|
ทั่วโลกกำลังรื้อเขื่อนทิ้ง
ตลอด
4-5
ปีที่ผ่านมา
ขณะที่สังคมไทยมีความขัดแย้งเรื่องเขื่อนระหว่างนักการเมือง
รัฐบาล
นักสร้างเขื่อน
กับประชาชน
ได้ปรากฏ
ว่ามีกระแสข่าวที่สำคัญเกี่ยวกับเขื่อน
2
ข่าวด้วยกัน
ข่าวแรก
ในปี พ.ศ.2537
ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำแห่งสหรัฐอเมริกา(BuRec)
ซึ่งเป็นหน่วยงานสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดใน
สหรัฐและรับผิดชอบการสร้างเขื่อนทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐ
ฯ
ได้เรียกร้องให้นักสร้างเขื่อนยุติการสร้างเขื่อนในคราวประชุม
สมาคมนักสร้างเขื่อนโลกที่แอฟริกาใต้
ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำยังได้กล่าวอีกด้วยว่า"ยุคสมัยของการสร้างเขื่อนในสหรัฐ
อเมริกาได้สิ้นสุดลงแล้ว"
ข่าวที่สอง
ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข่าวแรกก็คือ
มีกระแสข่าวว่าอเมริกากำลังจะรื้อเขื่อน
2
แห่งบนแม่น้ำเอลวา(Elwha
river)ทิ้ง
เพื่อให้ปลาซัลมอนขึ้นไปวางไข่ได้
หลังจากมีกระแสข่าวนี้
หลายฝ่ายก็จับตามองว่าเมื่อไหร่
อเมริกาจึงจะมีการรื้อเขื่อนทิ้งกันจริง
ๆ
เพราะหากมีการรื้อเขื่อนทิ้งจริง
ๆ
นั่นหมายถึงว่ายุคสมัยของการสร้างเขื่อนมิได้สิ้นสุดลงเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงการก้าวสู่"ยุคของ
การรื้อเขื่อนทิ้ง"อีกด้วย ทุกวันนี้
แม้ว่ายังไม่ได้มีการรื้อเขื่อน
2
แห่งที่กั้นแม่น้ำเอลวา
แต่ความจริงแล้ว
การรื้อเขื่อนในอเมริกาได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ
1970
เครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำนานาชาติ
(International River Network : IRN)
ได้ระบุว่าตั้งแต่ทศวรรษ
1970
เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน
อเมริกาได้รื้อเขื่อนทั่วประเทศทิ้งไปแล้วถึง
35 เขื่อน
ได้รับการอนุมัติให้รื้อแล้วและรอการรื้อทิ้ง
8 เขื่อน
และอยู่ในระหว่างการตัด
สินใจรื้อทิ้งอีก
56 เขื่อน
เขื่อนเหล่านี้มีตั้งแต่เขื่อนขนาดเล็กไปจนถึงเขื่อนขนาดใหญ่
เป็นทั้งเขื่อนเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่าง
เดียว
เขื่อนเพื่อการชลประทาน
และเขื่อนเอนกประสงค์
และเป็นทั้งเขื่อนที่รับผิดชอบโดยหน่วยงานของรัฐและของเอกชน
การรื้อเขื่อนในอเมริกานั้นมีพื้นฐานมาจากสังคมอเมริกันมีบทเรียนและประสบการณ์จากการสร้างเขื่อนมามากมาย
และสังคมอเมริ
กันได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อแม่น้ำโดยมองว่าแม่น้ำที่ไหลอย่างอิสระนั้นมีประโยชน์มหาศาลเทียบกันไม่ได้เลยกับผลประโยชน์ที่ได้จาก
เขื่อนที่มีเพียงน้อยนิด
เหตุผลส่วนใหญ่ในการรื้อเขื่อนในอเมริกาจึงคล้าย
ๆ
กันนั่นก็คือ
เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศน์แม่น้ำให้กลับ
คืนมา
โดยเฉพาะการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ
และต้องการให้ปลาที่เคยอพยพไปวางไข่ตามแม่น้ำต่าง
ๆ เช่น
ปลาเทร้าท์
ปลาซัลมอน
ปลาสเตอร์เจียน
ปลาสตีลเฮด
ปลาไหลอเมริกัน
และปลาอื่น
ๆ
ให้กลับคืนมา
ซึ่งจะให้ผลประโยชน์มากกว่ากระแสไฟฟ้าหรือการ
ชลประทานที่ได้จากเขื่อน
ทั้งนี้ก็เพราะว่านักสร้างเขื่อนไม่สามารถแก้ปัญหาการอพยพของปลาในแม่น้ำได้
บันไดปลาโจนที่มีการ
สร้างในแต่ละเขื่อนนั้นก็ล้วนแต่ล้มเหลวไม่สามารถทำให้ปลาต่าง
ๆ
เดินทางขึ้นไปวางไข่ทางต้นน้ำได้
การรื้อเขื่อนทิ้งจึงมักทำกัน
ทั้งลุ่มน้ำดังเช่นการเสนอให้รื้อเขื่อน
4
แห่งบนแม่น้ำสเนค(Snake
river)ในรัฐวอชิงตัน
เขื่อนบางแห่งเช่น
เขื่อนเกลน
แคนยอน
บนแม่น้ำโคโลราโด
ถูกเสนอให้ระบายน้ำออกและรื้อด้วยเหตุผลที่ว่า
เพื่อต้องการหุบเขา
เกลน แคนยอน
ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งถูกจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำกลับคืนมา เหตุผลในการรื้อเขื่อนจำนวนมากในสหรัฐยังมาจากความไม่ปลอดภัยของเขื่อน
การต้องการลดภาษีของประชาชนที่ต้องจ่ายไปกับ
การบำรุงรักษาเขื่อน
และเขื่อนหลายแห่งถูกเสนอให้รื้อทิ้งก็เนื่องมาจากมันถูกสร้างขึ้นมาในยุครัฐบาลที่เลวร้ายหรือไม่ก็สร้างขึ้นมา
โดยการละเมิดกฎหมาย แม้ว่าการรื้อเขื่อนอาจถูกขัดขวางจากนักสร้างเขื่อนที่ยังต้องการให้มีเขื่อนอยู่ต่อไป
แต่รัฐบาลอเมริกันก็ตระหนักถึงเหตุผลความจำ
เป็นของการรื้อเขื่อน
เช่น
เขื่อนเอ็ดเวอร์ด(Edwards
dam)ซึ่งรัฐบาลสั่งให้รื้อเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเพราะการแก้ปัญหาสิ่ง
แวดล้อมต้องใช้เงินทุนสูงกว่าการรื้อเขื่อน
และเขื่อนแห่งนี้จะทำการรื้อทิ้งในฤดูร้อนปีหน้านี้
ไม่เพียงแต่อเมริกาเท่านั้นที่มีการรื้อเขื่อนทิ้ง
ในยุโรปก็มีการรื้อเขื่อนทิ้งแล้วเช่นกัน
โดยรัฐบาลฝรั่งเศสได้แถลงถึงผลการตัดสินใจ
เมื่อวันที่
4
มกราคมปีนี้ว่าจะรื้อเขื่อน
Saint-Etienne-du-Vigan
เขื่อนสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สร้างกั้นแม่น้ำ
Allier
ตอนบนเมื่อ
ปลายศตวรรษที่
19
และอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าของฝรั่งเศส
ต่อมาในวันที่
24
มิถุนายนที่ผ่านมาก็ได้มีการระเบิดเขื่อน
ที่สูง 44
ฟุตแห่งนี้ทิ้ง
เหตุผลของการรื้อเขื่อนแห่งนี้ก็เช่นเดียวกับเหตุผลในการรื้อเขื่อนในสหรัฐ
ฯ
นั่นก็คือเพื่อฟื้นฟูแม่น้ำและเปิด
ทางให้ปลาซัลมอนแอตแลนติค(Atlantic
Salmon)ที่ในแต่ละปีจะเดินทางอพยพจากแถบเกาะกรีนแลนด์ทางตอนเหนือของมหา
สมุทรแอแลนติคถึง
4,000
ไมล์ให้สมารถเดินทางขึ้นไปวางไข่แถบต้นน้ำของแม่น้ำ
Allier ได้
เท่านั้นยังไม่พอรัฐบาลฝรั่งเศสยังมี
แผนรื้อเขื่อน
Maisons-Rouges
เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ถูกสร้างกั้นแม่น้ำ
Vienne
สาขาของแม่น้ำ
Allier
เป็นเขื่อนต่อไป
แม้ว่าแผน
นี้ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากถูกคัดค้านจากนักการเมืองในท้องถิ่น
แต่รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้กำหนดเวลาที่จะรื้อเขื่อนแห่งนี้ทิ้งใน
เดือนสิงหาคมนี้เอง สำหรับที่อื่น
ๆ
