กรณีท่อก๊าซไทยมาเลย์ : จงอย่าทรยศสิทธิประชาชน

 

                                                                                                            โดย : รศ.ดร. สมบูรณ์   เจริญจิระตระกูล

                                                                                        ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร

คณะทรัพยากรธรรมชาติ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  หาดใหญ่

 

 

            จากการล้มลงของประชาพิจารณ์ ท่อก๊าซ-โรงแยกก๊าซ  ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2543 ดังที่พี่น้องชาวไทยคงได้ทราบข่าวกันบ้างแล้วจากสื่อต่าง ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ และบังเอิญผมได้อ่านคอลัมน์รอบรั้วทั่วไทยของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ชื่อเรื่องของคอลัมน์คือ “อย่าทรยศสิทธิชาวบ้าน”

            โดยที่คนเขียนคอลัมน์นั้น แสดงความรู้สึกไม่พอใจกลุ่มพี่น้องประชาชนฝ่ายคัดค้านที่ทำให้ประชาพิจารณ์ต้องล้มลงโดยปริยาย พร้อมทั้งกล่าวหาแกนนำผู้ชุมชนต่าง ๆ นานา และบอกความจริงบางส่วนว่า “ประชาชนราว 1500 คน ที่เข้าฟังประชาพิจารณ์ในวันนั้น  เขาละทิ้งเรือประมงและสวนยางพารา โดยยอมขาดรายได้ใน 1 วัน เพื่อจะไปฟังโครงการท่อก๊าซ-โรงแยกก๊าซ จะก่อผลดี ผลเสียอย่างไร แต่แล้วทุกคนต้องผิดหวัง เพราะถูกก่อกวนจนไม่สามารถทำประชาพิจารณ์ต่อไปได้”

            ในฐานะที่เป็นนักวิชาการในพื้นที่ และติดตามโครงการนี้มาตลอด ก็อยากเสนอทัศนะที่แตกต่างให้สังคมในวงกว้างได้มีโอกาสพิจารณาดูบ้าง

 

ความไม่สมบูรณ์ของประชาพิจารณ์

            ตามกระบวนการทำประชาพิจารณ์นั้น คณะกรรมการประชาพิจารณ์จะจัดให้คณะผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) นำเสนอผลการศึกษา จากนั้นจะให้ผู้เข้าร่วมซักถาม/ซักค้านประเด็นต่าง ๆ ที่สงสัย แต่ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมประชาพิจารณาในวันนั้น ต่างไม่มีใครได้มีโอกาสอ่านรายงานอีไอเอที่จะทำประชาพิจารณ์แต่อย่างใด นอกจากนั้น เป็นที่รู้กันว่าภาษาที่ใช้ในรายงานอีไอเอ จะเป็นภาษาวิชาการ ภาษาของชนชั้นกลาง แต่ละโครงการมีรายงานนับ 10 เล่ม ดังนั้นผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนโดยทั่วไป เกษตรกรในพื้นที่ จึงไม่รู้เหมือนกันว่าจะซักค้านกับอะไรในตัวอีไอเอ

            ประเด็นต่อมาอีไอเอที่กลุ่มผู้ศึกษานำโดย นายฉัตรไชย   รัตนไชย นั้นเป็นอีไอเอแบบแยกส่วนกล่าวคือ เป็นอีไอเอโรงแยกก๊าซเรื่องหนึ่ง และอีไอเอท่อส่งก๊าซเรื่องหนึ่ง โดยไม่มีการพูดถึงชุดโครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่องแต่อย่างใด อีไอเอดังกล่าว จึงเป็นอีไอเอที่ขาดความสมบูรณ์ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นจากโครงการโรงแยกก๊าซ-ท่อส่งก๊าซ ดังกล่าว จะเน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นสำคัญ จึงไม่ต่างกับการยกเอามาบตาพุดในภาคตะวันออกมาใช้ในภาคใต้นั่นเอง

            ดังนั้นคำถามต่าง ๆ ที่ได้จากประชาชนในพื้นที่ เรื่องความคิดเห็นต่อกรณีโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซ จึงไม่เป็นการเพียงพอที่จะสรุปว่าควรหรือไม่ควรก่อสร้าง เพราะหากประชาชนรู้ว่าอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากก๊าซธรรมชาติ ก็คือ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประชาชนอาจจะปฏิเสธโครงการโดยสิ้นเชิงก็ได้

 

