ท่านพุทธทาส  :  พลังแห่งการปฏิรูป

               

                วิภาษวิธีแห่งประวัติศาสตร์มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมนุษย์ต้องดิ้นรนต่อสู้ทางชนชั้น หากแต่เป็นความตั้งใจของมนุษย์โดยส่วนรวมโดยการนำบุคคลบางคน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์ ผู้มองเห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็น ผู้มีพลังทางจิตใจและทางสติปัญญาซึ่งปุถุชนทั้งหลายไม่มี เขาคือผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณอันเกิดจากระบวนทัศน์ (Paradigm) ใหม่ ทลายกรอบเดิมไปสู่เสรี แม้ว่าเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์จะสร้างกรอบใหม่ให้ในเวลาต่อมาก็ตาม แต่กว่ากรอบนั้นจะกลายเป็นกรงอีก การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นแล้ว จากนั้นกระบวนการวิภาษวิธีก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

                กระบวนการวิภาษเริ่มต้นด้วยการวิพากษ์ระบบและแนวคิดเดิม นำไปสู่การตีความใหม่บนพื้นฐานของโลกทัศน์ใหม่ และโดยสืบสายใยไปสู่ต้นกำเนิดที่ถือว่าเป็นสิทธิอำนาจของความถูกต้องเที่ยงธรรม แล้วแปรเป็นรูปแบบทางปฏิบัติสำหรับปัจเจกและสังคม

                ท่านพุทธทาสภิกขุคือปราชญ์แห่งยุคร่วมสมัย ผู้นำกระบวนการวิภาษในสังคมไทยและสังคมพุทธเถรวาทในโลกปัจจุบัน ท่านไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดก่อตั้งนิกายหนึ่ง สถาบันหนึ่ง คณะหนึ่ง แต่เป็นผู้ให้กำเนิดแนวคิดใหม่ แรงบันดาลใจใหม่และพลังใหม่ ท่านมิใช่สมบัติของคนกลุ่มหนึ่งผู้อ้างตนว่าเป็นศิษย์ หากแต่เป็นสมบัติของมนุษยชาติและทุกคนที่ยอมรับและต้องการสืบทอดเจตนารมณ์อันเดียวกัน ท่านมิใช่ตัวแทนของชนชั้นเพื่อต่อสู้ทางชนชั้น แต่เป็นตัวแทนของมนุษย์ผู้แสวงหาความหลุดพ้น ไม่เพียงแต่ทางจิตใจ แต่ในทุกด้านของชีวิตผู้แหวกว่ายอยู่ในห้วงมหรรณพแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย ท่านพุทธทาสมิใช่ปราชญ์ธรรมดา ท่านคือประกาศก (Prophet) ผู้สื่อด้วย “ภาษา” ของคนร่วมสมัย มิใช่ด้วยคำพูดและคำสอนแต่เพียงอย่างเดียว หากด้วยแบบอย่างชีวิต “สาร” (Message) ของประกาศกและตัวประกาศกเองย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะสารดังกล่าวเกิดความความรู้แจ้งเห็นจริงในเอกภาพของปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

 

) วิพากษ์

                “การศึกษาหมาหางด้วน” เป็นคำกล่าวของท่านพุทธทาสที่อาจสรุปการวิพากษ์ระบบการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกนั้นเห็นได้ชัดว่า การศึกษาเน้นหนักที่การอ่านออกเขียนได้ แล้วไปสู่การเรียนรู้วิชาชีพ ขาดสิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาธรรม อันเป็นหัวใจของการศึกษาทั้งปวง ระบบการศึกษาทั่วไปจึงเปรียบดังหมาหางด้วนซึ่งเดินไม่ตรงทิศทาง ไม่สามารถนำมนุษย์ไปสู่การพ้นทุกข์อันเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิตได้ สนองตอบกิเลสตัณหาด้วยการส่งเสริม “วัตถุนิยม” เท่านั้น

