บันทึกการเดินทางสำรวจรอบทะเลสาบสงขลา   

       

บันทึกทะเลสาบ(1)

เสียงเครื่องยนต์ขนาดสิบแรงม้าท้ายเรือหางยาวดังเป็นจังหวะ
ฟังคล้ายคำบ่น  หรือสบถเบื่อหน่ายของชายวัยกลางคน  ที่ต้องทำงานซ้ำซากจำเจ
แดดจ้าส่องผ่านหลังไหล่พวกเรา  ขณะที่หัวเรือแหวกผิวน้ำ  มุ่งตรงสู่ทิศตะวันออก...
การแล่นเรือตามกระแสลมในยามบ่ายจัดทำให้ความเร็วทวีขึ้นได้ไม่ยากนัก...
นี่เป็นวิถีดั้งเดิมของคนหาปลาพื้นถิ่น  ที่จะใช้โมงยามเช่นนี้
ออกไปแสวงลาภจากทะเลสาบอันอุดมสมบูรณ์  ด้วยการใช้เรือใบและสายลมบังคับทิศ
มุ่งตรงสู่การเก็บเกี่ยวดอกผลธรรมชาติ  มีความชำนาญและโชคชะตากำหนดรายรับ
และฝันแห่งวันใหม่เป็นแรงบันดาลใจ...
ก่อนจะกลับมาพร้อมกับแสงแรกของวัน...
ส่งมอบผลงานสู่มือพ่อแม่, คนรัก  หรือภรรยาและลูกน้อย
................

จากบ้านปากพล อำเภอบางแก้ว(พัทลุง) เรามุ่งตรงสู่เกาะสี่เกาะห้า
เพื่อแวะเยือนสำนักงานบนเกาะ  ของกิจการสัมปทานรังนกนางแอ่น
สถานที่ซึ่งวันนี้ผู้คนกำลังทำความสะอาดบริเวณ  หลังอุทกภัยครั้งใหญ่

แนวคราบแห้งกรังบอกระดับความสูงของน้ำที่เคยเอ่อท่วม
ยืนยันคำบอกเล่าได้มากกว่าน้ำเสียงและท่าทีเย็นชาจากคนงานผิวกร้าน

สำหรับฉัน...
ภาพการเข่นฆ่า "โจรรังนก" ของคนกลุ่มนี้ในอดีต
รบกวนจิตใจจนไม่เป็นอันฟังข้อมูล  ที่เขากำลังบอกเล่าถึงเรื่องราวในปัจจุบัน
แว่วหูอยู่บ้างแค่ว่า..
"ปีนี้นกยังทำรังไม่ได้เพราะผนังถ้ำชื้น  ฝนที่ผ่านมาหนักเสียจนชุ่มไปทั้งเกาะ.. ฯลฯ"

พวกเขารับจ้างเจ้าของสัมปทานมาเฝ้ารังนกสืบต่อกันมาหลายชั่วคน
รับเงินเดือนจากบริษัทเดือนละ 7,000 - 15,000 บาท(สำหรับการดูแลรังนกและฆ่าโจร)
สร้างกระท่อมเล็กๆ เรียงรายตามเชิงผาและเวิ้งถ้ำ
เฝ้าระวังมิให้ใครๆ แอบมา "ขโมย" รังนกนางแอ่น
ทั้งที่อยู่บนผนังถ้ำ  และที่คนงานเก็บมารวมไว้รอส่งขึ้นฝั่ง
คนไหนขยันหน่อย  ก็หาปลาขายเป็นอาชีพเสริม

ราคารังนก(น้ำลาย-เสมหะ ปนเลือดนกนางแอ่น--ซึ่งเชื่อกันว่า "ของที่นี่" ดีที่สุดในโลก)
ในตลาดมืดกิโลกรัมละ 35,000 - 50,000 บาท ยั่วยวนกิเลส  และชักจูงผู้คนมาสังเวยคมกระสุนทุกปี
จำนวนคนตายมากหรือน้อยตามเศรษฐกิจของประเทศ  และส่วนแบ่งรายได้มวลรวมประชาชาติ

ผู้ชาย  และภารกิจรักษา "พื้นที่" (ในความรับผิดชอบของตน)
คือบทบาทของสัตว์เพศผู้  ที่คล้ายจะแฝงอยู่ในสายเลือดตลอดมาทุกยุคสมัย
ต่างกันเพียงแค่ช่วงเวลา  และรูปแบบของผลตอบแทนเท่านั้น...

จากอดีตที่ปิดตายสำหรับคนทั่วไป
วันนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแง้มประตูบางส่วนของ "สัมปทาน" เข้ามาบ้าง
ชายกลุ่มนี้จึงคล้ายจะต้องเริ่มฝึก "ยิ้ม" กันอีกครั้ง

.........

