การคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย กับขบวนการสิทธิชุมชนต่อต้านโลกาวินาศ
ประชา ธรรมดา ;กรุงเทพธุรกิจ ทัศนะวิจารณ์ ;5 ก.ย.45
รอบสัปดาห์นี้มีการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (World Summit on Sustainable Development ) ที่เมืองโจฮันเนสเบอร์ก ประเทศอาฟริกาใต้ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน ได้มีคำประกาศ Rio Declaration on Environment and Development ซึ่งกล่าวถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่าเป็นการพัฒนาที่จะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต
การประชุมในครั้งนี้ก็เท่ากับว่า เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า นอกจากการพัฒนาประเทศของรัฐชาติต่างๆ ในประเทศที่ถูกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศโลกที่สาม สู่สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรม ภายใต้การครอบงำของธนาคารโลก และองค์กรข้ามชาติต่างๆ เพื่อเป็นไปตามทิศทางของประเทศตะวันตก ซึ่งไม่ว่าเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตหรือเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม คนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ในอีกด้านหนึ่งก็ปรากฏว่า การพัฒนาตามแนวทางนี้ ได้สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เพื่อการหากำไรสูงสุดของกลุ่มนายทุนแล้วนั้น ที่สำคัญการพัฒนาแนวทางนี้ ยังได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านมลพิษ และสิ่งแวดล้อมขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม การนิยามหาความหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น แต่ละสำนักคิดก็ให้นิยามแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วชนชั้นนำของประเทศต่างๆก็ยังเน้นการพัฒนาประเทศตามทิศทางเดิมที่ครอบงำโลกอยู่มิได้มีความจริงจริงใจในการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง หรืออ้างอิงการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อให้เป็นภาพลักษณ์ให้ดูดีเท่านั้นเอง ยิ่งท่ามกลางยุคโลกาวิวัฒน์ปัจจุบันได้เปิดให้มีการติดต่อสื่อสารของคนได้ทั่วโลกมากขึ้นภายใต้เทคโนโลยี่ที่ล้ำยุค ที่สำคัญได้เปิดให้ประเทศมีการค้าเสรี ที่เชื่อมั่นใน กลไกตลาด ในการค้าระหว่างประเทศ มีการไหลเข้าออกของทุนภายในประเทศและภายนอกประเทศ
หรือท่ามกลางกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่เปิดให้ทุนต่างชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันทุนไทยเองก็เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆได้เช่นเดียวกัน และมักจะเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาก่อนที่รัฐชาติจะเข้ามาแย่งชิงอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจากชุมชน ชุมชนทั่วโลกจึงมองว่าเป็นยุคของโลกาวินาศมากกว่า และแน่นอนว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบในฐานะผู้เสียเปรียบจากกระแสโลกาวิวัฒ์ ก็คือประชาชนคนจนในประเทศโลกที่สามทั้งหลาย
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันประชาชนคนจนผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก ก็ได้มีขบวนการต่อต้านการพัฒนาแนวทางกระแสหลักหรือต่อต้านโลกานิวาศเกิดขึ้น อาทิเช่น ขบวนการปกป้องพื้นที่ป่า ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิของคนพื้นเมือง ขบวนการต่อต้านการสร้างเขื่อน ฯลฯ โดยมีแนวคิดหลักว่าการพัฒนาต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม การพัฒนาต้องปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม รวมทั้งการพัฒนาต้องเคารพความหลากหลาย เคารพภูมิปัญญาของชุมชนคนท้องถิ่นและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
หรือกล่าวสรุปรวบยอดได้ว่า การพัฒนาต้องเคารพสิทธิชุมชน และคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน มิใช่เป็นการมองคนท้องถิ่น กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆและคนจน เป็น คนอื่น หรือเป็นเพียง ผู้ต้องได้รับการพัฒนา เหมือนที่ชนชั้นนำทั่วโลกได้กระทำกันอยู่