                ในการศึกษา “ทางธรรม” ก็เช่นเดียวกัน ท่านพุทธทาสอาจไม่ได้วิพากษ์เป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรมากมาย แต่การปฏิบัติของท่านคือการวิพากษ์ระบบการศึกษาทางธรรมนั่นเอง หลังจากที่ได้ศึกษาจนได้เปรียญสามประโยค ท่านก็พบว่า วิถีทางดังกล่าวคงไม่นำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้น จึงได้ออกไปอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งใกล้ตำบลพุมเรียง ไชยา บ้านเกิดของท่านเอง นานนับสิบปีที่ท่านได้ใช้ชีวิตศึกษาและปฏิบัติธรรมใน “ธรรมชาติ” เพื่อเข้าถึง “ธรรม” เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ เพื่อตรวจสอบพัฒนาการของตนเองตลอดเวลา ใครที่ได้อ่าน อนุทินปฏิบัติธรรม ศึกษาชีวิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ บันทึกรายวันขณะฝึกฝนตนเองอย่างเข้มข้นในวัยหนุ่ม คงไม่มีข้อสงสัยว่า ทำไมแก่นพุทธศาสน์ในแนวคิดของท่านจึงอยู่ที่คำว่า “ธรรม” และเพื่อบรรลุถึงธรรมนี้ ดูเหมือนว่าจะต้องแหกคอกประเพณีที่มีอยู่ หาวิธีที่เป็นวิถีอันสอดคล้องกับ “ธรรม” นั้น

                การวิพากษ์ประเพณีด้วยการกระทำและคำสอนตามมาอย่างไม่หยุดยั้ง ท่านได้ริเริ่มการเทศน์ที่เรียกกันว่า “ปาฐกถาธรรม” ด้วยภาษา “ธรรมดา” เริ่มเสาะหา “ภาษา” ที่สะท้อนสัจธรรมมากที่สุด ดังที่เรียกกันว่า “ศัพท์สวนโมกข์” เช่น ตัวกู-ของกู รู้แจ้งแทงตลอด ยึดมั่นถือมั่น เป็นต้น เริ่มงานการเผยแพร่ชีวิตประเสริฐหรือแก่นแห่งพุทธศาสนา ไม่เพียงแต่ให้ผู้คนเลิกลุ่มหลงในไสยศาสตร์ แต่รวมทั้งการยึดมั่นกับสถาบันทางศาสนาเอง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” อันแปลว่าอุปสรรคของการเข้าถึงธรรมที่แท้นั้นก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นเอง ผู้คนยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่เป็นวัตถุสิ่งของ สถาบัน ดังเช่นการลงเรือเพื่อข้ามฟาก แต่ก็หาได้ออกจากเรือเพื่อก้าวไปสู่อีกฟากหนึ่งไม่ สถาบันกลายเป็นจุดมุ่งหมายแทนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้เริ่มต้น แต่หากจะไปให้ถึงจุดหมายแล้วก็ต้องสละแม้กระทั่งสถาบันที่ถือกันว่าสูงส่งเหล่านี้ ถ้าจะถามว่า แล้วทำไมท่านเองก็ยังอยู่ในสถาบัน คำตอบก็คือ “อาตมาอยู่ในสถาบันเหมือนไม่อยู่” ไม่มีความยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ แม้แต่ชื่อท่านก็เรียกตนเองว่า “พุทธทาส”

                ไม่แต่เพียงเท่านั้น มิติสากลแห่งสัจธรรมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง การยึดมั่นในชื่อศาสนาเองก็คืออุปสรรค การเป็นพุทธ การเป็นคริสต์ การเป็นมุสลิม ฯลฯ ล้วนเป็นการสมมติ ผู้คนยึดติดกับสิ่งเหล่านี้จนเกิดความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง การเบียดเบียนกันในนามของศาสนา “ไม่มีศาสนา” คือปาฐกถาธรรมที่แสดงออกถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน “ไม่มีศาสนา” หมายถึงการข้ามพ้นกรอบของสถาบันและลักษณะภายนอกของศาสนา (เป็นบทความที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากที่สุดบทหนึ่ง ชาวสวีเดนถือว่าเป็นบทความที่มีความสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของท่าน) คำถามที่ท้าทายของท่านคือ ทำอย่างไรให้มีแต่เพียงศาสนาเดียวในโลกนี้ แก่นแท้ของศาสนาย่อมเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ประเพณี วัฒนธรรม และการแสดงออกเท่านั้น เปรียบดังน้ำ หากกลั่นกรองออกมาแล้วย่อมบริสุทธิ์เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเล น้ำในแม่น้ำ น้ำส้ม น้ำหวาน หรือน้ำใด ๆ ก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ศาสนิกเข้าถึงแก่นของศานาของตน เขาย่อมพบสัจธรรมข้อนี้ ด้วยเหตุนี้ ปณิธาน ๓ ข้อในชีวิตของท่านคือ “ให้พุทธศาสนิกหรือศาสนิกแห่งศาสนาใดก็ตามเข้าถึงความหมายอันลึกสุดแห่งศาสนาของตน หนึ่ง ทำความเข้าใจเป็นอันดีระหว่างศาสนา หนึ่ง  ดึงมนุษย์ออกเสียจากวัตถุนิยม หนึ่ง”

