สทิงพระ : ชุมชนโบราณ

Untitled-31.gif (19375 bytes)ชุมชนโบราณสทิงพระ เป็นชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ มีความหมายถึงลักษณะชุมชน โบราณ  ๒ นัยคือ
      ๑.ชุมชนโบราณคาบสมุทรสทิงพระ
      ๒.ชุมชนโบราณสทิงพระ

ชุมชนโบราณคาบสมุทรสทิงพระ
    ได้แก่ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่อยู่ในคาบสมุทรสทิงพระทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่บ้านท่าบอน ตำบลท่าบอน  อำเภอ ระโนด จังหวัดสงขลาถึงบ้านหัวเขาแดง ตำบลหัวเขา  อำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา โดยนัยนี้ ประกอบด้วยกลุ่มชุมชนใหญ่ๆ  ๖ กลุ่ม ได้แก่

  ๑. กลุ่มชุมชนอู่ตะเภา-ระโนด  เป็นชุมชนโบราณในแนวของเส้นทางน้ำบริเวณคลองอู่ตะเภา และคลองระโนดในเขตตำบลระโนด ตำบลท่าบอน  ตำบลปากแตระ ในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา  ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์     เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๔๙  ลิปดาเหนือ  ( บ้านท่าบอน ) ถึง  ๗ องศา ๔๗  ลิปดาเหนือ (บ่านมะขามเฒ่า ) เส้นแวง  ๑๐๐  องศา  ๒๒ ลิปดาตะวันออก ( บ้านท่าบอน )  ถึง ๑๐๐  องศา  ๑๙  ลิปดาตะวันออก (บ้านมะขามเฒ่า )ประกอบด้วยแหล่ง โบราณคดีสำคัญ  ได้แก่
  - แหล่งโบราณคดีท่าบอน  บ้านท่าบอน  ตำบลท่าบอน  ตั้งอยู่บนเส้นทรายริ้วนอกสุดติดทะเลอ่าวไทย  และมี คลองปากแตระเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ
  - แหล่งโบราณคดีบ้านโคกทอง  หมู่ที่ ๕  ตำบลระโนด  ตั้งอยู่บนเส้นทรายย่อย   แนวกลางคาบสมุทร  มีคลอง ระโนดเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ
  - แหล่งโบราณคดีบ้านมะขามเฒ่า ตำบลระโนด ตั้งอยู่บนเส้นทรายแนวขวางกลาง คาบสมุทรบริเวณบรรจบกันของคลองระโนด คลองปากแตระและคลองอู่ตะเภา

  ๒. กลุ่มชุมชนโบราณพังยาง  เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลพังยาง  อำเภอระโนด  บริเวณแนวเส้นทราย ทั้ง  ๓ แนวของคาบสมุทร  บริเวณลุ่มน้ำคลองพังยาง คลองโภคา  และคลองบ้านโพธิ์ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์ เส้นรุ้ง ๗  องศา ๔๔ ลิปดาเหนือ (บ้านสาม) ถึง ๗   องศา  ๔๒  
ลิปดาเหนือ (บ้านพังยาง) เส้นแวง  ๑๐๐   องศา  ๒๓  ลิปดาตะวันออก  (บ้านพังยาง)ถึง ๑๐๐   องศา  ๒๑   ลิปดาตะวันออก (คลองโภคา) ประกอบด้วยแล่ง โบราณคดีสำคัญได้แก่
   - แหล่งโบราณคดีวัดขุนช้าง-บ้านสามี  ตำบลพังยาง อำเภอระโนด  ตั้งอยู่บนเส้นทรายริ้วใน (ริ้วที่ ๓) มีพัง ขุนช้าง สระบ้านสามี และคลองบ้านโพธิ์เป็นเส้นทางน้ำที่สำคัญ 
   -แหล่งโบราณคดีเมืองพังยาง  บ้านพังยาง  ตำบลพังยาง  อำเภอระโนด  ตั้งอยู่บนเส้นทรายริ้วใน (ริ้วที่ ๓) มีคลองพังยางเป็นทางน้ำสำคัญ - แหล่งน้ำที่สำคัญ

  ๓. กลุ่มชุมชนโบราณบ้านสีหยัง-เจดีย์งาม  เป็นชุมชนในเขตตำบลบ่อตรุ  อำเภอระโนด  บริเวณเส้นทราย ริ้วใหญ่ตอนในมีคลองเจดีย์งามเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ  ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๓๙  ลิปดาเหนือ (บ้านเจดีย์งาม) ถึง ๗  องศา  ๓๘  ลิปดาเหนือ  (บ้านสีหยัง)  เส้นแวง ๑๐๐  องศา  ๒๕ลิปดาตะวันออก (บ้านสีหยัง) ถึง  ๑๐๐ องศา  ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญได้แก่
   - แหล่งโบราณคดีบ้านเจดีย์งาม  ตำบลบ่อตรุ  อำเภอระโนด
   - แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณคดีเมืองสีหยัง  ตำบลบ่อตรุ  อำเภอ ระโนด

  ๔. กลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา - ชะแม  เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลชุมพล และตำบลดีหลวง  อำเภอ สทิงพระ บริเวณกลุ่มเนินเขากลางพื้นที่ราบและเส้นทรายริ้วใน  ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร ์เส้นรุ้ง ๗ องศา ๓๗ ลิปดาเหนือ (บ้านวัดกระ) ถึง  ๗  องศา ๓๔ ลิปดาเหนือ (บ้านชะแม) เส้นแวง ๑๐๐  องศา ๒๔ ลิปดาตะวันออก (บ้านวัดกระ) ถึง  ๑๐๐  องศา  ๒๓ ลิปดาตะวันออก  (บ้านเขาพะโคะ) ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดี สำคัญ ๆ ได้แก่
   - แหล่งโบราณคดีเขาคูหา  หมู่ ๕  บ้านเขาคูหา  ตำบลชุมพล  อำเภอสทิงพระ เป็นเนินเขาหินทรายสลับหิน กรวดมน  บนพื้นที่ราบนอกสันทรายริ้วใหญ่ตอนใน  มีพังพระเป็นแหล่งน้ำ  สำคัญ
   - แหล่งโบราณคดีเขาพะโคะ  หมู่ ๖  บ้านเขาพะโคะ  ตำบล ชุมพล อำเภอสทิงพระ เป็นเนินเขาหินกรวดมน บนพื้นที่ราบนอกสันทรายริ้วใหญ่ตอนใน มีพังพระเป็นแล่งน้ำสำคัญ
   - แหล่งโบราณคดีชะแม  บ้านชะแม ตำบลดีหลวง  อำเภอสทิงพระ  ตั้งอยู่บนเส้นทรายริ้วใหญ่ตอนใน
   - แหล่งโบราณคดียางคอกควาย บ้านวัดกระ  หมู่ ๒   ตำบลชุมพล  อำเภอสทิงพระ  ตั้งอยู่บนเส้นทรายริ้วนอก  ( ใกล้ทะเลอ่าวไทย )ใกล้พังเวร  พังค่าย  พังพระ

  ๕. กลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ  เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลกระดังงา  ตำบลจะทิ้งพระ  ตำบลบ่อดาน  ตำบลบ่อแดง  ตำบลคูขุด  อำเภอสทิงพระ  เป็นแนวสันทรายริ้วใหญ่ (ริ้วนอก) และริ้วสันทรายกลาง และโคก เนินบริเวณที่ราบลุ่มใกล้แนว สันทรายปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  ๗   องศา  ๓๑  ลิปดาเหนือ (บ้านวัด กลาง) ถึง ๗ องศา ๒๔ ลิปดาเหนือ (บ้านพังขี้เหล็ก) เส้นแวง ๑๐๐ องศา ๒๖ ลิปดาเหนือ (เมืองโบราณ ศรีมงคล) ถึง ๑๐๐  องศา ๒๗ ลิปดา ๒๕ ฟิลิปดาต ะวันออก ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญๆ ได้แก่
   - แหล่งโบราณคดีบ้านวัดกลาง  ตำบล กระดังงา  อำเภอสทิงพระ
   - แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณสทิงพระ  หมู่ ๕  บ้านจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ
   - แหล่งโบราณคดีบ้านโคกเนินและพังรอบเมืองโบราณสทิงพระ  บ้านจะทิ้งพระ  บ้านพัง  แขกชี  บ้านพังเภา (ในไร่ ) ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ
   - แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณศรีมงคล  หมู่  ๒  บ้านศรีไชย  ตำบลคูขุด  อำเภอสทิงพระ
   - แหล่งโบราณคดีวัดพระสิงห์หรือวัดสิง ( ร้าง ) หมู่  ๕  ตำบลบ่อดาน  อำเภอสทิงพระ
   - แหล่งโบราณคดีวัดพังขี้เหล็ก ( ร้าง ) บ้านพังขี้เหล็ก 

   ๖. กลุ่มชุมชนโบราณปะโอ  เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลม่วงงาม  ตำบลรำแดง (ลำแดง) ตำบลวัดขนุน  ตำบลหัวเขา  ในเขตอำเภอเมืองสงขลา  บริเวณสันทรายริ้วที่  ๒  และริ้วใน  และโคกเนินบริเวณพื้นที่ราบ   มีคลองโอหรือปะโอเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ  ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๑๙  ลิปดาเหนือ (บ้าน ลำแดง) ถึง  ๗  องศา  ๑๑  ลิปดาเหนือ (บ้านหัวเขา) เส้นแวง ๑๐๐  องศา  ๓๐ ลิปดาตะวันออก ( บ้านวัดขนุน) ถึง ๑๐๐  องศา  ๑๖  ลิปดาตะวันออก (บ้านหัวเขา )  ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญๆได้แก่
   - แหล่งโบราณคดีเตาเผาบริเวณริมคลองโอ  ในเขตตำบลม่วงงาม และตำบลวัดขนุน      อำเภอเมืองสงขลา
   - แหล่งโบราณคดีบ้านหนองหอย  ตำบลวัดขนุน  อำเภอเมืองสงขลา
   - แหล่งโบราณคดีวัดขนุน  บ้านขนุน  ตำบลวัดขนุน   อำเภอเมืองสงขลา
   - แหล่งโบราณคดีบ้านลำแดง  ตำบลลำแดง  อำเภอเมืองสงขลา
   - แหล่งโบราณคดีบ้านหัวเขา (ใกล้โรงเรียนปอเนาะซอลาฮุดดีน) ตำบลหัวเขา อำเภอเมืองสงขลา

ชุมชนโบราณสทิงพระ ได้แก่แหล่งโบราณคดีเฉพาะในกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระซึ่งมีเมืองโบราณสทิงพระ  ในเขตหมู่  ๕ บ้านจะทิ้งพระ เป็นแหล่งศูนย์กลางและแหล่งโบราณคดีซึ่งพบหลักฐาน  ทางทิศเหนือของเมืองโบราณ สทิงพระ สิ้นสุดที่วัดกลาง  ตำบลกระดังงา ทางทิศใต้สิ้น
สุดที่วัดพังขี้เหล็ก  บ้านพังขี้เหล็ก  ตำบลบ่อแดง ทางทิศตะวันตกสิ้นสุดที่เมืองโบราณศรีมงคล  ในเขตตำบลคูขุดทางทิศตะวันออกสิ้นสุดที่พังแฟม  พังหลุง  ตำบลจะทิ้งพระและจดทะเลอ่าวไทยมีอาณาบริเวณเป็นระยะทางตามแนวสันทราย  12  กิโลเมตร  ประกอบ ด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญที่พบหลักฐาน  ได้แก่

 ๑. เมืองโบราณสทิงพระ  เนื้อที่ของชุมชนร้อยละ  ๘๐  เป็นที่ตั้งโรงเรียนในเมือง (สังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ ) ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่  ๕ บ้านจะทิ้งพระ  ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ  จังหวัดสงขลา  ที่หลักกิโลเมตร  ๓๓-๓๔  ของทางหลวงหมายเลข  ๔๐๘๓ ( สงขลา-ระโนด ) ทางหลวง ตัดผ่านตัวเมืองทางด้านตะวันออก  ตัวเมืองโบราณห่างจากทะเลอ่าวไทย  ประมาณ  ๕๐๐  เมตร  สูงจากระดับ น้ำทะเลโดยเฉลี่ย  ๒-๓  เมตร ปรากฏตามพิกัดทางภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  ๗  องศา ๒๘  ลิปดา  ๓๕  ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง  ๑๐๐  องศา  ๒๖  ลิปดา  ๒0 ฟิลิปดาตะวันออก

 ๒
โคกเนินและพังรอบๆเมืองโบราณสทิงพระ  ปรากฏตามพิกัดทางภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๒๘ ลิปดา  ๔๕ ฟิลิปดาเหนือ ( พังสาย
หมาน ) ถึง ๗ องศา  ๒๗ ลิปดา  ๒0 ฟิลิปดาเหนือ ( พังเสม็ด ) เส้นแวง  ๑๐๐  องศา  ๒๖  ลิปดา  ๑๕  ฟิลิปดาตะวันออก ( พังชีล่าง ) ถึง ๑๐๐ องศา ๒๗ ลิปดา  ๑๕  ฟิลิปดาตะวันออก (พังเสม็ด ) 
     ๒.๑  โคกเนินบนพื้นที่นาในแนวคูเมืองด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ใกล้คลองสทิงพระ  ได้แก่  โคกขามมดแดง  โคกพังเนียน  โคกน้าควาย  โคกพังขี้เหล็ก  โคกสีดอกไม้  โคกไม้ไผ่  โคกม่วง
     ๒.๒  พังรอบเมืองโบราณสทิงพระ ได้แก่พังสายหมาน อยู่ทางทิศเหนือของเมืองโบราณ พังหลุง อยู่ทาง ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองโบราณ (บนสันทรายใกล้ทะเลอ่าวไทย)  พังแขก-พังชีใต้(พังหนุน)  อยู่ทาง ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองโบราณ(นอกสันทราย  อยู่บนพื้นที่นา ใกล้ฝั่งทะเลสาบ) พังแฟม  อยู่ทาง ทิศตะ วันออกเฉียงใต้ของเมืองโบราณ (นอกสันทรายใกล้ ฝั่งทะเลอ่าวไทย) พังเสม็ดอยู่ห่างทางทิศ ตะวันออก เฉียงใต้ของเมืองโบราณ (นอกสันทราย - ใกล้ฝั่งทะเลอ่าวไทย) 

 ๓. พังเภา  ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่  ๑  บ้านพังเภาหรือบ้านในไร่  ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ  ปรากฏ ตามพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่ เส้นรุ้ง  ๗  องศา ๒๖  ลิปดา ๔๐  ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง ๑๐๐  องศา  ๒๗  ลิปดา  ๒๕  ฟิลิปดาตะวันออก  เป็นบริเวรโคกเนินและพังชื่อ  " พังเภา "บนพื้นที่ริมขอบ สันทรายติดฝั่ง- ทะเลอ่าวไทยอยู่ทางทิศใต้ของเมืองโบราณสทิงพระในระยะทางประมาณ  ๓.๘๕  กิโลเมตร

 ๔. เมืองโบราณศรีมงคลและโคกสังข์
  ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่  ๒  บ้านศรีไชย  ตำบลคูขุด  อำเภอสทิงพระ  ปรากฏตามพิกัดทางภูมิ ศาสตร์ เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๒๙   ลิปดาเหนือ  เส้นแวง  ๑๐๐  องศา  ๒๕  ลิปดา  ๑๕  ฟิลิปดาตะวันออก ตั้งอยู่นอกสันทรายห่างเมืองโบราณสทิงพระไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ  ๒.๕  กิโลเมตร  มีพังนางหงส์เป็นแหล่งน้ำสำคัญ

