ชุมชนโบราณสทิงพระ เป็นชุมชนโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ มีความหมายถึงลักษณะชุมชน
โบราณ ๒ นัยคือ๑.ชุมชนโบราณคาบสมุทรสทิงพระ ๒.ชุมชนโบราณสทิงพระ ชุมชนโบราณคาบสมุทรสทิงพระ
๑. กลุ่มชุมชนอู่ตะเภา-ระโนด
เป็นชุมชนโบราณในแนวของเส้นทางน้ำบริเวณคลองอู่ตะเภา และคลองระโนดในเขตตำบลระโนด ตำบลท่าบอน ตำบลปากแตระ ในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์ เส้นรุ้ง
๗ องศา ๔๙
ลิปดาเหนือ (
บ้านท่าบอน ) ถึง ๗ องศา
๔๗ ลิปดาเหนือ (บ่านมะขามเฒ่า
) เส้นแวง ๑๐๐ องศา
๒๒ ลิปดาตะวันออก (
บ้านท่าบอน ) ถึง ๑๐๐
องศา ๑๙
ลิปดาตะวันออก (บ้านมะขามเฒ่า
)ประกอบด้วยแหล่ง
โบราณคดีสำคัญ ได้แก่
๒. กลุ่มชุมชนโบราณพังยาง
เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลพังยาง
อำเภอระโนด
บริเวณแนวเส้นทราย ทั้ง
๓ แนวของคาบสมุทร
บริเวณลุ่มน้ำคลองพังยาง คลองโภคา และคลองบ้านโพธิ์ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์
เส้นรุ้ง ๗ องศา ๔๔
ลิปดาเหนือ (บ้านสาม) ถึง
๗ องศา ๔๒
๓.
กลุ่มชุมชนโบราณบ้านสีหยัง-เจดีย์งาม
เป็นชุมชนในเขตตำบลบ่อตรุ
อำเภอระโนด
บริเวณเส้นทราย
ริ้วใหญ่ตอนในมีคลองเจดีย์งามเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ
ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์
เส้นรุ้ง ๗ องศา ๓๙
ลิปดาเหนือ (บ้านเจดีย์งาม) ถึง
๗ องศา ๓๘
ลิปดาเหนือ (บ้านสีหยัง) เส้นแวง
๑๐๐ องศา
๒๕ลิปดาตะวันออก (บ้านสีหยัง) ถึง
๑๐๐ องศา
ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญได้แก่
๔.
กลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา -
ชะแม
เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลชุมพล
และตำบลดีหลวง อำเภอ
สทิงพระ บริเวณกลุ่มเนินเขากลางพื้นที่ราบและเส้นทรายริ้วใน
ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร
์เส้นรุ้ง ๗ องศา ๓๗ ลิปดาเหนือ
(บ้านวัดกระ) ถึง ๗
องศา ๓๔ ลิปดาเหนือ (บ้านชะแม)
เส้นแวง ๑๐๐ องศา ๒๔ ลิปดาตะวันออก
(บ้านวัดกระ) ถึง ๑๐๐
องศา ๒๓ ลิปดาตะวันออก
(บ้านเขาพะโคะ)
ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดี
สำคัญ ๆ ได้แก่ ๕.
กลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ
เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลกระดังงา
ตำบลจะทิ้งพระ
ตำบลบ่อดาน ตำบลบ่อแดง
ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ
เป็นแนวสันทรายริ้วใหญ่ (ริ้วนอก)
และริ้วสันทรายกลาง
และโคก
เนินบริเวณที่ราบลุ่มใกล้แนว
สันทรายปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์
เส้นรุ้ง ๗ องศา
๓๑ ลิปดาเหนือ (บ้านวัด
กลาง) ถึง ๗ องศา ๒๔
ลิปดาเหนือ (บ้านพังขี้เหล็ก)
เส้นแวง ๑๐๐ องศา ๒๖ ลิปดาเหนือ
(เมืองโบราณ ศรีมงคล) ถึง
๑๐๐ องศา ๒๗ ลิปดา ๒๕
ฟิลิปดาต ะวันออก
ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญๆ
ได้แก่
๖. กลุ่มชุมชนโบราณปะโอ
เป็นชุมชนโบราณในเขตตำบลม่วงงาม
ตำบลรำแดง (ลำแดง)
ตำบลวัดขนุน ตำบลหัวเขา
ในเขตอำเภอเมืองสงขลา
บริเวณสันทรายริ้วที่ ๒
และริ้วใน
และโคกเนินบริเวณพื้นที่ราบ
มีคลองโอหรือปะโอเป็นเส้นทางน้ำสำคัญ
ปรากฏตามพิกัดภูมิศาสตร์
เส้นรุ้ง ๗ องศา ๑๙
ลิปดาเหนือ (บ้าน ลำแดง) ถึง
๗ องศา ๑๑
ลิปดาเหนือ (บ้านหัวเขา) เส้นแวง
๑๐๐ องศา ๓๐ ลิปดาตะวันออก
( บ้านวัดขนุน) ถึง ๑๐๐
องศา ๑๖
ลิปดาตะวันออก (บ้านหัวเขา
) ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดีสำคัญๆได้แก่ ชุมชนโบราณสทิงพระ
ได้แก่แหล่งโบราณคดีเฉพาะในกลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระซึ่งมีเมืองโบราณสทิงพระ
ในเขตหมู่ ๕ บ้านจะทิ้งพระ
เป็นแหล่งศูนย์กลางและแหล่งโบราณคดีซึ่งพบหลักฐาน
ทางทิศเหนือของเมืองโบราณ
สทิงพระ
สิ้นสุดที่วัดกลาง
ตำบลกระดังงา ทางทิศใต้สิ้น ๑. เมืองโบราณสทิงพระ
เนื้อที่ของชุมชนร้อยละ
๘๐
เป็นที่ตั้งโรงเรียนในเมือง
(สังกัดสำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ
) ตั้งอยู่ในเขตหมู่ที่
๕ บ้านจะทิ้งพระ
ตำบลจะทิ้งพระ
อำเภอสทิงพระ
จังหวัดสงขลา
ที่หลักกิโลเมตร ๓๓-๓๔
ของทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๓
( สงขลา-ระโนด ) ทางหลวง
ตัดผ่านตัวเมืองทางด้านตะวันออก
ตัวเมืองโบราณห่างจากทะเลอ่าวไทย ประมาณ
๕๐๐ เมตร สูงจากระดับ
น้ำทะเลโดยเฉลี่ย ๒-๓
เมตร
ปรากฏตามพิกัดทางภูมิศาสตร์
เส้นรุ้ง ๗ องศา ๒๘
ลิปดา ๓๕
ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง
๑๐๐ องศา ๒๖ ลิปดา
๒0 ฟิลิปดาตะวันออก
|
|
ลักษณะของชุมชนโบราณสทิงพระ การเกิดแผ่นดินที่เป็นคาบสมุทรสทิงพระปัจจุบันในยุคโฮโลซีนเมื่อประมาณ
๕,๐๐๐ ปีมานี้ (ตามผลงานการวิจัย ของ ดร. กีย์เทรบุยล์, สมยศ
ทุ่งหว้า และ อิงอร เทรบุยล์ เกี่ยวกับผลการกำหนดอายุของเปลือกหอยซึ่ง เป็น ดินตะกอน ทับถมอยู่ในระดับความลึก ๗
เมตร ในเขตบ้านพิกุล ตำบลบ่อแดง อำเภอสทิงพระ) โดยระดับน้ำ ทะเลลดต่ำลง
การทับถมของโคลนตมตะกอนจากแม่น้ำ และทรายทะเล ตามอิทธิพลของคลื่นลมและกระ แสน้ำ ทำให้เกิดเป็น
แผ่นดินที่เป็นสันทรายและพื้นที่ราบลุ่มต่อกับแผ่นดินเดิมแผ่นดินเดิมกลายเป็นเนินเขาเตี้ยๆ
ซึ่งอยู่ทางด้านทิศ ตะวันตกของคาบสมุทร ได้แก่ เขารัดปูน เขาใน
เขาพะโคะ เขาคูหา เขาที่เกาะใหญ่
กิ่งอำเภอกระแสสินธุ์ และสันทราย
ที่เกิดเป็นแนวตรงทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทยงอกข้นมาปิดกั้นเป็นทะเลสาบ
