|
สหพันธ์ชาวประมง
..
ทะเลสาบสงขลา
หนึ่งความหวังของการพัฒนาภาคประชาชน |
||||||||||||||||||||||||||
| ข่าวดีที่มาพร้อมกับชาวประมง ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวอุทยานนกน้ำคูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา เมื่อประมาณสิบปีก่อนจะพบว่าที่ห่างฝั่งออกไปประมาณ 300 - 400 เมตรนั้น เป็นเพียงกลุ่มกอหญ้าเล็ก ๆ เท่านั้น แต่วันนี้กลุ่มกอหญ้าเหล่านั้นกำลังกลายเป็นแนวป่าชายเลน…ทะเลสาบกำลังตื้นเขินยิ่งขึ้นทุกวัน นี่คือหนึ่งในปัญหาสำคัญของทะเลสาบสงขลาที่มีพื้นที่ประมาณ 600,000 ไร่ มีประชากรรอบ ทะเล 168 หมู่บ้านเกือบ 100,000 คน เป็นชาวประมงเกือบ 10,000 ครอบครัว นายนิทัศน์ แก้วศรี ประธานสมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบสงขลา องค์กรเครือข่าย ของชาวประมงพื้นบ้านที่มีสมาชิกอยู่ 5 ชมรมรอบทะเลสาบ ทั้งในจังหวัดพัทลุงและสงขลา กล่าวว่า ปัญหาที่อยู่ในความวิตกกังวลของชาวประมงทะเลสาบและเรียกร้องให้รัฐแก้ไข มาอย่างต่อเนื่อง คือ การเพิ่มขึ้นของเรืออวนรุนในทะเลสาบตอนล่าง ที่เคยถูกปราบปรามจน หมดไปในปี 2541 แต่ปัจจุบันในทะเลสาบสงขลาตอนล่างกลับมีเรืออวนรุนเพิ่มขึ้นถึง 135 ลำ ซึ่งอยู่ใน เขตสงขลาทั้งหมด ปัญหาที่สอง คือ ปัญหาน้ำเสียจากโรงงาน นากุ้ง และชุมชน รอบทะเลสาบ จากการรวบรวมตัวเลขของสมาพันธ์โดยชมรมต่าง ๆ รอบทะเลสาบช่วยกันสำรวจในปี 2544 พบว่า มีนากุ้งประมาณ 35,000 ไร่ ในขณะที่การสำรวจขององค์กรพัฒนาเอกชนในปี 2542 พบว่า รอบทะเลสาบมีนากุ้งประมาณ 15,000 ไร่เท่านั้น สารเคมีที่ใช้ในนากุ้ง และโคลนเลนทั้งหลาย ก็ถูกสูบทิ้งลงในทะเลทำเอากุ้ง ปลา ตามจุดต่าง ๆ ในทะเลสาบตายอย่างต่อเนื่อง ระบบนิเวศน์ของทะเลสาบจะรับน้ำจืดจากเทือกเขาบรรทัดทางฝั่งตะวันตก และเคยมี ลำคลองเชื่อมต่อกับทะเลอ่าวไทยในเขต อ.ระโนด และ อ.สทิงพระ จ.สงขลา และมีปากทาง เชื่อมต่อทะเลอ่าวไทยที่หัวเขาแดง อ.เมือง จ.สงขลา ทำให้มีการผสมผสานกันระหว่างน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ฤดูแล้งน้ำจืดลงน้อย น้ำเค็มจะดันขึ้นไปถึงกลางทะเลสาบหรือเกือบสุด ทะเลสาบ (ยาวประมาณ 70 กม.) ส่วนทะเลน้ำกร่อยจะเป็นจุดที่มีสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ มากที่สุด นักวิชาการประมงเคยสำรวจพบว่า มีสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ ในทะเลสาบถึง 700 ชนิด เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่ผ่านมา กรมชลประทานได้ทำเขื่อนปิดคลองที่เชื่อมระหว่างทะเลสาบและทะเลอ่าวไทยทั้งหมด เพื่อให้เป็นคลองน้ำจืดสำหรับทำนา ชาวประมงบอกว่า การปิดเขื่อนดังกล่าวเป็นการขัดขวางวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งที่เติบโตในทะเลสาบแล้วออกไปวางไข่ในอ่าวไทย