ยาเม็ดคุมกำเนิดคืออะไร
ยาเม็ดคุมกำเนิด คือยาเม็ดที่ใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์แบบชั่วคราวประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน และโปรเจสโตเจน จัดทำไว้เป็นแผงหลายชนิดแต่ละชนิดจะมีปริมาณตัวยาและจำนวนเม็ดไม่เท่ากัน เช่น 21, 22 และ 28 เม็ด ผู้ใช้ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง บางชนิดอาจหยุดยาเป็นช่วง และเมื่อเลิกใช้ยาก็สามารถกลับมามีบุตรได้อีก
ประเภทของยาเม็ดคุมกำเนิด
1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ยาแต่ละเม็ดมีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสโตเจนเป็นส่วนประกอบ มีทั้งชนิด 21, 22 และ 28 เม็ด ยาชนิด 28 เม็ดนั้น ตัวยา 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นจะไม่มีตัวยาฮอร์โมนแต่จะเป็นวิตามินหรือธาตุเหล็ก ยาเม็ดคุมกำเนิดในกลุ่มนี้ยังแบ่งย่อยเป็นอีก 2 ชนิด คือ
1.1 ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนระดับเดียว ยาทุกเม็ดมีปริมาณตัวยาฮอร์โมนรวมเท่ากัน ปัจจุบันนิยมใช้ชนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนต่ำๆ คือ 20-30 ไมโครกรัม ส่วนโปรเจสโตเจนที่ใช้มีหลายชนิด และยังคงมีการพัฒนาเพื่อหาฮอร์โมนโปรเจสโตเจนชนิดใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง และผลข้างเคียงต่ำๆ ด้วย
1.2 ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ ยาเม็ดคุมกำเนิดนี้จะมีฮอร์โมนเหมือนชนิดแรก แต่มีปริมาณยาแตกต่างกันเป็นหลายระดับเพื่อเลียนแบบการหลั่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดตามธรรมชาติในแต่ละรอบเดือน ซึ่งจะมีผลให้อาการข้างเคียงต่างๆ ของยาลดลง
2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีเฉพาะโปรเจสโตเจน เป็นยาที่มีฮอร์โมนในขนาดน้อยจัดทำเป็นแผง 28 เม็ด ยาทุกเม็ดมีตัวยาเหมือนกัน การกินยาให้เริ่มกินยาในวันแรกของรอบประจำเดือน และกินยาต่อเนื่องไปทุกวันโดยไม่ต้องหยุดยา เมื่อหมดแผงให้เริ่มใช้ยาแผงใหม่ได้ทันที
ยานี้มีประโยชน์ ในผู้ที่ไม่สามารถทนอาการข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เช่น คลื่นไส้อาเจียน แต่ว่าประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะต่ำกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม
3. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ภายหลังการร่วมเพศ ในปัจจุบันนำมาใช้กันมากโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันล่วงหน้า โดยผู้ใช้ไม่ได้ตระหนักถึงผลเสียและอันตรายที่เกิดขึ้น
ยากลุ่มนี้มีทั้งแบบตัวยาฮอร์โมนชนิดเดียวขนาดสูงและชนิดฮอร์โมนรวม โดยแต่ละชนิดจะมีวิธีกินต่างกัน ส่วนมากนิยมใช้ชนิดที่กินหลังมีเพศสัมพันธ์ทันที เพราะใช้ง่าย แต่เนื่องจากมีฮอร์โมนขนาดสูงมาก จึงมีอาการข้างเคียงสูงกว่ายาเม็ดคุมกำเนิดกลุ่มอื่นๆ ผู้ใช้จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างมาก มีเลือดออกผิดปกติ และมีอันตรายต่อร่างกายสูงกว่า เช่น ยาบางตัวในกลุ่มนี้มีข้อจำกัดไม่ควรใช้เกินเดือนละ 4 เม็ด
นอกจากนี้ผลการป้องกันการตั้งครรภ์ยังต่ำกว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรวม ถ้าผิดพลาดอาจเกิดการตั้งครรภ์ได้จึงเหมาะในการใช้กับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย เช่น สัปดาห์ละครั้ง ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีถูกข่มขืน หรือไม่ได้เตรียมคุมกำเนิดมาก่อน