 

) การตีความ

                “ภาษาคน ภาษาธรรม”  คือกุญแจไปสู่การตีความของท่านพุทธทาส ภาษาธรรมคือภาษาที่ยืมมาจากภาษาคน แต่จะเข้าใจตามความหมายเดิมไม่ได้ ภาษาคนไม่ได้หมายถึงแต่เพียงศัพท์แต่ละคำ แต่รวมถึงวลี สำนวน และวิธีการอธิบายต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนความเข้าใจจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป ผู้รู้ทางพุทธศาสนากล่าวว่า หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้เช่นเดียวกัน แต่เรื่อง “ใหม่” คงไม่ใช่หลักแห่งการตีความที่เรียกกันว่า “ภาษาคน ภาษาธรรม” แต่เนื้อหาและวิธีการของตีความนี้ต่างหากที่เป็น “เรื่องใหม่” ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่แย้งท่านพุทธโฆษาจารย์ ปราชญ์ผู้เป็นหลักแห่งอรรถกถาและเป็น Authority ตลอดระยะเวลาสิบห้าศตวรรษที่ผ่านมา ปฏิจจสมุปบาทในความเข้าใจของท่านพุทธทาสมิใช่วัฏจักรที่ต้องการภพชาติตามภาษาคน กาลเวลาในภาษาธรรมเป็นอีกมิติหนึ่ง ซึ่งรวมเอาอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้ในขณะเดียว  ใครประพฤติตนเยี่ยงสัตว์ก็คือสัตว์ในบัดนั้น “ชีวิตของเรามีเพียงขณะเดียว” ดังที่เขมานันทะภิกขุ ศิษย์ผู้หนึ่งของท่านอธิบายความ

                บรรทัดฐานแห่งการตีความคือการอ้างถึงสัจธรรมดั้งเดิมที่พระพุทธองค์ทรงสอนและปฏิบัติ อรรถกถาทั้งหลายในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ใช่ Authority ที่แท้จริง เป็นแนวทางเพื่อการตีความต่อไปเท่านั้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องยึดเป็นหลักตายตัว การกระทำของท่านพุทธทาสเป็นเรื่องปกติในประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นเรื่องที่น้อยคนนักจะมีความกล้าหาญและสติปัญญาที่จะทำได้ นอกจากนั้นความเป็นประกาศกซึ่งประกาศสัจธรรม มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างบารมีโดยการก่อตั้งสถาบัน สั่งสมผู้คนไว้เป็นศิษย์หรือบริวาร หากแต่เป็นเพียงการประกาศ “ความรู้แจ้ง” ในธรรมนั้น ใครผู้ใดสามารถนำไปปฏิบัติก็ย่อมสามารถทำได้ในการงานหน้าที่ของตน “การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” เอกภาพของชีวิตมิใช่จุดหมายของบุคคลบางพวกบางกลุ่ม ซึ่งสละชีวิต “ทางโลก” เพื่อแสวงหา แต่เป็น “หน้าที่” โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนซึ่งสามารถทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด เป็นพระหรือเป็นฆราวาส การฝึกสติ การภาวนา การวิปัสสนากรรมฐาน มิใช่เรื่องเฉพาะของพระบางกลุ่มที่ธุดงค์ไปตามป่าเขา แต่เป็น “ธุระ” ที่พระคามวาสีก็ปฏิบัติได้และสมควรต้องปฏิบัติ ไม่แต่เท่านั้น ฆราวาสเองก็ยังควรกระทำเช่นเดียวกัน และทำได้ในหน้าที่ประจำวันนั่นเอง สวนโมกขพลารามคือสัญลักษณ์ของแนวคิดดังกล่าว ณ ที่แห่งนี้ พระไม่ว่าประเภทใดและฆราวาสต่างก็พบ “ธรรม” ในธรรมชาติ แต่ละคนกลับไปกระทำตามหน้าที่ของตน ไม่มีเครื่องแบบและไม่มีรูปแบบเดียวสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นศิษย์ของท่านพุทธทาส เพราะเขาไม่ใช่ศิษย์ของท่าน แต่เป็นศิษย์แห่ง “ธรรม” สิ่งที่เขาจะต้องปฏิบัติการเข้าสู่นิพพาน นิพพานซึ่งดั้งเดิมเป็นภาษาคนหมายถึงความเย็น ถูกยืมมาช่วยอธิบายความเย็นแห่งชีวิตของผู้ที่เข้าถึงธรรม เช่นเดียวกับคำว่า ความว่าง ผู้ใดปฏิบัติตนให้ “เย็น“ และ “ว่าง” ได้มากที่สุด ผู้นั้นก็ใกล้ธรรมมากที่สุด ท่านกล่าวว่า “ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนก็มีนิพพานชั่วขณะอยู่แล้ว ถ้าไม่มีนิพพานอย่างนี้มาสลับอยู่บ้าง ก็คงบ้าตาย ถ้ามีกิเลสตัวกู-ของกูตลอด ๒๔ ชั่วโมงวันเดียวก็บ้า สามวันก็ตาย… ธรรมชาติจัดมาถูกต้องแล้ว มีกิเลสบ้าง นิพพานบ้าง สลับกันไป ทำอย่างไรให้นิพพานยาวนานขึ้น ใหญ่ขึ้น จนเป็นนิพพานที่สมบูรณ์”

