กราบเรียนพี่น้องร่วมชาติที่เคารพ
เราขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจ
และติดตามโครงการท่อก๊าซไทย-มาเล
ที่เป็นปัญหา
มานาน ในที่สุดรัฐบาลชุดนี้ก็ได้ตัดสินใจให้เดินหน้าโครงการต่อไป
โดยบอกเหตุผลเพียงสั้นๆ
ว่าได้เลื่อนแนวขึ้น
ท่อก๊าซไปจากเดิม 4.8
กิโลเมตรแล้ว
เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน
คำแถลงดังกล่าวอาจทำให้พี่น้องรู้สึกว่ารัฐบาลนี้ได้รับฟังและยืดหยุ่นให้มากแล้ว
กลุ่มผู้คัดค้าน
ก็น่าจะเลิกรากันไป
แต่ถ้าพี่น้องได้กรุณาตั้งคำถามบ้าง
เราจะเห็นอะไรแปลกๆบางอย่างเป็นต้นว่า
1.
ทำไมวุฒิสภาและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ปฏิรูป
การเมือง
จึงมีมติให้รัฐบาลทบทวนโครงการนี้เพื่อทำการศึกษาใหม่ในหลายประเด็นที่เป็นข้อสงสัย
แต่
รัฐบาลนี้ก็ไม่สนใจข้อเสนอดังกล่าวเลย
ทำไม?
2.
คณะนักวิชาการที่เป็นกลางจากจุฬาฯและมหาวิทยาลัยบูรพา
ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เป็นผู้แต่งตั้งขึ้น
มาเองเพื่อทำการศึกษาเพิ่มเติม(หลังจากนักวิชาการในพื้นที่ร่วมคัดค้านในประเด็นสำคัญ)
ต่างก็ลงความ
เห็นว่าให้รัฐบาลทบทวนโครงการเพื่อศึกษาใหม่
แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่ปฎิบัติตามแม้แต่ข้อเสนอของนักวิชา
การที่ตนเลือกขึ้นมาเอง
แปลกจริงหนอ
3.
รัฐบาลเคยประกาศก่อนหน้านี้ว่า
ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรจะต้องมีคำอธิบายให้
สังคมเข้าใจได้ แต่เมื่อถึงวันตัดสินใจทำไมรัฐบาลจึงไม่มีคำอธิบาย
นอกจากคำแถลงที่มีความยาว
เพียงสี่บรรทัดครึ่ง
ซึ่งไม่อาจนำไปสู่ความเข้าใจอะไรได้
4.
ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจและต้องการหลักธรรมมาภิบาลในการบริหารประเทศตามที่ประกาศ
จริงแล้ว
ทำไมจึงไม่จัดเวลาให้กับกลุ่มคัดค้านได้ใช้สื่อสาธารณะบ้าง
ข่าวคราวของกลุ่มคัดค้านจะได้ออกอากาศบ้างก็มักจะเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนและออกแต่เพียงว่า
มีกิจกรรมอะไรแต่ไม่มีเนื้อหาที่นำไปสู่ความเข้าใจของสาธารณะ
พี่น้องทั้งหลายคงยังไม่ลืมการปิดกั้น
ข่าวสารเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
จนในที่สุดก็ได้เกิดสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ขึ้นมา
แต่ดูเหมือนว่า
เจตนารมณ์ดังกล่าวแม้จะได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้แล้ว
(มาตรา 40)
แต่ในความเป็นจริงก็มีปัญหา
การผูกขาด
สาส์นฉบับน้อยนี้จึงเป็นทางออกหนึ่งของเราที่พยายามจะสื่อกับพี่น้อง
หากท่านเห็นด้วย
กับเราก็กรุณาแจกจ่ายไปสู่พี่น้องท่านอื่นต่อไปด้วย
จักขอบพระคุณยิ่ง
5.
ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งใหญ่
ท่านนายกฯทักษิณเคยประกาศว่า
เราต้องแก้ไขข้อผิดพลาดที่
ผ่านมา
มิฉะนั้นเราจะแก้วิกฤตของชาติไม่ได้
แต่ความผิดพลาดในโครงการท่อก๊าซไทย-พม่าที่เกิดขึ้น
ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ
ส่งผลให้เราต้องเสียค่า ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย
ไปแล้ว
4
หมื่นล้านบาทและยังคงต้องเสีย
ต่อไปอีกวันละประมาณ 20
ล้านบาท
ท่านนายกฯทักษิณ
ได้บอกกับนักวิชาการกลุ่มที่ไปให้ข้อมูลกับท่านว่า
เรื่องนี้เกิดในสมัย
ส.ส.
สงขลาเป็นรัฐมนตรี
รัฐบาลนี้กำลังแก้ปัญหาอยู่
ไม่เพียงแต่ยังไม่แก้ปัญหาที่คนไทยต้องเสียเงินจ่ายล่วงหน้าจำนวนมากแล้วท่านยังเดินหน้า
ท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย
ขึ้นมาอีก
จึงทำให้เราสงสัยในคำพูดของท่านว่า
แท้ที่จริงแล้วท่านพูด
เพื่ออะไร
กันแน่
ท่านจะนำชาติไทยพ้นวิกฤตได้จริงหรือ
?
6. ท่านนายกฯบอกว่า โครงการนี้ไม่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
(แต่บางครั้งก็พูดว่าจะไม่มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่อเนื่องซึ่งเอาแน่นอนอะไรไม่ได้)
และบอกว่าเพื่อพัฒนาภาคใต้ตอนล่างให้คนมีงานทำ
พี่น้องที่เคารพ
หากไม่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจริงตามที่ท่านว่าแล้ว
ทำให้เราสงสัยต่อไปอีกว่า
* จะเอาก๊าซไปทำอะไร
*ดังนั้นแสดงว่าเอาก๊าซไปให้มาเลเซียใช้แต่เพียงฝ่ายเดียว(ซึ่งเป็นไปตามแผนการเดิมของปตท.)
*เมื่อเอาก๊าซไปให้ชาวมาเลเซียใช้ตามลำพังแล้ว
ทำไมฝ่ายไทยต้องลงทุนร่วมด้วยครึ่งหนึ่ง
*ทำไมไม่ให้มาเลเซียวางท่อไปประเทศเขาโดยตรงทางทะเล
*ทำไมต้องให้ชุมชนของเราเสี่ยงอันตรายและแตกแยกกันด้วยเล่า
*เมื่อไม่มีอุตสาหกรรมแล้วจะอ้างว่าเพื่อการสร้างงานได้อย่างไร
เพราะการว่างท่อใช้เวลาเพียง
ไม่กี่เดือนก็แล้วเสร็จ
การจ้างงานก็หมด
ด้วยเหตุผลที่รับฟังไม่ขึ้นนี้เอง
รัฐบาลจึงไม่ยอมอธิบายให้คนไทยเข้าใจตามที่เคยประกาศไว้
แต่รัฐบาลกำลังยั่วยุให้ชาวบ้านใช้ความรุนแรง
จากนั้นก็จะใช้อำนาจเข้าปราบปรามโดยไม่คำนึงถึง
กฎหมายสูงสุด
7.
รัฐบาลบอกอย่างไม่เต็มปากเต็มคำว่า
จะได้ค่าภาคหลวงปีละเท่านั้นเท่านี้ล้านบาท
แต่ในความ
เป็นจริงแล้วรัฐบาลจะได้ค่าภาคหลวง(ในส่วนของไทย)
เพียง 10 % เท่านั้น
แต่ ปตท. ซึ่งกระทรวงการคลัง
เป็นผู้ถือหุ่นใหญ่จะต้องจ่ายเงินไป
100 %
ก่อนแล้วจึงจะได้ค่าภาคหลวงกลับคืนมา
10 % นี้คือการพูดไม่
ครบถ้วน พี่น้องอาจจะคิดว่า รัฐบาลเขาไม่โง่คิดอะไรตื่นๆ
หรอก แต่บทเรียนที่เจ็บปวดของคนไทย
เราพบว่าหลายๆรัฐบาลได้ก่อ ค่าโง่
จำนวนมหาศาล
ก้อนแล้วก้อนเล่า
โดยที่หาคนผิดมาลงโทษไม่ได้เลย
แต่คนไทยรับกรรม
8.