อำนาจเงินกับจิตวิญญาณของความเป็นคน

            เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ปตท. และบริษัทร่วมทุน TTM ได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นใช้เล่ห์กล ไม่พูดความจริงกับประชาชนในพื้นที่ ต่อกรณีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไม่เคยให้ความชัดเจนจะเอาหรือไม่เอาอย่างไร พูดแต่ละเวทีในเรื่องเดียวกันไม่เคยมีเนื้อหาเหมือนกัน

            การใช้อำนาจทุน อำนาจเงิน จ้างคนในพื้นที่คอยสอดส่องการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ให้ทุนการศึกษา จ้างทหารจากกองทัพรับงานประชาสัมพันธ์ จ้างใครก็ไม่รู้เขียนผ้าโปสเตอร์ขนาดใหญ่นับ 100 ชิ้น ติดตามวัด ที่ว่างเปล่า บริเวณ 2 ฝั่งของถนนเพชรเกษม และบริเวณรั้วรอบเทศบาล เนื้อหาในผ้าโปสเตอร์เป็นการสนับสนุนโครงการอย่างเลื่อนลอย  กับอีกประเภทหนึ่งเป็นการใช้คำพูดด่า เสียดสี ใช้คำหยาบช้า ก้าวร้าวต่อผู้มีอาชีพเป็นหมอ เป็นอาจารย์ และนักพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลใน 3 อาชีพดังกล่าว ได้รวมตัวกันมาเกือบ 2 ปี ภายใต้ชื่อ “กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” และเป็นองค์กรเดียวในพื้นที่ที่ทำงานวิชาการเพื่อตรวจสอบโครงการโรงแยกก๊าซ และท่อก๊าซไทยมาเลย์อย่างจริงจัง และทำมาโดยตลอด

            ยิ่งกว่านั้นบางพื้นที่ ที่ ปตท. ได้ใช้อำนาจเงิน จนสร้างความแตกแยกให้กับคน ชุมชน ทำลายความสามัคคี ความรักใคร่ ความมีน้ำใจที่เคยมีต่อกัน ชาวบ้านเข้าร่วมประชาพิจารณ์เชิงสนับสนุนก็ถูกจ้างมาคนละ 200 บาท ผมเองได้มีโอกาสทักทายสอบถามกลุ่มผู้สนับสนุนที่ถือธงสีฟ้าในวันประชาพิจารณ์ดังกล่าว รวมประมาณ 10 คน ทั้งคนหนุ่มสาวและคนชรา แต่ละคนต่างไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเขาให้มาทำอะไร

            นอกจากนั้น ก่อนวันประชาพิจารณ์ สมาชิกกลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนก็ถูกข่มขู่คุกคาม ผมไม่สนใจว่าใครเป็นผู้บงการ แต่ผมอยากถามผู้บงการว่าคุณทำเพื่ออะไร คุณมีจิตวิญญาณของความเป็นคนอยู่หรือไม่ ในใจคุณมีความสิวิไลบ้างหรือเปล่า คุณยอมให้ใครมองต่างจากคุณไม่ได้เลยใช่มั๊ย ผมคิดว่าวิธีการที่คุณทำอยู่ ทำให้ประเทศไทยล้าหลังไปอีก 30 ปี

 

ตรรกของฝ่ายประชาชนผู้คัดค้านโครงการ

            เมื่อยามประชาชนทุกข์ยาก เมื่อยามประชาชนสับสน และเมื่อยามประชาชนถูกอำนาจรัฐกระทำไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลากะตักปั่นไฟล้างผลาญในปีที่ผ่านมา หรือกรณีโครงการโรงแยกก๊าซ-ท่อส่งก๊าซไทยมาเลย์ และจะตามมาด้วยอุตสาหกรรมต่อเนื่องประเภทปิโตรเคมี จะสังเกตได้ชัดว่าไม่มีองค์กรไหนที่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ฝ่ายประชาชน ไม่มีทั้งนักการเมือง สส. สว. สจ. สท. หรือ อบต. ที่จะยืนเคียงข้างประชาชน เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เช่นกันผมขอถามว่าสมาชิกสภาผู้แทนของจังหวัดสงขลาทั้ง 8 คน หายไปไหน ทำไมไม่กลับมาทำงานกับประชาชนผู้เลือกท่าน ท่านสมควรจะเป็นสส. อีกหรือ

