กรณีท่อก๊าซไทยมาเลย์ : จงอย่าทรยศสิทธิประชาชน
คณะทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่
จากการล้มลงของประชาพิจารณ์ ท่อก๊าซ-โรงแยกก๊าซ ในวันที่ 29 กรกฎาคม
2543
ดังที่พี่น้องชาวไทยคงได้ทราบข่าวกันบ้างแล้วจากสื่อต่าง ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ
และโทรทัศน์
และบังเอิญผมได้อ่านคอลัมน์รอบรั้วทั่วไทยของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง
ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2543
ชื่อเรื่องของคอลัมน์คือ อย่าทรยศสิทธิชาวบ้าน
โดยที่คนเขียนคอลัมน์นั้น
แสดงความรู้สึกไม่พอใจกลุ่มพี่น้องประชาชนฝ่ายคัดค้านที่ทำให้ประชาพิจารณ์ต้องล้มลงโดยปริยาย
พร้อมทั้งกล่าวหาแกนนำผู้ชุมชนต่าง ๆ นานา และบอกความจริงบางส่วนว่า ประชาชนราว
1500 คน ที่เข้าฟังประชาพิจารณ์ในวันนั้น
เขาละทิ้งเรือประมงและสวนยางพารา โดยยอมขาดรายได้ใน 1 วัน
เพื่อจะไปฟังโครงการท่อก๊าซ-โรงแยกก๊าซ
จะก่อผลดี ผลเสียอย่างไร แต่แล้วทุกคนต้องผิดหวัง
เพราะถูกก่อกวนจนไม่สามารถทำประชาพิจารณ์ต่อไปได้
ในฐานะที่เป็นนักวิชาการในพื้นที่ และติดตามโครงการนี้มาตลอด
ก็อยากเสนอทัศนะที่แตกต่างให้สังคมในวงกว้างได้มีโอกาสพิจารณาดูบ้าง
ตามกระบวนการทำประชาพิจารณ์นั้น
คณะกรรมการประชาพิจารณ์จะจัดให้คณะผู้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
นำเสนอผลการศึกษา จากนั้นจะให้ผู้เข้าร่วมซักถาม/ซักค้านประเด็นต่าง ๆ ที่สงสัย
แต่ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมประชาพิจารณาในวันนั้น
ต่างไม่มีใครได้มีโอกาสอ่านรายงานอีไอเอที่จะทำประชาพิจารณ์แต่อย่างใด นอกจากนั้น
เป็นที่รู้กันว่าภาษาที่ใช้ในรายงานอีไอเอ จะเป็นภาษาวิชาการ ภาษาของชนชั้นกลาง
แต่ละโครงการมีรายงานนับ 10
เล่ม ดังนั้นผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนโดยทั่วไป เกษตรกรในพื้นที่
จึงไม่รู้เหมือนกันว่าจะซักค้านกับอะไรในตัวอีไอเอ
ประเด็นต่อมาอีไอเอที่กลุ่มผู้ศึกษานำโดย นายฉัตรไชย รัตนไชย นั้นเป็นอีไอเอแบบแยกส่วนกล่าวคือ เป็นอีไอเอโรงแยกก๊าซเรื่องหนึ่ง และอีไอเอท่อส่งก๊าซเรื่องหนึ่ง โดยไม่มีการพูดถึงชุดโครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่องแต่อย่างใด อีไอเอดังกล่าว จึงเป็นอีไอเอที่ขาดความสมบูรณ์ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นจากโครงการโรงแยกก๊าซ-ท่อส่งก๊าซ ดังกล่าว จะเน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นสำคัญ จึงไม่ต่างกับการยกเอามาบตาพุดในภาคตะวันออกมาใช้ในภาคใต้นั่นเอง
ดังนั้นคำถามต่าง ๆ ที่ได้จากประชาชนในพื้นที่
เรื่องความคิดเห็นต่อกรณีโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซ
จึงไม่เป็นการเพียงพอที่จะสรุปว่าควรหรือไม่ควรก่อสร้าง
เพราะหากประชาชนรู้ว่าอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากก๊าซธรรมชาติ ก็คือ
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประชาชนอาจจะปฏิเสธโครงการโดยสิ้นเชิงก็ได้
เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา
ปตท. และบริษัทร่วมทุน TTM ได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นใช้เล่ห์กล
ไม่พูดความจริงกับประชาชนในพื้นที่ ต่อกรณีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ไม่เคยให้ความชัดเจนจะเอาหรือไม่เอาอย่างไร
พูดแต่ละเวทีในเรื่องเดียวกันไม่เคยมีเนื้อหาเหมือนกัน
การใช้อำนาจทุน อำนาจเงิน
จ้างคนในพื้นที่คอยสอดส่องการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ให้ทุนการศึกษา
จ้างทหารจากกองทัพรับงานประชาสัมพันธ์ จ้างใครก็ไม่รู้เขียนผ้าโปสเตอร์ขนาดใหญ่นับ
100 ชิ้น ติดตามวัด ที่ว่างเปล่า บริเวณ 2 ฝั่งของถนนเพชรเกษม และบริเวณรั้วรอบเทศบาล
เนื้อหาในผ้าโปสเตอร์เป็นการสนับสนุนโครงการอย่างเลื่อนลอย กับอีกประเภทหนึ่งเป็นการใช้คำพูดด่า
เสียดสี ใช้คำหยาบช้า ก้าวร้าวต่อผู้มีอาชีพเป็นหมอ เป็นอาจารย์
และนักพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลใน 3 อาชีพดังกล่าว
ได้รวมตัวกันมาเกือบ 2
ปี ภายใต้ชื่อ กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
และเป็นองค์กรเดียวในพื้นที่ที่ทำงานวิชาการเพื่อตรวจสอบโครงการโรงแยกก๊าซ
และท่อก๊าซไทยมาเลย์อย่างจริงจัง และทำมาโดยตลอด
ยิ่งกว่านั้นบางพื้นที่ ที่ ปตท. ได้ใช้อำนาจเงิน
จนสร้างความแตกแยกให้กับคน ชุมชน ทำลายความสามัคคี ความรักใคร่
ความมีน้ำใจที่เคยมีต่อกัน ชาวบ้านเข้าร่วมประชาพิจารณ์เชิงสนับสนุนก็ถูกจ้างมาคนละ
200
บาท
ผมเองได้มีโอกาสทักทายสอบถามกลุ่มผู้สนับสนุนที่ถือธงสีฟ้าในวันประชาพิจารณ์ดังกล่าว
รวมประมาณ 10 คน ทั้งคนหนุ่มสาวและคนชรา
แต่ละคนต่างไม่รู้แน่ชัดเลยว่าเขาให้มาทำอะไร
นอกจากนั้น ก่อนวันประชาพิจารณ์
สมาชิกกลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนก็ถูกข่มขู่คุกคาม
ผมไม่สนใจว่าใครเป็นผู้บงการ แต่ผมอยากถามผู้บงการว่าคุณทำเพื่ออะไร
คุณมีจิตวิญญาณของความเป็นคนอยู่หรือไม่ ในใจคุณมีความสิวิไลบ้างหรือเปล่า
คุณยอมให้ใครมองต่างจากคุณไม่ได้เลยใช่มั๊ย ผมคิดว่าวิธีการที่คุณทำอยู่
ทำให้ประเทศไทยล้าหลังไปอีก 30 ปี
เมื่อยามประชาชนทุกข์ยาก เมื่อยามประชาชนสับสน
และเมื่อยามประชาชนถูกอำนาจรัฐกระทำไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลากะตักปั่นไฟล้างผลาญในปีที่ผ่านมา
หรือกรณีโครงการโรงแยกก๊าซ-ท่อส่งก๊าซไทยมาเลย์ และจะตามมาด้วยอุตสาหกรรมต่อเนื่องประเภทปิโตรเคมี
จะสังเกตได้ชัดว่าไม่มีองค์กรไหนที่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ฝ่ายประชาชน
ไม่มีทั้งนักการเมือง สส.
สว.
สจ.
สท.
