- ปัญหาโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย
หรือโรงไฟฟ้าหินกรูดบ่อนอกล้วนเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน
หลายแง่มุมมอง
เป็นเรื่องของวิธีคิดที่มองความเจริญเป็นการสร้างงานใหม่
โดยมองข้ามงานเดิม
พัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นมาโดยละเลยการส่งเสริมอาชีพประมงที่มีมาดั้งเดิม
ทั้งๆที่การประมงนั้นมีความยั่งยืนกว่ามาก
เป็นวิธีคิดที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองหรือบรรษัทโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมในระยะยาว
เป็นวิธีคิดที่สวนกระแสโลกที่กำลังจะมาถึงที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ
สิ่งแวดล้อม
อาหารและธรรมชาติ
แต่นี่ยังเป็นกระบวนทัศน์ที่มุ่งขายทรัพยากร
ทำลายสิ่งแวดล้อมและห่างไกลสุขภาพที่ดี
- ไม่ว่าท่อก๊าซจะขึ้นที่ไหนก็ไม่สำคัญ
เพราะอย่างไรเสียแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจปีนังสงขลาก็ยังคงอยู่
แผนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่
ปตท.
ได้จับมือกับมาเลเซีย
ว่าจะเอาก๊าซขึ้นมาแล้ว
ปตท.จึงเอาเงินให้สภาพัฒน์ฯไปวิจัยทำเอกสารมา
1 เล่ม
ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบเอา
Supply site
หรือเอาก๊าซที่มีเป็นตัวตั้ง
โดยคิดว่าเมื่อมีก๊าซ
จะเอามาทำอะไรได้บ้างให้เกิดการดึงความเจริญเข้ามา
นิคมอุตสาหกรรมที่รองรับการใช้ก๊าซจึงเป็นคำตอบ
เพื่อใช้ก๊าซที่มี 425
ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันให้หมด
โดยสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนจากก๊าซเช่น
เซรามิค ปูนซิเมนต์ โลหะ
เครื่องแก้ว พลาสติก
ยิปซั่ม เหล็ก สารเคมี
และแปรรูปยางพารา
ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นในรายงานระบุว่าไม่คุ้มทุน
ไม่ใช่ทำไม่ได้
- แต่สิ่งหนึ่งที่ในรายงานของสภาพัฒน์ไม่ได้นำเสนอคือ
เมื่อทำเซรามิค
เครื่องแก้ว โลหะ ซีเมนต์
ฯลฯ
มาแล้วจะเอาวัตถุดิบมาจากไหน
ไปขายใคร
หาตลาดส่งออกที่ไหน
เป็นเพียงการวาดฝันในอากาศอุตสาหกรรมใดที่ใช้ความร้อนระบุให้หมดโดยที่ไม่ได้ดูความเป็นไปได้
มาเลเซียได้ก๊าซไปก็ทำเช่นเดียวกับไทย
แต่เราต่อให้เขาใช้ไปก่อน
5 ปี
ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่พร้อมกว่า
เมื่อถึงวันนั้นไทยจะเอาอะไรไปสู้มาเลเซีย
นอกจากขายก๊าซให้มาเลเซียใช้ต่อไป
- สัญญาที่ทำไว้กับปิโตรนาสนั้นระบุว่าเป็นสัญญา
Take or Pay
กล่าวคือภาคใต้ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมมารองรับก๊าซที่ผลิตได้
425 ล้านล.บ.ฟุต/วันให้หมด
ไม่เช่นนั้นจะฉิบหายเพราะใช้ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
คิดเป็นเงินปีละ 14,000
ล้านบาท/ปี
อนาคตทั้งภาคใต้และประเทศกำลังจะสำลักก๊าซตาย
เพราะก๊าซจากแหล่งยานาดาจากพม่ายังคงใช้ได้เพียง
33% ของที่ต้องรับมาทั้งหมด
ไม่ว่าจะรับก๊าซแค่ไหน
ไทยก็ต้องจ่ายเดือนละ 680
ล้านบาทตามสัญญา Take or Pay
กับพม่า
ที่ผ่านมาเราจ่ายไปแล้วเดือนละ
481 ล้านบาทนาน 40
เดือนโดยที่ไม่ได้เอาก๊าซจากแหล่งนี้ยานาดามาใช้เลย
เรากำลังจะสำลักก๊าซตาย
- ปริมาณก๊าซที่ผลิตได้จากแหล่งเจดีเอที่มีมหาศาลนั้น
ขณะนี้ประเทศไทยใช้ก๊าซ
2,300 ล้านลบ.ฟุต/วัน แต่ที่ JDA
จะมีกำลังการผลิตเพิ่มอีกถึง
1/5 ของที่มีอยู่
