ทำไมวุฒิสมาชิกต้องทักท้วง
โครงการโรงแยกก๊าซและท่อก๊าซไทย-มาเลย์
สว.แก้วสรร อติโพธิ และ อาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ
ที่มา : http://www.pxp.in.th/Interesting/situa-06.htm
  • ปัญหาโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย หรือโรงไฟฟ้าหินกรูดบ่อนอกล้วนเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน หลายแง่มุมมอง เป็นเรื่องของวิธีคิดที่มองความเจริญเป็นการสร้างงานใหม่ โดยมองข้ามงานเดิม พัฒนาอุตสาหกรรมขึ้นมาโดยละเลยการส่งเสริมอาชีพประมงที่มีมาดั้งเดิม ทั้งๆที่การประมงนั้นมีความยั่งยืนกว่ามาก เป็นวิธีคิดที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองหรือบรรษัทโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมในระยะยาว เป็นวิธีคิดที่สวนกระแสโลกที่กำลังจะมาถึงที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาหารและธรรมชาติ แต่นี่ยังเป็นกระบวนทัศน์ที่มุ่งขายทรัพยากร ทำลายสิ่งแวดล้อมและห่างไกลสุขภาพที่ดี
  • ไม่ว่าท่อก๊าซจะขึ้นที่ไหนก็ไม่สำคัญ เพราะอย่างไรเสียแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจปีนังสงขลาก็ยังคงอยู่ แผนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ ปตท. ได้จับมือกับมาเลเซีย ว่าจะเอาก๊าซขึ้นมาแล้ว ปตท.จึงเอาเงินให้สภาพัฒน์ฯไปวิจัยทำเอกสารมา 1 เล่ม ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบเอา Supply site หรือเอาก๊าซที่มีเป็นตัวตั้ง โดยคิดว่าเมื่อมีก๊าซ จะเอามาทำอะไรได้บ้างให้เกิดการดึงความเจริญเข้ามา นิคมอุตสาหกรรมที่รองรับการใช้ก๊าซจึงเป็นคำตอบ เพื่อใช้ก๊าซที่มี 425 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันให้หมด โดยสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความร้อนจากก๊าซเช่น เซรามิค ปูนซิเมนต์ โลหะ เครื่องแก้ว พลาสติก ยิปซั่ม เหล็ก สารเคมี และแปรรูปยางพารา ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นในรายงานระบุว่าไม่คุ้มทุน ไม่ใช่ทำไม่ได้
  • แต่สิ่งหนึ่งที่ในรายงานของสภาพัฒน์ไม่ได้นำเสนอคือ เมื่อทำเซรามิค เครื่องแก้ว โลหะ ซีเมนต์ ฯลฯ มาแล้วจะเอาวัตถุดิบมาจากไหน ไปขายใคร หาตลาดส่งออกที่ไหน เป็นเพียงการวาดฝันในอากาศอุตสาหกรรมใดที่ใช้ความร้อนระบุให้หมดโดยที่ไม่ได้ดูความเป็นไปได้ มาเลเซียได้ก๊าซไปก็ทำเช่นเดียวกับไทย แต่เราต่อให้เขาใช้ไปก่อน 5 ปี ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่พร้อมกว่า เมื่อถึงวันนั้นไทยจะเอาอะไรไปสู้มาเลเซีย นอกจากขายก๊าซให้มาเลเซียใช้ต่อไป
  • สัญญาที่ทำไว้กับปิโตรนาสนั้นระบุว่าเป็นสัญญา Take or Pay กล่าวคือภาคใต้ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมมารองรับก๊าซที่ผลิตได้ 425 ล้านล.บ.ฟุต/วันให้หมด ไม่เช่นนั้นจะฉิบหายเพราะใช้ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย คิดเป็นเงินปีละ 14,000 ล้านบาท/ปี อนาคตทั้งภาคใต้และประเทศกำลังจะสำลักก๊าซตาย เพราะก๊าซจากแหล่งยานาดาจากพม่ายังคงใช้ได้เพียง 33% ของที่ต้องรับมาทั้งหมด ไม่ว่าจะรับก๊าซแค่ไหน ไทยก็ต้องจ่ายเดือนละ 680 ล้านบาทตามสัญญา Take or Pay กับพม่า ที่ผ่านมาเราจ่ายไปแล้วเดือนละ 481 ล้านบาทนาน 40 เดือนโดยที่ไม่ได้เอาก๊าซจากแหล่งนี้ยานาดามาใช้เลย เรากำลังจะสำลักก๊าซตาย