แม้ว่ายังไม่มีการรื้อเขื่อน
แต่ก็ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำของเขื่อนหลายแห่ง
เช่น
ในออสเตร
เลีย
และรัสเซีย
เหตุผลในการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนก็เพื่อการฟื้นฟูบริเวณอ่างเก็บที่ถูกน้ำท่วมที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศน์และเพื่อ
ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลำน้ำท้ายเขื่อนให้กลับคืนมา ด้วยเหตุที่กระแสการรื้อเขื่อนทิ้งเกิดขึ้นหลายมุมโลก
เมื่อวันที่
23-25 กรกฎาคม 2541
เครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำนานาชาติจึงได้จัด
สัมมนาเชิงปฏิบัตินานาชาติเรื่องการปลดระวางเขื่อนและการรื้อเขื่อน(International
Workshop on Dams Decommissioning and Removal)
โดยมีนักกิจกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
18 คน จาก 7
ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ
ยุโรป(รวมทั้งรัสเซีย)
ออสเตรเลีย
และเอเซีย
เข้าร่วม
การประชุมได้มีขึ้นที่วอล์คเกอร์เกรก
พาเทลูมา
รัฐแคลิฟอร์เนีย
เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้
ในการรื้อเขื่อน
รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรณรงค์ให้มีการรื้อเขื่อน
ผลการสัมมนาได้นำไปสู่การรวมตัวกันเป็นพันธมิตร
นานาชาติเพื่อการฟื้นฟูแม่น้ำและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน
โดยพันธมิตรนี้จะมุ่งไปที่การรักษาแม่น้ำและชุมชนที่พึ่งพา
แม่น้ำ
และได้เรียกร้องให้ปลดระวางเขื่อนและรื้อเขื่อนทิ้ง ประเด็นข้อเรียกร้องของที่ประชุมที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ
1)ให้มีการประเมินอย่างอิสระและโปร่งใสเพื่อแยกแยะว่าเขื่อนไหนที่ควรใช้งานต่อ
เขื่อนไหนควรแก้ไขผลกระทบ
และเขื่อนไหน
ควรปลดระวางหรือรื้อทิ้ง
เขื่อนแต่ละแห่งที่จะใช้งานต่อจะต้องพิสูจน์ในประเด็นของผลกระทบทางนิเวศน์วิทยาและสังคม
เศรษฐศาสตร์
และด้านความปลอดภัย 2)ให้เตรียมแผนการปลดระวางเขื่อนทุกเขื่อนทั้งที่สร้างไปแล้ว
กำลังก่อสร้าง
หรือยังไม่ได้สร้าง
แผนนี้จะต้องครอบคลุมถึงการรื้อ
เขื่อนทิ้ง
การฟื้นฟูแม่น้ำ
อ่างเก็บน้ำ
และพื้นที่ชุ่มน้ำ
รวมไปถึงกลไกในการระดมทุนซึ่งจำเป็นจะต้องใช้สำหรับเขื่อนที่ปลดระวาง
และรื้อทิ้ง 3)ให้เจ้าของเขื่อนและผู้ได้รับผลประโยชน์จากเขื่อนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง
ๆ
หากจะใช้งานเขื่อนต่อ
ทั้งค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา
สิ่งแวดล้อม
ค่าใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมา
และค่าใช้จ่ายในการปลดระวางหรือการรื้อเขื่อน
และจะต้องตั้งกลไก
การระดมทุนขึ้นมาเพื่อหาค่าใช้จ่ายในการปลดระวางเขื่อนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้หรือเขื่อนที่เจ้าของเขื่อนขาดเงินทุน
นอกจากนั้นองค์กร
นานาชาติ(เช่น
ธนาคารโลกและธนาคารในเครือ)