จึงเป็นการยากที่จะหาโรงงานมารองรับให้หมด
ในที่สุดโรงงานใดมาตั้งก็ยินยอมทั้งนั้น
เงื่อนไขข้อจำกัดในการดูแลสิ่งแวดล้อมย่อมเป็นประเด็นย่อยไป
เพื่อให้มีการลงทุนให้มากที่สุด
และเมื่อนั้นความฉิบหายจะมาเยือนจังหวัดสงขลา
- JDA
เป็นพื้นที่ทับซ้อน
โดยพื้นฐานแนวคิดของรัฐคือการร่วมกันใช้ทรัพยากรดีกว่าแย่งกันแล้วไม่มีใครได้ใช้
ดังนั้นไทยและมาเลเซียจึงตกลงลงนามร่วมกัน
ประเด็นสำคัญที่ลงนามคือจะไม่ให้กระทบสัมปทานเดิมที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว
และมีการกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ดังนี้คือ
สมมุติว่าขุดได้ก๊าซมูลค่า
100 บาท
จะจ่ายเป็นค่าภาคหลวง 10
บาทหรือเท่ากับประเทศละ 5
บาท
ส่วนผู้สัมปทานหักค่าดำเนินการไป
50 บาท
ดังนั้นจึงเหลือมูลค่าอีก
40 บาทนั้นแบ่งเป็น 2
ส่วนเท่าๆกันคือบริษัทที่รับสัมปทานขุดเจาะรับไปเป็นผลกำไรตอบแทนครึ่งหนึ่งหรือ
20 บาท
ส่วนเจ้าของทรัพยากรรับไปอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ
นั่นแปลว่าไทยและมาเลเซียรับไปประเทศละ
10 บาท
ดังนั้นไทยจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรวมเป็น
15 บาทหรือเท่ากับ 15%เท่านั้น
( คือจากค่าภาคหลวง 5%+ค่าตอบแทนเจ้าของทรัพยากร10%)
สำหรับมาเลเซียนั้นดำเนินการขุดเจาะเองทำให้เขาได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มอีก
20% รวมเป็น 35%
ส่วนก๊าซที่ได้เราต้องซื้อกลับมาใช้ในราคาตลาดโลก
- ก๊าซเป็นของไทยและมาเลเซียร่วมกัน
แต่ในสัญญาสัมปทานนั้นก๊าซที่ขุดได้จะไปขายใครก็ได้ตามที่ไทยและมาเลเซียเห็นชอบ
และหากว่าไทยหรือมาเลเซีย
ต้องการก๊าซก็ต้องซื้อในราคาตลาดโลก
หากไม่ซื้อก็รอกินส่วนแบ่งเพียง
15 %
ก๊าซเมื่ออยู่ใต้ดินเป็นของไทย
แต่เมื่อขุดออกมากลับเป็นของบริษัทสัมปทานฝรั่งไปเสียแล้ว
นี่คือการสูบทรัพยากรอันมีค่าของเรากลับไปสร้างความเจริญในบรรษัทข้ามชาติและประเทศแม่
โดยทิ้งความเจริญที่ชาวบ้านไม่ต้องการและเศษเงินค่าภาคหลวงให้รัฐบาล
- ในขณะนี้บริษัทสัมปทานได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า
487 ล้านเหรียญ
ทางเลือกที่มีอยู่จึงมีไม่กี่ประการเช่น
บอกเลิกโครงการแล้วต่างคนต่างเดินท่อในประเทศตนเอง
,
เปลี่ยนจุดที่ขึ้นเช่นที่ปัตตานีหรือตรังตานู
,
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่
ปตท.ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัเจนว่าเรามีทางที่จะไม่รับก๊าซได้หรือไม่หรือสัญญา
Take or Pay จะเริ่มเมื่อไหร่
- ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ความเจริญ
แต่คนเราควรที่จะมีสิทธิที่จะเลือกความเจริญที่เหมาะกับวิถีวัฒนธรรมของตนเองและมีความยั่งยืน
ชาติคือที่พำนักของเสรีชน
ที่จะมีสิทธิที่จะดำรงอยู่ในวิถีชีวิตที่ตนชอบ
มีสิทธิที่จะอยู่อย่างแตกต่าง
โดยที่ต้องไม่มีใครมายัดเยียดความเจริญมาให้
คนต้องมีที่อยู่แล้วจึงประกอบกันเป็นประโยชน์ของชาติ
- การตัดสินในโครงการท่อก๊าซและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หินกรูดนั้นไม่มีเจ๊า
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรก็มีแต่เจ๊ง
เจ็บตัวแน่นอน
สิ่งที่ต้องเลือกคือเลือกช่องทางที่เจ็บปวดน้อยที่สุด
คือยกเลิกโครงการเสีย
คัดลอกโดย สัมพัธ์ พรหมหอม
3 ธันวาคม 2545
@@@@@@@@@@@@
|