                ข้อเขียนและปาฐกถาธรรมของท่านพุทธทาสในระยะเวลาห้าสิบปีเศษที่ผ่านมานี้ มีมากมายมหาศาล เท่าที่รวบรวมตีพิมพ์ในชุดธรรมโฆษณ์ก็ห้าสิบเล่มเศษแล้ว ยังไม่ได้รวบรวมตีพิมพ์ก็อีกจำนวนมาก ทั้งหมดเกิดจากประสบการณ์ของชีวิตของท่านเอง ซึ่งพยายามถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ในเมื่อทั้งหมดเป็นการกลั่นกรองจากชีวิต การ “อ่าน” งานเหล่านี้เหมือนอ่านหนังสือวิชาการก็ดี หรืออ่านตำราก็ดี ย่อมไม่อาจ “เข้าถึงสาร” อันเป็นเนื้อแท้ นี่คือข้อจำกัดของผู้ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ “ศึกษา” ตามแนวทางของท่าน เราผู้มาจากระบบการศึกษา “หมาหางด้วน” ย่อมสะดุดในศัพท์และภาษาที่ท่านใช้ เราผู้มีนิพพานเพียงชั่วขณะ ย่อมเข้าใจประสบการณ์ชีวิตของผู้มีนิพพานที่ยาวนานจนจะสมบูรณ์แล้วยาก การศึกษาวิเคราะห์แนวคิดของท่านพุทธทาสจากสิ่งที่ตีพิมพ์อย่างเดียว ย่อมมีทางบิดเบี้ยว และเข้าใจผิดเป็นธรรมดา นอกจากนั้นการดึงเอาคำ ๆ หนึ่ง เรื่องหนึ่ง ประเด็นหนึ่งออกมาวิเคราะห์ โดยแยกจากบริบทอื่น ๆ ย่อมทำให้ความหมายที่แท้ขาดไป แนวคิดทุกประเด็นเรื่องของท่านไม่อาจแยกจากกันได้เป็นชิ้นส่วน ด้วยเหตุนี้คำว่า “ธรรมิกสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบเผด็จการ” จึงเข้าใจได้เฉพาะในบริบทของท่านพุทธทาสเท่านั้น

 

) ขบวนการปฏิรูป

                Thomas Khun  นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์กล่าวใน The Structure of Scientific Revolution ว่า “เมื่อใดที่มีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เมื่อนั้นย่อมเกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์”  (หน้า ๓)  จากนักปรัชญากรีกถึงนิวตัน จากนิวตันถึงไอสไตน์ การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเรื่อยมา ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและจักรวาลเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกก็เปลี่ยนไปด้วย แนวคิดนี้อธิบายการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ศาสนาได้เช่นเดียวกัน โลกยังเป็นโลก ธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติ เวลายังมีอดีต ปัจจุบัน อนาคต แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ได้เปลี่ยนไป ถ้าคำว่า “การปฏิวัติ” ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ก็น่าจะเรียกว่าการปฏิรูปศาสนาได้เกิดขึ้นแล้ว เริ่มจากแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ แผ่ขยายออกไปสู่วงกว้าง จากผู้นำ ปัญญาชน คนชั้นกลางถึง “ชาวบ้าน” ปลุกความเชื่อมั่นในตัวเองของศาสนิกและความเชื่อศรัทธาในศาสนาขึ้นมา กลุ่ม คณะ สมาคม มูลนิธิได้เริ่มกิจการต่าง ๆ ขบวนการปฏิรูปได้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ..๒๔๗๕ นั่นเอง

                ขบวนการใหม่นี้ค่อย ๆ เติบโตตามแนวทางของท่านพุทธทาสที่ว่า เมื่อเกิดปัญญาก็เกิดเจตนา เมื่อเกิดเจตนาก็เกิดพลังในการกระทำ คนย่อมคิด ตั้งใจและกระทำสิ่งที่คิด ปัญญา สมาธิ ศีล คือขั้นตอนที่เกิดขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง ยิ่งปัญญามีมากขึ้นเพียงใด สมาธิและศีลก็ย่อมมีมากขึ้นเพียงนั้น กระบวนการดับอวิชชาหรือการดับทุกข์จึงเริ่มต้นที่ปัญญา มีพัฒนาการเป็นวิภาษ จากเบื้องต้นไปสู่ขั้นสูงกว่า โดยการสรุปบทเรียนที่ผ่านมา เกิดขึ้นกับปัจเจกบุคคลได้ฉันใด ก็ย่อมเกิดขึ้นกับขบวนการใหม่นี้ได้ฉันนั้น

                ขบวนการอยู่ได้ด้วยจิตวิญญาณ (Spirit) กฎเกณฑ์และความเป็นสถาบันเป็นเรื่องรอง หากมีอยู่ก็เพียงเพื่อเอื้อต่อการแสดงออกของจิตวิญญาณนั้น แต่ขบวนการนี้ไม่ได้ไร้รูปแบบ ไม่ได้หละหลวม ไม่ได้ขาดกฎเกณฑ์ เพราะไม่มีกฎเกณฑ์อันใดยิ่งใหญ่ไปกว่ากฎแห่งธรรมอันเป็นจิตวิญญาณที่แท้ กฎนี้คือ กฎธรรมชาติ ซึ่งมีแต่เอกภาพในเอกภพทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่จิตวิญญาณนี้คลายลง เมื่อนั้นกฎและความเป็นสถาบันย่อมก้าวออกมาให้ปรากฏ เมื่อนั้น “อิสรภาพ” ที่แท้จริงก็ขาดไป (ท่านอธิบายว่า “อิสระ” แปลว่าพระเจ้า เป็นคำเดียวกับ “อิศวร” พระเจ้าในที่นี้หมายถึงกฎ ธรรมชาติ หน้าที่ของธรรมชาติ ผลของกฎนี้คือ อิสรภาพที่แท้จริง)