 ๕. วัดพระสิงห์หรือวัดสิง (ร้าง )
  ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่  ๔  ตำบลบ่อดาน  อำเภอสทิงพระ  ปรากฏตาม พิกัดทางภูมิศาสตร์  เส้นรุ้ง  ๗ องศา  ๒๕  ลิปดา  ๔๓  ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง  ๑๐๐  องศา  ๒๖  ลิปดา  ๕๓ ฟิลิปดาตะวันออก  อยู่ห่างจากเมืองโบราณสทิงพระไปทางทิศใต้ประมาณ  ๕  กิโลเมตร  เป็นเนินดินบน พื้นที่ราบลุ่ม(ที่นา) ใกล้สันทรายริ้วเล็กตอนในห่างจากฝั่งทะเลอ่าวไทย ๑.๕  กิโลเมตร  มีแหล่งน้ำสำคัญ คือพังโหฺมฺรง  และคลองพรวน

 ๖. วัดพังขี้เหล็ก  ตั้งอยู่ในเขตบ้านพังขี้เหล็ก  ตำบลบ่อแดง  อำเภอสทิงพระ  ปรากฏตามพิกัดทาง ภูมิศาสตร์  ที่เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๒๔  ลิปดา  ๔๓  ฟิลิปดาเหนือ  เส้นแวง  ๑๐๐  องศา   ๒๗  ลิปดา  ๒๗ ฟิลิปดาตะวันออก  อยู่ห่างจากเมืองโบราณสทิงพระไปทางทิศใต้ประมาณ  ๘  กิโลเมตร  เป็นเนิน ดินที่ราบลุ่ม (ที่นา)  ระหว่างริ้วสันทรายใหญ่และเล็ก  มีพังขี้เหล็กเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ห่างจาก ฝั่งทะเลอ่าวไทย  ๑.๕  กิโลเมตร

 ๗. วัดกลาง  ตั้งอยู่ในเขตบ้านวัดกลาง  ตำบลกระดังงา  อำเภอสทิงพระ  ปรากฏตามพิกัดทางภูมิศาสตร์  ที่เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๓๐  ลิปดา  ๑๐  ฟิลิปดาเหนือ  เส้นแวง  ๑๐๐  องศา  ๒๕  ลิปดา  ๕๕  ฟิลิปดาตะวันออก  อยู่ห่างจากเมืองโบราณสทิงพระไปทางทิศเหนือประมาณ  ๒.๕  กิโลเมตร  ตั้งอยู่บนสันทรายริ้ว ใหญ่ ริ้วเดียวกับเมืองโบราณสทิงพระ

 

ประวัติการศึกษาชุมชนโบราณสทิงพระ

        พ.ศ.  ๒๔๔๖  สมเด็จฯเจ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ขณะเสด็จตรวจราชการมณฑลภาคใต้ (ตาม  " จดหมายเหตุระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู  ร.ศ.  ๑๒๑ ")ได้เสด็จมาที่วัดจะทิ้งพระเมื่อ วันพุธที่ ๑๔  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๔๔๖   ทรงบรรยายถึงซากโบราณสถานที่ถูกขุดทำลายแล้วบริเวณแหล่งโบราณคดีเมืองสทิงพระ  "...มีวัดอีกวัดหนึ่งอยู่กลางดงยาง เว้นแต่มีแต่อิฐ เมื่อพิจารณาดูจึงเห็นเป็นรอย   ๔  เหลี่ยมฐานพระ เจดีย์พวก อาชโยโลยิเคอลขุดเสียป่นแล้ว..."  นอกจากนั้นยังกล่าวถึงโบราณวัตถุซึ่งพบบริเวณแหล่งโบราณ คดีเมือง โบราณสทิงพระ  "...อนึ่งขุนภูมให้ชามเขียวไข่กาใบ  ขุดได้ที่หน้ามุขที่ว่าการอำเภอประท่า  เมื่อขุดหลุมจะยกเสา..." 

     พ.ศ.  ๒๔๔๙  พระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาถึงเมืองโบราณสทิงพระ  เมื่อวันที่  ๒๕  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๔๔๙  (ร.ศ.  ๑๒๔)  ทรงมีพระราชหัตถเลขา  (เป็นรายงานเสด็จประพาสหัวเมือง ชายทะเลตะวันตก)  ถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  บรรยายและทรงสันนิษฐานเกี่ยวกับการซากโบราณ สถานและลักษณะของชุมชน  โบราณสทิงพระ"...วัดนี้เดิมเป็นสองวัด  มีกำแพงกั้นกลาง  มีอุโบสถสองแห่ง  ภายหลังเขารื้อกำแพงรวมกันในเร็วๆนี้  มีพระเจดีย์ที่เป็นสำคัญสององค์  องค์ย่อมต้นไม้ขึ้นพังไปบ้างแล้วนั้น  มีเรื่องว่า  เมื่อนางชลธารากับทันตกุมาร  น้องชายเชิญพระสารีริกธาตุมาแต่ลังกา จะไปบรรจุพระมหาธาต ุเมืองนครนั้นมาหยุดอาบน้ำที่บ่อจันทร์ซึ่งอยูานอกวัดทันตกุมารรับพระธาตุไว้  จึงเอาผ้า ปูลงวางพระธาตุไว ้ในที่ก่อเจดีย์นั้นนางพี่สาวมาเห็นจึงถามว่า  จะทิ้งพระเสียแล้งฤา  เพราะฉนั้นจึงเป็นชื่อสืบมาว่า จะทิ้งพระ  แต่พอไม่เห็นจริง  เข้าใจกันว่าคนจะลืมกันมาเสียนานมาอินเวนเรื่องขึ้นไหม่  เพราะในที่ต่อวัดไปเป็นป่ายาง ทึบดินสูงมีคูปรากฏอยู่  บัดนี้เรียกว่า  เมืองจะทิ่งฤาจะทิ้งร้าง  คงจะมีอะไรก่อสร้างอยู่ในนั้น  ดินจึงสูง  เข้าใจว่าจะเป็นวัดพวกมหาญาณ  ชั้นเดียวกับยาวา  ซึ่งมีพยานเป็นอันมากว่าเมืองตะวันตกแต่ก่อน เป็น มหาญาณอย่างนาวาเป็นแน่แล้ว  คำว่าจะทิ้งพระนั้นเห็นจะเป็นจันทิ  ที่เป็นวัดในชวา เรียกจันทิพระ  ตาม เสียงชาวนอก  อาจจะกลายเป็น จะทิ้งพระไปได้  คงไม่ใช่วัดนี้เป็นตัววัดเก่า  แต่เป็นส่วนของวัดเก่าติดกัน  จึง ได้ชื่อว่า  วัดที่จันทิ  เหมือนกับหมู่บ้านก็เรียกจะทิงเหมือนกันเป็นบ้านจันทิมีพยานอีกที่เมืองสงขลา  เรียก จะทิ้งหม้อ  เป็นวัดเหมือนกัน  เห็นจะเป็นจันทิอีกแห่งหนึ่งรุ่นเดียวกัน..."พ.ศ.  ๒๔๗๐ ชาวท้องถิ่นขุดพบพระคณปติหิน บริเวณพังแขกชีใต้ (พังหนุน) ในกลุ่มชุมชน โบราณสทิงพระและขุดพบโบราณวัตถุต่างๆในคาบสมุทรสทิงพระ  ได้นำมามอบให้พระราชศรีสังวร    (อดีตเจ้าอาวาสวัดมัชฌิมาวาสฯมรณภาพเมื่อปลายปี  พ.ศ.  ๒๕๒๔) รวบรวมไว้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ ์ใน วัดมัชฌิมาวาสฯ ซึ่งปัจจุบันเรียกคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  วัดมัชฌิมาวาส  หรือภัทรศีล์พิพิธภัณฑ์

   โบราณวัตถุสำคัญในศีล์พิพิธภัณฑสถานที่ได้จากแหล่งโบราณคดีในชุมชนโบราณบนคาบสมุทรสทิงพระ ได้แก่
         ก.เทวรูปและพระพุทธรูปในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา เช่น
          - พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด  จากกลุ่มชุมชนโบราณพังยาง
          - พระวิษณุหิน ( ไม่มีเศียร ) จากแหล่งโบราณคดีวัดขุนช้าง บ้านสามี  ในกลุ่มชุมชนโบราณพังยาง
          - พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิประทับนั่งสำริด  จากแหล่งโบราณคดีบ้านวัดกลาง  ในกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ
          - ท้าวกุเวร  (ท้าวชุมพล )  สำริด  พระคเณศหิน  จากแหล่งโบราณคดีพังแขกชีใต้ (พังหนุน )  ในกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ
          - พระอคัสตยะสำริด  จากแหล่งโบราณคดีเขาคูหา  ในกลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา - ชะแม
         ข.ประติมากรรมทางศาสนา 
        
  - โยนิโทรณะและฐานเสียบเทวรูป  จากแหล่งโบราณคดีพังเภา  ในกลุ่ม ชุมชนโบราณสทิงพระ
           - ผอบหินที่อาจใช้เป็นศิลาฤกษ์ในการสร้างสถูป  จากแหล่งโบราณคดีพังเภา  ในกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ 
          ค.เครื่องปั้นดินเผา 
          - เครื่องถ้วยจีนในสมัยราชวงค์ถัง  ซ้อง  หยวน  เหม็ง  เครื่องถ้วยสุโขทัย  และเครื่องถ้วยเคลือบขาวที่เรียกว่า  Marco  Polo  Ware  จากกลุ่มชุมชนต่างๆ  บนคาบสมุทรสทิงพระ
          -ภาชนะดินเผาเนื้อดินแบบพื้นเมืองรูปกุณโฑและกุณฑีจากแหล่งโบราณคดีกลุ่มชุมชนโบราณปะโอ กลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ
          - ภาชนะดินเผารูปหม้อกลมลายวัฏ  สีเหลืองผสมน้ำตาลจากกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ
         ง.ลูกปัดและแหวนทอง จากแหล่งโบราณคดีพังเภา  ในกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ
         จ.เหรียญ
          - เหรียญทองและเหรียญเงินอาหรับ  รุ่นปี  พ.ศ.  ๑๒๒๘ - ๑๒๔๘  มีตัวหนังสืออาหรับ  รูปสัตว์  ๔ ขา  จากกลุ่มชุมชนโบราณเจดีย์งาม - สีหยัง
          - เหรียญอีแปะของจีนสมัยราชวงค์ซ้อง  จากแหล่งโบราณคดีบ้านท่าบอน ในกลุ่มชุมชนโบราณ อู่ตะเภา - ระโนด


         พ.ศ.  ๒๕๐๗  นักวิชาการตะวันตก  ๓  คน  คือเอช.จี.ควอริทช์  เวลส์ (H.GQuaritch  Wales) อลาสแตร์  แลมบ์ (Alastair  Lamb) และแตนลี่  เจ.โอคอนเนอร์ จูเนียร์ (Stanley J. O ' Connor Jr.) เข้ามาศึกษาโบราณ วัตถุที่รวบรวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดมัชฌิมาวาสฯ   และสำรวจแหล่งโบราณคดี  ที่พบโบราณวัตถุใน ชุมชน โบราณสทิงพระ  เสนอบทความอันเป็นผลจากการเข้ามาศึกษาเรื่องราวของชุมชนโบราณ สทิงพระ  ได้แก่
         ๑) เรื่อง  A  Stone  CasKet  from  Satingphra  (ลงพิมพ์ใน  Journal  of  the  Siam Society,  vol . LII, Part  2 , July  1964   โดย  เอช.จี. ควอริทช์  เวลส์  กล่าวถึงผอบหิน  ๔ เหลี่ยม ฝารูปปิรามิดภายในเจาะ เป็นหลุม  ๔  เหลี่ยมเรียงตามแนวทิศ  ๕  หลุม  สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นผอบวัตถุมงคลของบุรพกษัตริย์  วางเป็นศิลาฤกษ์ ในการก่อสร้างพระสถูป  เช่นเดียวกับที่พบในแหล่งโบราณคดีเมืองโบราณคูบัว  อำเภอเมืองราชบุรี  จังหวัดราชบุรี
        ๒) เรื่อง  Notes  on  Satingphra  (ลงพิมพ์ใน  Journal  of  the  Malaysian  Branch ,  Royal  Asiatic  Society , vol . XXXVII Part  I , July1964 )โดยอลาสแตร์  แลมบ์  กล่าวถึงข้อวินิจฉัยในการกำหนด อายุสมัย ของชุมชนโบราณสทิงพระ  จากการศึกษาโบราณวัตถุว่า  เป็นชุมชนของพุทธศาสนา มหายาน ในพุทธศค วรรษที่  ๑๗  ร่วมสมัยกับชุมชนโบราณในแหล่งโบราณคดีที่เปงกาลัน บูจัง (Pengkalan Bujang) รัฐเคดาห์ (ไทรบุรี ) ในมาเลเซีย  ซึ่งทั้ง  ๒  ชุมชนน่าจะมีการติดต่อสัมพันธ์กันทางการค้า  และเป็นชุมชนเมือง ท่าค้าขายกับจีน  เช่นเดียวกัน  เพราะพบโบราณวัตถุเช่นเครื่อง ถ้วยจีน ลักษณะเดียวกัน
        ๓) เรื่อง  An  Early  Brahmannical  Sculture  at  Songkhla (ลงพิมพ์ลงใน  Journal  of the  Siam  Society, vol  LII  Part  2 ,  July  1964)และเรื่อง  Satingphra : An  Expanded  Chronology (ลงพิมพ์ใน  Journal  of  the  Malaysian  Branch , Part  I ,1964)โดยสแตนลี่  เจ. โอคอนเนอร์ จูเนียร์  กล่าวถึง ประติมากรรมหิน ที่ปรากฏ ฉพาะส่วนลำตัว ไม่มีศรีษะและแขนว่า น่าจะ เป็นรูปพระวิษณุ  ซึ่งมี ลักษณะที่คล้ายคลึงกับรูป พระวิษณ ุจากชุมชนโบราณตะกั่วป่า (ควนพระเหนอ)  และมีลักษณะ ของอิทธิพลอินเดียสมัยคุปตะ  ซึ่งน่าจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒  ส่วนรูปพระวิษณุหิน จากศาลพระหลักเมือง  ซึ่งเดิมเคยอยู่ที่แหล่ง โบราณ วัดพระสิงห์  น่าจะมีอายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่  ๑๒  นอกจากนั้นยังกล่าวถึงพระคเณศหินที่พบ ใน แหล่งโบราณคดี  เมืองสทิงพระ (พังหนุน) ทั้งพระวิษณุและพระคณปติเป็นประติมากรรมที่แสดงให้เห็นว่า  ชุมชนโบราณสทิงพระ ในพุทธศตวรรษที่  ๑๑ - ๑๒  เป็นชุมชนศาสนาฮินดูที่ได ้รับอิทธิพลของ ทวารวดีและ เจนละ
          พ.ศ.  ๒๕๑๔  เจนิช  เอ็ม.  สตาร์การ์ด  ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์  ประเทศอังกฤษ  เข้ามาสำรวจ และขุดค้นแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในคาบสมุทรสทิงพระ  ได้แก่แหล่งโบราณคดีโคกหม้อ (ใกล้เตาเผาโบราณชุมชนปะโอ) แหล่งโบราณคดีเมืองสทิงพระ แหล่งโบราณคดีโคกทอง(เนินวัดร้าง) เสนอรายงานและบทความเกี่ยวกับผลการสำรวจ และขุดค้นหลายเรื่องต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีดังนี้
 ๑)  Southern  Thai  Waterways  : Archaeological  Evidence  on  Agriculture , Shipping  and  Trade  in  the  Srivijayan  Periodลงพิมพ์ในMAN ; The  Journal  of  the  Royal Anthropological  Institute , vol  8 No  1 ,March  1971.
 ๒)  The  Ceramic  Industry  of  Southern  Thailand  in  the  Srivijayan  Period. ลงพิมพ์ใน วารสารโบราณคดี  (มหาวิทยาลัยศิลปากร)  ปีที่  ๔  ฉบับที่  ๒  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๕
 ๓)  The  Srivijayan  Civilization  in  Southern  Thailand  ลงพิมพ์ใน  ANTIQUITY  vol  XL  VII , No  178 , September  1973
 ๔) Evidence  on  Agriculture , Shipping  and  Trade  in  the  Srivijayan  Period ลงพิมพ์ใน MAN ,The  Journal  of  the  Royal  Anthropological  Insstitute , vol  1 , New  Series  1979
 ๕)  Theoretical  Analysis  of  Problems  in  Ceramic  Classification , Comparing  materials  from  a  Srivijayan  kiln  site  with  other  South  East  Asian  ceramics. เอกสารประกอบการบรรยาย  ณ ภาควิชาประวัติศาสตร์  วิทยาลัยครูสงขลา
๖)  MAN 's  impact  on  the  ancient  environment  of  the  Satingpra  peninssula ,  South  Thailand.
          I.  the   natural  environment  and  natural  change.
          II. Anciant  agriculture.
          III. Anciant  hydraulic  works  ลงพิมพ์ใน Journal  of  Biogeography  1976 ,1977,1978
 ๗)  Archeologie  du  Sud - Est  ASIATIQUE  เอกสารประกอบการบรรยายของ L'Ecole Pratique  des  Hauts  EtudesParis  IV , Programme  de I 'annee  1976 - 1977
 ๘)  L ' isthme  de la Peninsule  malaise  dans  Ies  navigations  au  long  cours.  Nouvelles  annees  archeologiques  ลงพิมพ์ใน  ARCHIPEL  18 , 1979
 ๙) The  Satingpra  civilization  and  its  relevance  to  Srivijayan  Studies  รายงานเสนอ ต่อที่ประชุม SPAFA ในการประชุมเกี่ยวกับ Archaeological  and  Environmental  Studies on  Srivijayan.  Indonesia,August  31 -  september  12, 1982
 ๑๐)  Kendi  Production  at  Kok  Moh, Songkhla  Province,  and  Srivijayan  Trade  in the  11 th  century  รายงานเสนอต่อที่ประชุม SPAFA  ในการประชุมเกี่ยวกับ Archaeological  and  Environmental  Studies  on  Srivija. Bangkok  and South Thailand, March  29 - April  11, 1983

