วิทยาลัยวันศุกร์ ครั้งที่ 118
วันที่ 5 เมษายน 2545

สืบญาติสาวโยชน์ วัฒนธรรมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา

นำเสวนาโดย คุณจำนงค์ บัวเนียน , คุณอรัญ จิตตะเสโน , โนรากล้าย บ้านท่าเมรุ
ที่มา:
http://www.pxp.in.th/Interesting/situa-10.htm

 

     

  • หาดใหญ่เดิมอยู่ริมคลองอู่ตะเภา เชื่อว่าชื่อได้มาจากมีต้นมะหาดต้นใหญ่หรือมีหาดทรายใหญ่อยู่ริมน้ำ เดิมเรียกว่าท่าหาดใหญ่ เป็นย่านการค้ามาแต่โบราณก่อนที่ทางรถไฟจะสร้างมาถึงเสียอีก คำว่าท่านั้นเป็นชุมชนริมคลอง ปกติจะตั้งอยู่ทุกสายน้ำเล็กๆที่ออกคลองอู่ตะเภา การค้าขายในสมัยโบราณจะมีเรือสินค้าล่องมาตามคลอง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นมีเรือสินค้าที่เป็นเรือยนต์วิ่งแล้ว เมื่อเรือมาถึงจะมีการเป่าแตรเขาควายให้คนรู้ว่าเรือมาแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนเช่นข้าว 2 ถังแลกกับเกลือ 3 ถัง ส่วนน้อยจะใช้เงินในการซื้อขาย การค้าลักษณะนี้เพิ่งหมดไปประมาณ20 ปี
  • ที่บ้านท่าโอเป็นท่าเรือสำเภา มีเรือสำเภาจากเมืองจีนมาแวะพัก มีหลักฐานเรื่องปั้นดินเผาโบราณที่จมในทะเลสาบสงขลาอยู่มาก เรือสำเภาจะเข้ามาในทะเลสาบ เข้ามาตามคลองอู่ตะเภา หรือปากคลองภูมี แล้วเดินเท้าต่อไปประมาณ 80 กิโลเมตรก็จะสามารถลัดข้ามไปฝั่งอันดามันได้ โดยไม่ต้องอ้อมแหลมสิงคโปร์ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางการค้าขายโบราณที่สำคัญมาก
  • ลิเกมีรากศัพท์มาจากภาษาอาหรับว่า ดิเกร์ คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าลิเกนั้นเกิดขึ้นที่บ้านหัวเขาแดง บริเวณปากทะเลสาบสงขลา ต่อมาขยายขึ้นไปตามสายน้ำ ลิเกของชาวมุสลิมเรียก ลิเกฮูรู และเชื่อว่าอำเภอละงู จังหวัดสตูลก็มีชื่อเพี้ยนมาจากคำว่าฮูรูนี้ เนื่องจากลิเกมีที่มาจากแขก การเริ่มต้นแสดงลิเกจึงเริ่มด้วยการออกแขกเสมอ เป็นการแสดงความนับถือต่อครูผู้ให้กำเนิดศิลปะแขนงนี้
  • ประเพณีการชักพระมีมายาวนานกว่า 200 ปี เมื่อก่อนไม่มีถนน การติดต่อสัญจรต้องใช้ทางน้ำ เมื่อออกพรรษาจะมีชักเรือพระที่มีการตกแต่งไปตามทางน้ำ ชาวบ้านจะแย่งกันชักเรือพระให้ย่ำในที่นาตนเอง เพราะเชื่อว่าทำให้ท้องนาอุดมสมบูรณ์ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล นอกจากเรือพระก็ยังมีเรือที่หนุ่มสาวนั่งร้องเพลงเรือเกี้ยวพาราสีกันไปกับขบวนชักพระด้วย เรือพระทุกลำในเขตรอบอ่าวสงขลาจะมาหยุดที่วัดแหลมโพธิ์ทั้งหมด ส่วนการลากพระนั้นใช้กับวัดบกที่อยู่ที่ดอน ต่อมาเมื่อการทำนาน้อยลง การเดินทางทางน้ำน้อยลง ประเพณีชักพระจึงหายสาบสูญไป แต่เดิมแทบทุกคุ้งน้ำจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คนขับเรือต้องบีบแตรแสดงความเคารพ แต่ปัจจุบันได้ถูกทิ้งร้าง เมื่อเปลี่ยนจากขับเรือมาขับรถจึงต้องหันมาบีบแตรที่โค้งร้อยศพแทน
  • ในอดีตข้าวที่ปลูกในที่ลุ่มรอบทะเลสาบจะเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีหลากหลายพันธุ์มาก เช่นข้าวจมูกหมูสังข์ที่มีความหอมมาก เคยประกวดได้ที่ 2 ของโลกแต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาลส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ กข ข้าวพื้นเมืองก็หายสาบสูญไปหมด
  • ในอดีตคลองอู่ตะเภามีปลาปักเป้าตัวใหญ่เท่าลูกมะพร้าว มีจระเข้ที่ดุร้าย มีปลาทกที่ตัวใหญ่เหมือนปลาบึกนำหนักประมาณ 150 กิโลกรัมจับลิงกินได้ทั้งตัว มีลิงมากมายหลายสายพันธุ์ตลอดแนวคลอง มีสัตว์อยู่หลากหลายเป็นป่าใหญ่ไปจนถึงเทือกเขาบรรทัดที่จังหวัดพัทลุง