ในหลายประเทศ
รัฐบาลลงทุนมหาศาล
เพื่อสมานความสามัคคีของคนในชาติ
แต่รัฐบาลไทย
กำลังลงทุนจำนวนมากเพื่อสร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติโดยไม่จำเป็น
หากรัฐบาลมีเหตุผลที่ถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว
มีหรือที่ชาวบ้านผู้อ่อนแอในทุกด้านจะลุกขึ้นมาคัด
ค้านกับหน่วยงานของรัฐที่ผูกขาดอำนาจในทุกทาง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการสื่อสารที่ตกอยู่ในกลุ่ม
ธุรกิจการเมืองผูกขาดดังที่เราทราบกันอยู่
9. ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ได้กล่าวเตือน
รัฐบาลชุดนี้ ว่า ถ้าไม่สนใจกับความชอบธรรม
การใช้อำนาจก็จะเป็นปัญหาของสังคม
บทบัญญัติ
เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของประชาชนในรัฐธรรมนูญในฉบับนี้
ไม่ใช่ตัวหนังสือที่ร่างขึ้นมาเพื่อความ
สวยงามเท่านั้น
แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย
20-25 ปี จนกลายเป็นรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้
ความชอบธรรมตรงนี้จึงไม่ใช่ความชอบธรรมที่เกิดจากการเสียเลือดเนื้อของประชาชน
10.
เรามีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อจัดระเบียบสังคมใหม่
ให้สิทธิแก่ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการ
ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
เพราะพวกเขาดำรงชีพด้วยการพึ่งทะเล
ป่าไม้ฯ
รัฐธรรมนูญเก่าที่ไม่ได้ให้สิทธิกับชุมชน
ได้นำพาประเทศไปสู่วิกฤตในทุกด้าน
ดังนั้นโครงการใดๆ
ที่กระทบต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ต้องศึกษาผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
ต้องรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านก่อนการอนุมัติโครงการ
แต่รัฐบาลไม่ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ
การศึกษาผลกระทบด้านสังคมก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของกรรมการผู้ชำนาญการ
แต่กลไกของ
รัฐก็ฉ้อฉลเอาดื้อๆ
โรงงานอุตสาหกรรม 7
โรงที่ทำความเสียหายให้กับสุขภาพและไร่นาของชาวบ้านในปัจจุบัน
รัฐบาล
ก็ไม่ได้จัดการแก้ไขให้เห็น
คำถามที่อยากฝากถึงพี่น้องร่วมชาติทั้งหลายว่า
ถ้าท่านโดนกระทำอย่างเดียวกันบ้าง
ท่านจะทำอย่างไรดีการกระทำของเราเป็นการปกป้องแผ่นดินเกิด
ทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ
เราเชื่อว่า
ถ้ารัฐเปิดโอกาสให้เราได้ใช้สื่อบ้าง
พี่น้องจะเข้าใจพวกเรามากขึ้น
เราเชื่ออีกว่าท่านที่มี
ีเมตรตาธรรม
ทราบดีว่าทางรอดของทั้งกบและนกกระสา(ในภาพ)
คือทางใด
เราเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพรัฐธรรมนูญ
แต่เราก็ถูกอำนาจอธรรมเล่นงาน
(คล้ายกับที่ ท่านอุทัย
พิมพ์ใจชน โดนในปี 2514 )
สุดท้าย
เราขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่พี่น้องกรุณาอ่านมาถึงตอนนี้ได้
(เครือข่ายคัดค้านท่อก๊าซฯไทย-มาเลเซีย
และ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง)