ใน วิทยาลัยวันศุกร์ ครั้งที่ 127
วันที่ 14 มิถุนายน 2545
แม่อู่ตะเภากับลมหายใจที่เหลืออยู่

นำเสวนาโดย คุณไพโรจน์ อยู่ช่วย , คุณจำนงค์ รุ่งเรืองมา , อาจารย์พิชัย ศรีใส
ที่มา : http://www.pxp.in.th/Interesting/situa-11.htm

 

  • คลองอู่ตะเภาในอดีตนั้นมีความสำคัญมาก เชื่อว่าเป็นเส้นทางที่เชื่อมข้ามคาบสมุทรมลายู โดยการนำเรือเข้ามาที่ทะเลสาบสงขลา ล่องเรือขึ้นมาตามคลองอู่ตะเภา แล้วเดินเท้าจากปาดังเบซาร์เข้าไปยังประเทศมาเลเซียอีกประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะพบสายน้ำที่สามารถล่องเรือต่อไปยังฝั่งมหาสมุทรอินเดียได้ โดยไม่ต้องอ้อมปลายแหลมมลายู คลองอู่ตะเภาเป็นจุดยุทธศาสตร์ในอดีต ในปี 2381 มีสงครามระหว่างเมืองสงขลาและเมืองไทรบุรี เมืองขลาเคยรวบรวมผู้คนได้ 1,900 คนยกทัพขึ้นไปตามคลองอู่ตะเภาเพื่อเข้าตีเมืองไทรบุรี
  • รัชกาลที่ 5 หลังจากกลับจากเสด็จประพาสต่างประเทศในปี 2414 หลังจากเสด็จขึ้นจากท่าเรือไทรบุรี ได้ทรงเสด็จประทับแรมที่ท่าหาดใหญ่ หลังจากนั้นก็เสด็จประทับที่เกาะยอ ก่อนจะเสด็จขึ้นเรือกลไฟกลับไปยังกรุงเทพมหานคร หลักฐานเหล่านี้แสดงว่าให้เห็นความสำคัญของเส้นทางโบราณของคลองอู่ตะเภาที่มีมาอย่างยาวนาน
  • บ้านหัวถนน อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลาเป็นเขตแดนระหว่างเมืองสงขลาและเมืองไทรบุรี นับตั้งแต่บ้านหัวถนนลงมาคลองอู่ตะเภามีความลึกมากพอที่จะแล่นเรือได้ มีความลึกตั้งแต่ 2-4 เมตร ยกเว้นที่เป็นวังปลาจะลึกมาก รัชกาลที่ 7 เคยเสด็จประทับที่บ้านหัวถนนนานนับเดือนก่อนที่จะลี้ภัยไปประทับที่ประเทศอังกฤษ
  • คุณไพโรจน์ อดีตคนขับเรือเมล์ได้ขับเรือมาจากอำเภอปากพนัง ในช่วงสงครามโลกมีเรือยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ของญี่ปุ่นแล้ว แต่ต้องมีการเอากิ่งไม้มาไว้บนเรือด้วย เพื่อพลางเรือจากโจรสลัดและเครื่องบินในช่วงสงคราม หัวเรือจะบรรทุกหมูและไก้ ท้ายเรือจะบรรทุกพืชผักยอดจากยอดจิกเข้ามาค้าขายในคลองอู่ตะเภา เรือเข้ามาทางทะเลสาบ แวะที่ท่าไทรซึ่งเป็นจุดที่สะพานรถไฟข้ามคลองอู่ตะเภาซึ่งเดิมเป็นสถานีรถไฟ แล้วมาจอดที่ท่าหาดใหญ่ แล้วจึงเลยขึ้นไปถึงคลองแห ทุ่งลุงและบ้านปริกในเขตอำเภอสะเดา
  • เรือยนต์ใช้เวลาเดินทางจากปากพนังมาถึงหาดใหญ่ใช้เวลา 14 ชั่วโมง เรือยนต์จะเสียงดังตุงๆๆปตลอดทาง ใช้น้ำมันขี้โล้หรือน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง เมื่อมาถึงชุมชนใดๆก็จะเป่าฮูดเขาควาย คนได้ยินเสียงก็จะออกมาเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยน ความอุดมสมบูรณ์ของคลองนั้นมีมาก บางครั้งเพียงแค่เรือวิ่งเฉียดตลิ่ง ปลาหลังเขียวหรือปลาข้างเหลืองก็กระโดดขึ้นมาบนเรือเองโดยไม่ต้องไปจับ นั่นคือภาพอดีตของวิถีวัฒนธรรมที่ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