     ข้อเขียนของ เจนิชเอ็ม.สตาร์การ์ด  มีสาระสำคัญเกี่ยวกับชุมชนโบราณสทิงพระดังนี้ 
      ก. บริเวณคาบสมุทรสทิงพระ  มีความเหมาะสมในสถานภาพ  ภูมิศาสตร ์และ พัฒนาการทางเกษตร กรรม เกี่ยวกับแหล่งน้ำและการชลประทาน  เกษตรกรรม ทำให้เป็นชุมชนที่ทำให้เป็นชุมชนที่สามารถควบคุมเส้นทางเดิน เรือในการติดต่อเรือในการติดต่อค้าขายกับชาติต่างๆ  ตามจดหมายเหตุจีนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  ๘  และเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรม เจริญ ในพุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๙
      ข. การขุดค้นโคกหม้อในชุมชนโบราณปะโอ  สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งผลิตภาชนะ ดินเผาของศรีวิชัย ออกสู่ชุมชนภายนอกในพุทธศตวรรษที่  ๑๖ - ๑๘
      ค. ผลการสำรวจโคกทอง ได้พบซากโบราณสถาน  ๖  แหล่ง  โบรารสถานวัคถุที่ขุดค้นพบ  และ ชาวท้องถิ่นเคยพบที่โคกทอง  ได้แก่  โซ่เหล็กผูกสมอเรือเดินทะเล ศิวะลึงค์ หินบะซอลต์  แหวนทองลวดลายคล้ายกับศิลปะฟูนันที่ออกแก้ว  ประเทศเวียดนาม แผ่นจี้ (หรือหัวแหวน) ทำจากหินโมรา  มีลายเส้นสลักเบารูปโพธิสัตว์ในท่าตริภังค์อันเป็นแผ่นจี้  (หรือหัวแหวน)  ลักษณะศิลปะศรีวิชัย  ลูกปัดแก้วและหิน และตะกั่วหลอมรูปวงโค้ง
      ง. โบราณวัตถุจากสทิงพระ  มีลักษณะของศิลปะหรืออิทธิพล  ศิลปะหลายชาติ  ดังนี้ 
           ลูกปัด         -         อิทธิพลโรมันในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๑
           พระวิษณุ      -         อิทธิพลเขมรในพุทธศตวรรษที่  ๑๑ - ๑๓
           พระคเณศหิน  -         อิทธิพลชวาในพุทธศตวรรษที่ ๑๓
           นางตาราและพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สำริด  -   อิทธิพลศรีวิชัย  พุทธศตวรรษ ที่ ๑๓ - ๑๕
           พระพิมพ์ดินเผาและพระพุทธรูป               -   อิทธิพลมอญในพุทธศตวรรษที่  ๑๘
       จ. ผลการขุดค้นภายในเมืองโบราณสทิงพระ  ปรากฏว่าพบวัฒนธรรม
          ๑) ยุคเหล็ก  ดำเนินมาถึงพุทธศตวรรษที่  ๓
          ๒) ยุคก่อนชุมชนเมือง  ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  ๑๐ - ๑๑
          ๓) ยุคชุมชนเมืองมี  ๓  ระยะ  ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  ๑๑ -  ๑๔ , พุทธศตวรรษที่  ๑๔ - ๑๘ และพุทธศตวรรษที่  ๑๘ - ๑๙
       ฉ. สมัยชุมชนเมืองสทิงพระในพุทธศตวรรษที่  ๑๕ - ๑๘  มีหลักฐานการติดต่อกับจีน  อิสลาม  และมีศิลปเลืยนแบบชวา  สุมาตราใต้  โดยไม่หลักฐานการติดต่อกับชวาตะวันออก  นำเอาระบบการทดน้ำหรือการใช้พลังงานน้ำในการเกษตรกรรมมาจากมอญ พ.ศ.  ๒๕๑๕  เยี่ยมยง  ส.  สุรกิจบรรหารเสนอบทความหลายชุด เกี่ยวกับผลการ สำรวจ  แหล่งโบราณคดีและโบราณวัตถุภาคใต้ที่ปรากฏเรื่องราวของชุมชนโบราณบนคาบสมุทร-สทิงพระ  เช่น เรื่อง
          ๑)  "เลาความเป็นเส้นทางเดินทางไปสู่กรุงสะทิงพาราณสีโบราณ" (สงขลา,  พ.ศ.  ๒๕๐๕)
          ๒) "โบราณคดีริ้วแหลมไทร  ทางธรณีวิทยา" (นิตยสารศิลปากร  ปีที่  ๑๖  เล่ม  ๑  พ.ศ.๒๕๑๕)
          ๓) "โบราณสถาน  โบราณวัตถุ  พิพฤตะธรรม  วัฒนาการย์  ประวัติศาสตร์  โบราณวิทยา อำเภอสทิงพระ  จังหวัดสงขลา"(นิตยสารศิลปากร ปีที่  ๒๒  เล่ม  ๓  กันยายน  พ.ศ.  ๒๕๒๑  และเล่ม ๔  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๒๑, ปีที่  ๒๓ เล่ม ๑ - ๒  มีนาคม - พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๒)
          ๔) "พระหลักเมืองสงขลา" (นิตยสารศิลปากร  ปีที่  ๒๔  เล่ม  ๒  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓ และเล่ม  ๓  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓)

 
 

  เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนโบราณสทิงพระ

      ก. ใช้คำว่า  "เกาะแผ่นดินบก" เรียกบริเวณที่เป็นริ้วสันทรายนคร และริ้วสันทรายสทิงพระ  ซึ่งกล่าวว่าเมืองโบราณ ๗  เมือง ได้แก่ ซากเมืองตามพรลิงค์  เมืองปาลีบุตรหรือกรุงพาราณสี เมืองประดิษฐานเมืองระโนด เมืองบ้านหนองหอย  เมืองบ้านท้าวโคตร  และเมืองที่เมืองคอก

      ข. เมืองโบราณสทิงพระนั้น สันนิษฐานว่าเป็นเมืองเดียวกับที่ปรากฏในตำนานนางเลือดขาว (พบต้นฉบับที่วัดควนถบ จังหวัดพัทลุง  ในรัชกาลที่  ๕) ที่กล่าวว่า "...กรุงสทิงพาราณสีจำเมฺริญรุ่งเรืองดั่งเทวะโลกนั้นแล..." และตำนานเรื่องนางเหมชารากับพระทันตะกุมารและเป็นเมืองที่ปรากฏในบันทึกจีนสมัยราชวงค์เหลียง  พ.ศ.  ๑๐๔๕ - ๑๑๐๐  เรื่อง"ฝูหนานฉี" โดยมีชื่อเรียกว่าดินแดน "...ตุนษุน" หรือ "เตียนษุน" ซึ่งกล่าวว่าเป็น"...ดินแดนที่นับถือศาสนาของชาวอินเดีย..มีพราหมณ์.. มีต้นเหล้าไว้สำหรับทำเหล้า..มีฝั่งทะเลโค้งใช้เป็นที่จอดเรือได้ดี..เป็นตลาดการค้าของ ตะวันตกและตะวันออก..."(โดยผู้เขียนบันทึกไว้ว่า เคยสันนิษฐาน ไว้ใน"เลาเป็นเส้นทางเดินไปสู่กรุงสทิงพาราณสีโบราณ"ในปี  พ.ศ.  ๒๕๐๕  ว่าสทิงพระคึอ เซียะโทว้นั้นเป็นการสันนิษฐานที่ผิดพลาด)

       ค. ในการสำรวจพบหลักฐานทางโบราณคดีในคาบสมุทรสทิงพระที่สำคัญ ได้แก่ซากโบราณสถานอิฐบริเวณ "ในเมือง"บ้านจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ  ที่ถูกรื้อทำลายปรับพื้นที่เพื่อใช้เป็นพื้นที่สร้างโรงเรียนประชาาบล "ในเมือง" (ปัจจุบัน  เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ) พบเสาคานกรอบประตูทำด้วยหินแกรนิตและแผ่นหินอ่อน มีรอยสลักกรีบบัวในแหล่ง โบราณคดีเมืองสทิงพระ  พบผอบหิน  ลูกปัด  ห่งแหวนทอง  บริเวณแหล่งโบราณคดีพังเภา  ในกลุ่มชุมชน โบราณสทิงพระ  พบตราหิน หรือแม่พิมพ์หิน  มีตัวลายสืออาหรับว่า "ฌารีฆัด"...เป็นภาษาอิหร่านหรือเปอร์เซีย แปลว่าหุ้นส่วนการค้าขายหรือบริษัทการพาณิชย์ หรือสถาบันอันมีกิจกรรมในการพาณิชย์...ทรวดทรงนั้นสูง  ๖  เซนติเมตร  ๕  มิลลิเมตร ฐานกว้าง ๕  เซนติเมตร  ๕  มิลลิเมตร เป็นรูประฆังคว่ำ จากขอบบนที่กึ่งกลางดิ่ง ลงมา  ๒  เซนติเมตร..."

         ในแหล่งทั่วๆไปในคาบสมุทรสทิงพระ พบเบี้ยจีนเป็นเหรียญอีแปะ  สร้างในรัชกาลค่ายง่วนซึ่งเป็น รัชกาลพระเจ้า ฮ่วนจอง แห่งราชวงค์ถัง  และยังพบเหรียญทองแดงสมัยราชวงค์ซ้องพบแม่พิมพ์เบ้าโลหะ สำหรับพิมพ์รูปเท้ากุเวร  ยาว  ๕  เซนติเมตร  กว้าง  ๔  เซนติเมตร

         ง. ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของพระวิษณุ  ๔ กรหิน ที่ศาลพระหลักเมืองจากคำบอกเล่าของพระยาอภิรักษ์ราชอุทยาน  ทายาทในสกุล  ณ  สงขลา"...เทวรูปพระวิษณุ  ๔  กร  เดิมอยู่ที่วัดสิง (วัดพระสิง) ในครั้งกรุงธนบุรี  หรือต้นสมัยรัตนโกสินทร์  ได้ย้ายมา ประดิษฐานที่บ่อเก๋งฝั่งแหลมสน  ตำบลหัวเขา  อำเภอเมืองสงขลา  ต่อมาสมัยรัชกาลที่  ๓  แห่งกรุงรัตน โกสินทร์ ย้ายมาประดิษฐานที่ศาลาหลักเมือง  ในเขตบ้านบ่อยาง  อำเภอเมือง  จังหวัดสงขลา..."

       พ.ศ.  ๒๕๑๗  วรรณยุทธ  ณ  วิภาส  เจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่  ๙  สงขลา รายงานผลการสำรวจและขุดทดสอบในเขตท้องที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่  ๒๑ - ๓๐  กันยายน พ.ศ.  ๒๕๑๗  มีสาระสำคัญคือ

         ก.  สำรวจแหล่งโบราณคดีบ้านพังเภา  (หมู่ที่  ๑  บ้านในไร่  ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระจังหวัด สงขลา) กล่าวถึงโบราณวัตถุที่ชาวท้องถิ่นเคยขุดพบขณะปรับพื้นที่ทำการเกษตรกรรมและกสิกรรม  ได้แก่  แผ่นโยนิโทรณะ  แหวนทองคำ  เครื่องถ้วย

         ข. สำรวจแหล่งโบราณคดีเขาคูหา  ซึ่งมีถ้ำขุด  ๒  ถ้ำ  หน้าถ้ำมีฐานศิวลึงค์  (โยนิ )ส่วนสิวลึงค์แตกหักเป้น  ๒  ท่อน  เก้บรักษาไว้  ณ  วัดราชประดิษฐาน  (พะโคะ)  ส่วนหนึ่ง  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติวัดมัชฌิมาวาส  อีกส่วนหนึ่ง

         ค. ขุดหลุมทดสอบบริเวณพังแขกชี  ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองโบราณสทิงพระ(ปัจจุบันเป็น ที่ตั้งของบ้านพักครู โรงเรียนสทิงพระวิทยา ) หมู่ที่ ๕ ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระจังหวัดสงขลา  เป็นบริเวณที่เคยมีผู้ขุดค้นพบพระพุทธรูป  เทวรูป  เครื่องถ้วย  ผลการขุดทดสอบพบเศษภาชนะดินเผา แบบเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง  เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน

     ผลจากการปฏิบัติงานสำรวจและขุดทดสอบบริเวณแหล่งโบราณคดีในคาบสมุทรสทิงพระ  ทำให้วรรณยุทธตั้งข้อสันนิษฐานประกอบกับการศึกษาจากเอกสารโบราณว่า  เมืองจิโลทิง( JeLoting )เทียนไม (Ts'ien mai ) พาทา (Pat 'a )ที่ปรากฏในบันทึกจีนคือหนังสือลิงไวไต่ตา (Ling wai tai ta)  ของจิวคิวเฟ (Tcheou  K ' iu - fei) ใน พ.ศ.  ๑๗๒๑ และจูฟันเจ (tchau  fan  tche) ของเจาชูกัว( tchao-Jou - Koua) ใน พ.ศ.  ๑๗๖๘ น่าจะหมายถึงดินแดนเมืองสทิงพระ  ชะแม และประท่า  ตามลำดับในปีเดียวกันนี้(พ.ศ.  ๒๖๑๗ ) เอช.จี.ควอริทช์  เวลส์ นักวิชาการ ชาวตะวันตก  ผู้ซึ่งเคยเข้ามาสำรวจ และศึกษาโบราณวัตถุในคาบสมุทรสทิงพระเมื่อปี  พ.ศ.๒๕๐๗ เข้ามาดำเนิน การ ขุดหลุมทดสอบใกล้ โรงเรียนปอเนาะซอลาฮุดดีนหัว- เขาแดงและภายในแหล่งโบราณคดี เมือง- สทิงพระ  ผลการขุดค้นพบ หลักฐาน ว่าบริเวณหัวเขาแดงเป็นชุมชนในสมัยพุทธศตวรรษที่  ๑๙ - ๒๐ ร่วมสมัยอยุธยา  แต่บริเวณเมือง โบราณสทิงพระเป็นชุมชนในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เพราะพบเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ซ้องของจีน ในชั้นวัฒนธรรม  เอช.จี.ควอริทช์  เวลส์ ได้สันนิษฐาน เรื่องราวเกี่ยวกับชุมชนสทิงพระ  และผลการสำรวจ ขุดค้นศึกษาโบราณวัตถุไว้ในบทความเรื่อง" Langkasuka  and  Tambralinga ; Some  Archaeological  Notes " ( ลงพิมพ์ใน Journal  of  the  Malaysian  Branch, Royal  Asiatic  Society ,  vol  XLVII , part  I 1974 เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๑๗  และในหนังสือเรื่อง  The  Malay  Peninsula  in  Hindu  Times (London  1976) เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๑๙  โดยสรุปความคิดรวบยอดไว้ว่า  ชุมชนโบราณสทิงพระเป็นชุมชนเมืองท่าของชุมชน นครศรีธรรมราช ในพุทธ- ศตวรรษที่  ๑๗  หลังจากการ เสื่อมอำนาจลงของชุมชนไชยา  โดยสทิงพระ เป็น เมืองท่า  ติดต่อทางการค้ากับจีน  มาเลเซีย  (เปงกา ลัน บูจัง)และเขมร  แล้วเสื่อม ไป ในพุทธศตวรรษที่  ๑๙ - ๒๐ โดยมีชุมชนสมัย ประวัติศาสตร์ ที่พัทลุงเจริญขึ้นมาแทน  ตามปรากฏในเอกสารโบราณฝ่ายไทย  และหลักฐาน จากโบราณวัตถุ   พ.ศ. ๒๕๑๘  ศาสตราจารย์มานิต  วัลลิโภดม  กล่าวถึงเรื่องราวของชุมชน โบราณ สทิงพระ ไว้ใน หนังสือเรื่อง  "สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน" (ลงพิมพ์ในวารสาร เมืองโบราณ  ปีที่  ๑ , ปีที่  ๒ และพิมพ์รวมเล่มในปี  พ.ศ. ๒๕๒๑ )ว่าเมื่อ สันนิษ- ฐานตามพงศาวดารจีน สมัย ราชวงศ์สุย ( พ.ศ.  ๑๑๓๑ - ๑๑๖๐ ) แล้ว".มีแผ่นดิน ผืนหนึ่งเรียกว่าแผ่นดินบก  เป็นแหล่ง พบโบราณ วัตถุอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๓ ขึ้นไปจนถึงหินใหม่  เป็นหลักฐาน ที่ตั้ง นครหลวงที่เรียกว่า นคร เจงจี่ หรือ  ไซจือเจ็ง เทียบได้กับชื่อนครสิงหะปุระ  หรือสงขลา  ตั้ง อยู่บริเวณเขาแดง  เชียะโทว้แปลว่า แผ่นดินแดง  ที่แคว้นไทรบุรีเก่าได้ค้นพบศิลาจารึก (ภาษา สัน- สกฤต )  อายุประมาณพุทธศตวรรษที่  ๑๑ - ๑๒ มีใจความว่าพุทธคุปต์ มหานา วิก มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศรักตมฤตติกา  เป็นแว่นแคว้นเดียวกับเชียะโทว้ใน ภาษา- จีน นั่นเอง ...และแคว้นรักตมฤตติกาหรือเชียะโทว้ ใน  พ. ศ.  ๑๑๕๐  ต่อมาอีก๗๐  ปีเศษ  ได้เปลี่ยนแปลง เรียกแคว้นชวกะหรือศรีวิชัย..."   พ.ศ.  ๒๕๑๙  ศรีศักร  วัลลิโภดม อาจารย์คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัย ศิลปากร  เสนอบทความเรื่อง " จากท่าชนะถึงสงขลา " (วารสารเมือง โบราณ  ปีที่  ๒  เล่ม  ๒  มกราคม - มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๙) กล่าวถึงผลการปฏิบัติงาน สำรวจ และศึกษาหลักฐาน แหล่งโบราณ คดี ในคาบสมุทรสทิงพระว่า  ได้สำรวจพบลักษณะของเมือง โบราณหลายเมือง  ที่สำคัญ ได้แก่ เมืองโบราณสทิงพระ  เมืองโบารณพังยางส่วนศิลปวัตถุที่พบในคาบสมุทร สทิงพระ มีลักษณะ แบบศิลป ลพบุรี  ส่วน   น.  ณปากน้ำ(ประยูรอุลุชาฏะ)  เสนอบทความเรื่อง "ศิลปในอาณา จักร ภาคใต้ของไทย" (วารสารเมืองโบราณ  ปีที่  ๒ฉบับที่  ๒  มราคม - มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๙) กล่าวถึงสถูป ที่วัดจะทิ้งพระว่า  คล้ายกับ สมัยคุปตะ ซึ่งพบที่สารนาท  ส่วนสถูปที่วัดพระโคะ  ก็คล้ายกับสถูป ชวา ที่บุโรพุทโธอันเป็นสถูป  ที่ได้รับอิทธิพลจากคุปตะผสมปาละ  ดังนั้นจึง กำหนด ให้สทิงพระเป็นเมืองโบราณรุ่นพุทธ ศตวรรษที่  ๑๑ - ๑๓ และมีอิทธิพลศรีวิชัย เช่น  ซากสถูปวัดสีหยัง  และวัดเขาน้อยใกล้หัวเขาแดง  กล่าวคือเป็นลักษณะการก่ออิฐไม่มีระบบและสอด้วยดินผสมยางไม้อันเป็นเทคนิค ของศิละแบบศรีวิชัย

     พ.ศ.  ๒๕๒๑ - ๒๕๒๓  ธราพงศ์  ศรีสุชาติ  นักโบราณคดี  กองโบราณคดี  กรมศิลปากร ร่วมกับหน่วยศิลปากร ที่  ๙ สงขลา  ปฏิบัติงานสำรวจขุดค้น  ขุดแต่งศึกษาโบราณสถานและโบราณวัตถุของแหล่งโบราณคดีในคาบสมุทรสทิงพระ  เสนอรายงานและบทความต่างๆได้แก่

       ๑)รายงานทางวิชาการของโครงการขุดค้นแหล่งโบราณคดีสทิงพระ  กองโบราณคดี กรมศิลปากรปี  พ.ศ.  ๒๕๒๒  จำนวน  ๖ เล่มชุดคือ
         ๑.๑)  รายงานการปฏิบัติงานขุดค้น - สำรวจแหล่งโบราณคดีสทิงพระ  และผลการวิเคราะห์เบื้องต้น
         ๑.๒) รายงานการศึกษาสภาพแวดล้อมบริเวณแหล่งขุดค้นโบราณคดีสทิงพระ และการสำรวจแหล่ง โบราณคดีข้างเคียง
         ๑.๓) รายงานการบันทึกของชิ้นพิเศษที่ได้จากแหล่งขุดค้นโบราณคดีสทิงพระ ปี พ.ศ. ๒๕๒๒
         ๑.๔) รายงานเรื่องลูกปัดจากแหล่งขุดค้นโบราณคดีสทิงพระ ปี  พ.ศ.  ๒๕๒๒
         ๑.๕) รายงานการศึกษาชั้นดินและร่องรอยจากหลุมขุดค้นแหล่งขุดค้นโบราณคดีสทิงพระ ปี  พ.ศ.-  ๒๕๒๒
         ๑.๖) รายงานเรื่องภาชนะดินเผาและเศษภาชนะดินเผาจากแหล่งขุดค้นโบราณคดีสทิงพระ ปี  พ.ศ.  ๒๕๒๒

     ๒) ภาชนะดินเผาในภาคใต้  ในหนังสือเครื่องถ้วยในประเทศไทย (เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครบ  ๔  รอบ  วันที่  ๑๒  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓)

     ๓) ชุมชนแรกเริ่มสมัยประวัติศาสตร์บริเวณวัดพะโคะและบริเวณใกล้เคียง  ในหนังสือ วัดพะโคะ(ที่ระลึกเนื่องในโอกาสบูรณะปฏิสังขรณ์วัดราชประดิษฐาน : พะโคะ  จังหวัดสงขลาพิมพ์  เป็นส่วนหนึ่งของงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์  ๒๐๐  ปี  ๒๖  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๕)
    ๔) หลักบานใหม่จาการปฏิบัติวานขุดค้นทางโบรารคดีของกองโบราณคดี  กรมศิลปากร  เกี่ยวกับชุมชนแรกเริ่มสมัยประวัติศาสตร์ในคาบสมุทรสทิงพระ  (ในหนังสือประวัติศาสตร์และ
โบราณคดีในคาบสมุทร สทิงพระ  สถาบันทักษิณคดีศึกษา  พ.ศ.  ๒๕๒๖)  รายงานและบทความต่างๆเหล่านี้ เสนอเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีและชุมชนโบราณ
 ในคาบ สมุทรสทิงพระ  ดังนี้
       ก. ผลการขุดค้นบริเวณเตาเผาโบราณชุมชนปะโอ  พบเตาเผาโบราณผลิตเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินเหนียว และดินเนื้อขาว  ในรูปของกุณโฑ  กุณฑี และสำรวจพบเตาเผาในบริเวณริมฝั่งคลองโอไม่น้อยกว่า  ๔  เตา ผลการขุดค้นเตาเผานี้เป็นเตาเผาที่มีอายุในพุทธศตวรรษที่  ๑๕ - ๑๗
       ข. ผลการขุดค้นบริเวณเมืองโบราณสทิงพระ  ๔  หลุม พบแนวซากอิบ ลักษณะฐานรากอาคารอิฐประ- กอบหิน  โบราณวัตถุต่างๆตั้งแต่เครื่องปันดินเผาแบบพื้นเมือง   เครื่องถ้วยจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง  ซ้อง  หยวน  ลูกปัดแก้วน้ำเคลือบและแร่ประกอบหิน  ก้อนเศษขี้เหล็กหลอม ชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็ก เบ้าดินเผา ถ้วยดินเผาหรือตะคัน 
 ตะกั่วหลอม  ไมก้าชีสต์  หินดินดาน  หินพิวมิสแท่นหินบด หินลับ  และขุดค้นบริเวณพังหลุงซึ่งอยู่ห่าง จากตัวเมืองโบราณสทิงพระไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือใกล้ทะเลอ่าวไทย  พบหลักฐานได้แก่  ลูกปัด เครื่องปั้นดินเผาแบบพื้นเมืองและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ เหม็ง  ซึ่งผลจากการขุดค้นกำหนดอายุสมัย ได้ว่า  เมืองโบราณสทิงพระเป็นชุมชนเมืองในพุทธศตวรรษ ที่  ๑๕ - ๑๘
       ค. การขุดแต่งบูรณะโบราณสถานคือ  พระเจดีย์องค์เล็กวัดจะทิ้งพระ  ซากสถูปวัดสีหยัง ซึ่งผลการขุดแต่งแสดงให้เห็นลักษณะของสถูปวัดสีหยังดังนี้ "...สถูปตั้งอยู่บนเนินดินเป็นสถูปที่ก่อด้วยอิฐเรียงอย่างไม่เป็นระบบ สอด้วยดินผสมยางไม้และ ฉาบปูน ขาวที่ผิวเป็นสถูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส ส่วนบนหักหายไป ส่วนของสถูปที่เป็นบัวใช้"หินปะการัง " ท ำให้เป็นรูปบัวแทนการใช้อิฐ..."  จากการขุดแต่งสถูปวัดสีหยัง  ได้พบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินภาชนะ เคลือบ  กระปุกเคลือบใบเล็กๆและเคยมีผู้พบเทวรูปสำริดองค์เล็กๆเมื่อครั้ง ขุดเสาสร้างโรงเรียน ทางทิศใต้สุดแนวของเขตวัด
        ง. ผลการสำรวจแหล่งโบราณคดีในคาบสมุทรสทิงพระพบแหล่งโบราณคดีสมัยต่างๆกันดังนี้ - แหล่งโบราณคดีในชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์  ได้แก่ โคกสีดอกไม้  พังแขกชีใต้  พังชีล่าง พังแฟบ (หมู่ ๕ บ้านจะทิ้งพระ  ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ )พังเภา (หมู่ ๑  บ้านในไร่  ตำบล จะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ) วัดสีหยัง (บ้านสีหยัง  ตำบลบ่อตรุ  อำเภอระโนด) พังยาง (บ้านพังยาง ตำบลพังยาง  อำเภอ ระโนด) โคกทอง(หมู่ที่ ๕ บ้านโคกทอง  ตำบลระโนด  อำเภอระโนด) วัดพระสิงห์หรือวัดสิง  (หมู่ที่ ๕ ตำบลบ่อดาน  อำเภอสทิงพระ) เมืองศรีมงคล(หมู่  ๒ บ้านศรีไชย ตำบลคูขุด  อำเภอสทิงพระ) วัดพังขี้เหล็ก (บ้านพังขี้เหล็ก  ตำบลบ่อแดง  อำเภอสทิงพระ) บ้านหนองหอย - ปะโอ (ตำบลม่วงงาม  อำเภอเมืองสงขลา)- แหล่งโบราณคดีในชุมชนร่วมสมัย  ได้แก่โคกวัด(บ้านโตนดรอบ  ตำบลจะทิ้งพระ  อำเภอสทิงพระ) 
ศรีไชยผหมู่ ๒ ตำบลคูขุด  อำเภอสทิงพระ)วัดกระ(บ้านวัดกระ  หมู่  ๒ ตำบลชุมพล  อำเภอสทิงพระ) พังยาง(บ้านพังยาง  
ตำบลพังยาง  อำเภอระโนด)โคกทอง(หมู่  ๕ บ้านโคกทอง  ตำบลระโนด อำเภอระโนด)
       จ. โบราณวัตถุที่พบในแหล่งสำรวจเพิ่มเติม  ได้แก่
- ชิ้นส่วนพระหัตถ์พระโพธิสัตว์สำริด  จากพังแขกชี
- พระพุทธรูปหิน  ปางสมาธิ  จากพังแฟบ
- ลูกปัดตา (eyes  bead) จากวัดพังขี้เหล็ก
- ผอบเคลือบลายครามสมัยราชวงศ์เหม็งของจีนจากบ้านจะทิ้งพระ
- ลูกล้อดินเผา  มีรูเจาะที่ขอบ  จากบ้านหนองหอย - ปะโอ
- รูปนางโยคีสำริด  จากบ้านหนองหอย - ปะโอ         พ.ศ.  ๒๕๒๓  ผลงานวิจัยของศาสตราจารย์สุธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์ เรื่อง "พุทธศาสนาแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออกสมัยกรุงสรีอยุธยา"กล่าวถึงเอกสารโบราณเกี่ยวกับชุมชน
บนคาบสมุทรสทิงพระ
ร่วมสมัย อยุธยา ได้แก่ แผนที่ภาพแสดงวัดต่างๆ ที่ขึ้นกับวักพะโคะ ในสมัยอยุธยา เพลาเมืองสทิงพระตำราบรมรา ชูทิศเพื่อกัลปนา จังหวัดพัทลุงสมัยกรุงศรีอยุธยา   ซึ่งแสดงให้เห็นประวัติจากเอกสารโบราณว่าในปี  พ.ศ.  ๑๕๔๒ มีผู้ครอบครองนครชื่อพระยากรุงทอง  จนกระทั่งปี    พ.ศ.  ๑๘๓๓ ได้สร้างเมืองพัทลุง  โดยมีสทิงพระ เป็นเมืองหลวงของดินแดนแถบนี้  ครั้นสมัยพระยาธรรมรังคัลเป็นเจ้าเมืองในปี  พ.ศ.  ๒๐๕๗  และย้ายจาก สทิงพระมาตั้งเมืองหลวง บริเวณวัดพะโคะและขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา
          ศาสตราจารย์สุธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์  สันนิษฐานว่าในระหว่างปี  พ.ศ.  ๑๕๔๒ - ๑๘๓๓ (หรือประ มาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๙)เมืองสทิงพระน่าจะเป็นเมืองอิสระ  จนกระทั่งตกอยู่ใต้อิทธิพลสุโขทัยในราว พุทธ ศตวรรษที่  ๑๙ 