เราออกจากท่าของบริษัทรังนกเมื่อเย็นมากแล้ว
ลมแรง  คลื่นจัด  ฟ้าครึ้มฝนและใกล้ค่ำ
เรือแล่นอ้อมไปแวะเกาะกระ  เกาะลาภ
ก่อนจะเร่งเดินทางกลับคืนสู่ฝั่ง

ภาพพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าสีแดงเข้มยังคงงดงามเช่นวันก่อน
แต่คลื่นและลมแรงจัดไม่อำนวยให้เราดื่มด่ำกับบรรยากาศมากนัก

คนขับเรือลัดเลาะพาหนะของเขาไปในระหว่างยอดคลื่น
ความเคลื่อนไหว  ดูไปก็คล้ายการลีลาศของนักเต้นรำ
"จังหวะ" ของ คลื่น-ลม บังคับทิศทาง
โดยอาศัย "ฝีมือ" แสดงความพลิกพลิ้วแห่งลีลา

บางช่วงเราอ้อมเข้าใกล้ฝั่ง  บางช่วงทแยงห่างออกมามาก
ลมแรงและคลื่นใหญ่หอบน้ำกระเซ็นใส่จนทุกคนจนเปียกโชก
เรืออีกลำ(ที่ตามมา)หลุดออกนอกสายตาไปนานแล้ว

ด้านหน้าคือความมืด  และคลื่นลมกระหน่ำราวไม่รู้จักจบสิ้น
ด้านหลังคือความห่วงใย  อันมีต่อเพื่อนพ้องผู้ร่วมเดินทาง

................
จะว่าไปแล้ว..
"การเดินทาง" คล้ายจะยืดยาวไม่รู้เลิกรา
ทั้งในชีวิต  และจิตวิญญาณอันดิ้นรนของผู้แสวงหา
"ฝั่ง" ที่แท้จริงอยู่ไหนกันเล่า?
หรือจะต้องฝ่าข้ามความมืดมนและคลื่นลมแรงจัดจนปางตายเสียก่อน?

หากทุกข์ยากถึงเพียงนี้
ดอกผลอะไรกันเล่า  จึงจะคุ้มค่าต่อการเฝ้ารอ?

บันทึกทะเลสาบ(2)

ทะเลสาบในฤดูกาลนี้ไม่กราดเกรี้ยว
ผืนน้ำสุดสายตาจะปั่นป่วนขึ้นบ้างก็ในยามเย็น--ใกล้ค่ำ
หรือในยามมีพายุฝนหลงฤดู  ซึ่งพัดผ่านเข้ามาอย่างฉาบฉวย
คล้ายกับจะทักทายผู้มาเยือน
และทบทวนความหลังต่อกันฉันมิตร

การเดินทางรอบทะเลสาบสามารถทำได้ในวันเดียว
หากใครคนนั้นชำนาญทาง  และมีรถยนต์สภาพดีพอ

ใช่! ปัจจุบันสมัยทำลายฝันของหนุ่มหาปลาเมื่อ 30-40 ปีก่อนเสียสิ้น
ทะเลสาบที่เขาเคยชี้ชวนให้หญิงคนรักดูตะวันตกดิน จากริมน้ำแถบเกาะใหญ่
(ปัจจุบัน ทางราชการตั้งชื่อด้วยสำนวนเปรียญลาพรตแบบพันธุ์ทางว่า "อำเภอกระแสสินธุ์")
และอวดโอ่ถึงเรือลำใหม่  ว่าเมื่อขึ้นใบแล้ว  สามารถพาเธอไปได้ทั่วท้องน้ำ
ไม่เว้นไว้สักเกาะแก่ง..

บัดนี้...
บ้านเรือนแทบทุกหลังหันหน้ารับถนน(และหันหลังสู่ทะเล)
คำว่า "หน้าท่า-หน้าบ้าน" เรียกสับสนกันระหว่างหลาน-เหลนวัยรุ่น
กับปู่ย่าตายายผู้เฒ่า

ด้วยว่า  เดิมทีนั้น
หน้าบ้านทุกหลังแถบชายน้ำ  ซึ่งอาศัยทะเลเป็น "ชีวิต"
ล้วนแล้วแต่หันหน้าไปยังทะเลสาบ

สำหรับคนรุ่นหนึ่ง
ทะเลเป็นเส้นทางสัญจร  แหล่งอาหาร - ยา  แหล่งอาชีพ  ที่พักผ่อนหย่อนใจ
หรือกระทั่งสถานที่พรอดรัก

ถึงวันนี้...
น้ำเสียจากบ้านเรือน  คอกปศุสัตว์  โรงงานอุตสาหกรรม  และนากุ้ง(กุลาดำ)
ถูกกำหนดให้ไหลลงสู่ทะเลสาบทั้งสิ้น  ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

