ได้ ก็เลยอิจฉาคนอื่นที่เขามีอยู่ และไม่อยากให้เขามีไว้ ในครอบครองด้วย
โดยเฉพาะคนเก่งที่เป็นผู้ชาย เขาจะถูกอิจฉาโดยผู้ชายด้วยกันมากมาย
แม้ว่าต่อหน้าเขาจะทำท่าทีชื่นชมกันก็ตาม เพราะผู้ชายเป็นเพศที่อยากได้อำนาจ และอยากได้ความตื่นเต้นมากๆ
ความเก่งจะทำให้เขาได้อำนาจ และสร้างความตื่นเต้นของชีวิต ในรูปแบบต่างๆ ได้
ผู้ชายจึงพร้อมจะเลียนแบบคนเก่งได้ดี และก็พร้อมจะโค่นคนเก่งลงได้ดีเช่นกัน
เพราะความอิจฉาโดยเฉพาะในกลุ่มคน ที่มีศักยภาพใกล้เคียงจะอิจฉากันมาก
ถ้าหากมีสถานภาพหรือศักยภาพ แตกต่างกันมากๆจะไม่อิจฉากันมากหรอก
เช่น ขอทาน หรือภารโรง มักไม่อิจฉานายกรัฐมนตรีหรอก!
ผู้หญิงจะชื่นชมคนเก่ง ได้ดีกว่าผู้ชาย
ใช่ถ้าคนเก่งนั้นเป็นผู้ชาย ผู้หญิงจะเป็นพวกที่ชื่นชมคนเก่งที่เป็นผู้ชายได้อย่างมั่นคง และอย่างออกหน้าออกตา
และในความหมายของคนเก่งนั้น เราก็มักนึกถึงผู้ชายกันมากกว่าผู้หญิง
ผู้ชายเก่งทั้ง 3 รายที่กล่าวมาแล้วนั้น พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
เขาไม่มีปัญหากับผู้หญิงเลยและผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ชื่นชมเขา อย่างออกหน้าออกตาด้วย
เป็นไปได้ว่า ในสภาพจิตใจของผู้หญิงนั้น
พวกเธอต้องการความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต ไม่ชอบเสี่ยงโลดโผนอะไรมากนัก
ฉะนั้นการรู้จักคนเก่งจึงทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย และอยากอยู่ใกล้
อยากเก็บเอาไว้นานๆมากกว่าอยากจะแข่งขัน หรือทำลายเสีย
ถ้าเป็นผู้หญิงเก่งเล่า ใคร จะอิจฉาดูออกจะเสียเปรียบสักหน่อย
ที่ถ้าผู้หญิงนั้นเก่งเท่าๆกับผู้ชาย ผู้หญิงด้วยกันก็จะอิจฉา และผู้ชายก็จะยอมรับได้ยาก
แต่ถ้าหากเก่งเกินชายไปเลยก็จะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งจากชายและหญิง
ก็ดูอย่าง อินทิรา คานธี หรือ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ เป็นไร
เก่งแล้วให้สบายใจด้วย ทำอย่างไรดี
นั่นคือคำถามที่ผมได้รับ จากคนเก่งอยู่เรื่อยๆก็เลยอยากแนะนำว่า
1. ต้องรู้จักถ่อมตัวให้เป็น อย่ายกตัวนัก คนเขาไม่ชอบ จงให้โอกาสคนอื่นเขาเก่งบ้าง
สนับสนุนหรือให้โอกาสคนอื่นเขาพูดถึงความสำเร็จของเขาบ้าง ชมเขาด้วย และต้องชมด้วยความจริงใจ
2. ทักทายคนอื่นก่อนเสมอๆ จับไม้จับมือลูกน้องบ้างเมื่อมีโอกาส(เพศเดียวกัน)
ถ้าไปงานชุมนุมศิษย์เก่าของสถาบัน คุณก็ต้องเป็นฝ่ายไปทักทายเพื่อนฝูงก่อนเสมอ อย่ารอให้เขามาทักทายเรา
เพราะจะมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่กล้าหรือไม่ยอมเข้ามาทัก แต่จะไปนินทาลับหลังว่า หยิ่ง ...ยโส
จงยิ้มแย้มแจ่มใสต่อคนอื่นเสมอๆ เมื่อมีโอกาสก็ให้วานลูกน้องหรือคนอื่น
ทำอะไรให้ตัวเองเสียบ้าง ก็คือทำตัวเป็นคนไม่เก่ง หรือเป็นคนอ่อนแอเสียบ้าง
คนที่เขาได้ทำอะไรให้เราได้บ้าง เขาจะได้ชื่นใจ
3. มีความคงเส้นคงวา รักษาความเก่งให้คงที่ เพราะคนเก่งนั้นคนเขาคาดหวังสูง
ถ้าทำอะไรเหมือนคนทั่วๆ ไป คนอื่นเขาก็จะแลดูว่า ธรรมดาหรือไม่เข้าท่า
ฉะนั้นขั้นตอนการทำงานและประสิทธิภาพ ในการทำงานของคนเก่งจะต้องดีกว่าคนอื่นๆ
4. มีโลกส่วนตัวของตัวเอง จงคบกับเพื่อนสนิทๆ ที่จะได้บ่นหรือแสดงความอ่อนแอได้บ้าง
ฝึกหัดจิตใจของตัวเองให้ยอมรับความพ่ายแพ้ ที่จะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งแน่ๆ
เพราะแม้ว่าเราจะเก่งแค่ไหน แต่เราก็ต้องแก่ลงๆ จะมีคนอื่นที่เก่งกว่าเข้ามาแทนที่
เราจะได้ไม่เสียใจมากขึ้นเมื่อถึงเวลานั้น
5. คนเก่งทั้งหลายมักมีเงื่อนไขมาก ต้องลดเงื่อนไขในชีวิตของตนเองและกับคนอื่นลงด้วย
ต้องฝึกใจให้มีความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข(Unconditioned Love) กับบุคคลทั่วๆ ไป
รักในความเป็นเพื่อนมนุษย์ของเขาเท่านั้นก็พอ ใจจะกว้างขึ้น
6. ต้องมีการรู้ระวังตัวเอง (Self Awareness) อยู่ตลอดเวลา
รู้ว่าตอนไหน ควรทำอะไรและอย่างไร จึงจะเหมาะสม
ความเหมาะสมเป็นสิ่งที่คนเก่งมองข้ามเสมอ เพราะมักจะมองแค่ความถูกต้องเรื่อยๆ
7. ช่วยพัฒนาลูกน้อง หรือคนข้างเคียงไปด้วย เขาจะได้ไม่รู้สึกถูกทอดทิ้ง
ก็ขอให้คนเก่งทั้งหลายจงโชคดี อย่าเก่งแล้วโชคร้าย โดยมีคนเกลียดรอบข้างมากมายเลย
เรียบเรียงโดย : ศ.ดร.น.พ.วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์)