สงขลาในฝั่งตะวันตกของคาบสมุทร
การพัดพาและทับถมของทรายทะเลที่ทำให้เกิดสันทรายบนคาบสมุทรไม่สม่ำเสมอนัก จึงมีบาง บริเวณที่สันทราย
ขาดหายเป็นแนวกว้างแคบไม่เท่ากัน สันทรายที่ปรากฏในบริเวณ คาบสมุทร
สทิงพระที่สำคัญได้แก่ สันทรายริ้วแรก หรือสันทรายริ้วที่
๑ ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลอ่าวไทยมากที่สุด
ถัดเข้ามาเป็นสันทรายริ้วใหญ่หรือสันทราย กลางหรือสันทรายริ้วที่
๒ กับสันทรายริ้วเล็กซึ่งเป็นสันทรายริ้วที่ ๓
ระหว่างสันทรายริ้วใหญ่และสันทรายริ้วเล็ก เป็นบริเวณที่เรียกว่า"แควกลาง"
เป็นพื้นที่ราบลุ่มกว้างประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ เมตร แบบเดียวกับบริเวณ
พื้นที่ราบลุ่มนอกสันทรายซึ่งใช้เป็นพื้นที่ทำการกสิกรรมส่วนพื้นที่บนสันทรายใช้ทำการกสิกรรมไม่ได้เพราะพื้น
ดินเป็นทรายส่วนพื้นที่ถัดจากพื้นที่นาติดพื้นที่
ทะเลสาบ ได้รับอิทธิพล น้ำกร่อย
จากทะเลสาบทำให้ เกิดพื้นดินที่เป็นการทับถมของตะกอนน้ำกร่อย
มีป่าชายเลนยู่โดยทั่วไป
ทางด้านตะวันตกของคาบสมุทร เป็นเกาะเล็กเกาะน้อย
ที่สำคัญได้แก่เกาะโคบ เกาะนางคำ เกาะหมาก เกาะสี่
-เกาะห้าเป็นเกาะในทะเลสาบสงขลาซึ่งคั่นระหว่างคาบสมุทรสทิงพระกับผืนแผ่น
ดิน ใหญ่ในเขต
จังหวัด พัทลุงและตรัง จากพื้นที่ของคาบสมุทรที่แคบยาว
มีห้วงน้ำปิดทั้ง ๒ ด้าน คือ
ทะเลอ่าวไทยเป็นห้วงน้ำทางตะวันออก
และทะเลสาบสงขลาเป็นห้วงน้ำทางตะวันตก แล้วคาบ
สมุทรสทิงพระยังถูกตัดออกจากพื้นแผ่นดินใหญ่สงขลาที่หัวเขาแดงโดยทางน้ำตอนต่อของทะเลอ่าว
ไทยและทะเลสาบ ดังเส้นทางเดินบกที่จะติดต่อกับชุมชนอื่น
มีเพียงเส้นทางตอนเหนือในเขต อำเภอระโนดต่อเขต กับอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช
ดังนั้นกลุ่มชนรุ่นแรกๆที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรสทิงพระน่าจะได้แก่กลุ่มชนใน พื้นที่ป่าเขา
และที่ราบทางตอนเหนือในเขตอำเภอหัวไทร ปากพนัง ชะอวด
เชียรใหญ่ ซึ่งใช้เส้น ทางบก
ขณะที่กลุ่มคนในพื้นที่ป่าเขาและที่ราบในเขตจังหวัดพัทลุง
ตรัง และหมู่เกาะในทะเลสาบ
สงขลาเป็นกลุ่มชน
ที่ต้องสัญจรเข้ามาโดยทางน้ำอย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานแจ่มชัดที่จะแสดง ถึงช่วงสมัยแน่นอนของการ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใน คาบสมุทร
สทิงพระนอกจากหลักฐานการสืบ ทอดคตินิยมหรือวัฒนธรรมของ ชุมชน สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ซึ่งน่าจะเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าเขา ในผืนแผ่นดิน ใหญ่ตอนเหนือ(จังหวัดนคร ศรี ธรรมราช) และทาง
ตะตกซึ่งพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน ของชุมชนก่อน ประวัติศาสตร์แหล่งสำคัญบริเวณ เขาชัยสน
(คำบลเขาชัยสน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง) กลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรสทิงพระระยะเริ่มแรกนั้น
คงอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ
กระจายทั่วไปทั้งบนสันทรายและพื้นที่ราบ ชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระในช่วงต้นสมัยแรกเริ่ม