          พ.ศ.  ๒๕๒๓ - ๒๕๒๖  ปรากฏบทความและหนังสือของนักวิชาการเกี่ยวกับการกำหนด ศิลปะสมัย ของภาคใต้ ได้แก่  
๑) ดร. พิริยะ  ไกรฤกษ์ กำหนดศิลปวัตถุของสทิงพระ ตามสมัยอิทธิพลต่างกัน("ศิลปทักษิณก่อนพุทธศตวรรษที่  ๑๙" กรมศิลปากร  ๕  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓ และ"ช่วงลำดับเหตุการณ์ของประติมากรรมที่พบที่สทิงพระ" เอกสารประกอบสัมนา ทางวิชาการ  ณ  สถาบันทักษิณคดีศึกษาจังหวัดสงขลา ๕ - ๑๑  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๖)ดังนี้

          ก. สมัยอิทธิพลมอญ (พ.ศ.  ๑๐๔๓ - ๑๓๑๘) ได้แก่  เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรรูปพระวิษณุหิน (ไม่มีเศียร)
          ข. สมัยอิทธิพลอินเดีย - ชวา (พ.ศ.  ๑๓๑๘ - ๑๔๙๓)ได้แก่  แม่พิมพ์สำริดรูปท้าวชุมพล ท้าวโลกนาถ  ๔  กรสำริด นางตารา  ๔  กรสำริด
          ค. สมัยอิทธิพลเขมร(พ.ศ.  ๑๔๙๓ - ๑๗๖๒) ได้แก่รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร  ๑๑ เศียร  ๒๒ กรสำริด
          ง. สมัยอิทธิพลมอญ - หริภุญชัย (พ.ศ.  ๑๗๖๒ - ๑๘๓๕) ได้แก่ รูปเหวัชระสำริด


๒) ณัฏฐภัทร  จันทวิช  กำหนดอายุสิลปกรรมที่สทิงพระ(ในหนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา  ๒๘  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๕) ดังนี้
           ก. สมัยอิทธิพลอินเดียระยะต้น  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  ๘ - ๑๐ 
           ข. สมัยอิทธิพลทวารวดีจากภาคกลาง  ระหว่างพุทธศตวรรษที่  ๑๐ - ๑๓



 

ลักษณะของชุมชนโบราณสทิงพระ

         การเกิดแผ่นดินที่เป็นคาบสมุทรสทิงพระปัจจุบันในยุคโฮโลซีนเมื่อประมาณ  ๕,๐๐๐ ปีมานี้ (ตามผลงานการวิจัย ของ  ดร. กีย์เทรบุยล์, สมยศ  ทุ่งหว้า  และ อิงอร  เทรบุยล์    เกี่ยวกับผลการกำหนดอายุของเปลือกหอยซึ่ง เป็น ดินตะกอน ทับถมอยู่ในระดับความลึก  ๗  เมตร  ในเขตบ้านพิกุล ตำบลบ่อแดง  อำเภอสทิงพระ) โดยระดับน้ำ ทะเลลดต่ำลง  การทับถมของโคลนตมตะกอนจากแม่น้ำ และทรายทะเล  ตามอิทธิพลของคลื่นลมและกระ แสน้ำ  ทำให้เกิดเป็น แผ่นดินที่เป็นสันทรายและพื้นที่ราบลุ่มต่อกับแผ่นดินเดิมแผ่นดินเดิมกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศ ตะวันตกของคาบสมุทร  ได้แก่ เขารัดปูน  เขาใน  เขาพะโคะ  เขาคูหา  เขาที่เกาะใหญ่  กิ่งอำเภอกระแสสินธุ์ และสันทราย ที่เกิดเป็นแนวตรงทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทยงอกข้นมาปิดกั้นเป็นทะเลสาบ สงขลาในฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร  การพัดพาและทับถมของทรายทะเลที่ทำให้เกิดสันทรายบนคาบสมุทรไม่สม่ำเสมอนัก  จึงมีบาง บริเวณที่สันทราย ขาดหายเป็นแนวกว้างแคบไม่เท่ากัน  สันทรายที่ปรากฏในบริเวณ คาบสมุทร สทิงพระที่สำคัญได้แก่   สันทรายริ้วแรก หรือสันทรายริ้วที่  ๑  ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทยมากที่สุด  ถัดเข้ามาเป็นสันทรายริ้วใหญ่หรือสันทราย กลางหรือสันทรายริ้วที่  ๒ กับสันทรายริ้วเล็กซึ่งเป็นสันทรายริ้วที่  ๓  ระหว่างสันทรายริ้วใหญ่และสันทรายริ้วเล็ก เป็นบริเวณที่เรียกว่า"แควกลาง" เป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้างประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐  เมตร  แบบเดียวกับบริเวณ พื้นที่ราบลุ่มนอกสันทรายซึ่งใช้เป็นพื้นที่ทำการกสิกรรมส่วนพื้นที่บนสันทรายใช้ทำการกสิกรรมไม่ได้เพราะพื้น ดินเป็นทรายส่วนพื้นที่ถัดจากพื้นที่นาติดพื้นที่ ทะเลสาบ ได้รับอิทธิพล น้ำกร่อย จากทะเลสาบทำให้ เกิดพื้นดินที่เป็นการทับถมของตะกอนน้ำกร่อย  มีป่าชายเลนยู่โดยทั่วไป 


      ทางด้านตะวันตกของคาบสมุทร  เป็นเกาะเล็กเกาะน้อย  ที่สำคัญได้แก่เกาะโคบ  เกาะนางคำ  เกาะหมาก เกาะสี่ -เกาะห้าเป็นเกาะในทะเลสาบสงขลาซึ่งคั่นระหว่างคาบสมุทรสทิงพระกับผืนแผ่น ดิน ใหญ่ในเขต จังหวัด  พัทลุงและตรัง  จากพื้นที่ของคาบสมุทรที่แคบยาว  มีห้วงน้ำปิดทั้ง  ๒  ด้าน คือ ทะเลอ่าวไทยเป็นห้วงน้ำทางตะวันออก  และทะเลสาบสงขลาเป็นห้วงน้ำทางตะวันตก  แล้วคาบ สมุทรสทิงพระยังถูกตัดออกจากพื้นแผ่นดินใหญ่สงขลาที่หัวเขาแดงโดยทางน้ำตอนต่อของทะเลอ่าว ไทยและทะเลสาบ  ดังเส้นทางเดินบกที่จะติดต่อกับชุมชนอื่น  มีเพียงเส้นทางตอนเหนือในเขต อำเภอระโนดต่อเขต กับอำเภอหัวไทร  จังหวัดนครศรีธรรมราช 


        ดังนั้นกลุ่มชนรุ่นแรกๆที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรสทิงพระน่าจะได้แก่กลุ่มชนใน พื้นที่ป่าเขา  และที่ราบทางตอนเหนือในเขตอำเภอหัวไทร  ปากพนัง  ชะอวด  เชียรใหญ่ ซึ่งใช้เส้น ทางบก  ขณะที่กลุ่มคนในพื้นที่ป่าเขาและที่ราบในเขตจังหวัดพัทลุง  ตรัง และหมู่เกาะในทะเลสาบ สงขลาเป็นกลุ่มชน ที่ต้องสัญจรเข้ามาโดยทางน้ำอย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานแจ่มชัดที่จะแสดง ถึงช่วงสมัยแน่นอนของการ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน คาบสมุทร สทิงพระนอกจากหลักฐานการสืบ ทอดคตินิยมหรือวัฒนธรรมของ ชุมชน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งน่าจะเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าเขา ในผืนแผ่นดิน ใหญ่ตอนเหนือ(จังหวัดนคร ศรี ธรรมราช) และทาง ตะตกซึ่งพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนก่อน ประวัติศาสตร์แหล่งสำคัญบริเวณ เขาชัยสน (คำบลเขาชัยสน  อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง)


       กลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรสทิงพระระยะเริ่มแรกนั้น  คงอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ กระจายทั่วไปทั้งบนสันทรายและพื้นที่ราบ  ชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระในช่วงต้นสมัยแรกเริ่ม ประวัติศาสตร์ พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐาน เข้ามาอยู่อาศัยประกอบกิจกรรมในพื้นที่ทั้งที่เป็นเนินเขา สันทราย  ที่ราบลุ่ม  ซึ่งส่วนใหญ่ เป็น บริเวณที่อยู่ใกล้เส้นทางน้ำ  พัง  (ที่เก็บน้ำ) ซึ่งสามารถ ใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม  การประมง และการคมนาคม บริเวณที่เป็นเนินเขาใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานของศาสนสถาน  ได้แก่ เขาคูหา  ซึ่งมีถ้ำขุด และ ประติมากรรมในศาสนาฮินดูจะขุดพังขนาดใหญ่ (คือพังพระ) ใกล้ๆแหล่ง  อันสอดคล้องกับคติการ ขุดสระน้ำใกล้ศาสนสถานที่ ตั้งอยู่บนภูเขาหรือที่สูง   และพังก็จะเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ใน ศาสน- พิธีอีกด้วย


       บริเวณพื้นที่ราบนอกสันทรายมีการประดิษฐานศาสนสถานบนเนินดิน  หรือโคกเนิน หรืออาจจะ ก่อเป็นดิน และอิฐให้เป็นศาสนสถาน  เช่นบริเวณแหล่งโบราณคดีบ้านพังเภาหรือบ้านในไร่โคกทอง และอาจมีการ สร้างศาสนสถานด้วยไม้สำหรับประดิษฐานรูปเคารพบริเวณพัง (แหล่งเก็บน้ำแหล่งน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ประกอบ พิธีกรรม) เช่น พังแขกชี  พังแฟม ส่วนบริเวณพื้นที่สันทรายก็ใช้เป็นที่ประดิษฐาน ศาสนสถานในช่วงต้นๆของสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เช่นกัน   ดังเช่นแหล่งโบราณคดีวัดขุนช้าง - บ้านสามี


      สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในช่วงที่ ๒อันเป็นระยะสมัยเจริญรุ่งเรืองของสมัยโบราณปรากฏ หลักฐานการเข้า อยู่อาศัย ตั้งถิ่นฐานบริเวณพื้นที่สันทรายหนาแน่นขึ้น  โดยเว้น พื้นที่ราบลุ่มรอบๆ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร และกสิกรรม บริเวณพื้นที่สันทรายในแนวของเส้นทางน้ำภายในที่สามารถ เชื่อมต่อทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลาและมีแนวสันทรายกว้างขวาง  จึงเป็นบริเวณของการ ก่อตั้งชุมชนเมือง  กล่าวคือมีการสร้างคันคูดินเป็น ขอบเขตเมืองและมักใช้คลองซึ่งเป็นเส้นทางน้ำภายในเป็นคูเมืองธรรมชาติอีกด้วย     เมืองโบราณบนสันทรายสทิงระได้แก่  เมืองโบราณพังยางเมืองโบราณสีหยัง  เมืองโบราณสทิงพระ  ซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่มีสิ่งก่อสร้าง  เช่นศาสนสถานที่อยู่อาศัยของชน ชั้น ปกครองเป็นศุนย์กลางของการปกครองชุมชน(ผลจากการศึกษาเมืองโบราณสทิงพระพบว่า  ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า (ทิศเหนือ  ๒๘๐ เมตร ตะวันออก  ๒๗๐ เมตร  ทิศใต้  ๓๐๕  เมตร  ทิศตะวันตก  ๒๗๕  เมตร)คูเมือง  ๔  ด้าน เชื่อมต่อถึงกันตลอด  ขนาดกว้างตั้งแต่  ๒๐ - ๔๐  เมตร  มีคูเมืองด้านทิศใต้ต่อกับเส้นทางน้ำคือคลองสทิงพระ  ทางหนึ่งไปออก ทะเลสาบสงขลา  อีกทางหนึ่งไปออกทะเลอ่าวไทยที่พังกก) ส่วนพื้นที่ราบลุ่มรอบๆเมืองโบราณแห่งนี้  มีร่องรอยของการเข้าอยู่อาศัยตามโคกเนิน  ใกล้พัง  ซึ่งน่าจะเป็นสามัญชนที่ทำกสิกรรม  และการประมง  ซึ่งได้แก่แหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานร่วมสมัย ชุมชนเมืองสทิงพระ ได้แก่ แหล่งโบราณคดีพังหลุงโคกม่วง โคกขามมดแดง โคกพังขี้เหล็ก พังสายหมาน  พังเสม็ด พังชีล่าง  วัดพระสิงห์  วัดพังขี้เหล็กฯลฯชุมชนบนสันทรายสทิงพระที่มิได้ปรากฏคันคูดินเป็นขอบเขตเมือง  แต่ตั้งอยู่ในแนวของเส้นทาง- น้ำภายในอันเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานมีอยู่จำนวนไม่น้อย ชุมชนเหล่านี้ที่สำคัญ  เช่นแหล่งโบราณคดีท่าบอน  บ้านมะขามเฒ่า  ยางคอกควาย (บ้านวัดกระ)  บ้านหนองหอย  และ ชุมชนโบราณปะโอซึ่งเป็นชุมชนที่มีอุตสาหกรรมการทำเครื่องปั้นดินเผามีเตา เผาตั้งเรียงรายริมคลองปะโอ   ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์บนคาบสมุทรสทิงพระหลายแหล่ง ถูกแทนที่ด้วยชุมชนอยุธยาซ้อนอยู่กับชุมชนเดิมจำนวนไม่น้อย  ที่ชัดเจนได้แก่เมืองโบราณพังยาง  เมืองโบราณศรีมงคล  แหล่งโบรารคดีบ้านหัวเขา  แหล่งโบราณคดีวัดพระสิงห์  แหล่งโบราณคดี โคกทอง