ปีก่อน
ปลาหัวโม่ง(ตระกูลปลาแขยง-ปลากด  หากินแถบหน้าดิน/ใต้น้ำ)
ผู้เป็นเลิศด้านอดทนต่อสภาพน้ำเน่าเสีย
ต้องโผล่หัวขึ้นมาว่ายอยู่ผิวน้ำบ่อยครั้งในหลายเดือน  ผิวหนังเน่าเปื่อยเป็นแผล
ด้วยผลจากการขยายตัวของนากุ้ง  ที่รุกคืบสู่เกาะใหญ่อย่างรวดเร็ว
โดยมีราคากุ้งส่งออกต่างประเทศเป็นแรงจูงใจ

คนที่กล้าเสี่ยงก็เลี้ยงเอง
คนที่ไม่แน่ใจฝีมือของตน  ก็ขุดบ่อรอนายทุน(ข้าราชการ  นักการเมืองท้องถิ่น  ผู้มีอิทธิพล ฯลฯ)มาเช่า
บ้างก็ทำกิจการขายน้ำทะเล(น้ำเค็ม)จากฝั่งอ่าวไทย  เพื่อใช้ผสมน้ำทะเลสาบ(น้ำจืด)
ซื้อ 100 บาท  ขาย 900 - 1000 บาท ต่อจำนวน 20,000 ลิตร
บ้างก็รับจ้างขุดบ่อ  ลอกขี้เลน  และรับจ้างเลี้ยงกุ้ง

ลูกหลานของชายผู้อหังการจะท่องทะเลทั่วเวิ้งน้ำ
ใช้วันนี้ของเขาและเธอในโรงงานอาหารทะเลที่สงขลา
เป็นยาม  เป็นกรรมกร  เป็นหญิงขายบริการในเมืองหาดใหญ่

ซากเรือใบผุพังเป็นตะกอนและโคลนเลน
เขาและหญิงสาวของวันนั้น  นั่งเลี้ยงหลานด้วยแววตาเหม่อลอย--หมองหม่น
หมูป่า  เก้ง  กวาง  ลิง-ค่าง ฯลฯ และเสือที่เคยชุกชุม
ล้วนสูญหายไปจากเกาะใหญ่กว่า 20 ปีแล้ว

ภูเขาในวันนี้ถูกขุด  ขายหน้าดินไปถมป่าพรุ
ป่าเสม็ด-ลำพู-โกงกาง กลายเป็นนากุ้ง
ขณะที่กุ้งก้ามกรามธรรมชาติหายากกว่ามินิมาร์ทและร้านพิซซ่า

ผู้เฒ่ากำลังรอคอยความตาย
แต่ทะเลและเกาะแก่งตายเสียแล้ว...

ปลาพรหม  ปลาตุ่ม ไม่เคยมีใครพบมานับสิบปี
ปลาลำปำ(ที่มาของชื่อทะเลสาบส่วนหนึ่ง--ที่พัทลุง)ต้องผสมเทียมมาปล่อย
ปลาโลมาหัวบาตร(โลมาอิรวะดี)ฝูงสุดท้าย  กลายเป็นตำนาน

ช้างแคระแห่งพรุควนเคร็ง  และจระเข้คลองนางเรียมเหลือเพียงเป็นฉากตื่นเต้นประกอบเรื่องเล่า
ที่ลูกผู้ชายอายุ 60-70 รำพึงให้เด็กรุ่นหลานเหลนหัวเราะเยาะ
ไม่เชื่อว่าตาแก่ตรงหน้า เคยใช้เรือถ่อ-เรือพาย
ออกล่าจระเข้ยาว 3 - 4 เมตร  ด้วยหอกและมีดดาบ

แม้แต่น้ำตาลเมาจากดงตาลแถบสทิงพระ
ก็พ่ายแพ้ต่อเบียร์กึ่งผูกขาดคุณภาพต่ำ
กลับกลายเป็นเครื่องดื่มของพวกล้าสมัย--โบราณ

.............
ลุ่มทะเลสาบวันนี้หม่นเศร้าเกินกว่าที่ใครคาดคิด
ผืนน้ำราบเรียบ
สีหน้าผู้คนราบเรียบ
เฉยเมยจนยากจะบอกได้  ว่าซุกซ่อนอะไรไว้

............
บ่ายจัดแล้ว...
เสียงโนห์ราโรงครูแว่วมาจากโรงพิธีแก้บน
ในหมู่บ้านท่าหิน--อำเภอสทิงพระ
ฟังแล้วช่างวังเวงนัก

ฉันเองได้แต่นั่งนิ่งเงียบ
ฟังผู้เฒ่าบอกเล่าเรื่องราวแห่งอดีตด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ย้ำแล้วย้ำอีกว่า...
...'เลตายเสียแล้วๆ !!