ประวัติศาสตร์ พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐาน
เข้ามาอยู่อาศัยประกอบกิจกรรมในพื้นที่ทั้งที่เป็นเนินเขา สันทราย ที่ราบลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ เป็น
บริเวณที่อยู่ใกล้เส้นทางน้ำ พัง (ที่เก็บน้ำ) ซึ่งสามารถ ใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรม การประมง
และการคมนาคม บริเวณที่เป็นเนินเขาใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานของศาสนสถาน
ได้แก่ เขาคูหา ซึ่งมีถ้ำขุด และ
ประติมากรรมในศาสนาฮินดูจะขุดพังขนาดใหญ่ (คือพังพระ) ใกล้ๆแหล่ง
อันสอดคล้องกับคติการ ขุดสระน้ำใกล้ศาสนสถานที่ ตั้งอยู่บนภูเขาหรือที่สูง
และพังก็จะเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ใน ศาสน-
พิธีอีกด้วย
บริเวณพื้นที่ราบนอกสันทรายมีการประดิษฐานศาสนสถานบนเนินดิน
หรือโคกเนิน หรืออาจจะ ก่อเป็นดิน
และอิฐให้เป็นศาสนสถาน
เช่นบริเวณแหล่งโบราณคดีบ้านพังเภาหรือบ้านในไร่โคกทอง และอาจมีการ
สร้างศาสนสถานด้วยไม้สำหรับประดิษฐานรูปเคารพบริเวณพัง
(แหล่งเก็บน้ำแหล่งน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ประกอบ พิธีกรรม) เช่น พังแขกชี พังแฟม ส่วนบริเวณพื้นที่สันทรายก็ใช้เป็นที่ประดิษฐาน
ศาสนสถานในช่วงต้นๆของสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เช่นกัน
ดังเช่นแหล่งโบราณคดีวัดขุนช้าง - บ้านสามี สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในช่วงที่ ๒อันเป็นระยะสมัยเจริญรุ่งเรืองของสมัยโบราณปรากฏ หลักฐานการเข้า อยู่อาศัย ตั้งถิ่นฐานบริเวณพื้นที่สันทรายหนาแน่นขึ้น โดยเว้น พื้นที่ราบลุ่มรอบๆ เป็นพื้นที่ทำการเกษตร และกสิกรรม บริเวณพื้นที่สันทรายในแนวของเส้นทางน้ำภายในที่สามารถ เชื่อมต่อทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลาและมีแนวสันทรายกว้างขวาง จึงเป็นบริเวณของการ ก่อตั้งชุมชนเมือง กล่าวคือมีการสร้างคันคูดินเป็น ขอบเขตเมืองและมักใช้คลองซึ่งเป็นเส้นทางน้ำภายในเป็นคูเมืองธรรมชาติอีกด้วย เมืองโบราณบนสันทรายสทิงระได้แก่ เมืองโบราณพังยางเมืองโบราณสีหยัง เมืองโบราณสทิงพระ ซึ่งเป็นอาณาบริเวณที่มีสิ่งก่อสร้าง เช่นศาสนสถานที่อยู่อาศัยของชน ชั้น ปกครองเป็นศุนย์กลางของการปกครองชุมชน(ผลจากการศึกษาเมืองโบราณสทิงพระพบว่า ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่า (ทิศเหนือ ๒๘๐ เมตร ตะวันออก ๒๗๐ เมตร ทิศใต้ ๓๐๕ เมตร ทิศตะวันตก ๒๗๕ เมตร)คูเมือง ๔ ด้าน เชื่อมต่อถึงกันตลอด ขนาดกว้างตั้งแต่ ๒๐ - ๔๐ เมตร มีคูเมืองด้านทิศใต้ต่อกับเส้นทางน้ำคือคลองสทิงพระ ทางหนึ่งไปออก ทะเลสาบสงขลา อีกทางหนึ่งไปออกทะเลอ่าวไทยที่พังกก) ส่วนพื้นที่ราบลุ่มรอบๆเมืองโบราณแห่งนี้ มีร่องรอยของการเข้าอยู่อาศัยตามโคกเนิน ใกล้พัง ซึ่งน่าจะเป็นสามัญชนที่ทำกสิกรรม และการประมง ซึ่งได้แก่แหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานร่วมสมัย ชุมชนเมืองสทิงพระ ได้แก่ แหล่งโบราณคดีพังหลุงโคกม่วง โคกขามมดแดง โคกพังขี้เหล็ก พังสายหมาน พังเสม็ด พังชีล่าง วัดพระสิงห์ วัดพังขี้เหล็กฯลฯชุมชนบนสันทรายสทิงพระที่มิได้ปรากฏคันคูดินเป็นขอบเขตเมือง