  • ธรรมชาติของคลองนั้นมี 3 ระดับคือท้องคลองคือส่วนล่างสุด คลองคือส่วนที่เป็นตลิ่งสูง และบ่าคลองคือส่วนที่น้ำท่วมถึงแต่ไม่นานก็แห้งไปทำให้สามารถปลูกไม้ผลที่บ่าคลองได้ ต้นไม้จะไม่ตาย
  • เมื่อก่อนหน้าบ้านหันเข้าหาคลอง คำว่าปัดสวะก็คือการที่เขี่ยเอาขยะที่ติดท่าน้ำหน้าบ้านให้ออกไปพ้นๆ ส่วนจะไปติดบ้านใครนั้นช่างหัวมันไม่สนใจ เป็นศัพท์ของวัฒนธรรมริมน้ำ
  • เมื่อถนนเข้ามาถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อวิถีชุมชนและวัฒนธรรมริมน้ำก็มาถึง ถนนจึงนับเป็นปัจจัยที่เข้ามากระทบที่สำคัญยิ่ง ชุมชนริมคลองเสื่อมลง ชุมชนริมถนนเจริญขึ้น วัฒนธรรมน้ำเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมบก ริมน้ำที่เป็นหน้าบ้านได้กลายเป็นหลังบ้านไปแล้ว เพื่อให้หันหน้าเข้าถนน ถนนยังทำให้มีการดักตะกอนและความอุดมสมบูรณ์ที่มากับน้ำหลาก รวมทั้งการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำที่ต้นน้ำ ทำให้นาข้าวขาดความอุดมสมบูรณ์จากปุ๋ยที่มาตามธรรมชาติ ซ้ำร้ายน้ำที่หลากมายังแดงเป็นตะกอนลูกรังจากสวนยางหรือบ่อลูกรัง ทำให้นาข้าวกลายเป็นนาร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ปัจจุบันจะมีการขุดคลองระบายน้ำ ร.1 และ ร.2 เพื่อป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่นั้นจะเป็นอีกดัชนีที่สำคัญในการส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชนต่อจากถนน คลอง ร.1 นั้นกว้าง 100 เมตรลึก 15 เมตร จะส่งผลให้น้ำซับใต้ดินลงสู่คลอง เกิดความแห้งแล้งของพื้นที่โดยรอบ ปกติคลองจะคดเลี้ยวไปมา ทำให้ชลอการไหลของน้ำ ท้องคลองตื้นลึกไม่เท่ากัน ทำให้เก็บน้ำไว้ได้ แต่คลองที่ขุดลึกและตรงเช่นนี้จะนำมาสู่การล่มสลายของภาคเกษตรกรรมในพื้นที่นี้ในอนาคต
  • กรมชลประทานจะมองคลองเป็นเพียงล่องน้ำที่มีน้ำไหล โรงงานจะเห็นคลองเป็นเพียงที่ระบายน้ำเสีย แต่ในการมองอย่างเป็นองค์รวมแล้ว คลองมีชีวิต มีวัฒนธรรม มีความหลากหลายทางพันธุกรรม มีป่า มีนิเวศ มีสมุนไพร ที่ถูกมองข้ามไป
  • ลุ่มน้ำอู่ตะเภาเป็นชุมชนที่มีทั้ง 3 วัฒนธรรมคือไทย จีน และอิสลาม เป็นชุมชน 3 น้ำคือมีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด มีการผสมผสานของวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวและสงบสุข เช่นแป๊ะหยีที่นาทวีเป็นคนจีนที่หันมานับถือศาสนาอิสลามเขาก็มีชื่อใหม่ว่าหะยี หรือแต่เดิมที่อำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง รัฐก็ให้คนจีนหรือเฮียมาดูแลเรื่องภาษีและไกล่เกลี่ยกรณีที่มีปัญหาแทนรัฐ เป็นต้น
  • ความเจริญส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและทะเลสาบสงขลาอยู่บริเวณรอบทะเลสาบตอนล่าง ปัจจุบันการพัฒนาที่ไร้ทิศทางได้ส่งผลกระทบอย่างมากมายต่อธรรมชาติทั้งลุ่มน้ำ ทั้งยังส่งผลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของผู้คนในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา อดีตที่สงบและสวยงามจะไม่มีวันหวนกลับมาได้อีกแล้ว การสืบสาวยาวโยชน์ควรรีบทำก่อนที่วัฒนธรรมอู่ตะเภาจะสาบสูญไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า

 

@@@@@@@@@@@@

 คัดลอกโดย สัมพันธ์ พรหมหอม
3 ธันวาคม 2545

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1