  • ปริมาณก๊าซที่ผลิตได้จากแหล่งเจดีเอที่มีมหาศาลนั้น ขณะนี้ประเทศไทยใช้ก๊าซ 2,300 ล้านลบ.ฟุต/วัน แต่ที่ JDA จะมีกำลังการผลิตเพิ่มอีกถึง 1/5 ของที่มีอยู่ จึงเป็นการยากที่จะหาโรงงานมารองรับให้หมด ในที่สุดโรงงานใดมาตั้งก็ยินยอมทั้งนั้น เงื่อนไขข้อจำกัดในการดูแลสิ่งแวดล้อมย่อมเป็นประเด็นย่อยไป เพื่อให้มีการลงทุนให้มากที่สุด และเมื่อนั้นความฉิบหายจะมาเยือนจังหวัดสงขลา
  • JDA เป็นพื้นที่ทับซ้อน โดยพื้นฐานแนวคิดของรัฐคือการร่วมกันใช้ทรัพยากรดีกว่าแย่งกันแล้วไม่มีใครได้ใช้ ดังนั้นไทยและมาเลเซียจึงตกลงลงนามร่วมกัน ประเด็นสำคัญที่ลงนามคือจะไม่ให้กระทบสัมปทานเดิมที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว และมีการกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ดังนี้คือ สมมุติว่าขุดได้ก๊าซมูลค่า 100 บาท จะจ่ายเป็นค่าภาคหลวง 10 บาทหรือเท่ากับประเทศละ 5 บาท ส่วนผู้สัมปทานหักค่าดำเนินการไป 50 บาท ดังนั้นจึงเหลือมูลค่าอีก 40 บาทนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆกันคือบริษัทที่รับสัมปทานขุดเจาะรับไปเป็นผลกำไรตอบแทนครึ่งหนึ่งหรือ 20 บาท ส่วนเจ้าของทรัพยากรรับไปอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือ นั่นแปลว่าไทยและมาเลเซียรับไปประเทศละ 10 บาท ดังนั้นไทยจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนรวมเป็น 15 บาทหรือเท่ากับ 15%เท่านั้น ( คือจากค่าภาคหลวง 5%+ค่าตอบแทนเจ้าของทรัพยากร10%) สำหรับมาเลเซียนั้นดำเนินการขุดเจาะเองทำให้เขาได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มอีก 20% รวมเป็น 35% ส่วนก๊าซที่ได้เราต้องซื้อกลับมาใช้ในราคาตลาดโลก
  • ก๊าซเป็นของไทยและมาเลเซียร่วมกัน แต่ในสัญญาสัมปทานนั้นก๊าซที่ขุดได้จะไปขายใครก็ได้ตามที่ไทยและมาเลเซียเห็นชอบ และหากว่าไทยหรือมาเลเซีย ต้องการก๊าซก็ต้องซื้อในราคาตลาดโลก หากไม่ซื้อก็รอกินส่วนแบ่งเพียง 15 % ก๊าซเมื่ออยู่ใต้ดินเป็นของไทย แต่เมื่อขุดออกมากลับเป็นของบริษัทสัมปทานฝรั่งไปเสียแล้ว นี่คือการสูบทรัพยากรอันมีค่าของเรากลับไปสร้างความเจริญในบรรษัทข้ามชาติและประเทศแม่ โดยทิ้งความเจริญที่ชาวบ้านไม่ต้องการและเศษเงินค่าภาคหลวงให้รัฐบาล
  • ในขณะนี้บริษัทสัมปทานได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 487 ล้านเหรียญ ทางเลือกที่มีอยู่จึงมีไม่กี่ประการเช่น บอกเลิกโครงการแล้วต่างคนต่างเดินท่อในประเทศตนเอง , เปลี่ยนจุดที่ขึ้นเช่นที่ปัตตานีหรือตรังตานู , นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ ปตท.ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัเจนว่าเรามีทางที่จะไม่รับก๊าซได้หรือไม่หรือสัญญา Take or Pay จะเริ่มเมื่อไหร่
  • ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ความเจริญ แต่คนเราควรที่จะมีสิทธิที่จะเลือกความเจริญที่เหมาะกับวิถีวัฒนธรรมของตนเองและมีความยั่งยืน ชาติคือที่พำนักของเสรีชน ที่จะมีสิทธิที่จะดำรงอยู่ในวิถีชีวิตที่ตนชอบ มีสิทธิที่จะอยู่อย่างแตกต่าง โดยที่ต้องไม่มีใครมายัดเยียดความเจริญมาให้ คนต้องมีที่อยู่แล้วจึงประกอบกันเป็นประโยชน์ของชาติ
  • การตัดสินในโครงการท่อก๊าซและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หินกรูดนั้นไม่มีเจ๊า ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไรก็มีแต่เจ๊ง เจ็บตัวแน่นอน สิ่งที่ต้องเลือกคือเลือกช่องทางที่เจ็บปวดน้อยที่สุด คือยกเลิกโครงการเสีย


คัดลอกโดย สัมพัธ์ พรหมหอม
  3  ธันวาคม 2545

@@@@@@@@@@@@

Hosted by www.Geocities.ws

1