ลูกกุ้งจะถูกน้ำพัดพาเข้ามาเติบโตในทะเลสาบอีกครั้งตามลำคลอง ที่เชื่อมต่อกันอยู่ ดังนั้นเมื่อมีการปิดเขื่อนเท่ากับเป็นการตัดระบบนิเวศน์วงจรชีวิตตรงนี้ อวนรุน น้ำเสีย การกั้นเขื่อน หรือที่ชาวประมง เรียกว่า "การปิดปากระวะ" และความตื้นเขินของทะเลสาบนำไปสู่ปัญหาใหญ่อันหนึ่ง คือ "การลดลงของสัตว์น้ำนานาชนิด" ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา สัตว์น้ำหลายชนิดสูญพันธุ์ไปจากทะเลสาบ ชาวประมงต้องหันไปหาทำงานโรงงานมาเลี้ยงชีพหรืออพยพเข้าเมือง |
||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||
ในท่ามกลางความเสื่อมทรุดของกุ้งปลาในทะเลสาบ เขตอนุรักษ์เป็นจุดเดียวของ ทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก เพราะห้ามทำประมงทุกชนิดในเขตนี้ นายจรูญ จีนนุ้ย ประธานชมรมชาวประมง อ.เขาชัยสน-บางแก้ว จ.พัทลุง หนึ่งใน องค์กรสมาชิกของสมาพันธ์ฯ บอกว่า ทางฝั่งพัทลุงปีนี้เป็นปีที่กุ้งปลาสมบูรณ์ที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ชาวประมงมีรายได้วันละ 1,000 - 2,000 บาท บางวันได้กุ้งปลาถึง 300 - 500 กิโลกรัม / เรือ 1 ลำ ประมงอาสาที่ดูแลเขตอนุรักษ์ที่บ้านแหลมจองถนน ต้องใช้เรือตรวจการณ์ 2 ลำ เพราะถ้าจับคนที่ลักลอบทำประมงในเขตอนุรักษ์ได้ จะขนกุ้งปลาที่จับได้ไม่หมดด้วย เรือลำเดียว เขาบอกว่า ชาวประมง "ฟันธง" ว่าความอุดมสมบูรณ์เหล่านั้นมาจากการที่มีการ จัดสร้างเขตอนุรักษ์ขึ้นมาจำนวนมาก เขาเองเคยถูกชาวบ้านต่อต้านอย่างหนักในการจัดตั้ง เขตอนุรักษ์เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน เพราะเป็นการจำกัดพื้นที่การทำประมงของชุมชนลง แต่มาวันนี้ "หลายหมู่บ้านมาเชิญไปช่วยพูด ช่วยจัดตั้งเขตใหม่ ๆ ขึ้น เพราะเห็นผลชัดเจน" ชาวประมงหลายต่อหลายครอบครัวที่ออกไปทำงานในเมือง ก็เริ่มกลับมาทำประมงอีกครั้ง องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประมงอย่างสมาพันธ์ฯ เห็นร่วมกันว่าทางหนึ่งที่จะฟื้นทะเลสาบ คือ ทำให้พื้นที่ร้อยละ 10 หรือประมาณ 60,000 ไร่ เป็นเขตอนุรักษ์ให้สัตว์น้ำเพาะพันธุ์แล้วกระจายออกไปสู่นอกเขตให้ชาวประมงได้จับ ชมรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกของสมาพันธ์นั้นมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูทะเลสาบและชุมชนชาวประมง คือ การบำรุงรักษาเขตอนุรักษ์ จัดเวรยามดูแลปราบปรามมือดีที่มักลักลอบเข้ามาจับปลาในเขตประสานงานกับรัฐให้หากุ้งปลามาปล่อยในเขตเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ บางชมรมเริ่มปลูกป่าชายเลนตามแนวชายฝั่งที่ถูกทำลายไปหมดแล้วขึ้นมาใหม่ หมู่บ้านชาวประมงใน เครือข่ายสมาพันธ์ 32 หมู่บ้านเริ่มทยอยจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์มาตั้งแต่ปี 