บันทึกทะเลสาบ(3)
18 กุมภาพันธ์ 2544

จากแหลม “จองถนน” ทะเลสาบฝั่งพัทลุง
มองจากเนินเขาเตี้ยๆ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กน้อย
หากฟ้าไม่ครึ้มฝนมากนัก  ก็สามารถเห็นเกาะใหญ่ได้ชัดเจน
..ความสูงสีฟ้าหม่นอมเทา  ลดหลั่นเป็นแนวเส้นขอบฟ้า-ภูเขา
ทาบทับจรดกับผืนน้ำ--ทะเลสาบ

ด้านซ้ายของยอดสูงคืออำเภอระโนด  ด้านขวาเป็นอำเภอสทิงพระ
ชาวเรือตั้งแต่ครั้งอดีตรู้จัก "หมาย" เหล่านี้ดี
บอกเล่าจดจำต่อๆ กันมา  นับแต่เริ่มออกเป็น "ลูกเรือ"
ของพ่อ  ของญาติพี่น้อง...
หรือต่อมาจะเติบกล้า  ได้เป็นนายท้าย นายอวน คนวางเบ็ด ฯลฯ
กระทั่งเป็นโจรสลัดแห่งลุ่มทะเลสาบ

ผู้เฒ่าคนหนึ่งเล่าว่า..
ครั้งทะเลยังเป็นทางสัญจร
ยุคนั้น...หลังจากที่ใช้เรือใบส่วนตัวมานาน
ทะเลก็เริ่มมีเรือด่วนเครื่องกลางลำ ออกรับผู้โดยสารในหลายเส้นทาง
...จาก “ท่าน้ำลำปำ”(ท่าเรือเมืองเก่าริมทะเลสาบของจังหวัดพัทลุง)ไป ระโนด--สงขลา
ผ่านหาดไข่เต่า  ไปปากพะยูน(พัทลุง) ก่อนจะต่อไปยังเกาะยอ  ไปท่าเรือเมืองสงขลา
ซึ่งเป็นปากอ่าวเชื่อมต่อทะเลสาบตอนล่างกับทะเลน้ำเค็ม--อ่าวไทย

เช่นเดียวกัน..
เส้นทางเรือจากระโนด  เรือด่วนแวะรับส่งผู้คนที่เกาะใหญ่
ที่สทิงพระ  เกาะนางคำ  เกาะหมาก  แล้วผ่านปากรอ-บ่อหว้า
ไปบรรจบกับเส้นทางจากพัทลุง

ในวันคืนเช่นนั้น  ผู้คนแถบลุ่มทะเลสาบมองทะเลเป็น "ตัวเชื่อมต่อ"
พวกเขารักทะเล  เพราะทะเลสาบเชื่อมร้อยพวกเขาไว้
สายสัมพันธ์ "ท่า(ตะวัน)ตก-ท่า(ตะวัน)ออก" ไม่ใช่เพียงแค่ “ท่า” แห่งการค้าขาย
เงินตรา หรือวัตถุ-สิ่งของ
หากเป็นเครือญาตและพวกพ้อง  ซึ่งต้องเกื้อกูลกันทั้งชีวิต

.........
วัฒนธรรม "ครูหมอโนห์รา" และสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้านท่าคุระ--สทิงพระ
มิใช่เพียงพิธีกรรมคร่ำครึของพวกงมงายไสยศาสตร์
หากถักทอนักเลงลุ่มน้ำจืดให้ "เกรง" กันอยู่ในที

นอกเหนือจาก "ใจ" ที่ฮึกเหิม  พร้อมจะดวลกันซึ่งหน้า
พวกเขายังกราบ "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" แห่งวัดพะโคะ--สทิงพระ
ด้วยความ "ยอม" และ "รับ" ทั้งต่อหน้า-ลับหลัง

ในตำนานท้องถิ่น
(นอกตำรา "คนขายพระเครื่องและธุระกิจปลุกเศก")
ระบุไว้ว่า...
แท่นหินในวัดพะโคะ  บนภูเขาหินปูนเล็กๆ
พระมหาเถระผู้ทรงคุณท่านนี้ใช้นั่งไกล่เกลี่ย “ข้อพิพาท” ใหญ่น้อยนับครั้งไม่ถ้วน
ข้อยุติของท่านคือการตัดสินที่ไม่มีใครปฏิเสธ
ในวันคืนที่เงื้อมมือของรัฐและกฎหมายยังอยู่ห่างไกลออกไป
...เกินกว่าจินตนาการและความรับรู้ของผู้คนแถบนี้

นี่กระมัง  บ่อเกิดของความ "ศักดิ์สิทธิ์" ที่ถูกตีความเพื่อ "ซื้อ-ขาย" กันในภายหลัง...