                ใครที่ถามว่า ศิษย์ของท่านพุทธทาสมีอยู่เท่าใด เป็นการตั้งคำถามที่ผิด ขบวนการไม่มีสมาชิกจดทะเบียน มีแต่การวิภาษแผ่ขยายออกไป ไม่มีกรอบหรือกรง มีแต่แรงบันดาลใจให้ริเริ่มกิจกรรมอันเป็นองค์ประกอบของขบวนการนี้เท่านั้น จะเป็นการคับแคบเกินไปหากจะเอ่ยถึงชื่อบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ร่วมขบวนการนี้ แต่หากจะให้มีภาพก็ต้องเอ่ยถึงท่านปัญญานันทภิกขุ พระราชวรมุนี เขมานันทภิกขุหรือรุ่งอรุณ ณ สนธยาหรืออาจารย์โกวิท พระประชา ปสนนธมโม พระบัญญัติแห่งวัดป่าธรรมดา พระพยอม เป็นอาทิ ในบรรดาพระเถระและพระภิกษุ หรือฆราวาสอย่างสัญญา ธรรมศักดิ์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ระวี ภาวิไล ประเวศ วะสี เป็นอาทิ ยังมีสมาคม มูลนิธิ และกลุ่มต่าง ๆ เช่น มูลนิธิเผยแพร่ข่าวประเสริฐ แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่กล่าวถึงบุคคลและกลุ่มบุคคลผู้ได้รับการอบรมโดยตรงจากท่านพุทธทาสในระยะสี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา ตุลาการ แพทย์ ครู และผู้ประกอบอาชีพสำคัญและเป็นผู้นำในสังคม หรือผู้ที่ได้อ่านงานของท่าน นำไปปฏิบัติและเผยแพร่ หรือผู้ที่ได้รับส่วนกุศลโดยทางบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ได้เอ่ยนามมาข้างต้น

                ยังไม่ถึงเวลาที่จะประกาศชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายธรรมะ ขบวนการนี้ยังต้องฝ่าฟันอีกมากนัก ต่อสู้มิใช่แต่เพียงกับ “วัตถุนิยม” ซึ่งกำลังครอบครองโลก แต่ต้องต่อสู้กับสถาบันของศาสนาเอง ซึ่งไม่อาจยอมรับการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ได้ การปฏิรูปเป็นการท้าทาย เมื่อเป็นการท้าทายย่อมมีการตอบโต้ การกล่าวหาท่านพุทธทาสและผู้ศรัทธาในแนวคิดของท่านว่าเป็น “โฆษกของคอมมูนิสต์” มีมานับแต่หลังสงครามโลกครั้งสองแล้ว ผู้ไม่เข้าใจภาษาธรรมยิ่งได้ข้อพิสูจน์ที่หนักแน่นเมื่อท่านกล่าวว่า “คอมมูนิสต์เข้ามา ศาสนาก็อยู่ได้” ปาฐกถาเรื่อง “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ที่ท่านบรรยายที่วัดมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ในปีพ..๒๔๙๑ มีผู้นำไปฟ้องร้องต่อมหาเถรสมาคมและต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ว่าเป็นการทำลายสถาบันศาสนา แม้ว่าถึงวันนี้ท่านจะได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แนวคิดของท่านกลายเป็นหัวข้อศึกษาในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศนับสิบ และอายุท่านก็ถึง ๘๐ ปีแล้ว ขบวนการปฏิรูปก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น มรดกทางความคิดของท่านเป็นแต่เพียงเชื้อแป้งที่ต้องนำไปทำให้แป้งฟูขึ้น เป็นตัวเชื่อม (Catalyst) ที่ต้องนำไปเข้าที่ของมัน หรือเป็นฐานเพื่อการวิพากษ์และวิภาษต่อไป

                กำแพงขวางกั้นอันสำคัญของการปฏิรูปคือ Authority (ท่านใช้คำนี้โดยตรง) ซึ่งมักอ้างกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทางบ้านเมืองหรือทางศาสนา “ทำลาย Authority นี้เสีย จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้” อีกนัยหนึ่ง อำนาจคือธรรม ใครมีอำนาจก็อ้างว่าตนเองมีสิ่งที่ถูกต้อง “ชอบธรรม” แต่โดยมากอำนาจนั้นหาได้อยู่บนพื้นฐานของธรรมไม่ เป็นความเห็นแก่ตัวรูปแบบต่าง ๆ มากกว่า มีแต่ตัวกู-ของกู ถ้าไม่นายทุนเพื่อนายทุน ก็กรรมกรเพื่อกรรมกร ไม่มีสิ่งที่เรียกกันว่า “สังคม-นิยม” มีแต่ตัวกู-นิยมหรือพรรคพวก-นิยมเท่านั้น การปฏิรูปจึงมุ่งสู่การสร้างธรรมให้เป็นอำนาจ ให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า Authority ให้มี “ธรรมิกสังคมนิยม” ให้นิพพานของปัจเจกและของสังคมเป็นนิพพานที่ยาวนาน จนกระทั่ง “สิงโตและลูกแกะจะกินหญ้าด้วยกันได้” แต่การ “ทำลาย” มิใช่กระบวนการใช้ความรุนแรง อหิงสาเท่านั้นจะนำมนุษย์ไปสู่สังคมในอุดมคตินั้นได้ นั่นคือสังคมที่มีเอกภาพในเอกภพนี้ นั่นคือสิ่งที่เป็น “ธรรม” เป็น “ธรรมชาติ” เป็น “กฎ” ของสรรพสิ่ง เมื่อใดก็ตามที่กฎแห่งสถาบันไม่สอดคล้องหรือเอื้อต่อการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงกฎแห่งธรรมชาติ เมื่อนั้นผู้แสวงหาธรรมที่แท้จริงย่อมต้องเลือกกฎแห่งธรรมหรือธรรมชาติ แม้การกระทำนั้นจะถูกถือว่าเป็นการขบถ เป็นการนอกรีต นอกคอกก็ตาม ดังบทกวีที่ท่านรจนาไว้ ที่ทำให้คิดถึงนางนวลโจนาธานว่า

                เป็นพระเถื่อนเหมือนกวิหคหงษ์          

                ย่อมบินตรงไปได้ทิศไหน ๆ

                เป็นอิสระอยากผละสังคมใด

                ก็ผละได้ดังใจไม่อัดแอ

                เอ็นดูฉันขอให้ฉันเป็นพระเถื่อน

                มีหมู่ไม้เป็นเพื่อนทุกกระแส

                มดแมลงแสดงธรรมอยู่จำเจ

                ไพเราะแท้ไม่มีเบื่อเหลือกล่าวเอย

                                (ภาพชีวิต ๘๐ ปี ท่านพุทธทาส หน้า ๑๘๗)

                แม้ท่านพุทธทาสจะเป็นปราชญ์และประกาศก แต่การเคารพยกย่องจนกลายเป็นการ “บูชา” โดยยกไว้เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ย่อมเป็นการหยุดพลังแห่งการปฏิรูป สร้างสถาบันใหม่ขึ้นมาเหนือปัญญาและจิตวิญญาณ เป็นการขัดแย้งกับเจตนารณ์ที่ท่านเองได้สอน ขัดกับหลักพุทธธรรม อันว่าด้วยกาลามสูตร ปราชญ์ที่แท้จริงย่อมไม่ยึดติดแม้กระทั่งความคิดของตน พร้อมที่จะเรียนรู้และสารภาพได้เสมอว่า “ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้” ต่อคำถามที่ว่า ถ้าหากอีกยี่สิบสามสิบปีข้างหน้า มีผู้วิพากษ์วิจารณ์คำสอนของท่านว่าตีความผิด ท่านจะว่าอย่างไร คำตอบย้ำสองครั้งก็คือ “เป็นไปได้” ความเป็นไปได้อาจจะไม่หมายถึงว่าคำสอนของท่าน “ผิด” หากแต่มีการวิภาษแนวคิดของท่าน นำไปสู่อีกมิติหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่ปรากฏในสภาพความเป็นจริง ดังกรณีทฤษฎีเรขาคณิตของยุคลิดไม่อาจใช้ได้ในภาวการณ์ ซึ่งมิติแห่งอวกาศเข้ามาเกี่ยวข้อง และหากว่าการตีความใหม่นั้นยังประโยชน์สุขแก่มนุษย์โลกยิ่ง ๆ ขึ้นแล้ว ปราชญ์ที่แท้จริงผู้ใดจะลุกจากหลุมศพขึ้นมาโต้แย้งเล่า

                พลังแห่งการสร้างสรรค์และปฏิรูปไม่ได้อยู่ที่การยึดมั่นในคำสอนของท่านพุทธทาส หากอยู่ที่การศึกษาไตร่ตรองและปฏิบัติด้วยวิจารณญาณ อันจะก่อให้เกิดปัญญาอย่างใหม่ในสถาการณ์ที่กำลังเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา เนื้อหาประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมให้ติดกับรากเหง้าแห่งสัจธรรม พิจารณาไตร่ตรองให้สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง หาภาษาและวิธีการเพื่อให้สัจธรรมนั้นปรากฏ และสื่อกับมวลชน หาก “พลัง” คือสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง “การปฏิรูป” ก็ต้องดำเนินไปตลอดเวลาเช่นกัน

               

Hosted by www.Geocities.ws

1