 

 

ยาเม็ดคุมกำเนิดป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
ยาเม็ดคุมกำเนิด มีการคิดค้นและนำมาใช้กว่า 50 ปีแล้ว โดยพบว่ายามีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ที่สำคัญคือ
1. ป้องกันไม่ให้ไข่สุก และยับยั้งการตกไข่
2. สกัดกั้นอสุจิไม่ให้เข้าสู่มดลูก โดยทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น
3. ขัดขวางการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว

ผู้ที่ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ฮอร์โมนคุมกำเนิดนอกจากสามารถป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังไปออกฤทธิ์ตามอวัยวะต่างๆ หลายแห่งทั่วร่างกาย ตลอดจนมีผลต่อกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่อผู้ใช้บางกลุ่มที่เป็นโรค หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคบางอย่าง ก่อนใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดจึงควรพิจารณาถึง

ภาวะที่เป็นข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยา
1. มะเร็งของอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน และ/หรือ เต้านม
2. โรคตับระยะเฉียบพลัน หรือมีความผิดปกติในการทำงานของตับ
3. โรคของถุงน้ำดี
4. มีเลือดออกจากโพรงมดลูกที่ไม่ทราบสาเหตุ
5. เป็นโรค หรือ เคยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
6. ความดันโลหิตสูง
7. ตั้งครรภ์ หรือ สงสัยว่าตั้งครรภ์
8. โรคลมชัก
9. โรคเบาหวาน
10. อายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปที่อ้วนมาก มีไขมันในเลือดสูง หรือสูบบุหรี่จัด
11. มีระดูน้อย หรือขาดระดู
12. ปวดศีรษะบ่อย ปวดศีรษะไมเกรน
ถ้าท่านเป็นผู้ที่จะเริ่มใช้ยาเป็นครั้งแรกหรือเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเอง ควรตรวจสอบตนเองว่าเป็นผู้ที่ไม่ควรใช้ยานี้หรือไม่ ถ้าสงสัยหรือไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

 


อาการข้างเคียงของยาเม็ดคุมกำเนิด
ในปัจจุบันยาเม็ดคุมกำเนิดส่วนใหญ่มีระดับฮอร์โมนต่ำจึงพบอาการข้างเคียงต่างๆ ลดลงและอาการข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรง เช่น
อาการคลื่นไส้อาเจียน มักพบในช่วงแรกของการใช้ยา และแก้ไขโดยให้กินยาเม็ดคุมกำเนิดหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน แต่ถ้ามีอาการมากหรือเป็นอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนชนิดยาเม็ดคุมกำเนิด แต่ถ้าใช้ยามานานแล้วและในระยะแรกไม่มีอาการ อาจเป็นผลจากการตั้งครรภ์หรือโรคอื่น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุต่อไป
อาการเจ็บคัดเต้านม พบในระยะแรกของการใช้ยา ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่จะมีอาการลดงลงหรือหายไปในเวลาต่อมา
เลือดออกกะปริดกะปรอย มักพบในผู้ที่ลืมกินยาบ่อยๆ และอาจเกิดได้ในระยะแรกของการใช้ยาเช่นกัน ซึ่งผู้ใช้ควรกินยาอย่างสม่ำเสมอ
การขาดระดูระหว่างการใช้ยา ควรตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่ได้เกิดการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่กินยาไม่สม่ำเสมอ หรือกินยาบ่อยๆ
ผลข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่ม สิว ฝ้า ผมร่วง ปวดศีรษะ เป็นต้น อาการที่กล่าวมานั้นจะเกิดขึ้นในระยะแรกของการใช้ยา และส่วนใหญ่หายได้เองเมื่อใช้ยาไป 2-3 เดือน
แต่ถ้าหากมีอาการมากหรือเป็นอยู่นานจนเป็นปัญหา หรือเกิดความกังวลใจควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งอาจแก้ไขโดยการเปลี่ยนชนิดยา ตลอดจนอาจแนะนำให้ใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ แทน