..........แต่แล้ว..
เมื่อ “ถนน” มาเยือน
การสัญจรด้วยรถกลายเป็นเท้าแทนเรือ
เด็กหนุ่มยุคนี้  หวังจะมีสะพานหรือถนนเชื่อมโยงข้ามฟาก
"...หากมี  ’พาน ก็ไม่ต้องขับรถอ้อม ’เล..."
เขาบอกฉันด้วยแววหวังฉายโชนในดวงตา

เส้นทางเชื่อมต่อรอบทะเลสาบเร่งเร้าและจุดประกายความคิด
ให้ "ฝัน" ของหนุ่มสาวใกล้ความจริงยิ่งขึ้น
เมื่อประกอบกับความลดน้อยของสินในน้ำ
เสียงเรียกร้องให้เร่งสร้างทาง-สร้างสะพานจึงนับวันจะดังกระหึ่ม

.........
จากแหลมจองถนนฝั่งพัทลุง
มองจากเนินเขาเตี้ยๆ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กน้อย
หากฟ้าไม่ครึ้มฝนมากนัก  ก็สามารถเห็นเกาะใหญ่ได้ชัดเจน
...ความสูงสีฟ้าหม่นอมเทา  ลดหลั่นเป็นแนวเส้นภูเขา
ทาบทับจรดกับผืนน้ำทะเลสาบ

ณ จุดนี้เอง  ที่รัฐบาลจะสานฝันให้ผู้คน
ด้วยการก่อสร้างเขื่อนดินยาวหลายกิโลเมตร
เชื่อมระหว่างอำเภอเขาชัยสนกับอำเภอกระแสสินธิ์

มิใยที่ฝ่ายรักษ์ทะเลจะอ้อนวอนร้องขอ
ให้เห็นแก่ความหลากหลายทางชีวภาพของลุ่มทะเลสาบ
อันมีสภาพพิเศษทางภูมิศาสตร์
(แหล่งน้ำเชื่อมต่อระหว่างพรุ  ทะเลน้ำจืด - น้ำกร่อย  สู่ทะเลน้ำเค็ม)
เพียงหนึ่งเดียวของประเทศ

หรือคุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของแถบนี้ที่จะต้องล่มสลายลงไปเพราะ “เขื่อน”...

............
จากแหลมจองถนนฝั่งพัทลุง
มองจากเนินเขาเตี้ยๆ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กน้อย
หากฟ้าไม่ครึ้มฝนมากนัก  ก็สามารถเห็นเกาะใหญ่ได้ชัดเจน
...ความสูงสีฟ้าหม่นอมเทา  ลดหลั่นเป็นแนวภูเขา
ทาบทับจรดกับผืนน้ำ--ทะเลสาบ

ถัดไปทางด้านซ้ายเป็นอำเภอระโนด  ซึ่งบัดนี้นากุ้งแพร่ระบาดไปทั่ว
ทั้งฝั่งทะเลสาบและอ่าวไทย
ด้านขวาเป็นอำเภอสทิงพระ  อำเภอสิงหนคร
ซึ่งเต็มไปด้วยนากุ้งเช่นเดียวกัน

พูดกัน “วงใน” ในหมู่นายทุนใหญ่และนักการเมืองระดับประเทศมานานแล้วว่า

" ...เมื่อนากุ้งแถบคาบสมุทรสทิงพระหมดสภาพ
(ไม่คุ้มทุนในการใช้สารเคมีกำจัดโรคกุ้งที่สูงขึ้นตามอายุของบ่อ)
ก็ควรปรับพื้นที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม
เพราะอยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกนานาชาติสงขลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง..”

โดยที่ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรม  โรงกลั่นน้ำมัน
และโครงการโรงแยกแกส-ท่อแกส “ไทย-มาเลย” ์รองรับอยู่แล้ว...

.............
ฉันมองเห็นภาพอ่างเก็บน้ำจืดขนาดมหึมาเหนือเขื่อนดิน
ที่เก็บกักน้ำจาก พัทลุง-นครศรีธรรมราช ไว้รองรับนิคมอุตสหกรรมขนาดใหญ่
อีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำจืดให้เมืองท่องเที่ยวเช่นหาดใหญ่-สงขลา

ขณะที่ใต้เขื่อน  ความเชื่อมต่อไปสู่อ่าวไทยของทะเลสาบตอนล่าง
ก็เป็นบ่อพักน้ำเสียทางอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นี่อาจเป็นมุมมองแตกต่างจากเด็กหนุ่มแถบแหลมจองถนน  และนายหน้าค้าที่ดินไปมาก..

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อฉันทราบว่าสะพานที่มีอยู่บางจุดในปัจจุบัน
นำรถขนคนงาน  ข้ามมารับหนุ่มสาวจากอำเภอปากพะยูน  บางแก้ว  เขาชัยสน--พัทลุง
ถึงวันละ 3 เที่ยว  ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว

เพียงเพื่อขน “คน” เหล่านี้ไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมในสงขลา
เนื่องจากกรรมกรฝั่งนั้นค่าแรงสูงขึ้นทุกที
ด้วยฝีมือ  ความชำนาญงาน
และจำนวนที่มีไม่เพียงพอ...


