|
การดำเนินชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน อาจทำให้คุณ ละเลย
หรือให้ความสนใจเพียงเล็กน้อย กับการดูแลสุขภาพ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ อาหารการกิน
สภาพจิตใจ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนให้เพียงพอ
จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนมีสุขภาพไม่แข็งแรง
หรือมีปัญหาด้านสุขภาพ
การได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการป้องกัน บำบัด บรรเทา
และรักษาสุขภาพ จะช่วยคุณสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองได้ดีขึ้น
โรคบางโรค บางอาการ ก็สามารถป้องกันได้ง่ายๆ
ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลในทุกๆด้าน
ขอนำข้อมูลสุขภาพและสาระน่ารู้เพิ่มเติม จากผู้รู้
จากแหล่งอ้างอิง เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อให้ท่านมีสุขภาพที่ดี
การได้สารอาหารครบถ้วน ตามหลักวิชาการคือ อาหารครบ 5
หมู่ในการบริโภคอาหารในแต่ละวัน คุณก็จะมีสุขภาพแข็งแรง
ระดับหนึ่งแต่ไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ สุขภาพแข็งแรงประกอบด้วย
เซลล์ คือ โครงสร้างและหน่วยทำงานที่เล็กที่สุด
เป็นสิ่งมหัศจรรย์เล็กๆ ที่สิ่งมีชีวิต ทุกชนิดต้องมี
เซลล์มีหน้าที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ รวมทั้งผิวหนัง
กล้ามเนื้อ กระดูก เซลล์จึงถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายของเรา
สารอาหารจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับที่ทานควรทราบ ดังรายละเอียด
ประโยชน์ของไขมันจำเป็น
เลซิตินเป็นสารประกอบระหว่างกรดไขมันจำเป็น ฟอสฟอรัส
และวิตามินบี 2 ตัว ได้แก่ โคลีน(Choline) และอินอสซิตอล (Inositol)
เราสามารถพบเลซิตินได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์
สำหรับร่างกายมนุษย์จะพบมากในอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ตับ ไต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองมีเลซิตินเป็นส่วนประกอบถึง 30% ซึ่งเลซิตินจำเป็นต่อการควบคุมขบวนการต่างๆภายในเซลล์
ให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติแล้วเราได้รับเลซิตินจากอาหารทั่วไปอยู่แล้ว
แต่อาจไม่เพียงพอต่อร่างกาย
เลซิติน พบได้ตามธรรมชาติจาก 2 แหล่ง ที่สำคัญ คือ
ร่างกายมนุษย์ สามารถผลิต เลซิติน ขึ้นได้เองโดย "ตับ"
สารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ผลิตเลซิติน เช่น กรดไขมันจำเป็น วิตามินบี
และสารอาหารสำคัญอื่นๆ
หากร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆเหล่านี้ไม่เพียงพอจะส่งผลให้ร่างกายสร้างเลซิตินได้ไม่เพียงพอ
แหล่งธรรมชาติ พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยจะพบมากในไข่แดง ถั่วเหลือง
เมล็ด ทานตะวัน ถั่วลิสง จมูกข้าวสาลี เป็นต้น
ส่วนใหญ่อาหารเหล่านี้มักจะให้โคเลสเตอรอลสูงด้วย
การรับประทานเลซิตินเสริมจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันเลซิตินมักจะสกัดได้จาก
ไข่แดง และถั่วเหลือง ซึ่งถั่วเหลืองจะเป็นแหล่งที่ดีในการสกัดเลซิติน
เพราะปราศจากไขมันโคเลสเตอรอล
และยังอุดมไปด้วยโปรตีนที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากกว่า
ซึ่งร่างกายของเราต้องการเลซิตินวันละ 6 กรัม ส่วน Choline
ต้องการวันละ 0.6-1 กรัม สมัยก่อนไม่ค่อยพบว่ามีการขาดสารเลซิติน
แต่ปัจจุบันคนนิยมรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ
จึงอาจจะทำให้เกิดการขาดสารเลซิติน
เลซิติน...ช่วยเสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม
จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ อเดลล์ เดวิส
นักโภชนาการชาวสหรัฐ ได้รายงานว่าในร่างกายของคนที่มีสุขภาพดี จะมีสารเลซิตินอยู่ในสมองถึง