สำหรับประเทศไทย กรณีการต่อต้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ก็เป็นหนึ่งของขบวนต่อต้านโลกาวินาศที่สำคัญในสังคมไทยขณะนี้ ภายหลังจากที่รัฐบาลไทยได้ตกลงกับประเทศมาเลเซีย ให้มีโครงการฯดังกล่าว เขตพื้นที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีการลงทุนถึง 40,000 ล้านบาท ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในพื้นที่จึงได้รวมตัวรวมพลังกันคัดค้านโครงการดังกล่าว โดยมีเหตุผลที่สำคัญก็คือว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขานับตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษก่อร่างสร้างตัวกันมานมนานนั้น มีความร่มเย็นสงบสุขอยู่แล้วในการดำรงชีวิตอย่างพอเหมาะพอควร การทำมาหากินก็มีท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาหาร จึงไม่มีเหตุจำเป็นใดๆที่ต้องมีโครงการท่อก๊าซ ที่มีส่วนจะทำให้ท้องทะเลหน้าบ้านของพวกเขาต้องมีมลพิษและแหล่งอาหารที่เคยอุดมสมบูรณ์ต้องสูญเสียไป
พวกเขาไม่ต้องการการพัฒนาตามกระแสโลกาวิวัฒน์ที่ต้องเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรมนิยม พวกเขาเคยประสบพบเห็นกับสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ไม่ห่างไกลจากการรับรู้ของพวกเขานัก รัฐบาลส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นได้ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ขณะนี้ พวกเขาไม่เห็นว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่เคยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจริงใจเลย โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้บ้านพวกเขาก็ยังคงส่งกลิ่นเหม็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ พวกเขายืนยันในการที่จะดำรงชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ ที่จะกำหนดชะตากรรมชีวิตของตนเอง พวกเขาเลือกที่จะกำหนดการพัฒนาด้วยตัวของพวกเขาเอง ซึ่งก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่สังคมไทยได้ร่วมกันผลักดันก็คือประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของชุมชน มาตราที่ 46 , 56, 76 , ที่ว่า บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
ขณะเดียวกันได้มีองค์พันธมิตร นักวิชาการ กลุ่มนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน และผู้รักความเป็นธรรม อาทิเช่น กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จ. สงขลา สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ เป็นต้น ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวที่ชี้ให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของโครงการนี้ และก่อผลเสียหายให้กับประเทศชาติ ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า โครงการนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน ไม่มีกระบวนการประชาพิจารณ์ที่ถูกต้องก่อนเซ็นอนุมัติ ไม่ผ่านกระบวนการอีไอเอที่สมบูรณ์ มีเพียงกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อประชาสัมพันธ์ของการปิโตเลี่ยมแห่งประเทศไทย(ปตท.)มากกว่า
และเช่นเดียวกันว่าผิดรัฐธรรมนูญ มาตราที่ 59 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผล จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
นอกจากนี้แล้ว รัฐบาลควรมีนำบทเรียนการสร้างท่อก๊าซไทย-พม่า ที่มีเร่งรีบตัดสินใจจนประเทศไทยต้องจ่ายค่าโง่ ปีละประมาณ 40,000หมื่นล้านบาทและต้องเสียอีกเดือนละ 600 ล้านบาท ทั้งๆที่ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนแต่อย่างใดที่ต้องใช้ก๊าซ รวมทั้งโครงการนี้รัฐบาลจะได้ค่าภาคหลวงเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าก๊าซเท่านั้น ในขณะที่บริษัทขุดเจาะต่างชาติจะได้รับประโยชน์ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
ประเทศไทยนั้น มีพลังงานเพียงพอความต้องการแล้ว ยิ่งในสภาวะที่โลกร้อนขึ้นก็มีเหตุมาจากพลังงานฟอสซิล ไม่ว่าถ่านหินประเภทต่างๆ น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงานที่ใช้แล้วมีแต่จะหมดไปพร้อมทิ้งมลภาวะมากมาย ทั้งได้เสนอว่าควรนำเงินที่ต้องละลายให้กับโครงการท่อก๊าซมาสนับสนุนให้มีการแสวงหาพลังงานทางเลือกมากขึ้นที่ประเทศไทยมีศํกยภาพที่จะทำได้ เช่น มีแหล่ง Silica บริสุทธ์ 99 เปอร์เซนต์ในหลายจังหวัดที่จะทำเซลล์แสงอาทิตย์ มีลมแรงในหลายพื้นที่ มีพืชพรรณไม้หลายชนิดที่จะทำไบโอดีเซลและก๊าซโซฮอล มีมู,สัตว์ ซากพืช ซากขยะให้ทำพลังงานชีวภาพ การเปลี่ยนผลผลิตจากพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดไปเป็นพลังงาน เป็นต้น
ดังนั้น ประชาชนที่คัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์นั้น แสดงให้เห็นถึงภาพของตัวแทนของขบวนการสิทธิชุมชนต่อต้านโลกานิวาศอย่างชัดเจน และเป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง