ท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ถ้าไม่ตื่น....ก็เลือดตก

มติชนรายวัน 11 กันยายน 2545
ท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ถ้าไม่ตื่น....ก็เลือดตก
โดย ขวัญสรวง อติโพธิ
สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม

โครงการท่อส่งก๊าซและสถานีแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นโครงการพัฒนาประเทศของรัฐตัวสำคัญอีกโครงการหนึ่งที่กำลังก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในแผ่นดินและสังคมของเราอย่างรุนแรงและยืดเยื้อยาวนาน

การตัดสินใจของรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ที่ผ่านมาให้เดินหน้าดำเนินโครงการต่อไปทำให้ปิดทางเลือกและความเป็นไปได้อื่นๆ ไปสิ้น การเผชิญหน้าและความรุนแรงดูจะเป็นเรื่องหนีไม่พ้น

ล่าสุดมานี้ชาวบ้านตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ชุมนุมรวมพลังทิ้งธงเขียว ใช้ธงแดงอันหมายถึงการไม่ประนีประนอมอีกต่อไป มีชาวบ้านที่ร่วมชะตาคล้ายๆ กันจากภูมิภาคอื่นๆ มาร่วมให้กำลังใจกันคับคั่ง

ผมเองติดตามเรื่องและมีความห่วงใยในกรณีนี้มาตลอด แม้ใจจะไม่ยอมรับหนทางของการเผชิญหน้าเดินเข้าหาความรุนแรง ก็อดไม่ได้ที่จะพาตัวไปสังเกตการณ์ เหตุการณ์ที่ได้พบกลับสร้างความวิตกให้หนักขึ้นไปอีก จึงขอเขียนบทความผ่านสื่อมวลชนส่งสารมายังสาธารณชนคนไทยด้วยกันดังต่อไปนี้

คนที่นั่นเขาเอาจริง พิเคราะห์ดูแล้วผมเห็นว่าชาวบ้านในพื้นที่มีความคิดความเชื่อ มีเหตุผลและอารมณ์ความรู้สึกอยู่เป็นหลายประการ ที่จะส่งผลรวมให้เป็นความยืนหยัด สู้ไม่ถอยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้

ความไม่เชื่อ ไม่ศรัทธารัฐอันมีอยู่เป็นพื้นฐาน เรื่องนี้ผมว่าแทบไม่ต้องพูดถึงกัน เหตุการณ์ความวุ่นวายในปักษ์ใต้ที่พึ่งผ่านมา ชี้ให้เห็นชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ปัญหาการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและการดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐที่ผ่านมา ล้วนแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลว เชื่อไม่ได้ ทั้งก่อปัญหาเป็นความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน อยู่เต็มประเภท การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายทะเลภาคตะวันออกก็เห็นเน่าลงไปคาตา หรือใกล้ตัวชาวบ้านหน่อย โรงยาง สามสี่โรงกลางท้องนาแถบทางจะนะ ไปสะกอม ก่อนมลพิษทำลายไร่นาทั้งเหม็นแหลกราญอยู่ชั่วนาตาปีช่วยไปแก้ให้เขาดูก่อนจะได้หรือเปล่า อย่าพึ่งไปวาดฝันการพัฒนาที่ว่าดีและป้องกันได้ในอนาคตให้เขาฟังเลย

บาปและกรรมอันเกิดจากการทำงานที่ผิดพลาดของทางการ ที่ทำสั่งสมกันอย่างไม่แยแสและสะดุ้งสะเทือนในอดีต ในที่สุดก็มีแผลสั่งสมเป็นความเชื่อถือไม่ได้ในปัจจุบันอย่างนี้ จะโทษใคร

ความแตกต่างทางคุณค่าการพัฒนาเปลี่ยนบ้านเปลี่ยนเมืองนั้น ในเชิงวัตถุอาจทำให้ผู้คนร่วมแผ่นดินยากดีมีจนต่างกันขึ้นทุกที มีความไม่เสมอภาคห่างกันหนักก็เรียกกันว่ากลายเป็นคนจน คนชายขอบ แต่ที่จะซ้ำหนักให้ลึกซึ้งและรุนแรงขึ้นไปอีกก็คือ ส่งผลให้คนร่วมชาติบ้านเมืองกลายเป็นคนต่างชนิด เพราะมีชีวิตที่ยึดถือคุณค่าแตกต่างกัน แตกต่างกันอยู่เฉยๆ ไม่เป็นไร ถ้ากลับถืออำนาจแบกหามพาโครงการต่างคุณค่าต่างเป้าหมายชีวิตมารังแกกัน ก็จะบาดเจ็บและบาดหมางใจลึก

คนจะนะเขารักจะอยู่กับทะเล กับนกเขา กับชุมชนเขาอย่างนั้นมันขึ้นถึงเป็นวิถีชีวิต เป็นองค์รวมของความสุขที่เขายึดถือ อันตีราคาไม่ได้ ต่อรองไม่ได้ ประเด็นของการมาลบหลู่มาทำลายทางชีวิตโดยไม่ฟังกันอย่างนี้เป็นสภาพจนตรอกอีกข้อหนึ่งของโครงการ

การละเมิดสิทธิคนขั้นพื้นฐาน ผลกระทบจากโครงการท่อก๊าซ ที่ชาวบ้านเขาเหล่และตั้งหลักถามไถ่เอากับโครงการนั้น ล้วนแต่ไปในทางว่าจะกระทบคุณภาพชีวิตและสันติสุขของเขาในแง่มุมต่างๆ สาระพัด ซึ่งการได้คำตอบ 4 บรรทัดของรัฐบาลนั้นมิได้ตอบอะไรเขาเลย นี่คือการหมิ่นศักดิ์ศรีของความเป็นคน ละเมิดสิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อันใครๆ ก็ยอมไม่ได้

ในสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการตั้งถิ่นฐานอันเชื่อมโยงสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่งเช่นปัจจุบัน การอ้างเอาประโยชน์หรือความจำเป็นส่วนรวม มาเรียกร้องเป็นความเสียสละคือชีวิตที่จะเจ็บปวดเสียหายของผู้คนส่วนน้อยนั้น เป็นเรื่องอันตรายและต้องสอบสวนทวนความเป็นอย่างยิ่งคนที่จะต้องมีสิทธิถามไถ่มากที่สุดคือคนส่วนน้อยผู้ที่จะเสียหายนั่นเอง

สิทธิคน สิทธิชุมชนนั้น ถ้าสังคมต่างคนต่างอยู่หรือดูเบาปล่อยให้เกิดมีการละเมิดทำลาย ในที่สุดก็จะกลายเป็นความเสียหายสาธารณะ เพราะในที่สุด สังคมนั้น แผ่นดินนั้น ก็จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่มีใครอยู่ได้ต่อปัญหานี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีมติเป็นการเตือนรัฐบาลอย่างจริงจัง แต่ก็ได้รับแต่ความเมินเฉย

สุดท้ายคือการแตกเป็นพวกที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ในนามของประโยชน์และความถูกต้องของส่วนรวมที่แฝงฝังคุณค่าคนที่ไม่เหมือนกัน ซ้ำไม่โปร่งใสส่อความฉ้อฉลเชื่อไม่ได้ มีผลบั้นปลายเป็นความไม่เป็นธรรมเพราะละเมิดสิทธิพื้นฐานของคน ความคิดอย่างนี้ โครงการอย่างนี้ เมื่อถืออำนาจเข้าหากหักเอากับคนส่วนน้อย เกิดเป็นความรุนแรง ในที่สุดคนที่เคยอยู่ร่วมแผ่นดินกัน เคยพูดกันรู้เรื่อง ก็จะกลายเป็นคนคนละพวกที่ตีกันได้ ฆ่ากันได้สะดวกใจ

สิทธิพื้นฐานอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะยกเอาเสียงส่วนใหญ่มาหักเอาได้ง่ายๆ สิทธิอย่างนี้ละเมิดกันแล้ว จะมีผลอ้อมมาเป็นการเสียสุขภาพการอยู่ร่วมกันดีๆ มีสันติสุขของผู้คนในวันข้างหน้า

มองไกลออกไปรอบๆ โลก ประเทศหลายประเทศกลายเป็นแดนจลาจลมิคสัญญี เพราะประชาชนมีเหตุอันต้องแตกเป็นพวก ฆ่ากัน เกิดความเสียหายขึ้นรอบด้าน แม้เสียเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านก็ไม่อาจเยียวยาสร้างสันติสุขและความสมานฉันท์ให้กลับคืนมาได้ แล้วทำไมประเทศเราเองทุกวันนี้กลับเฝ้าลงทุนเพื่อทำลายสันติสุขและความสมานฉันท์ของแผ่นดินและสังคมไทย ซึ่งเคยมีอยู่เต็มเปี่ยม....บ้าหรือเปล่า

สาธารณะที่ต้องตื่นมาเป็นธุระเมื่อ 4 เดือนก่อน รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แถลงเดินหน้าโครงการเต็มที่ นั่นถือเป็นการตัดสินใจของการเมืองในระบบตัวแทน

เรื่องของโครงการ ท่อส่งก๊าซและสถานีแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซียนี้ แท้ที่จริงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานของประเทศชาติ ที่มีผลได้เสียกับประโยชน์และความเสียหายต่อส่วนรวมได้สาระพัดจึงเป็นประเด็นสาธารณะโดยตัวของมันอยู่แล้ว และเมื่อจะเป็นเหตุชักนำให้เกิดความรุนแรงในสังคมเป็นความเสียหายสาธารณะดังที่ผมกล่าวร่างมาให้เห็น ก็กลับยิ่งจะต้องเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนจะต้องหันมาร่วมกันให้ความสำคัญโดยเร่งด่วน

พูดกันให้สั้นๆ ก็คือเมื่อการเมืองในระบบตัวแทนพาเรื่องนี้สุ่มเสี่ยงเข้ารกเข้าพงก็ควรที่การเมืองภาคพลเมืองเจ้าของประเทศที่แท้จริงจะต้องหันมาเป็นธุระ

สาธารณะที่ตื่นรู้และใคร่ครวญ เมื่อมีโครงการอันอาจจะก่อให้เกิดผลบวกและลบใดๆ ขึ้นในพื้นที่ไหนๆ ในสังคมบ้านเรา ก็มักจะเกิดการแบ่งขั้วเป็นพวกไม่เห็นด้วย และพวกเห็นด้วยตะพึดไป ประชาชนคนอยู่บ้านเองจะรู้สึกว่าตัวไม่เกี่ยวมองเห็นว่างานนี้เป็นพวกค้านและพวกสนับสนุนที่เฝ้าทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น

โดยความเป็นจริงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คัดค้านหรือสนับสนุนนั้นเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมส่วนที่ขาดหายไปในบ้านเราคือประชาชนคนส่วนใหญ่ที่ถือตัวเป็นสาธารณชนพลเมือง เห็นว่าเรื่องนี้เป็นธุระของตน เข้าแลกเปลี่ยน ตื่นรู้และใคร่ครวญเรื่องสาธารณะต่างๆ กันทั่วหน้า ทำอย่างนี้จนไม่มีตัวตนที่จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว เฝ้าดูแล้วเที่ยวมองใครๆ ว่าเป็นพวกค้านหรือพวกไม่ค้าน มีก็แต่ชีวิตสาธารณะที่ค่อยๆ แลกเปลี่ยนเอาความเห็นที่แตกต่างมาเป็นปัญหา จนค่อยๆ ร่วมกันหาและกำหนดเห็นทางออก

ชั่วดีถี่ห่างที่รอให้ขบคิดอยู่แล้ว กรณีท่อก๊าซนี้นับว่าเป็นโครงการที่ก่อให้เกิดข้อมูลและความเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยขึ้นรอบด้านในสังคม ความเห็นและคำถามที่เข้าห้อมล้อมท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนกันยายนนั้นจึงมีเพียบ นับไล่ไปตั้งแต่มติและเหตุผลของวุฒิสภาที่ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการ มติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผลงานของคณะกรรมการศึกษาอีกสาระพัด ข้อมูล ความเห็นคำถามมีชัดเจนเพียงแต่ท่านนายกฯ ไม่ตอบ บอกแต่ว่าให้เดินหน้าโครงการแต่เลื่อนตำแหน่งท่อขึ้นบกออกไปอีก 5 กิโลเมตร จะได้ไม่ต้องทำ EIA ใหม่ ตอบกันสี่บรรทัดอย่างนี้เล่นเอางงกันไปหมด

โครงการท่อก๊าซจึงเป็นโครงการที่มีข้อมูลและคำถามครบครันแต่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบตอบให้กระจ่างชัด จึงควรที่สาธารณชนจะต้องมาร่วมกันทำการบ้านร่วมหาคำตอบกันเอาเอง

ขณะเขียนบทความนี้ก็ทราบว่าทางคณะกรรมการติดตามและประสานงานตามการสั่งการของนายกรัฐมนตรีหรือที่รู้จักกันในนามของคณะทำงาน 53 นายพลบ้านพิษฯ ก็ได้ออกแบบปฏิบัติการของภาครัฐที่จะออกระดมภาครัฐและเอกชนตลอดจนประชาชนทั่วๆ ไปให้ร่วมพูดคุยกันเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องโครงการท่อก๊าซนี้ นี่จึงเป็นโอกาสเหมาะที่ข้อมูล ชั่วดีถี่ห่างของโครงการในทุกแง่ทุกมุมจะเดินเข้าสู่การรับรู้และใคร่ครวญของสาธารณชนโดยรอบด้าน

งานนี้ผมภาวนาให้ทางคณะ 53 นายพล มีจิตใจที่กว้างขวาง ยึดถือการเรียนรู้ของสาธารณชนเป็นที่ตั้ง อย่าทำการสื่อสารตามตั้งและแคบคับเพียงด้านเดียว ได้โปรดให้ผู้คนเขาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเสมอหน้าตามแนวนอนและรอบด้าน เกิดเป็นสาธารณะที่ตื่นรู้และใคร่ครวญกันเองได้จริง หากผิดไปเดี๋ยวจะถูกหาว่าโฆษณาชวนเชื่อ หวังจะโดดเดี่ยวผู้คนที่มีความเห็นต่าง เกิดเป็นการปลุกระดมมวลชนมาเป็นพวกให้เผชิญหน้ากันหนักเข้าไปอีก

สาธารณชนคนปักษ์ใต้คือผู้ตัดสินคนสำคัญ ผลกระทบได้เสียของโครงการท่อก๊าซนี้มองในเชิงพื้นที่แล้วมีหลายระดับนับตั้งแต่ระยะใกล้ๆ คืออำเภอจะนะ ไกลออกมาหน่อยก็เป็นชาวสงขลาทั้งจังหวัด เลยออกไปอีกก็เป็น 5 จังหวัดภาคใต้ คือสงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล ไล่ออกมาอย่างนี้จนถึงภาคใต้ทั้งภาคและประเทศไทยในที่สุด

ประชาชนคนไทยในหลายๆ ระดับโดยเฉพาะระดับ 5 จังหวัดภาคใต้ลงไปต้องมองว่าเรื่องของโครงการท่อก๊าซนี้คือประโยชน์ได้เสียร่วมกันของตน ไกลไปกว่าเรื่องของท่อก๊าซ ก็คือการต้องรู้จักร่วมกันกำหนดอนาคตของชีวิตและสภาพการตั้งถิ่นฐานของแผ่นดินใต้เสียด้วยซ้ำไป

ก๊าซใต้ทะเลนั้นมิได้มีชีวิตจิตใจหวังดีหวังร้าย ไหลขึ้นมาให้คนปักษ์ใต้ ให้คนไทยทะเลาะกันไปเฉยๆ ว่าจะเอาหรือไม่เอา เอาเข้าจริงก๊าซเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ เป็นพลังงานที่รอว่าคนในพื้นที่เองจะตกลงกันว่าจะใช้มันจะทำอะไรให้เหมาะให้สมในการพัฒนาบ้านเมืองอันได้ร่วมกันกำหนดและสร้างสรรค์

เป้าหมายและแผนการพัฒนาแผ่นดินใต้ เพื่อชีวิตคนใต้ต่างหากที่เป็นภาระกิจสาธารณะที่คนใต้ต้องร่วมกันตกลงกันก่อน ไม่ใช่มานั่งเถียงกันว่าจะเอาหรือไม่เอาก๊าซกันอยู่อย่างนี้ ประเด็นคำถามที่ผมว่าสะท้อนปัญหานี้ชัดที่สุดก็คือคำถามที่ว่า เมื่อเริ่มสัญญาต้องเดินก๊าซให้มาเลย์ใช้ก่อน 5 ปี แล้วค่อยถึงตาประเทศไทยใช้อีก 5 ปี ก๊าซที่เราต้องกัดฟันใช้กัน 390 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ให้หมดเป็นเวลา 5 ปีนั้น พวกเราจะใช้ทำอะไร จะพัฒนาอะไรหนักหนาถึงต้องใช้พลังงานขนาดนั้น คำถามอย่างนี้ก็ยังไม่มีคำตอบเพราะแผนการพัฒนาพื้นที่ ที่ทุกฝ่ายร่วมคิดร่วมวางกันก่อนนั้นมันไม่มี

ถึงวันนั้นหากใช้ก๊าซไม่หมดก็ต้องจ่ายค่าโง่ ตามสัญญาเหมือนที่จ่ายให้พม่าไปแล้วเป็นหมื่นๆ ล้านในทุกวันนี้

อย่าให้เลือดคนใต้ต้องหลั่งไหลเพราะท่อก๊าซ...ร่วมกันทำความจริงให้ปรากฏ

เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนนักวิชาการ 4 ภูมิภาค ร่วม 30 คน มีความวิตกห่วงใยในเหตุการณ์ และในที่สุดก็มีความเห็นร่วมกันเหมือนเช่นที่ผมบรรยายผ่านมานี้ ผลการประชุมวันนั้นพวกเรามีมติร่วมกันว่าจะร่วมกันสร้างกระบวนการปลุกสาธารณชนคนปักษ์ใต้หรือกระทั่งคนทั้งประเทศ ให้ตื่นขึ้นมาร่วมคิดร่วมรู้ร่วมเห็นความจริงของโครงการนี้

หวังใจว่าสาธารณชนที่รู้ร้อนรู้หนาวเอาบ้านเอาเมืองจะตื่นขึ้นมาเรียนรู้เรื่องท่อก๊าซนี้ในเชิงสาธารณะ ผลจะเป็นอย่างไรสาธารณชนจะเอาหรือไม่เอาโครงการไม่มีใครรู้ ขอแต่เพียงไปให้พ้นการตกที่นั่งเป็นฝักฝ่ายคัดค้านหรือสนับสนุนที่เผชิญกันอยู่อย่างน่าสังเวชเช่นนี้

ที่สำคัญที่สุดก็คือไปให้พ้นจากความรุนแรงและผลต่อเนื่องอันเลวร้ายของมันที่เขม้นรอเราอยู่ข้างหน้าเห็นๆ ครับ ถ้าไม่ตื่น...ก็เลือดตก ผมและเพื่อนๆ นักวิชาการเห็นและวิตกกันเช่นนี้

 

Hosted by www.Geocities.ws

1