30% ของน้ำหนักทั้งหมด เลซิตินจึงมีความสำคัญต่อสมอง ซึ่งในปี 1975
นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันเทคโนโลยี แมตซาจูเสต ค้นพบว่าโคลีนในเลซิติน
เป็นสารจำเป็นที่ร่างกายจะนำไปใช้เพื่อสร้างสารสื่อประสาท (Neurotransmitters)
ที่เรียกว่า อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine)
ซึ่งช่วยในการส่งข้อมูลระหว่างเซลล์สมองแต่ละเซลล์
และระหว่างสมองกับการสั่งงานไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
และช่วยทำหน้าที่ในการถ่ายทอดข้อมูลและความรู้สึกเพื่อให้แสดงพฤติกรรมต่างๆ
ได้ตามความต้องการของสมอง นอกจากนั้น
ปัจจุบันการรักษาทางการแพทย์ได้ใช้เลซิตินในการบำบัดโรคทางสมองต่าง ๆ
เช่น Parkinsons Disease, Alzheimers Disease, Tardive Dyskinesia
ซึ่งเป็นโรคทางสมอง ที่เกิดจากเซลล์ประสาทขาดสาร Acetylcholine
หรือคนชราที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม
พบว่าบางคนอาจจะมีอาการดีขึ้นเมื่อได้รับประทานเลซิติน วันละ 25 กรัม
เป็นเวลาหลาย ๆ เดือนติดต่อกัน และการศึกษาในผู้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม
(Alzheimers Disease) ระยะเริ่มแรก พบว่าการให้โคลีนเป็นระยะเวลา 6
เดือนจะช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ หรือการให้โคลีนร่วมกับยาที่ใช้รักษา (cholinesterase
inhibitors) ก็ทำให้มีการพัฒนาความสามารถที่ต้องใช้ความจำด้วย
และสำหรับสภาพสังคม ในปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่จะมีการเครียดสูง หลงลืม
หงุดหงิด นอนไม่หลับ และอารมย์เสียง่าย
ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของโรคเส้นประสาทเสื่อม
พบว่าอาการดังกล่าวอาจบำบัดได้โดยการรับประทานเลซิติน
เลซิติน...ช่วยบำรุงตับ ลดการทำลายเซลล์ตับ
สารสำคัญที่พบในเลซิติน คือ ฟอสฟาทิดิลโคลีน (Phosphatidylcholine)
เป็นสารที่มีความสำคัญ
เนื่องจากเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย
รวมทั้งเซลล์ตับ นอกจากนั้นฟอสฟาทิดิลโคลีน
ยังมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดความผิดปกติจากยา
แอลกอฮอล์ สารเคมี สารพิษต่างๆ ที่มีส่วนในการทำลายตับ ดังนั้นฟอสฟาทิดิลโคลีน
ในเลซิตินจึงมีบทบาทในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ตับได้
การใช้เลซิตินในการบรรเทาโรคตับชนิดต่างๆ
โรคตับจากแอลกอฮอล์ จากรายงานทางการแพทย์ของ Lieber
และคณะในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งเป็นการศึกษาทั้งหมด 20 ศูนย์ในอเมริกา
โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 789 ราย โดยผู้ป่วยจะได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน
จากผลการตรวจชิ้นเนื้อของตับที่ 24 เดือน
หลังจากการรักษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับจากแอลกอฮอล์ที่ได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน
มีแนวโน้มที่ดีและค่าเอมไซม์ของตับดีขึ้น
โรคตับจากยา
จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่ามีการศึกษาการป้องกันตับอักเสบในผู้ป่วยที่รับยาต้านวัณโรค
จำนวนคนไข้ 340 คน โดยได้รับยาต้านวัณโรคร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน 900
มิลลิกรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับฟอสฟาทิดิลโคลีน
พบว่ากลุ่มคนไข้ที่ได้รับยาต้านวัณโรคร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน
ไม่พบค่าความผิดปกติของค่าเอมไซม์ของตับ
เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับร่วมกับฟอสฟาทิดิลโคลีน
กลับพบว่าค่าค่าเอมไซม์ของตับสูงขึ้นกว่าปกติ
โรคตับจากภาวะไขมันพอกตับ
เซลล์ตับปกติ เซลล์ตับที่มีไขมันพอก
ไขมันพอกตับหรือที่เรียกว่า Nonalcoholic fatty
liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมัน
อยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มสุรา
เซลล์ไขมันนี้จะไม่ก่อนให้เกิดการเสียหายหรืออักเสบกับตับในระยะแรก
แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่ไขมันทำให้เกิดการอักเสบของตับ
จนในที่สุดก็จะเป็นตับแข็ง (Cirrhosis) ซึ่ง
เลซิตินช่วยลดการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้เพราะ โคลีนในเลซิตินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานของเซลล์
โดยเฉพาะเซลล์ตับ พบว่าหากขาดโคลีนจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้
โคลีนจะมีผลในการเร่งการเผาผลาญไขมันที่ตับ
ทำให้ไขมันถูกนำไปใช้เป็นพลังงานมากขึ้น เลซิตินมีผลในการช่วยลดไขมันในเลือด
โดยเฉพาะไขมันโคเลสเตอรอลที่เป็นตัวการสำคัญในการทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ
ดังนั้นการรับประทานเลซิตินจะทำให้ลดโอกาสเกิดภาวะไขมันพอกตับได้
เลซิติน...ช่วยลดไขมันโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคสมองและหัวใจขาดเลือด
เนื่องจากคุณสมบัติของไขมันโคเลสเตอรอลที่ไม่ละลายรวมตัวกับน้ำ
ทำให้ไขมันโคเลสเตอรอลไม่ละลายในเลือด
แต่จะจับตัวเป็นก้อนตกตะกอนอยู่ตามผนังเส้นเลือด
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดหลอดเลือดอุดตัน
และโรคสมองและหัวใจขาดเลือดตามมาได้ในที่สุด ซึ่งเลซิตินจะมีคุณสมบัติช่วยทำให้ไขมันโคเลสเตอรอลและน้ำรวมตัวกันได้ดีขึ้น
ส่งผลให้ไขมันโคเลสเตอรอลไม่เกาะติดกับผนังเส้นเลือดจนเกิดการอุดตัน
และช่วยเพิ่มระบบไหลเวียนเลือดให้ดีขึ้น นอกจากนั้นเลซิตินช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด
โดยช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันของตับ
ส่งผลให้ร่างกายมีการนำไขมันไปใช้เป็นพลังงานได้ดี
นอกจากนั้นเลซิตินยังมีส่วนช่วยลดการดูดซึมและเพิ่มการขับถ่ายไขมันโคเลสเตอรอลทางอุจจาระ
และช่วยเพิ่มสัดส่วนของไขมันเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL-Cholesterol)
ที่เป็นไขมันชนิดดี
ที่มีหน้าที่นำพาไขมันที่สะสมและอุดตันตามผนังเส้นเลือดกลับไปทำลายที่ตับ
ส่งผลในการช่วยลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลได้อีกทางหนึ่ง
ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อสุขภาพ
ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ในผู้ที่มีภาวะไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
เลซิตินเป็นองค์ประกอบของเยื่อบุผิวของเซลล์ เพราะร่างกายจะนำเลซิตินไปใช้ในการสร้างเยื่อบุผิวเซลล์ต่างๆ
เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ผิวหนัง
รวมถึงเซลล์ของอวัยวะต่างๆ
ช่วยในกระบวนการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันได้ดีขึ้น การรับประทาน
Lecithin จะช่วยให้ร่างกายสามารถนำวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น
วิตามินเอ ดี อี และ เค ดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยควบคุมน้ำหนักของร่างกาย เพราะเลซิตินจะช่วยทำให้ไขมันกระจายตัวเป็นอนุภาคเล็ก
ๆ ที่แขวนลอยในน้ำ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันโคเลสเตอรอลได้ดีขึ้น
เลซิตินที่ดี ต้องปลอดสารฟอกสี
ปัจจัยสำคัญในการเลือกสารอาหารจากธรรมชาติ
คงต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยที่จะได้รับเป็นสำคัญ ซึ่งการเลือกเลซิตินที่บริสุทธิ์สกัดจากถั่วเหลือง
เป็นวัตถุดิบเกรดเอที่ปราศจากการสารฟอกสี การแต่งสี แต่งรส
เนื่องจากสารฟอกสีเป็นสารที่มักจะนิยมใช้ในขบวนการการผลิตเลซิติน
ซึ่งเป็นอันตรายก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบ
และตับแข็งได้ถ้ารับประทานต่อเนื่องในระยะยาว ดังนั้นจึงควรเลือกเลซิตินที่ผลิตภายใต้มาตรฐานการผลิต
ระดับสากล
|