...........
จากแหลม “จองถนน” ผืนดินริมทะเลสาบฝั่งพัทลุง
มองจากเนินเขาเตี้ยๆ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้เล็กน้อย
หากฟ้าไม่ครึ้มฝนมากนัก  ก็สามารถเห็นเกาะใหญ่ได้ชัดเจน

..เห็นแนวความสูงสีฟ้าหม่นอมเทา
ลดหลั่นเป็นเส้นสายของภูเขาบนเกาะ
ทาบทับกับขอบฟ้าที่จรดกับผืนน้ำจืด
...ชื่อ “ทะเลสาบสงขลา”

..ทะเลที่เคยเป็นมารดาแห่งชีวิตลุ่มน้ำ
ทะเลซึ่งกำลังตกเป็นเบี้ยล่างของ “ถนน”

...อีกผลผลิตหนึ่งของมนุษย์
ในนามของการพัฒนา...

บันทึกทะเลสาบ(4)
21 กุมภาพันธ์ 2544

วันนั้น...
เราเดินทางถึงสำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยตั้งแต่เที่ยง
ระหว่างรอผู้ที่จะตามมาสมทบ  บางคนจึงมีเวลาทบทวนความหลังกับ "บ้านทะเลน้อย"
หมู่บ้านในความทรงจำ..
ซึ่งเมื่อพบกันวันนี้กลับคล้ายจะหมางเมินไม่รู้จัก

20 กว่าปีก่อน...
หมู่บ้านแห่งนี้คล้ายกับชุมชนบนเกาะปันหยี--จังหวัดพังงา
(..ครับ  เกาะปันหยี 'ในอดีต' เช่นกัน!!)
หรือหมู่บ้าน 'ชาวน้ำ-ชาวเล' บางแห่งของประเทศบรูไนปัจจุบัน

ทั้งหมู่บ้านราวกับเป็นเครือญาติ  เป็นครอบครัวเดียวกัน
ทุกหลังคาเรือนคือบ้านชั้นเดียวแบบยกพื้นสูง
และเชื่อมต่อระหว่างกันด้วยสะพาน "ไม้เคี่ยม"
ไม้ตระกูลตะเคียนประจำถิ่นภาคใต้  ซึ่งใช้งานได้สารพัดประโยชน์
ตั้งแต่ถากเปลือกและเนื้อไม้แช่ในนำตาลสดกันบูด ถึงการสร้างบ้าน  สร้างสะพาน
(น้ำตาลสดแช่เคี่ยม ช่วยกระตุ้นการหมักให้เป็นน้ำตาลเมา รสนุ่มลิ้น  อร่อยแบบหวานอมฝาด)

ไม้ชนิดนี้เมื่อใช้กลางแดดกลางฝนนอกร่มเงาสิ่งมุงบัง
มีคุณสมบัติดีเด่นคือไม่ผุยุ่ย  แต่กลับค่อยๆ สึกกร่อนอย่างช้าๆ จนเหลือแก่นแกร่ง
บ่อยครั้งที่พบสะพานหรือท่าเรือไม้เคี่ยมเก่าแก่หลายชั่วอายุคน
ยิ่งโคนเสาที่ฝังใต้ดิน  เนื้อไม้จะแกร่งราวกับหินทีเดียว

หมู่บ้านทะเลน้อยในยามนั้นสวยงามราวกับภาพวาด
ด้านตะวันตกมีควน(--ภาษาถิ่นใช้เรียกเนินเขาขนาดย่อม)ชื่อ "พนางตุง"
เป็นเสมือนกำแพงใหญ่  ปกป้องหมู่บ้านไว้จากโลกภายนอก

ทิศตะวันออก  ด้านหน้าหมู่บ้าน
เชื่อมต่อกับทะเลน้อย(อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยนกน้ำ  พรรณพืช  และสัตว์น้ำนานาชนิด)
เมื่อถึงหน้าน้ำหลาก  ทะเลมีอาณาเขตแผ่เข้ามาถึงใต้ถุนของแทบทุกหลังคาเรือน
เว้นไว้แต่แถบ "บ้านบน" ซึ่งมีอาชีพทำนาข้าวด้านพื้นราบตีนควน

ผู้หญิงทอผ้า-สานเสื่อ
ผู้ชายออกเรือหาปลา-ล่าสัตว์
เด็กน้อยวิ่งเล่นบนสะพานไม้
ผู้เฒ่าเลี้ยงเด็กอ่อนอยู่บนนอกชานกว้าง
พลางซ่อมแซมหรือเร่งสร้างเครื่องมือหาปลา...

ทั้งครอบครัวร่มเย็นอยู่ใต้หลังคาทรงปั้นหยาอันมั่นคง
ซึ่งมุงด้วยกระเบื้องดินเผารูปขนมเปียกปูนสีอิฐ
ด้านล่างผูกเรือหาปลาไว้กับตีน(โคน)เสา
มีคลองซอยสายย่อยๆ ราวถนนเล็กๆ  ลัดเลาะไปจนถึงท้ายหมู่บ้าน

ในวันนั้นไม่เคยปรากฏว่าน้ำเน่าเสีย
ยามค่ำหากไม่ง่วง
หลายคนเอนหลังที่นอกชานขับกลอนโนห์รา  ว่า "เพลงบอก" หยอกเอินกันครึกครื้น

ครับ.. วันนั้นทะเลน้อยไม่มียุงให้เดือนร้อนนัก
บางฤดูหากจะมีบ้างแค่สุมไฟเอาควันไล่ก็เพียงพอ

................
ไม่มีใครในบ้านบน-บ้านล่าง(สองชุมชนย่อยของบ้านทะเลน้อยขณะนั้น)จะคาดคิด
ว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ทะเลน้อย  ทีละน้อย...

การปิดปากระวะที่ระโนดแม้จะทำให้น้ำเค็มไม่ทะลักเข้ามาในฤดูมรสุม(ของฟากอ่าวไทย)
จนพืชน้ำเริ่มหนาแน่น  และปลาน้ำกร่อยหายไป  ก็คล้ายจะยังไกลตัว
ความคิดเรื่องสงวนพันธุ์นกน้ำของทางการดูจะเป็นเรื่องตลก  เพราะไม่มีใครสักกี่คนคิดจะล่าขาย

ด้วยว่า...
แค่หาปลามากิน - มาขาย ก็มีและได้จนเกินพอ
เงินทองไม่รู้เก็บไว้ทำไมให้ยุ่งยาก  ทั้งไม่มีที่ใช้  และจะชักนำโจรภัยเข้ามาสู่ชุมชน
(ถ้าไม่ใช่โจรเป็นคณะใหญ่  คงยากที่จะปล้น  เพราะบ้านกระจุกตัวต่อกันเป็นกลุ่มหนาแน่น)

ปลาสดๆ และผัก-พืชน้ำ  อยู่ในทะเลและริมฝั่ง
สัตว์บกขนาดเล็กถึงใหญ่อยู่บนควนและเทือกเขา
หนังตะลุง-โนห์รา  หากไม่มีในงานวัด  ก็รองานบุญใหญ่ๆ บ้านใครสักคน
ไม่นานเดือนก็ ได้ฟัง-ได้ดู จนเอมใจ

เสื้อผ้าเล่า..  พอเสร็จนาก็ทอหูก-ทอกี่
หมอยากลางบ้านนั้นเล่า  ก็เป็นญาติ  เป็นเพื่อนชอบพอกันมา
ป่วยหนักนักออกแรงช่วยกันแบกหามลงเรือ
จะไปโรงหมอที่ระโนด  สงขลา  หรือพัทลุงก็เลือกเอาตามถนัด


...................
ไม่มีใครเคยคิดว่าเพียงยี่สิบกว่าปีถัดมา  ปลาจำนวนมากจะสูญพันธุ์
นกน้ำแม้ชุกชุม  แต่หากเผลอจับเข้า  ก็จะโดนปรับอย่างน้อยตัวละ 500 บาท
(และนกน้ำนี่ล่ะ  ที่วันนี้อาจจะกินปลาในทะเลน้อยมากกว่าชาวทะเลน้อยเสียอีก!!)

ทะเลตื้นเขินขึ้นทุกปี...
เพราะวัชพืชที่เคยเน่าเปื่อยเมื่อน้ำเค็มหลากเข้ามาจากระโนด
บัดนี้เติบใหญ่อย่างอิสระไร้ระบบควบคุม  ทั้งจูดหนู  กง  สาหร่าย ฯลฯ และผักตบชวา

นักพัฒนานั้นขยันนัก  พวกเขาคิดและทำอย่างไม่ชักช้า...
เริ่มจากถมที่ริมทะเลน้อย
ทำถนนคั่นระหว่างหมู่บ้านกับทะเล
ด้วยข้ออ้างที่ว่า  หาก "วันหนึ่ง" ไฟไหม้จะมีทางให้รถดับเพลิงวิ่งเข้ามาถึง

ถนนปิดทางเรือ  และปิดทางน้ำ  เก็บกักน้ำครำไว้ใต้ถุน
มิหนำซ้ำ  ยังยั่วยวนให้บางคนถมที่
ด้วยว่า "บางคน" อยากลองบ้านคอนกรีตชั้นเดียวสไตล์ยุโรปดูบ้าง

................
ทะเลน้อยวันนี้ยุงชุม  และคนขายยาบ้าชุมกว่านั้น
เด็กหนุ่มขับขี่จักรยานยนต์ราวกับไม่มีเท้า
เด็กสาวนั่งขายของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวพลางเหลือบตาดูทีวีถ่ายทอดสดจากกรุงเทพฯ