ที่ได้ให้เงินทุนสนับสนุนการสร้างเขื่อนจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการปลดระวาง
หรือรื้อเขื่อนทิ้งด้วย 4)ให้มีการพัฒนาและบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนที่เข้มงวด
ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อม
การเปิดเผยพื้นที่ที่จะถูก
น้ำท่วมและแผนฉุกเฉินในการอพยพประชนหากเขื่อนพัง
รวมทั้งต้องจัดให้มีการประกันภัย
บันทึกเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของ
เขื่อนจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนจะต้องมาจากเจ้าของเขื่อน
และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเขื่อนรวมทั้งองค์กรนานาชาติที่เกี่ยวข้อง 5)ให้มีการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์
ด้านนิเวศวิทยา
และด้านสังคมที่เกี่ยวกับเขื่อน
โดยการศึกษานี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจาก
รัฐบาลและองค์กรสร้างเขื่อน นอกจากนั้น
ที่ประชุมยังได้เสนอแนวคิดในการจัดการลุ่มน้ำและพลังงานโดยเรียกร้องให้แผนการจัดการลุ่มน้ำและพลังงานจะต้อง
ดำเนินการโดยยึดกระบวนการการมีส่วนร่วมและต้องโปร่งใส
โดยแผนการจัดการลุ่มน้ำจะต้องรวมเอาการเกษตรและการประมง
ที่ยั่งยืน
การวางผังเมือง
การจัดการน้ำท่วม
การประปา
และการรักษาสิ่งแวดล้อม
ส่วนแผนพลังงานจะต้องรวมเอาการจัดการด้าน
ความต้องการ(DSM)และตระหนักถึงต้นทุนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปเข้าไปด้วย การรื้อเขื่อนและข้อเรียกร้องนี้
กล่าวได้ว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเขื่อนที่มีการโต้แย้งกันมานานหลายทศตวรรษนั้น
แท้ที่จริงแล้วมันคือเทคโนโลยีที่ล้าสมัย
และแม่น้ำตามธรรมชาตินั้นมีคุณค่ามหาศาลที่ไม่ควรจะแลกกับเขื่อนที่ให้ประโยชน์น้อย
แล้วยังก่อให้เกิดผลกระทบที่กว้างขวางทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
อีกทั้งอันตราย
และถึงที่สุดแล้วเขื่อนก็ต้องหมดอายุตามวันเวลา
ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมการปลดระวางและรื้อเขื่อนทั้งในด้านงบประมาณ
รวมทั้งให้เจ้าของเขื่อน
ผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือ
องค์กรที่ให้ทุนสร้างเขื่อนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้
สำหรับบ้านเรา
อีกไม่นานเราคงได้เห็นการรื้อเขื่อนทิ้ง
เพราะปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามีเขื่อนหลายแห่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย
อันตรายเนื่อง
จากก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน(อันเนื่องมาจากการคอรัปชั่น)
และไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้
และอีก ๆ
หลายเขื่อนกำลังเดินเข้าสู่ช่วงวัยชรา หมายเหตุ:ข้อมูลในการเขียนบทความนี้ได้จากการเข้าร่วมประชุมและเอกสารประกอบการประชุม
the International Workshop on Dams Decommissioning and Removal,
July,23-25,1998, Walker Greek, Pateluma, California.
|
|
|