            เมื่อมีนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หรือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง นักวิชาชีพต่าง ๆ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชนในเชิงวิชาการ ในเชิงตรรก ในเชิงการจับเท็จอำนาจรัฐและปตท. กลุ่มบุคคลเหล่านี้กลับถูกกล่าวหาจากสังคมจำนวนหนึ่ง จากสื่อบางคอลัมน์ ว่าเป็นพวกคอยยุยงให้ประชาชนแข็งข้อต่ออำนาจรัฐ โดยไม่เคยพิจารณาเลยว่าทำไมประชาชนต้องลุกขึ้นต่อสู้ สาเหตุมันเกิดจากอะไรและเกิดจากใคร รัฐหรือไม่ที่เป็นคนก่อปัญหาเสียเอง

            สำหรับประเด็นการร่วมเรียกร้องของนักศึกษาร่วมกับประชาชนในการคัดค้านโครงการท่อก๊าซ โรงแยกก๊าซครั้งนี้ ผมมีข้อสังเกตว่าในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา สังคมซีกหนึ่งต่างก็วิพากษ์บทบาทและสำนึกของนักศึกษาที่มีต่อสังคมในเชิงว่า ขบวนการนักศึกษาตายแล้วหรือมหาวิทยาลัยตายแล้ว สำหรับกรณีประชาพิจารณ์ท่อก๊าซฉาวโฉ่ที่ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ สังคมอีกซีกหนึ่งก็ออกมาประนามว่าเป็นเพราะการกระทำของนักศึกษาไม่เหมาะสม ก้าวร้าว รุนแรง แล้วสังคมจะให้นักศึกษาไทยคิดอย่างไร หรือจะให้อยู่ตรงกลาง โดยไม่ต้องสนใจปัญหารอบตัวเลยใช่หรือไม่

            ประเด็นที่คอลัมน์ “รอบรั้วทั่วไทย” กล่าวหาแกนนำการเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ นานา ด้วยการมองเพียงด้านเดียวนั้น ผมไม่สนใจ แต่ผมอยากให้ทัศนะแตกต่างว่า การรวมคนมากถึง 3,000 คน จากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลาที่โครงการท่อก๊าซผ่านในวันประชาพิจารณ์นั้น ไม่ได้มาเพราะถูกยุยงจากกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวตามข้อกล่าวหา แต่มาเพราะต่างสะสมประสบการณ์มา แล้วเป็นเวลาแรมปี ทุกคนรู้ว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสมอย่างไร ข้อเสีย ข้อดี อย่างไร ทุกคนที่มาต่างตัดสินใจแล้วว่า จะไม่เอาโครงการ และทุกคนต่างมาด้วยหัวใจเต็มร้อย เพื่อมาบอกให้สังคมรู้ว่าเขามีสิทธิกำหนดวิถีชีวิตของพวกเขาเอง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีสื่อโทรทัศน์ช่องใดเลยให้ความสำคัญกับเนื้อหา-เหตุผลจากเวทีของฝ่ายคัดค้าน

            ต่อประเด็นที่สังคมบางส่วนมองว่าฝ่ายคัดค้านใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจจะมีส่วนจริง และไม่มีใครต้องการเห็นภาพเช่นนั้น แต่ก็อยากให้พิจารณาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยว่าประชาชนฝ่ายคัดค้านมีประสบการณ์ และได้เห็นผลกระทบเชิงลบจากโครงการลักษณะเดียวกัน เช่น โครงการท่อส่งก๊าซไทย-พม่า ซึ่งได้สร้างปัญหาต่าง ๆ นานัปการ นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ที่คนงานต้องสังเวยชีวิตจากการสัมผัสโลหะหนักถึง 12 ศพ  ที่ทุพลภาพก็มากมาย หรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตะพุด ซึ่งสร้างกากพิษ  ควันพิษอุตสาหกรรมที่กำลังตามล่าชีวิตคนงาน  เด็กนักเรียน และประชาชน แถบนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน

            ด้วยตรรกดังกล่าว ประชาชนผู้คัดค้านจึงเลือกวิธียกคัตเอาท์ประชาพิจารณ์ เพื่อตัดไฟที่เขาเชื่อว่าจะมาเผาผลาญแผ่นดินเกิดและที่ทำกินของพวกเขา ในทัศนะของพวกเขาเหล่านั้น วิธีการดังกล่าว เป็นวิธีการที่ดีที่สุด และเขาไม่อาจพึ่งอำนาจรัฐได้อีกต่อไป

 