แต่ตั้งอยู่ในแนวของเส้นทาง- น้ำภายในอันเป็นทำเลที่เหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐานมีอยู่จำนวนไม่น้อย ชุมชนเหล่านี้ที่สำคัญ เช่นแหล่งโบราณคดีท่าบอน บ้านมะขามเฒ่า ยางคอกควาย (บ้านวัดกระ) บ้านหนองหอย และ ชุมชนโบราณปะโอซึ่งเป็นชุมชนที่มีอุตสาหกรรมการทำเครื่องปั้นดินเผามีเตา เผาตั้งเรียงรายริมคลองปะโอ ชุมชนสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์บนคาบสมุทรสทิงพระหลายแหล่ง ถูกแทนที่ด้วยชุมชนอยุธยาซ้อนอยู่กับชุมชนเดิมจำนวนไม่น้อย ที่ชัดเจนได้แก่เมืองโบราณพังยาง เมืองโบราณศรีมงคล แหล่งโบรารคดีบ้านหัวเขา แหล่งโบราณคดีวัดพระสิงห์ แหล่งโบราณคดี โคกทอง |
|
หลักฐานทางโบราณคดีและเรื่องราวของชุมชน โดยนัยของ "ชุมชนโบราณบนคาบสมุทรสทิงพระ" นั้น หลักฐานทางโบราณคดีแสดง ให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานกระจายไปตามแนวสันทราย และพื้นที่ราบลุ่มในหลายช่วงสมัย และอาจแบ่งเป็นหลายกลุ่มชน กลุ่มชนทั้ง ๖ กลุ่ม พบหลักฐานที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันแสดงถึงเรื่องราวของชุมชนดังต่อไปนี้
๑. กลุ่มชุมชนอู่ตะเภา - ระโนด พบหลักฐานการสืบทอดเครื่องมือเครื่องใช้ของชนพื้น เมืองใน-วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์มากกว่าชุมชนอื่น เช่นขวานหินขัด และพบ เครื่องมืองเครื่อง ใช้ของชุมชนเกษตรกรรม เช่น แท่นหินบด ลูกกลิ้งหินบด ขณะเดียวกันก็พบ หลักฐาน การติดต่อ ทางด้านการค้ากับชุมชนภายนอก เช่นแหวนทองแบบวัฒนธรรมฟูนัน แผ่นจี้สลักรูปพระโพธิสัตว์บนหินโมรา รูปพระโพธิสัตว์มัญชุศรีสิทธิชัยกวีระสำริด เหรียญจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง
แท่นหินบดและลูกกลิ้งหินบดจากแหล่งโบราณคดีในกลุ่มชุมชนโบราณอู่ตะเภา-ระโนด ๒. กลุ่มชุมชนโบราณพังยาง พบหลักฐานเทวรูปรุ่นเก่า ซึ่งน่าจะแสดงถึงการเข้ามาของวัฒนธรรม อินเดียและคตินิยมทางลัทธิศาสนาในการนับถือพระวิษณุเป็นใหญ่(ไวษณพนิกาย) และพุทธศาสนา แบบมหายาน (พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด) ร่องรอยของการสร้างขอบเขตเป็น "เมืองโบราณ" ศูนย์กลางชุมชน หลักฐานการติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอก เช่นเครื่องถ้วยชาม จีน ต่อเนื่องกันมาถึง สมัยอยุธยา ๓. กลุ่มชุมชนโบราณเจดีย์งาม - สีหยัง พบหลักฐานการติดต่อกับชุมชนต่างชาติสมัยแรกๆ เช่น อาหรับ (เหรียญทองและเงินอาหรับ) จีน (เครื่องถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง ,หยวนและเหม็ง) การนับถือพุทธศาสนาแบบ มหายาน(ได้แก่รูปพระโพธิสัตว์สำริด) มีร่องรอย สถาปัตย กรรม แสดงลักษณะท้องถิ่น คือสถูป ใช้อิฐประกอบกับปะการังก่ออิฐ ไม่มีระบบและสอด้วยดินผลมยางไม้สถาปัตยกรรมถูกเปลี่ยนแปลงลักษณะไปในสมัยอยุธยา