  • จากประสบการณ์ของชาวบ้านบ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดานั้น ในอดีตน้ำในคลองอู่ตะเภานั้นใสมาก แต่เดิมบ่อน้ำมีน้อย ชาวบ้านทุกคนใช้น้ำคลองกับกิจกรรมทุกอย่าง ทั้งดื่มกินอาบซัก และที่สำคัญน้ำคลองนั้นเล่นได้ ซึ่งแปลว่าอาบได้ ดำน้ำ จับปลา โดดเล่นน้ำ รวมทั้งการจีบสาวก็ทำกันริมน้ำ แต่นับตั้งแต่ปี 2515 เป็นต้นมา สภาพของน้ำในคลองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป จนถึงปัจจุบัน น้ำในคลองไม่สามารถใช้กินได้ ใช้ในครัวเรือนก็ไม่ได้ เพราะขุ่น มีสารพิษ บ่อยครั้งมีกลิ่นสีที่น่ารังเกียจ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องมาใช้น้ำบ่อหรือน้ำประปาแทน
  • เมื่อคลองไม่สามารถใช้ประกอบกิจกรรมใดๆได้ ประกอบการมีน้ำบ่อหรือน้ำประปามาทดแทน หลายบ้านได้ซื้อน้ำถังมาดื่มกิน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สนใจแม่น้ำ เพราะไม่ได้ใช้น้ำในคลองให้เป็นประโยชน์แม้แต่การรดน้ำต้นไม้ ดังนั้นคลองจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ในวันนี้ พระแม่คงคา พระแม่ธรณี และพระพายจึงไม่มีความหมายอีกต่อไปแถมยังป่วยไข้อีกต่างหาก
  • โรงงานที่ตั้งอยู่ริมคลองเป็นต้นเหตุสำคัญของน้ำเสียที่ไหลลงคลอง เชื่อว่าตลอดแนวคลองอู่ตะเภาที่อยู่เหนือเมืองหาดใหญ่นั้นมีโรงงานตั้งอยู่กว่า 100 แห่ง ซึ่ล้วนแต่ปล่อยน้ำเสียลงมาสู่คลองที่เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาเลี้ยงคนหาดใหญ่สงขลาทั้งสิ้น คนเมืองจึงเท่ากับกินน้ำทิ้งโรงงานนั่นเอง วันละนิดแต่ทุกวันแล้วสุขภาพในระยะยาวจะไม่เสื่อมทรุดลงได้อย่างไร
  • ในอดีตการเบื่อปลาก็มีให้พบเห็นบ้าง แต่จะเป็นชาวบ้านต่างถิ่นเข้ามาเบื่อปลา ปัจจุบันไมมีปลาให้เบื่อแล้ว แต่นับตั้งแต่บ้านคลองแงะลงมา มีการเลี้ยงปลาในกระชังอยู่มากเช่นปลากระพง ปลานิล ปลากด ปลาทับทิม ลงทุนกันเป็นแสนบาทก็มี การเลี้ยงปลาในคลองจะทำให้ปลาโตเร็ว แต่ก็ตายเร็วเช่นกัน หากน้ำเสียของโรงงานปล่อยลงมา
  • หากไปสังเกตสวนยางที่อยู่รอบๆโรงงานในรัศมี 100 เมตร จะพบว่าต้นยงที่เคยอุดมสมบูรณ์จะไม่มีน้ำยางออกมาเลย คนที่ไปกรีดยางก็จะมีตุ่มพุพองตามผิวหนัง รากต้นยางที่ลึกลงไป 3-4 เมตรก็ยังเน่าเปื่อย เพราะถูกกัดโดยสารเคมีเช่นกรดน้ำส้ม เป็นเคราะห์กรรมของคนรอบโรงงานที่ยากจะหลีกเลี่ยงเรียกร้องได้
  • ส่วนของปลายน้ำที่ใต้ลงไปจากเมืองหาดใหญ่เช่นที่บางกล่ำนั้น บางช่วงน้ำเป็นสีดำจนปลาก็ยังอยู่ไม่ได้ น้ำเสียทั้งจากชุมชนและโรงงานได้ส่งผลต่อธรรมชาติในคลองและริมคลองอย่างมาก อีกทั้งยังมีโครงการของกรมชลประทานในการลอกคลองอีกเพื่อป้องกันน้ำท่วม การลอกคลองทำให้น้ำสามารถไหลลงทะเลได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในหน้าฝน แต่ในหน้าแล้งน้ำที่ไหลออกไปเร็ว จะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำจืดได้ เกิดน้ำทะเลหนุนเข้ามาลึก ส่งผลเสียในระยะยาว ดังนั้นการเปลี่ยนแปลง ( modified) ธรรมชาตินั้นต้องคิดให้รอบคอบรอบด้านกว่านี้ เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว มิเช่นนั้นจะต้องตามแก้กันไม่รู้จบ

คัดลอกโดย สัมพันธ์ พรหมหอม
3  ธันวาคม 2545

@@@@@@@@@@@@

Hosted by www.Geocities.ws

1