2534 ปัจจุบันมีการ รวมตัวกันจัดตั้งกันเป็น 2 เครือข่าย คือ เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์กลาง (ทะเลสาบตอนกลาง/ ตอนบน) และเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ทะเลสาบตอนล่าง ชมรมชาวประมงต่าง ๆ จะประชุมกันทุกเดือน ในขณะที่สมาพันธ์ประชุมทุก 3 เดือน เพื่อติดตามงานต่าง ๆ ที่ได้เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐมายาวนาน ปัจจุบันผู้แทนของสมาพันธ์หลายคนอยู่ในคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทะเลสาบที่รัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งขึ้น เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการของชาวประมง |
||||||||||||||||||||||||||
ข่าวร้าย…มาแบบไม่ได้รับเชิญ แต่ภัยคุกคามอื่น ๆ ยังจ่อคอหอยอยู่ ! ปัญหานากุ้งนั้นไม่มีใครแก้ได้ ชาวประมงเรียกร้องมากว่า 10 ปีแล้วว่าให้รัฐบาลเปิด ปากระวะเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลสาบ เปิดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำอีกครั้ง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากและไม่มีใครตอบสนอง แต่กลับมีโครงการสร้างคันกั้นน้ำเค็มขึ้นมาอีกโครงการหนึ่ง เพื่อการ ชลประทานและเป็นแหล่งน้ำให้เมืองและภาคอุตสาหกรรม จุดที่สร้างหลังจากศึกษากันหลายปีสรุปว่า คือ บริเวณระหว่างแหลมจองถนนทางพัทลุง และเกาะใหญ่ทางสงขลา ซึ่งมีระยะห่างกันประมาณ 6 กิโลเมตร โครงการนี้ผลักดันกันมาตั้งแต่ปี 2513 และเริ่มกันจริงจังหลังปี 2531 ซึ่งคณะรัฐมนตรี มีมติให้สร้างได้ แต่ถูกชาวประมงโดยเฉพาะทางฝั่งพัทลุงคัดค้านอย่างหนัก จนต้องชะลอ โครงการเรื่อยมาจนปัจจุบัน ชาวประมงเปรียบเทียบว่าการ ปิดปากระวะ ก็คือ การปิดจมูก ทะเลสาบจะตายสนิท เพราะน้ำไม่หมุนเวียน เหนือเขื่อนเป็นน้ำจืดและมีผักตบเต็มทะเล ข้างล่างเป็นน้ำเค็มตลอดไป พืชและสัตว์น้ำจะ เปลี่ยนแปลง ความเสียหายจะประมาณค่าไม่ได้ ข้อเสนอปัจจุบันของสมาพันธ์ก็ยังคงคัดค้าน การสร้างเขื่อน และนักวิชาการประมงก็มีความเห็นไปใน ทางเดียวกัน |
||||||||||||||||||||||||||
ชาวประมง…คือความหวังของการปกป้องทะเลสาบ ก่อนปี 2534 การแก้ปัญหาทะเลสาบจะถูกจำกัดวงอยู่แค่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และนักวิชาการบางคนบางกลุ่มเท่านั้น ประชาชนที่มีอยู่นับล้าน ๆ คนในลุ่มน้ำและรอบทะเลสาบไม่มีตัวตนและไม่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่าง ๆ มากนัก ทางเลือกหลัก ๆ ของการมีส่วนร่วม คือ การเดินขบวนประท้วง แต่สิบปีที่ผ่านมาที่ชาวประมงที่ชาวประมงรอบทะเลสาบรวมตัวกัน เข้มแข็งทั้งระดับชุมชนและเครือข่ายอย่างสมาพันธุฯ เสียงจากประชาชนที่ปรากฏตัวตนขึ้นนี้ปรากฏในสื่อสาธารณะมากขึ้น ปัญหาทะเลสาบกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่หลายฝ่ายให้ ความสนใจ ข้อเสนอต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาทะเลสาบแทนที่จะมาจากข้าราชการและ นักวิชาการที่ไม่ได้หากินกับทะเล ก็มาจากมุมมองของคนที่อยู่กินกับทะเลมากขึ้น นโยบายรัฐ บางอย่างที่กระทบกระเทือนกับระบบนิเวศของทะเลสาบซึ่งสะเทือนไปถึงการทำมาหากินของ ชาวประมงจะถูกคัดค้าน ดังที่โครงการเขื่อนกั้นทะเลสาบถูกชะลอมากว่า 10 ปี เป็นต้น การฟื้นฟูทะเลสาบในสายตาของรัฐ และนักวิชาการอาจจะหมายถึง การแก้ปัญหาน้ำเสีย แก้ปัญหาน้ำดี (ด้วยการกั้นเขื่อน) แก้ปัญหาการตื้นเขินของทะเล เริ่มต้นวิเคราะห์และจักทำ โครงการกันที่"ทะเล" แต่การแปัญหาทะเลสาบของภาคประชาชนเริ่มต้นด้วยการสร้างองค์กรชาวประมงรอบทะเลสาบ เริ่มต้นที่ "คน" องค์กรเหล่านั้นเติบโตขึ้นมาด้วยกิจกรรมฟื้นทะเลต่าง ๆ ทั้งเรื่องร้อนเรื่องเย็น บางครั้งชุมนุมเจรจา ต่อรองกันบ้าง บางครั้งเสนอความเห็นในเวที สัมมนาบ้าง ในขณะที่ภาคปฏิบัติการแสวงหาทางเลือกในการฟื้นฟูทะเลของชุมชนอย่างการสร้างเขตอนุรักษ์ก็ทำไป ปลูกป่าชายเลนก็ทำไป กิจกรรมต่าง ๆ คือ "เครื่องมือ" สร้างองค์กรชุมชน ให้แข็งแรง ถึงวันนี้การแก้ปัญหาทะเลสาบยังไม่สิ้นสุด การขุดลอกยังต้อทดลองดำเนินการต่อ อวนรุนต้องปราบปราม เขตอนุรักษ์ต้องขยาย ฯลฯ แต่เมื่อมีเครือข่ายองค์กรประชาชนที่เข้มแข็ง อยู่รายรอบทะเลเป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว การแก้ปัญหาทะเลสาบน่าจะมีหลักประกันว่า จะเดินไปถูกทิศทาง เพราะถ้าผิดทางประชาชนจะเดือดร้อน องค์กรต่าง ๆ จะส่งเสียงขึ้นมา เมื่อเราพูดถึงการพัฒนาแบบยั่งยืน พูดถึงการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความเข้มแข็งขององค์กรประชาชน…เพราะประชาชนที่อ่อนแอไม่สามารถ ไปแสดงบทบาทหรือมีส่วนร่วมกับภาคส่วนอื่น ๆ ที่เข้มแข็งกว่าได้อย่างเท่าเทียม ปัจจุบันเมื่อ พูดถึงการมีส่วนร่วมเรามักจะหมายถึงการที่รัฐ "เปิดโอกาส" ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม รัฐยังคงเป็นศูนย์กลางหรือแม้แต่ยังสั่งให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ในอนาคตเมื่อประชาชนมีองค์กร ที่เข้มแข็งและมีทางเลือกการพัฒนาที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล (อย่างเช่น เขตอนุรักษ์) ประชาชน จะกำหนดการพัฒนาตามความต้องการของตนเองได้อย่างมั่นใจ สมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบสงขลา คือ หนึ่งในความหวังและเป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาคประชาชนที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเพื่อกำหนดการพัฒนาที่มาจากประชาชน |