อุตสาหกรรมต่อเนื่อง : ความหายนะของพื้นที่

            มีหลักฐานทางราชการที่น่าเชื่อถืออย่างน้อย 2 ฉบับ คือ 1) เอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการกำกับการศึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจปีนัง - สงขลา โดยใช้ประโยชน์จากก๊าชธรรมชาติ ซึ่งประชุมกันในวันที่ 7 มกราคม 2542 และ 2) เอกสารประกอบการประชาสัมพันธ์โครงการของโครงการเดียวกัน ของสภาพัฒน์ฯ ที่เสนอไว้ที่ศาลาประชาคม อ.จะนะ จ.สงขลา ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2542

            หลักฐานทั้ง 2 ฉบับต่างเสนอให้กำหนดรายการอุตสาหกรรมต่อเนื่องในลักษณะเดียวกัน รายอุตสาหกรรมที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (ท่านใดสนใจไปหาอ่านได้) ซึ่งแน่นอนเป็นอุตสาหกรรมแนวปิโตรเคมีเป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังระบุพื้นที่ในแผนแม่บทไว้ 7 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอเมืองสงขลา หาดใหญ่ จะนะ นาหม่อม บางกล่ำ คลองหอยโข่ง และสะเดา

            การตัดสินใจเช่นนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่า น่าจะนำความหายนะมาสู่พื้นที่ ทั้งนี้เพราะ ทั้ง 7 อำเภอดังกล่าวต่างมีจุดเด่นในการเป็นเมือง เป็นที่อยู่อาศัย เป็นเมืองราชการ เป็นเมืองเกษตร เป็นเมืองบริการและการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมต่อเนื่องแนวปิโตรเคมี เป็นอุตสาหกรรมที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับจุดเด่นของอำเภอต่างๆ ดังกล่าว ผมไม่อยากจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากอุตสาหกรรมแนวดังกล่าวเกิดขึ้นจริง

 

ประชาพิจารณ์ล้มลงโดยตัวของมันเอง

            จากทัศนะใหม่ๆ และมุมมองที่แตกต่างที่ได้เสนอมาตั้งแต่ต้น ท่านผู้อ่านคงพอจะสรุปได้ว่า ประชาพิจารณ์ท่อก๊าซไทย - มาเลย์ในวันที่ 29 กรกฏาคม 2543 ที่ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างลุล่วง มันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะใคร และหากใช้จิตใจที่เป็นกลางในการพิจารณา มองที่สาเหตุก่อนจะมองที่ผล ท่านอาจจะยอมรับว่า ประชาพิจารณ์ในวันนั้น มันล้มลงอย่างเบ็ดเสร็จโดยตัวของมันเอง หาได้มีใครไปทำให้ล้มแต่อย่างใด

            ในเมื่อกระบวนการก่อเกิดของโครงการ ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนตามปรัชญาแผนฯ 8 ที่รัฐได้สรุปบทเรียน  เป็นการก่อเกิดที่มองข้ามหัวประชาชน ดูถูกประชาชน จึงไม่บังควรที่จะไปกล่าวโทษประชาชนผู้คัดค้าน หรือไปกล่าวโทษนักศึกษา สุดท้ายคนทำสื่อ โดยเฉพาะคอลัมน์ "รอบรั้ว ทั่วไทย" ท่านก็เหมือนประชาชนทั่วไป ท่านก็เหมือนผม ทุกคนต่างถูกครอบงำโดยรัฐ จึงไม่สมควรทำตัวเป็นรัฐ ทรยศต่อสิทธิของประชาชนเสียเอง

 

รัฐอย่าดันทุรัง : จงฟังประชาชนบ้าง

            โครงการต่างๆ ที่รัฐจัดทำ ผ่านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐหรือกระทรวงต่างๆ ได้สร้างปัญหาและตราบาปให้กับสังคมไว้นับไม่ถ้วน และอาจจะด้วยสัจธรรมของรัฐบาล ไม่ว่าจะยุคไหน ต่างก็ "มีอายุสั้น" จึงคิดทำโครงการต่างๆ นโยบายต่างๆ แบบลวกๆ ไม่เคยคิดถึงหลักประสิทธิภาพ ไม่เคยคำนึงถึงหลักความเสมอภาค