ถ้ำขุดที่เขาคูหาและโยนีโทรณะ หน้าถ้ำในกลุ่มชุมชนโบราณเขาคูหา-ชะแม ๕. กลุ่มชุมชนโบราณสทิงพระ พบหลักฐานการสืบเครื่องมือเครื่องใช้ของชนพื้นเมืองในสมัย วัฒนธรรม ก่อนประวัติศาสตร์(ขวานหินขัด หินลับ) และเครื่องมือเครื่องใช้ของชนพื้นเมือง ในสังคม เกษตรกรรม - ชาว น้ำที่ชัดเจน (แท่นหินบด ลูกกลิ้งหินบด ตุ้มถ่วงแห เบ้าหลอมโลหะ เครื่องมือเหล็ก แหวนดินเผา ลูกถือ ดินเผา ตะคันดินเผา ภาชนะดินเผาเนื้อดิน) การเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียคตินิยมทางลัทธิศาสนาทั้งฮินดูไศวนิกายและไวษณพนิกายพุทธศาสนา ในช่วงสมัยแรกๆ(พระคเณศหิน พระพุทธรูปปางสมาธิ พระวิษณุหิน พระโพธิสัตว์ ผอบหิน)การติดต่อ ทางการค้าหรืออาจเป็นสถานีการค้ากับชุมชนโพ้นทะเล ได้แก่จีน อินเดีย มาเลเซีย ต่อเนื่องหลายช่วงสมัย
พระคณปติศิลา พบที่อำเภอสทิงพระ
ร่องรอยของการสร้างขอบเขตเป็น "เมืองโบราณ" ศูนย์กลางชุมชน ลักษณะสถาปัตยกรรม ทั้งในและนอก ขอบเขตของ "เมืองโบราณ" มีทั้งสถาปัตยกรรมอิฐล้วน อิฐประกอบหิน (รากฐาน) อิฐประกอบปะการัง สถาปัตยกรรมถูกเปลี่ยนลักษณะไปในสมัยอยุธยา ชุมชนพบหลักฐาน ต่อเนื่อง มาถึงสมัยอยุธยา
๖. กลุ่มชุมชนโบราณปะโอ พบหลักฐานการรับคตินิยมทางศาสนาฮินดู พุทธศาสนาแบบมหา ยานและ ตันตระ (พระศิวะมหาเทพ พระโพธิสัตว์ รูปนางโยคีนีสำริด )แหล่งอุตสาหกรรมเครื่องปั้น ดินเผาเนื้อดินธรรมดาและเนื้อดินขาวแบบกุณฑี กุณโฑ จานแบน เป็นสินค้าออก (เตาเผาโบราณ ริมคลองปะโอ) และการติดต่อทางการค้ากับจีน (เครื่องถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซ้องและหยวน)
|
ผู้คนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในระยะเริ่มแรกบนคาบสมุทรสทิงพระไม่เพียงแต่จะเป็นกลุ่มคนที่สืบทอดวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์
แต่เป็นกลุ่มคนที่มีพัฒนาการด้านวัฒนธรรมทางวัตถุที่ก้าว
หน้าและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตพื้นฐานเช่น
รู้จักทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการประมง
-
จับสัตว์น้ำเครื่องมือทุ่นแรงในการเพาะปลูกการทอผ้า
การทำเครื่องนุ่งห่มการทำภาชนะดินเผา
ที่มีคุณภาพตลอดจนรู้จักการชลประทานการสร้างพังเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง
การใช้เรือในการคมนาคมทางน้ำซึ่งคงอยู่ในระยะก่อนพุทธศตวรรษที่
๑๑ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
๑๒ - ๑๕
ปรากฏหลักฐานการรับอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์จากภายนอกและการก่อตั้งเป็นกลุ่มชุมชน
มีการสร้างศาสนสถานบนที่สูง
รูปเคารพตามลัทธิศาสนาซึ่งมีทั้งศาสนาฮินดูและพุทธเจริญควบคู่กันมาและอาจนับถือผสมผสานกันในชีวิตประจำวันในช่วงสมัยนี้เป็น
สมัยเริ่มแรกของการติดต่อค้าขายกับชุมชนโพ้นทะเลชาติต่างๆทั้งใกล้และไกลได้แก่
จีน อินเดีย
อาหรับเวียดนาม (ฟูนัน)มาเลเซีย
และอินโดนีเซีย ประมาณพุทธศตวรรษที่
๑๖ - ๑๘
ชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระเติบโตมากขึ้นปรากฏการรวมตัวเป็นชุมชนเมืองหรือนครรัฐ
โดยการสร้างศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้น
ในลักษณะของ"เมืองโบราณ"บนสันทรายที่มีขอบเขตคันดินและคูน้ำล้อมรอบ
และมีพัฒนาการในเส้นทางน้ำสำหรับการคมนาคม
และชลประทานกลุ่มชุมชนสำคัญๆจะอยู่ในแนวของเส้นทางน้ำ
ภายในที่ เชื่อมต่อ
ทะเลอ่าวไทยและทะเลสาบสงขลากับบริเวณที่เป็นพังซึ่งเป็นบริเวณที่เก็บกักน้ำ
หรือแหล่งเชื่อมต่อของเส้นทางน้ำภายใน ช่วงสมัยนี้คงติดต่อค้าขายกับชุมชนโพ้นทะเลอย่างกว้างขวางไม่เพียงแต่รับสินค้า
เครื่องถ้วยชามจีนเวียดนามเข้ามาใช้ในชุมชน แต่ได้สร้างเตาเผาเนื้อดินเหนียว และดินขาวแบบพื้นเมืองเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ
ของชุมชนและเป็นสินค้าออกส่งไปจำหน่ายยังดินแดนข้างเคียงและดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไปในช่วงสมัยนี้น่า
จะมีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อในลัทธิศาสนา กล่าวคือพุทธศาสนาเริ่มมีอิทธิพลเหนือกว่าลัทธิอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และน่าจะมีพุทธศาสนามหายานลัทธิตันตระเข้ามาเจือปนด้วยเมื่อเข้าสู่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ชุมชนบนคาบสมุทรสทิงพระเริ่มปรากฏเรื่องราวในเอกสารตำนานโบราณ เป็นชุมชนที่มีสัมพันธ์ติดต่อกับชุมชนเมืองหลวง
ในสมัยสุโขทัยตลอดจนเป็นเมืองโบราณที่สัมพันธ์กับพัทลุง
และการสถาปนาให้เป็น ชุมชน
พุทธศาสนาลัทธิมหายานแบบลังกาวงศ์ร่วมสมัยอยุธยา
(ธ.ศ.)
|
ความเป็นมาในอดีต
|
ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสทิงพระกับเมืองพัทลุง
|
อำเภอสทิงพระสภาพปัจจุบัน
สทิงพระ เคยเป็นเมืองโบราณ และเคยเป็นเมืองพัทลุงเก่า ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งขึ้นกับ จังหวัดสงขลา ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ที่บ้านจะทิ้งพระ มีทางหลวงสายระโนด - หัวเขาแดง ตัดผ่านอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ ๓๕ กิโลเมตร มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับ อำเภอ ระโนด และกิ่งติดกับอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดกับทะเลสาบสงขลาและเขตอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๒๐๐ ตารางกิโลเมตร
ภูมิประเทศของอำเภอสทิงพระ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ พื้นที่ส่วนตะวันออกเป็นดินทรายและสันทรายเกิดใหม่ ลักษณะดินเป็นดินเปรี้ยวเรโกซอลปนทรายและดินขี้เถ้าเก็บน้ำได้น้อย และมีอินทรีย์วัตถุต่ำ ส่วนบริเวณด้านตะวันตกของสันทราย ลักษณะดินเป็นดินเหนียวที่ดูดซึมน้ำได้น้อยค่อนข้างยากต่อการเตรียมดินทำเกษตร เพราะเมื่อดินแห้งย่อยให้ละเอียดยาก เมื่อดินเปียกจะเหนียวขาดธาตุฟอสเฟต
อำเภอสทิงพระได้รับน้ำฝนโดนเฉลี่ยประมาณ ๒,๐๐๐ มิลลิเมตรต่อปีฝนตกไม่สม่ำเสมอตลอดปี ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคม ฤดูร้อนจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนฝนจะ ตกชุกในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม พอถึงเดือนมกราคมตอนปลายจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง
พื้นที่ประมาณ ๓ ใน ๔
เป็นที่ทำนาและทำน้ำตาลโตนด
มีการปลูกตาลโตนดทั่วไป
และจำนวนตาลโตนดทวีขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะทางฟากตะวันตกของถนนทางหลวงมีตาลโตนดแน่นหนา
ทั้งบนคันนาและที่ทำนา
มีการใช้ประโยชน์จากตาลควบคู่ไปกับการปลุกข้าวและการทำน้ำตาลโตนดเป็นผลให้เกิดการนำแรงงาน
ในการเกษตรมาใช้ได้เต็มที่
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สภาพทางเศรษฐกิจของอำเภอนี้
สถาบันวิจัยแห่งชาติจัดให้อยู่ในข่าย
"เขตยากจน"
เพราะประชากรในเขตอำเภอสทิงพระทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
คือปี พ.ศ. ๒๕๐๓ มี
๒๙๗ คนต่อตารางกิโลเมตร
ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มี ๓๑๔
คนต่อตารางกิโลเมตร
และปี พ.ศ. ๒๕๒๓ มี
๓๖๑ คนต่อตารางกิโลเมตร
ทั้งที่อาชีพของ
ประชากรส่วนใหญ่จำกัดอยู่กับการทำนา
ทำน้ำตาลโตนด
และทำเกษตรอื่นๆบ้าง เช่น ทำสวนตามสภาพดินฟ้าอากาศจะอำนวย ทำการประมงในทะเลและทะเลสาบ
การเลี้ยงสัตว์ (วัว หมู เป็ด ไก่)
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม นิเวศวิทยา และเกษตรกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากทางหลวงสายระโนด - หัวเขาแดงราดยางเสร็จเป็นต้นมา (เริ่มบูรณะราดยางใหม่เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๖ เสร็จและส่งมอบงานเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘) และการเปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้นเมื่อ โครงการสร้าง สะพาน ข้ามเกาะยอ โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกและโครงการเขตอุตสาหกรรมของจังหวัดสงขลาแล้วเสร็จ
จากรายงานโครงการวิจัยและวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ปรากฏว่าอำเภอนี้มีประ ชากรทั้งหมด ๔๓,๙๙๘ คน มีอาชีพทำนา ร้อยละ ๘๕.๙๓ ทำน้ำตาลโตนดร้อยละ ๑๔.๒๔ และทำประมงร้อยละ ๗.๘๕
อำเภอสทิงพระมีโบราณสถานที่สำคัญ
คือ
วัดจะทิ้งพระตั้งอยู่ที่ตำบลจะทิ้งพระ
มีพระมหาธาตุเจดีย์ ๑
องค์
มีพระพุทธไสยาสน์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า
"พ่อเฒ่านอน"
ที่วิหารพระพุทธไสยาสน์
นี้เคย มี
จิตรกรรมฝาผนังแต่เสื่อมโทรมไปตามธรรมชาติจนเกือบไม่เหลือร่องรอย
ที่หน้าบันของพระวิหารนี้มีลายปูนปั้นที่ประณีตสวยงาม
ศาสนสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือวัดพะโคะ
(วัดราชประดิษฐาน)
ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเพชรสิงห์
ตำบลชุมพลมีเจดีย์พระศรีรัตนมหาธาตุ พระพุทธโคดม
พระพุทธไสยาสน์และเกี่ยวข้องกับตำนานหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
วัดอื่นๆที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามีอีกมาก
เช่น วัดดีหลวง วัดชุมพล
ฯลฯ ใกล้วัดพะโคะ
ที่เขาคูหามีถ้ำขุดที่เกี่ยวกับศาสนาของศาสนาพราหมณ์
เชื่อกันว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่
๑๒
และในเขตอำเภอสทิงพระเคยพบโบราณวัตถุ
เช่น พระพุทธรูป
เทวรูปพระอิศวร
พระวิษณุ
เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ
กระจายอยู่ ทั่วไป
ของเหล่านี้ส่วนใหญ่พระราชศีลสังวรรวบรวมได้และจัดเก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มัชฌิมาวาส
สงขลา
ที่ตำบลคุขุด มีสถานีอนุรักษ์นกน้ำซึ่งมีนกน้ำหลายร้อยชนิด มาพักอาศัยอยู่ในบริเวณ ใกล้ฝั่งทะเลสาบตามฤดูกาล สถานที่แห่งนี้จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลามีเรือบริการให้เช่าชมนก และชมภูมิประเทศด้วย
อำเภอสทิงพระแบ่งเขตการปกครองออกเป็น
๑๑ ตำบลได้แก่
ที่มา : http://www.thai.net/sthing/AboutSchool/datasthing/Sthing4.htm