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

ให้สังเกตอาการข้างเคียงที่รุนแรงและเป็นอันตรายจากอาการเตือนดังนี้
1. มีอาการปวดบริเวณท้องอย่างรุนแรง ตัวเหลือง ตาเหลือง
2. มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูง
3. มีอาการปวด และ บวม ที่เท้า ขา และน่อง
4. ปวดตา ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบ
5. มีอาการปวดหน้าอกอย่างรุนแรง หายใจหอบ เหนื่อยง่าย
เมื่อท่านใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วมีอาการเตือนดังที่แสดงไว้ ควรหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันทีวิธีรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
แผง 21, 22 เม็ด
เริ่มใช้ยาตั้งแต่วันที่ 1 ของรอบประจำเดือน (นับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1) อาจเริ่มกินยาช้ากว่านี้ได้แต่ต้องไม่เกินวันที่ 5 ของรอบประจำเดือน กินยาติดต่อกันทุกวันจนหมดแผง ในเวลาใดก็ได้ แต่ควรทานเวลาเดียวกันทุกวัน หยุดยา 7 วัน สำหรับผู้ใช้ยาชนิด 21 เม็ด และหยุดยา 6 วัน สำหรับผู้ใช้ยาชนิด 22 เม็ด
การเริ่มยาในวันแรกของรอบประจำเดือน จะได้ผลการคุมกำเนิดดีตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มกินยา แต่จะมีผลให้รอบประจำเดือนแรกหลังจากใช้ยาสั้นกว่าปกติ จากนั้นรอบประจำเดือนต่อไปจะเป็นปกติประมาณ 28 วัน
การเริ่มยาในวันอาทิตย์แรกของรอบประจำเดือน บางครั้งจะช่วยปรับให้ไม่มีประจำเดือนช่วง วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์
ระหว่างหยุดยา 2-4 วัน จะมีเลือดประจำเดือนมา เมื่อหยุดยาครบกำหนดให้เริ่มแผงใหม่ในวิธีเช่นเดิม ผู้ใช้จะเริ่มกินยาเม็ดใดในแผงก่อนก็ได้แต่ถ้ากินตรงกับวันกำกับจะช่วยป้องกันไม่ให้ลืมกินยา

เลือกกินให้ตรงกับชนิดยาที่ลืมด้วย

ข้อแนะนำผู้ที่จะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
ก่อนที่จะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบประวัติความเจ็บป่วยต่างๆ ว่ามีโรคหรือภาวะที่เป็นข้อห้ามของการใช้ยาหรือไม่ โดยแพทย์จะทำการตรวจดังนี้
- การตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ความดันโลหิต
- การตรวจเต้านม
- การตรวจภายใน และตรวจหามะเร็งปากมดลูก
ในสถานที่ที่ทำได้อาจตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และกรณีไม่สะดวกที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ควรตรวจสอบประวัติสุขภาพด้วยตนเองก่อนตามแบบสอบประวัติสุขภาพสำหรับผู้ที่จะเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ผู้ที่ไม่มีอาการใดอาการหนึ่งตามที่ระบุไว้จึงจะสามารถใช้ยาได้
และกรณีที่ไม่แน่ใจหรือพบปัญหาสุขภาพใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใแผง 28 เม็ด
เริ่มกินยาในวันแรกของรอบประจำเดือน กินเม็ดแรกในส่วนที่ระบุบนแผงว่าเป็นจุดเริ่มต้นใช้ยา และกินตามวันกำกับตามทิศลูกศรจนหมดแผง และกินแผงใหม่ติดต่อได้เลยไม่ต้องหยุดยา ยากลุ่มนี้ต้องกินติดต่อกันทุกวันไปตลอด ชื่อยาอาจมีคำว่า ED เพื่อทำให้ทราบว่าเป็นยาชนิด 28 เม็ด
ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนหลายระดับ
ตัวยาในแต่ละเม็ดจะไม่เหมือนกัน เช่น ใน 1 แผง จะมีตัวยาที่ต่างกันถึง 3 กลุ่ม จึงต้องกินยาตรงตามที่ลูกศรกำกับ และเมื่อลืมกินยาต้องช้ยาเพื่อให้มั่นใจว่าท่านเป็นผู้ที่สามารถใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้อย่างปลอดภัย