  หลักฐานทางโบราณคดีและเรื่องราวของชุมชน

        โดยนัยของ "ชุมชนโบราณบนคาบสมุทรสทิงพระ" นั้น  หลักฐานทางโบราณคดีแสดง ให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานกระจายไปตามแนวสันทราย  และพื้นที่ราบลุ่มในหลายช่วงสมัย  และอาจแบ่งเป็นหลายกลุ่มชน  กลุ่มชนทั้ง  ๖  กลุ่ม  พบหลักฐานที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันแสดงถึงเรื่องราวของชุมชนดังต่อไปนี้

 

     ๑. กลุ่มชุมชนอู่ตะเภา - ระโนด  พบหลักฐานการสืบทอดเครื่องมือเครื่องใช้ของชนพื้น เมืองใน-วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์มากกว่าชุมชนอื่น  เช่นขวานหินขัด  และพบ เครื่องมืองเครื่อง ใช้ของชุมชนเกษตรกรรม เช่น แท่นหินบด  ลูกกลิ้งหินบด  ขณะเดียวกันก็พบ หลักฐาน การติดต่อ ทางด้านการค้ากับชุมชนภายนอก  เช่นแหวนทองแบบวัฒนธรรมฟูนัน  แผ่นจี้สลักรูปพระโพธิสัตว์บนหินโมรา  รูปพระโพธิสัตว์มัญชุศรีสิทธิชัยกวีระสำริด  เหรียญจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง

Untitled-9.gif (19999 bytes)

แท่นหินบดและลูกกลิ้งหินบดจากแหล่งโบราณคดีในกลุ่มชุมชนโบราณอู่ตะเภา-ระโนด

   ๒. กลุ่มชุมชนโบราณพังยาง พบหลักฐานเทวรูปรุ่นเก่า  ซึ่งน่าจะแสดงถึงการเข้ามาของวัฒนธรรม อินเดียและคตินิยมทางลัทธิศาสนาในการนับถือพระวิษณุเป็นใหญ่(ไวษณพนิกาย) และพุทธศาสนา แบบมหายาน  (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด) ร่องรอยของการสร้างขอบเขตเป็น "เมืองโบราณ"  ศูนย์กลางชุมชน  หลักฐานการติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอก  เช่นเครื่องถ้วยชาม จีน  ต่อเนื่องกันมาถึง สมัยอยุธยา

  ๓. กลุ่มชุมชนโบราณเจดีย์งาม - สีหยัง  พบหลักฐานการติดต่อกับชุมชนต่างชาติสมัยแรกๆ เช่น  อาหรับ (เหรียญทองและเงินอาหรับ) จีน (เครื่องถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง ,หยวนและเหม็ง) การนับถือพุทธศาสนาแบบ มหายาน(ได้แก่รูปพระโพธิสัตว์สำริด) มีร่องรอย สถาปัตย กรรม แสดงลักษณะท้องถิ่น  คือสถูป ใช้อิฐประกอบกับปะการังก่ออิฐ ไม่มีระบบและสอด้วยดินผลมยางไม้สถาปัตยกรรมถูกเปลี่ยนแปลงลักษณะไปในสมัยอยุธยา


Untitled-21.gif (9203 bytes)
เหรียญอาหรับพบในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ


  ๔. กลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา - ชะแม  พบหลักฐานการสร้างศาสนสถานบนภูเขาตามคตินิยม ในศาสนา ฮินดูแบบไศวนิาย (ถ้ำขุด  ศิวลึงค์  โยนิ  และพระอคัสตยะสำริด  มีสระน้ำประกอบพิธี - พังพระ) ในช่วง สมัยแรกๆ (บริเวณเขาคูหา) และศาสนสถานในพุทธศาสนาบนภูเขาในช่วงสมัยหลัง (เจดีย์วัดพะโคะ) และถูกเปลี่ยนแปลงลักษณะสถาปัตยกรรมของศาสนาในสมัยอยุธยาและการตั้ง ถิ่นฐานใกล้ศาสนสถาน บนภูเขา  (แหล่งโบราณคดียางคอกควาย) 
Untitled-3.gif (19462 bytes)

ถ้ำขุดที่เขาคูหาและโยนีโทรณะ หน้าถ้ำในกลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา-ชะแม

   ๕. กลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ พบหลักฐานการสืบเครื่องมือเครื่องใช้ของชนพื้นเมืองในสมัย วัฒนธรรม ก่อนประวัติศาสตร์(ขวานหินขัด  หินลับ) และเครื่องมือเครื่องใช้ของชนพื้นเมือง ในสังคม เกษตรกรรม - ชาว น้ำที่ชัดเจน (แท่นหินบด  ลูกกลิ้งหินบด  ตุ้มถ่วงแห  เบ้าหลอมโลหะ  เครื่องมือเหล็ก  แหวนดินเผา  ลูกถือ ดินเผา ตะคันดินเผา  ภาชนะดินเผาเนื้อดิน)   การเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียคตินิยมทางลัทธิศาสนาทั้งฮินดูไศวนิกายและไวษณพนิกายพุทธศาสนา ในช่วงสมัยแรกๆ(พระคเณศหิน  พระพุทธรูปปางสมาธิ  พระวิษณุหิน  พระโพธิสัตว์  ผอบหิน)การติดต่อ ทางการค้าหรืออาจเป็นสถานีการค้ากับชุมชนโพ้นทะเล  ได้แก่จีน  อินเดีย  มาเลเซีย ต่อเนื่องหลายช่วงสมัย

Untitled-34.gif (37386 bytes)

พระคณปติศิลา พบที่อำเภอสทิงพระ

Untitled-7.gif (30109 bytes)
โยนิโทรณะ   จากแหล่งโบราณคดีในชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ

Untitled-8.gif (28425 bytes)
ฐานเสียบเทวรูป   จากชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ

Untitled-11.gif (13121 bytes)
กระปุกทรงไห   จากชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระ

               ร่องรอยของการสร้างขอบเขตเป็น "เมืองโบราณ" ศูนย์กลางชุมชน  ลักษณะสถาปัตยกรรม ทั้งในและนอก ขอบเขตของ "เมืองโบราณ" มีทั้งสถาปัตยกรรมอิฐล้วน  อิฐประกอบหิน (รากฐาน) อิฐประกอบปะการัง  สถาปัตยกรรมถูกเปลี่ยนลักษณะไปในสมัยอยุธยา  ชุมชนพบหลักฐาน ต่อเนื่อง มาถึงสมัยอยุธยา


Untitled-16.gif (10609 bytes)

คลองสทิงพระซึ่งเชื่อมต่อกับคูเมืองโบราณสทิงพระทางด้านทิศใต้
ไหลไปสู่ทะเลสาบสงขลาบริเวณบ้านโตนดรอบ

Untitled-5.gif (23954 bytes)
คูเมืองโบราณสทิงพระด้านตะวันตก

๖. กลุ่มชุมชนโบราณปะโอ พบหลักฐานการรับคตินิยมทางศาสนาฮินดู  พุทธศาสนาแบบมหา ยานและ ตันตระ (พระศิวะมหาเทพ  พระโพธิสัตว์  รูปนางโยคีนีสำริด  )แหล่งอุตสาหกรรมเครื่องปั้น ดินเผาเนื้อดินธรรมดาและเนื้อดินขาวแบบกุณฑี  กุณโฑ  จานแบน  เป็นสินค้าออก (เตาเผาโบราณ ริมคลองปะโอ) และการติดต่อทางการค้ากับจีน  (เครื่องถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ถัง  ซ้องและหยวน)

Untitled-10.gif (6639 bytes)
รูปแบบหนึ่งของพวยกาดินเผา จากแหล่งโบราณคดีเตาเผาบริเวณ
ริมคลองโอในกลุ่มชุมชนโบราณปะโอ

 อายุสมัยของชุมชน

        ผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในระยะเริ่มแรกบนคาบสมุทรสทิงพระไม่เพียงแต่จะเป็นกลุ่มคนที่สืบทอดวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์
แต่เป็นกลุ่มคนที่มีพัฒนาการด้านวัฒนธรรมทางวัตถุที่ก้าว หน้าและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตพื้นฐานเช่น รู้จักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการประมง - จับสัตว์น้ำเครื่องมือทุ่นแรงในการเพาะปลูกการทอผ้า  การทำเครื่องนุ่งห่มการทำภาชนะดินเผา ที่มีคุณภาพตลอดจนรู้จักการชลประทานการสร้างพังเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง  การใช้เรือในการคมนาคมทางน้ำซึ่งคงอยู่ในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่  ๑๑  ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๕ ปรากฏหลักฐานการรับอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์จากภายนอกและการก่อตั้งเป็นกลุ่มชุมชน  มีการสร้างศาสนสถานบนที่สูง  รูปเคารพตามลัทธิศาสนาซึ่งมีทั้งศาสนาฮินดูและพุทธเจริญควบคู่กันมาและอาจนับถือผสมผสานกันในชีวิตประจำวันในช่วงสมัยนี้เป็น
สมัยเริ่มแรกของการติดต่อค้าขายกับชุมชนโพ้นทะเลชาติต่างๆทั้งใกล้และไกลได้แก่ จีน  อินเดีย  อาหรับเวียดนาม (ฟูนัน)มาเลเซีย  และอินโดนีเซีย  ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘  ชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระเติบโตมากขึ้นปรากฏการรวมตัวเป็นชุมชนเมืองหรือนครรัฐ 

โดยการสร้างศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้น ในลักษณะของ"เมืองโบราณ"บนสันทรายที่มีขอบเขตคันดินและคูน้ำล้อมรอบ  และมีพัฒนาการในเส้นทางน้ำสำหรับการคมนาคม  และชลประทานกลุ่มชุมชนสำคัญๆจะอยู่ในแนวของเส้นทางน้ำ ภายในที่ เชื่อมต่อ ทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลากับบริเวณที่เป็นพังซึ่งเป็นบริเวณที่เก็บกักน้ำ  หรือแหล่งเชื่อมต่อของเส้นทางน้ำภายใน ช่วงสมัยนี้คงติดต่อค้าขายกับชุมชนโพ้นทะเลอย่างกว้างขวางไม่เพียงแต่รับสินค้า
เครื่องถ้วยชามจีนเวียดนามเข้ามาใช้ในชุมชน  แต่ได้สร้างเตาเผาเนื้อดินเหนียว  และดินขาวแบบพื้นเมืองเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ
ของชุมชนและเป็นสินค้าออกส่งไปจำหน่ายยังดินแดนข้างเคียงและดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปในช่วงสมัยนี้น่า
จะมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในลัทธิศาสนา  กล่าวคือพุทธศาสนาเริ่มมีอิทธิพลเหนือกว่าลัทธิอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และน่าจะมีพุทธศาสนามหายานลัทธิตันตระเข้ามาเจือปนด้วยเมื่อเข้าสู่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘  ชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระเริ่มปรากฏเรื่องราวในเอกสารตำนานโบราณ เป็นชุมชนที่มีสัมพันธ์ติดต่อกับชุมชนเมืองหลวง
ในสมัยสุโขทัยตลอดจนเป็นเมืองโบราณที่สัมพันธ์กับพัทลุง  และการสถาปนาให้เป็น ชุมชน พุทธศาสนาลัทธิมหายานแบบลังกาวงศ์ร่วมสมัยอยุธยา   (ธ.ศ.)


ความเป็นมาในอดีต

        บริเวณเมืองสทิงพระโบราณอันคลุมไปถึงแถบลุ่มทะเลสาบสงขลาฝั่งตะวันออกที่เรียกกันว่าแหลมสทิงพระบ้าง  คาบสมุทรสทิงพระบ้าง  แผ่นดินบกบ้าง  แต่เดิมหมายรวมถึงถึงตั้งแต่ฝั่ง คลองระโนดทิศใต้ตลอดไปจนถึงหัวเขาแดงซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองสงขลา (ปัจจุบันบางส่วน อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอระโนดบางส่วนอยู่ในเขตการปกครองของกิ่งอำเภอกระแสสินธุ์  บางส่วนอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอสทิงพระ  และบางส่วนอยู่ใน เขตการปกครองของอำเภอ เมืองสงขลา) เป็นแหล่งชุมชนโบราณ ที่สำคัญยิ่ง แหล่งหนึ่งของภาคใต้  นับเป็นแหล่งที่ควรศึกษา วิจัยทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และโบราณคดี

       จากการศึกษาสภาพทางธรณีวิทยา  สภาพแวดล้อมทั่วไปกับการสำรวจและขุดค้นพบตำแหน่ง ที่ตั้ง ของชุมชนเท่าที่ปรากฏตลอดจนหลักฐานทางด้านโบราณวัตถุและจากการศึกษาของ  Dr. Guy  Trebuil จากการ 
ขุดบ่อน้ำในเขตบ้านวัดพิกุล  ตำบลบ่อแดง พบเปลือกหอยแว่นในระดับลึก  ๗  เมตร  เมื่อส่งเปลือกหอยแว่น 
ที่ไปตรวจสอบหาอายุที่  New  Zealand  Geological  Survey ได้ผลว่า
  เปลือกหอยแว่น  มีอายุประมาณ  ๕,๓๗๐  ปี  จึงพออนุมานได้ว่าแผ่นดินที่เรียกกันว่าคาบสมุทรสทิงพระเป็นแผ่นดิน ใหม่  เกิดขึ้นในยุคโฮโลซีน  (Holocene) 
มีอายุประมาณ  ๕,๐๐๐  ปีมานี้  หรือถ้าก่อนกว่านี้ก็คงไม่มาก นัก  ยังน้อยเกินกว่าที่จะเป็นที่อยู่อาศัย 
หรือมีชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหิน  แม้ว่าจะเคยพบเครื่อง มือหินขัดบ้างในบางจุดก็ตาม  โบราณวัตถุ 
เหล่านั้นอาจสืบทอดมา จาก บรรพบุรุษ  ซึ่งอาจนำมาจากการ ติดต่อกับดินแดนอื่น  เพราะผลของการสำรวจและ ขุดค้น ตลอดจนการศึกษาโบราณวัตถุ  มีหลักฐานที่ยืนยัน ว่าเป็นชุมชนยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์  และจากข้อมูล อื่นๆบ่งชัดเพียงว่าเป็นชุมชนโบราณที่อยู่ในระยะเวลา  ราวพุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๙  การเริ่มต้นชุมชน ตกราว สมัยราชวงศ์ปัลลวะในอินเดียใต้และสมัยราชวงศ์ถังของจีน

        ชุมชนที่เป็นชุมชนแรกเริ่มประวัติศาสตร์จนถึงชุมชนร่วมสมัยสุโขทัยที่พบหลักฐานการสำรวจ  และขุดค้นมี  ๔ กลุ่ม คือ
     (๑) ชุมชนโบราณเขาคูหา - ชะแม  ตำบลชุมพล  อำเภอสทิงพระ
     (๒) ชุมชนโบราณสทิงพระ  ศูนย์กลางอยู่ที่บ้านจะทิ้งพระ  ใกล้ที่ว่าการอำเภอสทิงพระปัจจุบัน
     (๓) ชุมชนโบราณริมคลอง(ปะโอ)  ซึ่งอยู่ในเขตบ้านหนองหอย  ตำบลวัดขนุน  และตำบลม่วงงาม ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอสิงหนคร
     (๔) ชุมชนโบราณบ้านสีหยัง  ตำบลบ่อตรุ  ปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอระโนด

       ที่ชุมชนโบราณบริเวณเขาคูหาใกล้วัดพะโคะ  ตำบลชุมพล  อำเภอสทิงพระ  ผลจากการสำรวจตามโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานภาคใต้ปี  พ.ศ.  ๒๕๒๓  พบว่าเป็น แหล่งชุมชนแรกเริ่มประวัติศาสตร์และชุมชนโบราณในสมัยอยุธยาที่สำคัญแหล่งหนึ่ง  โดยเฉพาะที่เนินเขา คูหา 
ใกล้วัดพะโคะซึ่งพิกัด ทางภูมิศาสตร์ที่เส้นรุ้ง  ๗  องศา  ๓๖  ลิปดา  ๑๕ ฟิลิปดา
และเส้นแวงที่  ๑๐๐ องศา  ๒๓  ลิปดา  ๔๐  ฟิลิปดา  พบถ้ำที่เกิดจากการขุดแต่งของมนุษย์  ๒  ถ้ำ  
ห่างกันประมาณ  ๑๐  เมตร  ถ้ำแรกขนาดถ้ำกว้างประมาณ  ๓.๕  เมตร  ลึกประมาณ  ๓.๕  เมตร 
 สูงประมาณ  ๒.๕  เมตร  มีการ แกะสกัดหินเนื้อถ้ำส่วนผนังเป็นแท่นทั้ง  ๓  ด้าน  
เหนือแท่นด้านหลังมีภาพเขียนลายเส้นสีแดง  บริเวณพื้นที่ว่างในถ้ำจุคนได้ประมาณ๒๐  คน 
 รวม บริเวณทั้ง  ๒  ถ้ำและลานหน้าถ้ำจะจุคน ได้ไม่น้อยกว่า  ๑๐๐  คน
และหน้าถ้ำพบแท่นหินโยนิ  (ฐานเสียบ ศิวลึงค์) ซึ่งบ่งว่าถ้ำนี้ใช้เป็น ศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
ถ้ำที่เกิดจากการขุดและการแกะ ถ้ำ เป็นแท่นหินแบบนี้ นักปราชน์ทางด้านโบราณคดีและประวัติ ศาสตร์ทั้งอินเดียและตะวันตก ได้พบหลักฐานที่กำหนดได้ว่าเป็นลักษณะทางศิลปะอินเดียโบราณที่เคยมีในอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่  ๓ -๖

        สำหรับถ้ำขุดที่ถ้ำคูหานี้  คงเดช  ประพัฒน์ทอง  ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีได้ให้ทรรศนะว่า  เป็นลักษณะของศาสนสถานที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย  ซึ่งได้รับอิทธิพลจากคติศาสนาในอินเดียโบราณ  แต่คงไม่เก่าไปถึงพุทธศตวรรษที่  ๓- ๖  เช่นที่อินเดีย  เพราะหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆที่พบบริเวณเดียวกันกับถ้ำนี้ เป็นต้นว่า  หินโยนิและศิวลึงศ์ (ซึ่งอยู่บนเนินวัดพะโคะ)กำหนดอายุได้เก่าเพียงพุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๔ 
สำหรับภาพเขียนลายเส้นที่พบ  เป็นอักขระที่เนื่องในภาษาสันสกฤต   เพื่อให้ได้ความหมายว่า "โอม" อันเป็นสัญลักษณ์ของตรีมูรติของฮินดู  นอกจากนี้ได้พบประติมากรรมเทวรูปพระศิวะในปางพระเทพครูที่พังพระ 
 ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ของถ้ำคูหา (ลักษณะพังเป็นรูป ๔ เหลี่ยมขนาดประมาณ  ๓๐๐ x ๓๐๐  เมตร  เป็นพังที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สำรวจพบในคาบสมุทรสทิพระ) เป็นสำริดสูง  ๒๐.๕  เซนติเมตร
อายุราวพุทธศตวรรษที่  ๑๔ - ๑๕ เป็นต้น

          จากหลักฐาน ต่างๆที่กล่าวมาแสดงว่าบริเวณวัดพะโคะเป็นชุมชนตั้งแต่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และแสดงถึงลักษณะฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในคาบสมุทรสทิงพระและในภาคใต้คือมีอาย
ไม่น้อยกว่าพุทธ ศตวรรษที่  ๑๒  ตรงกับสมัยราชวงศ์ปัลลวะในอินเดียและสมัยราชวงศ์ถังของจีนใน สมัย อยุธยาชุมชนแหล่ง นี้เป็น ปรากฏหลักฐานในเรื่องกัลปนา  มีวัดต่างๆขึ้นกับวัดพะโคะ มากมายตามตำรา แผนที่ภาพสมัยอยุธยาเป็นเครื่องยืนยันอยู่  อนึ่งในส่วนที่วัฒนธรรมสทิงพระราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ 
อ่านได้ความว่า "เก" และ ภาชนะดินเผาที่มีอักษรปัลลวะนี้ยังสอดคล้องกับการพบภาชนะประเภท หนึ่งซึ่งผู้เชี่ยวชาญเครื่องถ้วยจีนเห็นว่าเป็นเศษภาชนะสมัยราชวงศ์ถัง  ซึ่งกำหนดอายุได้ราวพุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๓ เช่นกัน  จึงแสดงว่าชุมชนแหล่งนี้อาจจะเริ่มก่อน หรือพร้อมๆ กับการรับอารยธรรม ทางทะเลของจีนและอินเดียเข้ามา  นอกจากนี้ยังเคยพบประติมากรรมหลายชิ้น  เช่นพระศิวะมหาเทพ สำริด  สูง  ๓๖  เซนติเมตร  ที่บ้านหนองหอย  ตำบล วัดขนุน  อายุราวพุทธศตวรรษที่๑๔-๑๕  พบพระ อวโลกิเตศวร  ในปางสมันตมุข  เป็นสำริดสูง  ๒๒.๓ เซนติเมตร  
อายุราวพุทธศตวรรษที่  ๑๖  ที่บ้าน วัดขนุน  พบพระอวโลกิเตศวร สำริดสูง  ๑๙  เซนติเมตรในปางพระโลกนาถประทับยืน มี  ๔  กร  อายุราวพุทธศตวรรษที่  ๑๕  ที่หนองหอย  ตำบลวัดขนุน  เป็นต้นอันแสดงว่าศาสนาพราหมณ ์และ ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน เข้ามาสู่ชุมชนแหล่งนี้ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่  ๑๒-๑๖ ธราพงศ์  ศรีสุชาติ  มีความเห็นว่าชุมชนโบราณริมคลองโอ(ปะโอ)มีอายุร่วมสมัยกับชุมชนโบราณเมืองสทิงพระ(พุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๘)

         สรุปว่าในเขตอำเภอสทิงพระปัจจุบันเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ 
คงเริ่มมีการเข้าอยู่อาศัยประมาณพุทธศตวรรษที่  ๑๒ - ๑๓ เจริญเป็นชุมชนเมืองโดยแท้จริงประมาณพุท ศตวรรษที่  ๑๕ - ๑๘ ในเขตอำเภอสทิงพระพบโบราณวัตถุอีกหลายแหล่งกระจายอยู่ทั่วไป  แต่ยังไม่ได้สำรวจขุดค้นอย่างจริงจัง  โดยเฉพาะที่บ้านศรีไชย  อยู่ในหมู่ที่  ๒  ตำบลคูขุด  ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบตรงอำเภอไปทางทิศตะวันตกปรากฏชื่อตามแผนที่ภาพสมัยกรุงศรีอยุธยาว่า "บ้านศรีวิชัย" ซึ่งตามแผนที่ที่จารึกไว้ในสมุดข่อยแสดงว่าอยู่ชิด "ลำคลองสทิงพระแดนวัด" ลำคลองนั้นพุ่งตรงมายังสทิงพระ  (บริเวณที่ขุด พบซากกำแพง) นับว่าชื่อ "ศรีวิชัย" แต่ชาวบ้านเรียกว่า "ศรีไชย"แห่งนี้เป็นเพียงชื่อเดียวที่พบในสมัยกรุงศรีอยุธยา  แต่ยังไม่มีผู้ใดศึกษาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาณาจักรศรีวิชัยอย่างไรทั้งๆ ที่พิกัดทางภูมิศาสตร์ก็ใกล้เคียงกับจดหมายเหตุของราชวงศ์ถังที่เพิ่งค้นพบใหม่ว่า  ศรีวิชัยอยู่ราวเส้นรุ้งที่   ๖องศา  ๗  ลิปดาเหนือ (ไม่ต่ำจากจังหวัดปัตตานีลงไป)  ดังที่   P..J.Beeได้เขียนไว้ในวารสารสยามสมาคม  ฉบับเดือน  July  1974  ในบทความเรื่อง  "The  Hsin T 'sang  Shu  passage  aboot  P ' an-P ' an"หน้า  ๓๒๕ - ๓๒๖  หรือแม้แต่
บริเวณวัดพะโคะ  วัดนางเหล้า  วัดท่าคุระ  ก็ล้วนแต่น่าจะ ได้สำรวจขุดค้นอย่างจริงจัง


 
  ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสทิงพระกับเมืองพัทลุง
 

         เมื่อชุมชนสทิงพระขยายตัวจนเป็นเมืองสทิงพระในช่วงพุทธศตวรรษที่  ๑๕ - ๑๘ นั้น  เนื่องจากเป็นเมืองที่สามารถติดต่อค้าขายกับเมืองที่อยู่ไกลได้สะดวก จึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งในแหลมมลายูตนเหนือ  เจริญทั้งศาสนจักรและอาณาจักร 
ฝ่ายอาณาจักรคลุมบริเวณรอบลุ่มทะเลสาบสงขลาจนเจ้าเมืองมีฐานะเป็น "เจ้าพญา"  เมืองสทิงพระซึ่งเป็นศูนย์กลาง
มีฐานะเป็น "กรุง"คือกรุงสทิง  ดังปรากฏในเพลาเมืองสทิงพระว่า
 
 " เมืองพัทลุงเมื่แรกแต่เดิมนั้นสทิงพระเป็นเมืองกรุงพาราณสี และเจ้าพระยา ณ สทิงพระนั้นชื่อ เจ้า พระยากรุงสทิง" ถ้าอาศัยหลักฐานตามเพลาเมืองซึ่งจารในสมุดข่อย  แสดงว่าเมื่อถึง  พ.ศ.  ๑๕๔๒ (จ.ศ.  ๓๖๑)
เจ้าเมืองสทิงคือ  เจ้าพระยากรุงทง  ดังเพลาเมืองว่า "ครั้นวันพฤหัสบดี  เดือน ๘ ขึ้น  ๑๕ ค่ำ 
กุนเอกศก  จ.ศ.  ๓๖๑  ม.ศ.  ๙๒๑  จึงเจ้าพระยากรุงทอง  ณ  สทิงทำรพมหาธาตุ  ณ สทิงบูรณ์  
พร้อมทั้ง  ๓  อาราม และก่อเป็นเชตุพนทั้ง  ๓  อารามนั้นแล้ว"

                 ครั้นถึง  พ.ศ.  ๑๘๓๒  ทางฝั่งทะเลสาบด้านตะวันตกได้เจริญมากขึ้น โดยเฉพาะที่วัดเขียนวัดสทัง   พร้อมกันนั้นพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ได้เข้ามาและกำลังเจริญทางศาสนจักร
จึงได้เกิดตั้งคณะลังกาป่าแก้วขึ้น  ให้เอาวัดสทิง  วัดสทัง  และวัดเขียนเป็นคณะป่าแก้ว  พร้อมกับเกิดชื่อเมืองใหม่
ซ้อนขึ้นมา ว่าเมืองพัทลุง  ดังเพลาเมืองว่า "ศุภมัสดุ  ๖๕๑  ศกระกา นักษัตรเอกศกจำเดิมแรกตั้งเมืองพัทลุง 
 ครั้งเมื่อตั้งวัดพระเขียน  วัดสทัง  และวัดสทิงพระ คณะสามป่าแก้ว อนุโลมเป็นหัวเมืองสทิงพระ"
(ตามเพลาเมืองสทิงพระว่าที่บางแก้วฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ
เป็นที่ตั้งชุมชนเดิมของกรุงสทิง  ซึ่งถ้าพิจารณาตามสภาพภูมิศาสตร์ก็มีทางเป็นไปได้  แต่ยังไม่มีการขุดค้นทางโบราณคดี
เพื่อหาหลักฐาน)

         เมืองพัทลุงหรือเมืองสทิงพระในครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่  ๑๙  ยังบ่งว่าเป็นเมืองอิสระ แต่ล่วงถึงพุทธศตวรรษที่  ๒๐  
หลักฐานจากเรื่องกัลปนาจังหวัดพัทลุง  แสดงว่าได้ตกเป็นเมืองอยู่ใต้อำนาจของเมืองอื่น (อาจเป็นนครศรีธรรมราชหรืออยุธยา) 
ดังข้ความในเรื่องกัลปนาว่า " เมื่อขณะพระยาธรรมรังคัลกินเมืองสทิงพระและนิมนต์พระอโนมทันสีให้ไปเอากระบวนพระมหาธาตุเจ้ามาแต่เมืองลังกา 
และมาก่อนพระศรีรัตนมหาธาตุเจ้าสูงเส้นหนึ่ง"  และว่า "ในที่วัดหลวงนั้น มีภูเขา ๔ ภูเขา ในที่วัดหลวง  เขาหนึ่งชื่อ ภิพัชสิง  เขาหนึ่งชื่อเขาพนังตุกแก อยู่ข้างทักษิณ  เขาหนึ่งชื่เขาคูหา อยู่ข้างอุดร  เขาหนึ่งเล่าชื่อเขาผี อยู่ข้างพายับเขาภิพัชสิง และเขาทั้งนี้อยู่ที่วัดหลวงนั้น"

      จากข้อความนี้สังเกตได้ว่ามีผู้กินเมืองสทิงพระ   และลดฐานะจากเจ้าพระยาเป็นพระยา และตาม พงศาวดารเมืองพัทลุงว่า  มีที่พระยาธรรมรังคัลเป็นเจ้าเมืองพัทลุง  ตกราว  พ.ศ.  ๒๐๕๗  อันนี้ แสดง ว่าในสมัยนี้ได้ไปสร้างวัดหลวงขึ้นที่เขาพะโคะ (เขาภิพัชสิง)เป็นลิทธิลังกาวงศ์ (น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการ มีคณะลังกาชาติขึ้น เพราะต่อมาวัดพะโคะเป็นที่ตั้งของคณะลังกาชาติเรื่อยมาจนถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาและวัดพะโคะก็ได้ชื่อว่า  "วัดราชประดิษฐาน"  สืบมาจนถึงทุกวันนี้  การมีวัดหลวง  ขึ้นคราวนั้นไม่ปรากฏชัดว่าย้ายตัวเมืองจากสทิงพระมาด้วยหรือไม่  แต่ปรากฏว่าหลังนั้นก็มี "เมืองพะโค" (พะโคะ) เกิดขึ้นดังปรากฏในตำรากัลปนา  จังหวัดพัทลุง  พ.ศ.  ๒๑๕๓  ใช้คำว่า "หัวเมืองพัทลุงเขาบรรพต"(พระโคะ) และ "หัวเมืองพะโต๊ะ"(พระโคะ)

         ตามพงศาวดารเมืองพัทลุงว่าหลังจากนั้นเมืองพัทลุงซึ่งตั้งอยู่บริเวณวัดพะโคะถูกโจรสลัดยก มาตีบ่อยครั้ง (ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๔๘ - ๒๑๖๓ จึงต้งย้ายเมืองไปตั้งใหม่ที่หัวเขาแดง  ระหว่าง พ.ศ.๒๑๘๕ - ๒๒๒๓ อยู่ในอำนาจของแขกอิสลามที่เป็นกบฏต่อสยาม (เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๑๙๑)  พ.ศ.  ๒๒๙๑  สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พระบรมโกศ) โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชบังสัน (ตะตา) ออกมาเป็นผู้สำเร็จราชการเมืองพัทลุง   ตัวเมืองตั้งยู่ที่เขาไชยบุรีหรือเขาเมือง เป็นเมืองประเทศราช และเป็นเมืองตรี มีเมืองจัตวา ๔  เมืองเป็นเมืองขึ้น คือ  เมืองปะเหลียน  เมืองจะนะ  เมืองเทพา  และเมืองสงขลา

         ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.  ๒๒๓๑ - ๒๒๔๕) สทิงพระได้แยกจากเมืองพัทลุง ไปขึ้นกับนครศรีธรรมราช  ดังปรากฏตามเรื่อง ประทวนตราให้แก่พระครูอินทรโมฬี  เมื่อ  พ.ศ.  ๒๒๔๒  ว่า"เมืองสงขลาไซร้แต่ก่อนเป็นจังหวัดปากน้ำเมืองพัทลุง  แลครั้นโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิชัยคิรีออกไปอยู่รักษาเมืองสงขลาแลทอนโนตต่อแดนด้วยที่เก้ารวาง  ฝ่ายท่าตะวันออกเมืองพัทลุงนั้นก็ให้มาขึ้นแก่เมืองสงขลา  เมืองสงขลานั้นให้มาขึ้นแก่เมืองนคร"

        หลักฐานจากเรื่องพระราชกำหนดเก่าในกฏหมายตราสามดวงกล่าวถึงการจัดหัวเมืองเป็นเมืองเอก โท  ตรี  จัตวา  ในปี  จ.ศ.  ๑๑๒๑ (พ.ศ.  ๒๓๐๒) ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระที่นั่งสุริยามรินทร์ (พ.ศ.๒๓๐๑- ๒- ๑๐) ปรากฏว่าหัวเมืองสำคัญในปักษ์ใต้ที่กล่าวถึงตามบัญชีมีเพียง  ๕  เมือง   คือเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเอก (เมืองเอกสมัยนี้มีเพียงนครศรีธรรมราชกับพิษณุโลก) เมืองตะนาวเป็นเมืองโท  เมืองไชยาเมืองชุมพร  และพัทลุงเป็นเมืองตรี

        ในสมัยรัชกาลที่  ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ.  ๒๓๖๗ - ๒๓๙๔)พบหลักฐานใน จารึก วัดพระ-เชตุพนฯเรื่องทำเนียบหัวเมืองและผู้ครองเมือง  ว่ามีหัวเมืองขึ้นกรุงเทพมหานคร  ๔๗๔  หัวเมือง และว่า"เมืองพัทลุง  เดิมเป็นเมืองตรี  ยกเป็นเมืองโท  ผู้ครองเมืองชื่อออกญาแก้วโกรพย พิชัยภักดี- บดินทรเดโชชัย  ถือศักดินา  ๕,๐๐๐  ขึ้นกรมพระกระลาโหม  เมืองคชราชา ๑ เมืองศรีชนา ๑  ขึ้นเมืองพัทลุง ๒ เมือง  เมืองปะเหลียน ๑ เมืองชรัด ๑ เมืองกำแพงเพ็ชร์ ๑ เมืองสทัง  ๑  เมืองพะโคะ ๑ ขึ้นพัทลุง ๕ เมือง   เมืองระโนดขึ้นนครศรีธรรมราช ๑  เมืองสงขลาเมืองโท  ผู้ครองเมืองชื่อ  พระยาวิเชียร คิรี - ศรีสมุทรวิสุทธิศักดามหาพิชัยสงคราม  รามภักดีพิริยพาหะ  ขึ้นกรมพระกระลาโหม" และมีบัญชีเมืองขึ้นเมืองสงขลาถึง  ๒๕  เมือง  ในจำนวนนี้มีเมืองสทิงรวมอยู่ด้วย  สรุปว่าในสมัยนี้เมืองพะโคะยังคงขึ้นกับเมืองพัทลุง  ส่วนเมืองสทิงพระขึ้นเมืองสงขลา  และเมือง ระโนดขึ้นเมืองนครศรีธรรมราช

          ร.ศ.  ๑๑๔ (พ.ศ.  ๒๔๓๘) ในสมัยรัชกาลที่  ๕  อิทธิพลของวิจิตรวรสารสาสน์ ข้าหลวงพิเศษตรวจราชการเมืองสงขลาและเมืองพัทลุง ได้รายงานการตรวจราชการเมืองสงขลา ที่แขวงสทิงพระซึ่งขณะนั้นเรียกว่า "ฝ่ายปละท่า" มีหลวงบริรักษ์ภูเบนทร์เป็นกรมการนายแขวง  ขณะนั้นที่ทำการแขวงอยู่ ที่ตำบล ท่าหิน  และได้รายงานเสนอต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยว่า "ตำบลบ้านท่าหินที่ หลวงบริรักษ์ - ภูเบนทร์กรมการนายแขวงตั้งอยู่เวลานี้ยังไม่เป็นสูญกลาง ค่อนมาข้างเมืองสงขลาเวลาที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นข้างปลายแดนจะเป็นการลำบาก  ข้าพระพุทธเจ้าได้ปรึกษากับพระวิเชียรคิรีเห็น ด้วยเกล้าฯ พร้อมกันว่าให้ย้ายมาตั้งที่ตำบลจะทิงพระ  ข้าพระพุทธเจ้า  พระยาวิเชียรคิรี  หลวงบริรักษ์ภูเบนทร์ ได้ไป ตรวจแล้วเห็นว่าเป็นทำเลดีน้ำท่าบริบูรณ์  แต่อยู่ห่างจากทะเลสาบกับทะเลใหญ่  ต้องเดินขึ้นไปจากท่าราว  ๘๐  เส้น" ปรากฏว่าเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ - เมื่อยังเป็นกรมหมื่น)  ทรงเห็นด้วย

           เมื่อวันที่  ๒๕  กันยายน ร.ศ. ๑๑๕(พ.ศ. ๒๔๓๙)พระบาทสมเด็จฯพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้รวมเมืองนครศรีธรรมราช  เมืองสงขลาและเมืองพัทลุง  ตั้งเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช ได้แบ่งเมืองสงขลาเป็น  ๕  อำเภอคือ  อำเภอกลางเมือง  อำเภอปละท่า   (ตั้งที่ว่าการบ้านจะทิ้งพระ  ต่อแดนเมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง)  อำเภอฝ่ายเหนือ (ตั้งที่ว่าการที่ท่าหาดใหญ่) อำเภอเมืองจะนะ และอำเภอเมืองเทพา  ปรากฏว่าอำเภอปละท่ามีพลเมืองมากที่สุด  คือมี ๒๔,๖๓๑  คน ในขณะที่อำเภอกลางเมืองมีเพียง  ๑๐,๑๙๙ คน  ซึ่งแสดงถึงร่องรอยของความเจริญที่มีมาก่อนเมืองสงขลาอย่างชัดเจน

           อำเภอปละท่ามีอาณาเขตทิศเหนือถึงบ้านปากแตระ  ตำบลระวะ (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอระโนด) ทิศใต้ถึงตำบลชะแล้  อำเภอสิงหนคร  ทิศตะวันออกจดอ่าวไทย  ทิศตะวันตกจดทะเลสาบสงขลา  มีกิ่งอำเภอขึ้นกับอำเภอปละท่า  ๑  กิ่ง คือกิ่งอำเภอระโนดต่อมาราว  พ.ศ.  ๒๔๖๐ ได้มีผู้รอบวางเพลิง ที่ว่าการอำเภอปละท่าเอกสารต่างๆ เสียหายหมด ข่าวทราบถึงสมเด็จฯพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวง-ลพบุรีราเมศวร์  อุปราชปักษ์ใต้  ได้เสด็จตรวจสถานที่ที่ถูกวางเพลิง  และได้ตรวจภูมิประเทศเห็นว่า การคมนาคมไม่สะดวก  จึงยุบอำเภอปละท่าลงเป็นกิ่งอำเภอในปี  พ.ศ.  ๒๔๖๗ และได้เปลี่ยนชื่อกิ่งอำเภอปละท่าเป็นกิ่งอำเภอจะทิ้งพระ  และได้ร่นอาณาเขตทิศเหนือเข้ามาเพียงตำบลชุมพล  ทิศใต้ถึงตำบลวัดจันทร์ พร้อมกับยกกิ่งอำเภอระโนดขึ้นเป็น "อำเภอระโนด"และให้กิ่งอำเภอจะทิ้งพระ ขึ้นกับอำเภอระโนด ต่อมาเมื่อวันที่  ๑  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๔๙๐  ทางราชการจึงยกฐานะจากกิ่งอำเภอจะทิ้งพระขึ้นเป็น "อำเภอจะทิ้งพระ" และเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอจะทิ้งพระเป็น "อำเภอสทิงพระ"

 

อำเภอสทิงพระสภาพปัจจุบัน

            สทิงพระ  เคยเป็นเมืองโบราณ และเคยเป็นเมืองพัทลุงเก่า  ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นกับ จังหวัดสงขลา  ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านจะทิ้งพระ มีทางหลวงสายระโนด - หัวเขาแดง ตัดผ่านอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ  ๓๕  กิโลเมตร  มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับ  อำเภอ ระโนด   และกิ่งติดกับอ่าวไทย  ทิศตะวันตกติดกับทะเลสาบสงขลาและเขตอำเภอปากพะยูน  จังหวัดพัทลุง  มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ  ๒๐๐  ตารางกิโลเมตร

           ภูมิประเทศของอำเภอสทิงพระ    ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ  พื้นที่ส่วนตะวันออกเป็นดินทรายและสันทรายเกิดใหม่  ลักษณะดินเป็นดินเปรี้ยวเรโกซอลปนทรายและดินขี้เถ้าเก็บน้ำได้น้อย และมีอินทรีย์วัตถุต่ำ  ส่วนบริเวณด้านตะวันตกของสันทราย  ลักษณะดินเป็นดินเหนียวที่ดูดซึมน้ำได้น้อยค่อนข้างยากต่อการเตรียมดินทำเกษตร  เพราะเมื่อดินแห้งย่อยให้ละเอียดยาก  เมื่อดินเปียกจะเหนียวขาดธาตุฟอสเฟต

            อำเภอสทิงพระได้รับน้ำฝนโดนเฉลี่ยประมาณ  ๒,๐๐๐  มิลลิเมตรต่อปีฝนตกไม่สม่ำเสมอตลอดปี  ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม  ฤดูร้อนจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนฝนจะ ตกชุกในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม  พอถึงเดือนมกราคมตอนปลายจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง

            พื้นที่ประมาณ  ๓ ใน  ๔ เป็นที่ทำนาและทำน้ำตาลโตนด  มีการปลูกตาลโตนดทั่วไป  และจำนวนตาลโตนดทวีขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะทางฟากตะวันตกของถนนทางหลวงมีตาลโตนดแน่นหนา
ทั้งบนคันนาและที่ทำนา มีการใช้ประโยชน์จากตาลควบคู่ไปกับการปลุกข้าวและการทำน้ำตาลโตนดเป็นผลให้เกิดการนำแรงงาน
ในการเกษตรมาใช้ได้เต็มที่  แต่ถึงกระนั้นก็ตาม  สภาพทางเศรษฐกิจของอำเภอนี้  สถาบันวิจัยแห่งชาติจัดให้อยู่ในข่าย "เขตยากจน" เพราะประชากรในเขตอำเภอสทิงพระทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว  คือปี  พ.ศ.  ๒๕๐๓  มี  ๒๙๗  คนต่อตารางกิโลเมตร  ปี พ.ศ.   ๒๕๑๓ มี  ๓๑๔  คนต่อตารางกิโลเมตร  และปี  พ.ศ.  ๒๕๒๓  มี  ๓๖๑  คนต่อตารางกิโลเมตร ทั้งที่อาชีพของ ประชากรส่วนใหญ่จำกัดอยู่กับการทำนา  ทำน้ำตาลโตนด  และทำเกษตรอื่นๆบ้าง เช่น  ทำสวนตามสภาพดินฟ้าอากาศจะอำนวย ทำการประมงในทะเลและทะเลสาบ  การเลี้ยงสัตว์ (วัว หมู เป็ด ไก่)

            การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  สังคม  นิเวศวิทยา  และเกษตรกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากทางหลวงสายระโนด - หัวเขาแดงราดยางเสร็จเป็นต้นมา  (เริ่มบูรณะราดยางใหม่เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๑๖  เสร็จและส่งมอบงานเมื่อวันที่  ๒๔ มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๑๘) และการเปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเมื่อ โครงการสร้าง สะพาน ข้ามเกาะยอ  โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกและโครงการเขตอุตสาหกรรมของจังหวัดสงขลาแล้วเสร็จ

             จากรายงานโครงการวิจัยและวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาเมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๒๕  ปรากฏว่าอำเภอนี้มีประ ชากรทั้งหมด  ๔๓,๙๙๘  คน มีอาชีพทำนา   ร้อยละ ๘๕.๙๓  ทำน้ำตาลโตนดร้อยละ  ๑๔.๒๔  และทำประมงร้อยละ ๗.๘๕

            อำเภอสทิงพระมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ วัดจะทิ้งพระตั้งอยู่ที่ตำบลจะทิ้งพระ มีพระมหาธาตุเจดีย์  ๑  องค์  มีพระพุทธไสยาสน์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า   "พ่อเฒ่านอน"    ที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ นี้เคย มี จิตรกรรมฝาผนังแต่เสื่อมโทรมไปตามธรรมชาติจนเกือบไม่เหลือร่องรอย 
 ที่หน้าบันของพระวิหารนี้มีลายปูนปั้นที่ประณีตสวยงาม  ศาสนสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง  คือวัดพะโคะ  (วัดราชประดิษฐาน) ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเพชรสิงห์  ตำบลชุมพลมีเจดีย์พระศรีรัตนมหาธาตุ  พระพุทธโคดม พระพุทธไสยาสน์และเกี่ยวข้องกับตำนานหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด   วัดอื่นๆที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีอีกมาก เช่น วัดดีหลวง  วัดชุมพล ฯลฯ ใกล้วัดพะโคะ   ที่เขาคูหามีถ้ำขุดที่เกี่ยวกับศาสนาของศาสนาพราหมณ์  เชื่อกันว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่  ๑๒  และในเขตอำเภอสทิงพระเคยพบโบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูป  เทวรูปพระอิศวร  พระวิษณุ  เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ  กระจายอยู่ ทั่วไป  ของเหล่านี้ส่วนใหญ่พระราชศีลสังวรรวบรวมได้และจัดเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส  สงขลา

            ที่ตำบลคุขุด  มีสถานีอนุรักษ์นกน้ำซึ่งมีนกน้ำหลายร้อยชนิด มาพักอาศัยอยู่ในบริเวณ ใกล้ฝั่งทะเลสาบตามฤดูกาล  สถานที่แห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลามีเรือบริการให้เช่าชมนก และชมภูมิประเทศด้วย

            อำเภอสทิงพระแบ่งเขตการปกครองออกเป็น  ๑๑  ตำบลได้แก่   

  • ตำบลจะทิ้งพระ
  • ตำบลกระดังงา
  • ตำบลสนามไชย
  • ตำบลดีหลวง
  • ตำบลชุมพล
  • ตำบลคลองรี
  • ตำบลคูขุด
  • ตำบลท่าหิน
  • ตำบลวัดจันทร์ 
  • ตำบลบ่อดาน
  • ตำบลบ่อแดง

ที่มา : http://www.thai.net/sthing/AboutSchool/datasthing/Sthing4.htm

Hosted by www.Geocities.ws

1