            ทั้งนี้เพราะประวัติศาสตร์อันยาวนานว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจไทย มันถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางนักวิชาการตามกระทรวงเศรษฐกิจ หรือสภาพัฒน์ฯ  ที่คอยชงนโยบายให้พรรคการเมือง หรือตัวพรรคการเมืองเองก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของพรรคเป็นที่ตั้ง เมื่อได้เป็นรัฐบาล ต่างก็คิดว่าจะล่าทรัพยากรทุน (เงิน) เป็นฐานในการดำรงอำนาจของพรรคพวกให้ยาวนานที่สุด ประชาชนผู้ถูกนโยบาย/โครงการกระทำ ต่างไม่มีส่วนร่วมในการกำหนด จัดทำแต่อย่างใด

            ผลพวงของนโยบาย/โครงการต่างๆ จึงตกอยู่กับคนส่วนน้อยในสังคม ช่องว่างทางสังคมและความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐก็จะมีมากขึ้น

            บทเรียนจากประชาพิจารณ์ท่อก๊าซครั้งนี้ รัฐควรยุติการผูกขาดการตัดสินใจเชิงนโยบายไว้ที่ส่วนกลาง  ควรจะเคารพสิทธิประชาชนในพื้นที่บ้าง มองเขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีบ้าง ความคิดที่จะดำเนินการทำประชาพิจารณ์โครงการต่อไป ควรทบทวน ปตท.และรัฐควรมีสำนึกในการรับผิดเสียบ้าง

            ภาคใต้มีลักษณะเหมือนด้ามขวาน แคบและบอบบาง มีความโดดเด่นทางการเกษตร (เกือบร้อยละ 40 ของรายได้มาจากภาคเกษตร) มีชื่อเสียงในด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวอันงดงาม มีชายฝั่งหาดทรายทอดยาว มีหมู่เกาะต่างๆ ที่งดงามยากจะหาที่ใดเทียบ

            หากยังดันทุรังทำประชาพิจารณ์ต่อไปตามฐานคิดที่ผิดปรัชญาของพื้นที่ และหากประชาพิจารณ์เกิดผ่าน ก๊าซมา-มาบตาพุดเกิด ใครจะรับผิดชอบต่อหายนะที่จะเกิดขึ้นกับด้ามขวานอันบอบบาง อันเป็นแผ่นดินที่รักและหวงแหนของชาวใต้

 

ทางออกเชิงสร้างสรรค์

            ในเมื่อคนทำโครงการ ปตท.และรัฐ กับประชาชนยืนอยู่บนคนละจุดยืน มีฐานคิดต่างกัน ปตท.และรัฐ มองว่าโครงการดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสการมีงานทำจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยไม่เคยสนใจเลยว่า จะเอาอุตสาหกรรมอะไรมาให้เขาทำ และหากยกมาบตาพุดมาเป็นอุตสาหกรรมตัวแบบให้พวกเขาได้มีงานทำ ผมเชื่อเหลือเกินว่า คงจะไม่มีคำขอบคุณเร็ดรอดจากไรฟันของพวกเขาให้คุณได้ยิน  เพราะนั่นหมายถึงสัญลักษณ์ของความโหดร้ายที่คุณหยิบยื่นให้เขา

            ทางออกเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ทรยศต่อสิทธิของประชาชนคือ ต้องปรับฐานคิดในการพัฒนาเสียใหม่ รื้อกระบวนการกำหนดนโยบาย/โครงการเสียใหม่ โดยเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างชนิดที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีในความเป็นคนของเขา ควรประชาพิจารณ์แผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ส่วนต่างๆ เช่น แผนแม่บทของการพัฒนาภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน บริเวณพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เสียก่อนแล้วค่อยมาพูดว่าควรนำก๊าซมาใช้ในวันนี้หรือเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ในวันหน้า  หรือเอาขายให้มาเลเซียหรือใช้เอง หากใช้เองจะใช้กับอุตสาหกรรมแบบใด

            และข้อสำคัญคือไม่ว่ารัฐหรือเจ้าของโครงการ จะจ้างใครทำการศึกษาอีไอเอประกอบการทำประชาพิจารณ์ รัฐควรจัดงบประมาณจ้างทรัพยากรบุคคลในพื้นที่เพื่อศึกษาอีไอเอหรือตรวจสอบอีไอเออีกฉบับหนึ่งด้วย ทั้งนี้เพื่อลบคำครหา การศึกษาเชิงบวกอยู่ร่ำไป

 

                                                                                -----------------------------------

           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

File : D:\somboon\กรณีท่อก๊าซไทยมาเลย์.doc

Hosted by www.Geocities.ws

1