หรือ อบต. ที่จะยืนเคียงข้างประชาชน
เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เช่นกันผมขอถามว่าสมาชิกสภาผู้แทนของจังหวัดสงขลาทั้ง
8 คน
หายไปไหน ทำไมไม่กลับมาทำงานกับประชาชนผู้เลือกท่าน ท่านสมควรจะเป็นสส. อีกหรือ
เมื่อมีนักศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ)
หรือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง นักวิชาชีพต่าง ๆ
ยื่นมือเข้าช่วยเหลือประชาชนในเชิงวิชาการ ในเชิงตรรก
ในเชิงการจับเท็จอำนาจรัฐและปตท. กลุ่มบุคคลเหล่านี้กลับถูกกล่าวหาจากสังคมจำนวนหนึ่ง จากสื่อบางคอลัมน์
ว่าเป็นพวกคอยยุยงให้ประชาชนแข็งข้อต่ออำนาจรัฐ
โดยไม่เคยพิจารณาเลยว่าทำไมประชาชนต้องลุกขึ้นต่อสู้
สาเหตุมันเกิดจากอะไรและเกิดจากใคร รัฐหรือไม่ที่เป็นคนก่อปัญหาเสียเอง
สำหรับประเด็นการร่วมเรียกร้องของนักศึกษาร่วมกับประชาชนในการคัดค้านโครงการท่อก๊าซ
โรงแยกก๊าซครั้งนี้ ผมมีข้อสังเกตว่าในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา
สังคมซีกหนึ่งต่างก็วิพากษ์บทบาทและสำนึกของนักศึกษาที่มีต่อสังคมในเชิงว่า
ขบวนการนักศึกษาตายแล้วหรือมหาวิทยาลัยตายแล้ว
สำหรับกรณีประชาพิจารณ์ท่อก๊าซฉาวโฉ่ที่ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
สังคมอีกซีกหนึ่งก็ออกมาประนามว่าเป็นเพราะการกระทำของนักศึกษาไม่เหมาะสม ก้าวร้าว
รุนแรง แล้วสังคมจะให้นักศึกษาไทยคิดอย่างไร หรือจะให้อยู่ตรงกลาง
โดยไม่ต้องสนใจปัญหารอบตัวเลยใช่หรือไม่
ประเด็นที่คอลัมน์ รอบรั้วทั่วไทย
กล่าวหาแกนนำการเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ นานา
ด้วยการมองเพียงด้านเดียวนั้น ผมไม่สนใจ แต่ผมอยากให้ทัศนะแตกต่างว่า
การรวมคนมากถึง 3,000
คน จากอำเภอต่าง ๆ
ในจังหวัดสงขลาที่โครงการท่อก๊าซผ่านในวันประชาพิจารณ์นั้น
ไม่ได้มาเพราะถูกยุยงจากกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวตามข้อกล่าวหา
แต่มาเพราะต่างสะสมประสบการณ์มา แล้วเป็นเวลาแรมปี
ทุกคนรู้ว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสมอย่างไร ข้อเสีย ข้อดี อย่างไร
ทุกคนที่มาต่างตัดสินใจแล้วว่า จะไม่เอาโครงการ และทุกคนต่างมาด้วยหัวใจเต็มร้อย
เพื่อมาบอกให้สังคมรู้ว่าเขามีสิทธิกำหนดวิถีชีวิตของพวกเขาเอง
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีสื่อโทรทัศน์ช่องใดเลยให้ความสำคัญกับเนื้อหา-เหตุผลจากเวทีของฝ่ายคัดค้าน
ต่อประเด็นที่สังคมบางส่วนมองว่าฝ่ายคัดค้านใช้ความรุนแรง
ซึ่งอาจจะมีส่วนจริง และไม่มีใครต้องการเห็นภาพเช่นนั้น
แต่ก็อยากให้พิจารณาเหตุผลเพิ่มเติมด้วยว่าประชาชนฝ่ายคัดค้านมีประสบการณ์
และได้เห็นผลกระทบเชิงลบจากโครงการลักษณะเดียวกัน เช่น
โครงการท่อส่งก๊าซไทย-พม่า
ซึ่งได้สร้างปัญหาต่าง ๆ นานัปการ นิคมอุตสาหกรรมลำพูน
ที่คนงานต้องสังเวยชีวิตจากการสัมผัสโลหะหนักถึง 12 ศพ ที่ทุพลภาพก็มากมาย
หรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตะพุด ซึ่งสร้างกากพิษ ควันพิษอุตสาหกรรมที่กำลังตามล่าชีวิตคนงาน
เด็กนักเรียน และประชาชน
แถบนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน
ด้วยตรรกดังกล่าว
ประชาชนผู้คัดค้านจึงเลือกวิธียกคัตเอาท์ประชาพิจารณ์