แบบสอบประวัติผู้ที่จะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด
1. มี หรือ เคยมี ผิวหนังหรือตาเหลือง
2. มีก้อนที่เต้านม
3. มี หรือเคยมีเลือดหรือน้ำเหลืองปนเลือดไหลออกมาจากเต้านม
4. มีระดูมากผิดปกติ
5. มีระดูถี่ผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด
6. มีเลือดออกทางช่องคลอดภายหลังร่วมเพศ
7. มีอาการขาบวม และ ปวดมาก
8. มีอาการเจ็บร้าวในทรวงอกจนแทบทนไม่ไหว
9. มีอาการเหนื่อยมากผิดปกติภายหลังออกกำลังกาย
10. มีอาการปวดศีรษะแทบทนไม่ไหวบ่อยๆ
11. มีอาการเส้นเลือดขอดที่น่องพองผิดปกติ
12. มีความดันเลือดตัวบนสูงกว่า 140 มม.ปรอท
13. มีน้ำตาลในปัสสาวะ
14. มีไข่ขาวในปัสสาวะ

การดูแลสุขภาพระหว่างการใช้ยา
ในระยะแรกควรมาตรวจประมาณ 2-3 เดือน หลังจากเริ่มกินยาเพื่อซักถามปัญหาหรือข้อข้องใจต่างๆ บอกเล่าอาการข้างเคียงที่พบ จะได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเปลี่ยนชนิดยาตามความเหมาะสมของแต่ละคน จากนั้นถ้าผู้ใช้ไม่มีปัญหาใดๆ ควรตรวจสุขภาพปีละครั้งซึ่งประกอบด้วย
- การตรวจสุขภาพทั่วไป เช่น ความดันโลหิต
- การตรวจเต้านม
- การตรวจภายใน และตรวจมะเร็งปากมดลูก
ในผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไขมันในร่างกาย แพทย์จะพิจารณาตรวจเลือดเพื่อศึกษาถึงระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดเพิ่มเติม ถ้าพบสิ่งผิดปกติแพทย์จะแนะนำให้หยุดยาและเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิด
แต่ถ้าอาการผิดปกติใดๆ ที่รุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
เลือดออกกะปริดกะปรอย

การมีเลือดออกกะปริดกะปรอยเมื่อใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในเดือนแรกๆ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากกินยาไปแล้ว 2-3 เดือน ยังมีเลือดออกอยู่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดยา
นอกจากนี้ยังพบอาการนี้ได้ในผู้ที่มักลืมกินยา หรือมีการใช้ยาอื่นๆ ที่มีผลลดประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิด

เมื่อใช้ยาแล้วประจำเดือนไม่มา
ปกติการกินยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง 21, 22 เม็ดนั้น ในช่วงที่หยุดกินยาควรมีประจำเดือนมา และสำหรับฮอร์โมนรวมชนิด 28 เม็ด ช่วงที่กำลังกินยา 7 เม็ดที่ไม่มีตัวยาฮอร์โมนก็ควรมีประจำเดือน
เมื่อเริ่มยาแผงแรกแล้วแต่ไม่มีประจำเดือน อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ (แม้ว่าช่วงแรกของการใช้ยาร่างกายจะปรับตัวอาจทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้) แต่ควรตรวจการตั้งครรภ์เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆ จึงจะกินยาต่อไปได้ ผู้ใช้สามารถตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดตรวจสอบสำเร็จรูปซึ่งทำได้ง่ายๆ สะดวก ให้ผลชัดเจนและราคาไม่แพง หรือจะไปพบแพทย์โดยตรงก็ได้
แต่ในผู้ที่เคยใช้ยาแล้วและช่วงที่หยุดยาก็มีประจำเดือนปกติ ถ้ามีปัญหาประจำเดือนไม่มาต้องรีบตรวจการตั้งครรภ์ทันทีเช่นกัน
กรณีที่ใช้ยาแล้วประจำเดือนไม่มา และตรวจแล้วว่าไม่ได้เกิดการตั้งครรภ์ อาจแก้ไขโดยเปลี่ยนชนิดยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดกับการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง
โดยส่วนใหญ่จากผลการศึกษายาเม็ดคุมกำเนิดไม่มีผลทำให้ผู้ใช้มีโอกาสเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม เนื้องอกของมดลูก เป็นต้น และมีผลลดการเกิดเนื้องอกเต้านมชนิดไม่ร้ายแรง เนื้องอกรังไข่ชนิดไม่ร้ายแรง มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ส่วนมะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งตับ ผลการศึกษายังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เพราะการเกิดมะเร็งทั้งสองชนิดเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น การเกิดมะเร็งปากมดลูก เกี่ยวข้องกับประวัติการมีเพศสัมพันธ์ ส่วนการเกิดมะเร็งตับนั้นพบได้น้อยมากในผู้หญิงอยู่แล้ว และยังเกี่ยวกับความชุกของไวรัสตับอักเสบบางชนิด สารก่อมะเร็งตับบางอย่างที่พบในอาหาร เช่น ถั่วลิสงขึ้นรา
ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ควรวิตกกังวัลในเรื่องผลของยากับการเกิดมะเร็งมากเกินไป เช่น กรณีของมะเร็งปากมดลูกระยะแรกๆ สามารถตรวจพบและรักษาให้หายได้ หากหมั่นตรวจสุขภาพโดยตรวจภายใน และตรวจหามะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอทุกปี
ทำอย่างไรถ้าลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิด
ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นยาที่ต้องใช้ประจำ การลืมกินยาเป็นเรื่องที่พบบ่อยๆ แม้ว่าไม่เป็นอันตรายแต่ก็มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ใช้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และถ้าลืมบ่อยๆ อาจเกิดการตั้งครรภ์ได้ จึงควรกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน เก็บยาในที่เห็นง่ายๆ เพื่อช่วยเตือนไม่ให้ลืมกินยาได้บ้าง และในกรณีที่ลืมกินยาแล้วให้แก้ไขดังนี้
1. ลืม 1 เม็ด ให้กินทันทีที่นึกได้ และกินเม็ดต่อไปตามปกติ
2. ลืม 2 เม็ดติดต่อกันในช่วง 2 สัปดาห์แรก ให้กินยา 2 เม็ดติดต่อกัน 2 วัน แล้วกินต่อไปตามปกติจนหมดแผง ให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย หรืองดร่วมเพศ 7 วัน
3. ลืม 2 เม็ดติดต่อกันในช่วงสัปดาห์ที่ 3 หรือลืมมากกว่า 2 เม็ด ในช่วงใดก็ตามให้หยุดยาแผงนั้นจนกว่าจะมีเลือดประจำเดือน จึงเริ่มยาแผงใหม่ ให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยหรืองดร่วมเพศ ตั้งแต่เริ่มหยุดยาจนกินยาแผงใหม่ไป 2 สัปดาห์
สำหรับผู้ที่ลืมกินยาบ่อยๆ ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ เช่น ยาฉีดคุมกำเนิด ห่วงอนามัย เป็นต้น ซึ่งจะให้ผลป้องกันการตั้งครรภ์ดีกว่า เพราะไม่ขาดยา แต่จะเลือกใช้วิธีใดนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด
การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการใช้ยา
เมื่อเริ่มใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดแผงแรก ทั้งในผู้ที่ใช้ยาเป็นครั้งแรก ผู้ที่ต้องการเริ่มใช้ใหม่หลังจากหยุดยาไปช่วงหนึ่ง ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ใน 2 สัปดาห์แรกต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย เพราะยาจะยังไม่มีผลในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ทันที หลังจากนั้นผู้ใช้ยาสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตลอดตามปกติ ยกเว้นถ้าลืมกินยาในบางกรณีอาจต้องใช้การคุมกำเนิดวิธีอื่นๆ ร่วมด้วย
นอกจากนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง 21 หรือ 22 เม็ด ที่มีช่วงเวลาหยุดยา 7 และ 6 วัน ตามลำดับ ในช่วงที่หยุดยาก็สามารถมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้เช่นกัน
เมื่อจะใช้ยาอื่นร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด
ถ้ามีอาการเจ็บป่วยอื่นๆ ขณะที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อไปหาแพทย์ หรือซื้อยากินเองควรบอกแพทย์ หรือเภสัชกรด้วยว่ากำลังใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอยู่ เนื่องจากมียาหลายชนิดที่อาจไปลดประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดได้ถ้านำมาใช้ร่วมกัน และอาจเป็นผลให้มีเลือดออกะปริดกะปรอย จนถึงเกิดการตั้งครรภ์ได้ หรือผลของยาที่ใช้ร่วมด้วยลดลง ตัวอย่างเช่น ยาที่ใช้การรักษาวัณโรค ลมชัก ยาปฏิชีวนะบางชนิด ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าว ซึ่งต้องใช้ยารักษาเป็นเวลานานอาจต้องเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีขนาดยาสูงขึ้น หรือใช้วิธีคุมกำเนิดอื่นๆ แทน
ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประโยชน์อะไรบ้าง?
ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประโยชน์ในทางการแพทย์ คือ
- ป้องกันการตั้งครรภ์เพื่อการวางแผนครอบครัว
- ป้องกันการตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราวหรือถูกข่มขืน
- รักษาโรคประจำเดือนมากกว่าปกติ ที่มีได้มีสาเหตุจากเนื้องอกหรือมะเร็ง
- ลดอาการปวดก่อนมีประจำเดือน และอาการปวดขณะมีประจำเดือน
- ใช้เลื่อนประจำเดือน
- ลดภาวะโลหิตจาง
- ลดอุบัติการตั้งครรภ์นอกมดลูก
- ลดอุบัติการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก เนื้องอกรังไข่ เนื้องอกเต้านม
- ใช้รักษาสิวบางชนิด เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมน Cyproterone acetate แต่ทั้งนี้ควรได้รับการแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง สูตินรีแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนใช้
เมื่อเราพร้อมที่จะมีบุตร
สำหรับผู้ที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอยู่ระยะหนึ่งและต้องการมีบุตรมีข้อแนะนำดังนี้ ให้หยุดยาเม็ดคุมกำเนิดได้ทันที และในระยะ 1-2 เดือนแรก หลังหยุดยาควรป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์โดยวิธีอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้ยา เช่น การใช้ถุงยางอนามัย หรือการนับระยะปลอดภัย เพื่อให้มีประจำเดือนมาหลังจากหยุดยาก่อน และเมื่อตั้งครรภ์จะได้ทราบอายุครรภ์ที่แน่นอน ทำให้แพทย์สามารถดูแลมารดา และติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้อย่างถูกต้อง ส่งผลให้เด็กที่เกิดมีสุขภาพที่แข็งแรง

http:://www.drkoop.com

http://www.watpo.com

http://www.rxlist.com

http://www.pharmacycouncil.org

http://www.askrx.net

Hosted by www.Geocities.ws

1