เพื่อตัดไฟที่เขาเชื่อว่าจะมาเผาผลาญแผ่นดินเกิดและที่ทำกินของพวกเขา
ในทัศนะของพวกเขาเหล่านั้น วิธีการดังกล่าว เป็นวิธีการที่ดีที่สุด
และเขาไม่อาจพึ่งอำนาจรัฐได้อีกต่อไป
อุตสาหกรรมต่อเนื่อง : ความหายนะของพื้นที่
มีหลักฐานทางราชการที่น่าเชื่อถืออย่างน้อย 2 ฉบับ คือ
1) เอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการกำกับการศึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ
การพัฒนาเขตเศรษฐกิจปีนัง -
สงขลา โดยใช้ประโยชน์จากก๊าชธรรมชาติ ซึ่งประชุมกันในวันที่
7
มกราคม 2542 และ 2)
เอกสารประกอบการประชาสัมพันธ์โครงการของโครงการเดียวกัน
ของสภาพัฒน์ฯ ที่เสนอไว้ที่ศาลาประชาคม อ.จะนะ
จ.สงขลา ในวันที่ 12 พฤษภาคม
2542
หลักฐานทั้ง 2
ฉบับต่างเสนอให้กำหนดรายการอุตสาหกรรมต่อเนื่องในลักษณะเดียวกัน
รายอุตสาหกรรมที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด (ท่านใดสนใจไปหาอ่านได้) ซึ่งแน่นอนเป็นอุตสาหกรรมแนวปิโตรเคมีเป็นสำคัญ
นอกจากนั้นยังระบุพื้นที่ในแผนแม่บทไว้ 7
อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอเมืองสงขลา หาดใหญ่ จะนะ นาหม่อม บางกล่ำ
คลองหอยโข่ง และสะเดา
การตัดสินใจเช่นนี้ผมเชื่อเหลือเกินว่า
น่าจะนำความหายนะมาสู่พื้นที่ ทั้งนี้เพราะ ทั้ง 7 อำเภอดังกล่าวต่างมีจุดเด่นในการเป็นเมือง เป็นที่อยู่อาศัย
เป็นเมืองราชการ เป็นเมืองเกษตร เป็นเมืองบริการและการท่องเที่ยว
อุตสาหกรรมต่อเนื่องแนวปิโตรเคมี
เป็นอุตสาหกรรมที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับจุดเด่นของอำเภอต่างๆ ดังกล่าว
ผมไม่อยากจินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากอุตสาหกรรมแนวดังกล่าวเกิดขึ้นจริง
จากทัศนะใหม่ๆ และมุมมองที่แตกต่างที่ได้เสนอมาตั้งแต่ต้น
ท่านผู้อ่านคงพอจะสรุปได้ว่า ประชาพิจารณ์ท่อก๊าซไทย - มาเลย์ในวันที่
29 กรกฏาคม 2543
ที่ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างลุล่วง มันเป็นเพราะอะไร
เป็นเพราะใคร และหากใช้จิตใจที่เป็นกลางในการพิจารณา มองที่สาเหตุก่อนจะมองที่ผล
ท่านอาจจะยอมรับว่า ประชาพิจารณ์ในวันนั้น มันล้มลงอย่างเบ็ดเสร็จโดยตัวของมันเอง
หาได้มีใครไปทำให้ล้มแต่อย่างใด
ในเมื่อกระบวนการก่อเกิดของโครงการ
ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชนตามปรัชญาแผนฯ 8
ที่รัฐได้สรุปบทเรียน เป็นการก่อเกิดที่มองข้ามหัวประชาชน ดูถูกประชาชน
จึงไม่บังควรที่จะไปกล่าวโทษประชาชนผู้คัดค้าน หรือไปกล่าวโทษนักศึกษา
สุดท้ายคนทำสื่อ โดยเฉพาะคอลัมน์ "รอบรั้ว
ทั่วไทย" ท่านก็เหมือนประชาชนทั่วไป ท่านก็เหมือนผม ทุกคนต่างถูกครอบงำโดยรัฐ
จึงไม่สมควรทำตัวเป็นรัฐ ทรยศต่อสิทธิของประชาชนเสียเอง
รัฐอย่าดันทุรัง : จงฟังประชาชนบ้าง
โครงการต่างๆ ที่รัฐจัดทำ
ผ่านนโยบายเศรษฐกิจของรัฐหรือกระทรวงต่างๆ
ได้สร้างปัญหาและตราบาปให้กับสังคมไว้นับไม่ถ้วน และอาจจะด้วยสัจธรรมของรัฐบาล
ไม่ว่าจะยุคไหน ต่างก็ "มีอายุสั้น"
จึงคิดทำโครงการต่างๆ นโยบายต่างๆ แบบลวกๆ
ไม่เคยคิดถึงหลักประสิทธิภาพ ไม่เคยคำนึงถึงหลักความเสมอภาค
ทั้งนี้เพราะประวัติศาสตร์อันยาวนานว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจไทย
มันถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางนักวิชาการตามกระทรวงเศรษฐกิจ
หรือสภาพัฒน์ฯ
ที่คอยชงนโยบายให้พรรคการเมือง
หรือตัวพรรคการเมืองเองก็คำนึงถึงผลประโยชน์ของพรรคเป็นที่ตั้ง เมื่อได้เป็นรัฐบาล
ต่างก็คิดว่าจะล่าทรัพยากรทุน (เงิน) เป็นฐานในการดำรงอำนาจของพรรคพวกให้ยาวนานที่สุด
ประชาชนผู้ถูกนโยบาย/โครงการกระทำ
ต่างไม่มีส่วนร่วมในการกำหนด จัดทำแต่อย่างใด
ผลพวงของนโยบาย/โครงการต่างๆ
จึงตกอยู่กับคนส่วนน้อยในสังคม
ช่องว่างทางสังคมและความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐก็จะมีมากขึ้น
บทเรียนจากประชาพิจารณ์ท่อก๊าซครั้งนี้
รัฐควรยุติการผูกขาดการตัดสินใจเชิงนโยบายไว้ที่ส่วนกลาง ควรจะเคารพสิทธิประชาชนในพื้นที่บ้าง
มองเขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีบ้าง ความคิดที่จะดำเนินการทำประชาพิจารณ์โครงการต่อไป
ควรทบทวน
ปตท.และรัฐควรมีสำนึกในการรับผิดเสียบ้าง
ภาคใต้มีลักษณะเหมือนด้ามขวาน แคบและบอบบาง
มีความโดดเด่นทางการเกษตร (เกือบร้อยละ
40 ของรายได้มาจากภาคเกษตร) มีชื่อเสียงในด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวอันงดงาม มีชายฝั่งหาดทรายทอดยาว
มีหมู่เกาะต่างๆ ที่งดงามยากจะหาที่ใดเทียบ
หากยังดันทุรังทำประชาพิจารณ์ต่อไปตามฐานคิดที่ผิดปรัชญาของพื้นที่
และหากประชาพิจารณ์เกิดผ่าน ก๊าซมา-มาบตาพุดเกิด
ใครจะรับผิดชอบต่อหายนะที่จะเกิดขึ้นกับด้ามขวานอันบอบบาง
อันเป็นแผ่นดินที่รักและหวงแหนของชาวใต้
ในเมื่อคนทำโครงการ ปตท.และรัฐ
กับประชาชนยืนอยู่บนคนละจุดยืน มีฐานคิดต่างกัน ปตท.และรัฐ
มองว่าโครงการดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสการมีงานทำจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
โดยไม่เคยสนใจเลยว่า จะเอาอุตสาหกรรมอะไรมาให้เขาทำ
และหากยกมาบตาพุดมาเป็นอุตสาหกรรมตัวแบบให้พวกเขาได้มีงานทำ ผมเชื่อเหลือเกินว่า
คงจะไม่มีคำขอบคุณเร็ดรอดจากไรฟันของพวกเขาให้คุณได้ยิน เพราะนั่นหมายถึงสัญลักษณ์ของความโหดร้ายที่คุณหยิบยื่นให้เขา
ทางออกเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ทรยศต่อสิทธิของประชาชนคือ
ต้องปรับฐานคิดในการพัฒนาเสียใหม่ รื้อกระบวนการกำหนดนโยบาย/โครงการเสียใหม่
โดยเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
อย่างชนิดที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีในความเป็นคนของเขา
ควรประชาพิจารณ์แผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ส่วนต่างๆ เช่น
แผนแม่บทของการพัฒนาภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน บริเวณพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เสียก่อนแล้วค่อยมาพูดว่าควรนำก๊าซมาใช้ในวันนี้หรือเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ในวันหน้า
หรือเอาขายให้มาเลเซียหรือใช้เอง
หากใช้เองจะใช้กับอุตสาหกรรมแบบใด
และข้อสำคัญคือไม่ว่ารัฐหรือเจ้าของโครงการ
จะจ้างใครทำการศึกษาอีไอเอประกอบการทำประชาพิจารณ์
รัฐควรจัดงบประมาณจ้างทรัพยากรบุคคลในพื้นที่เพื่อศึกษาอีไอเอหรือตรวจสอบอีไอเออีกฉบับหนึ่งด้วย
ทั้งนี้เพื่อลบคำครหา การศึกษาเชิงบวกอยู่ร่ำไป
-----------------------------------
File
: D:\somboon\กรณีท่อก๊าซไทยมาเลย์.doc