ผ้าทอไม่มีใครทำ...
การสานและทำเสื่อเป็นเพียงการแสดงให้นักท่องเที่ยวแวะชมพอให้หายอยาก
เพราะจูดทำเสื่อหมดไปจากทะเลน้อยเสียนานแล้ว
ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบจากพรุควนเคร็งและแถบอำเภอชะอวด--นครศรีธรรมราช

เรือหาปลาหลายลำเปลี่ยนสีมารับนักท่องเที่ยวออกชมนกน้ำ-ทะเลบัว
ชาวประมงอาชีพออกเดินทางไปจับปลาที่เขื่อนเชี่ยวหลานสุราษฎร์ธานี
และเริ่มชุมชนใหม่แถบนั้น

คนหนุ่มที่มี "ทางไป" ย้ายถิ่น...
คนสาวที่มี "ทางไป" กลายเป็นแรงงานของเมือง

...........
วันนี้...
ฉันเดินสวนทางกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่บนสะพานโดยแทบไม่ต้องหลบ
ใช่!!.. สะพานในหมู่บ้านทะเลน้อยปัจจุบันเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กแข็งแรง
และกว้างขวางเดินสะดวกเท้า

............

"..หากคุณต้องการสุราต่างประเทศเชิญแวะที่มินิมาร์ท
หากต้องการพิซซ่าโปรดรอสักครู่
หลังจากอุ่นในไมโครเวปเราจะเสิร์ฟคุณได้ในเวลาไม่นานนาที...
ว่าแต่..   ไม่ลองแซนวิสทูน่าหรือคะ  อร่อยนะ!!! "

ลูกสาวป้าเอี่ยม(คนเล็ก)จำฉันไม่ได้
ว่าเคยออกเรือหาปลากับพ่อของเธอหลายวันเมื่อ 12 ปีก่อน
เธอเหลือบมองผ่านๆ พลางยิ้มไร้ความหมาย

แต่ยังแนะนำเพื่อนร่วมคณะที่ซักถามข้อมูลด้วยอัธยาศัยอันดี...
...อัธยาศัยซึ่ง "เคยมี" ทั่วไปในผู้คนชาวทะเลน้อย
แม้ว่าขณะนั้นจะไม่ต้องเชิญชวนให้ซื้อของที่ระลึกก็ตาม.

บันทึกทะเลสาบ(5)
23 กุมภาพันธ์ 2544

เรือหางยาวสองลำออกจากท่าน้ำใกล้สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเมื่อบ่ายโมงเศษ
เราฝ่าผ่านแนวเขตป้องกันผักตบชวาซึ่งสร้างขนานกับชายฝั่ง
และอยู่ห่างออกมาประมาณ 200 เมตรได้ไม่ยากนัก

นี่เป็นสิ่งใหม่ซึ่งเกิดขึ้นไม่นาน...
คนขับเรือเล่าพลางส่ายหน้าเบื่อหน่าย
เมื่อเราต้องลดความเร็ว  แล้วใช้ไม้ถ่อค้ำข้ามแนวกั้นออกไป

วันนี้...
หากคุณยืนอยู่บนฝั่ง  และมองจากจุดชมวิวต่างๆ อย่างผิวเผิน
ทะเลน้อยดูจะน่ารื่นรมย์กว่าที่ผ่านมาไม่น้อย
ด้วยว่า "คล้ายกับ" ไม่มีวัชพืชให้เกะกะสายตา...

เสาไม้เสม็ดที่ปักลึกลงไป 1-2 เมตร
คาดแนวนอนด้วยไม้ไผ่ช่วงละ 2-3 ลำ ทอดตัวออกไปไกลลิบ
มันสามารถป้องกันผักตบชวาและพืชน้ำอื่นๆ ให้เป็นแค่ "ส่วนหนึ่ง" อยู่ภายนอก
ไม่อาจรบกวน “ทิวทัศน์-ครรลองสายตา” ของผู้นิยมเสพความงามจากธรรมชาติ
จนจะเป็นเหตุให้พวกเขา(..และเธอ)ไม่ "อยาก" มาทะเลน้อยซ้ำอีก

ความริเริ่มนี้น่าสนใจและยกย่องอยู่ไม่น้อย...
น่าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะเชิดชูเกียรติ
เพื่อเป็นแบบอย่างสืบๆ ไป
แม้ว่ามันจะกีดขวาง  และอาจเป็นอันตรายต่อชาวประมงและเรือของเขาอย่างน่าตระหนกก็ตาม

................
เราลัดเลาะไปตามแนวร่อง  ผ่านดงราโพและกงเป็นระยะๆ
นกน้ำที่ตื่นเสียงเรือ  บ้างโผบิน  บ้างวิ่งตะกายไปตามพงหญ้า
บางคนที่เพิ่งมาครั้งแรกเริ่มยกกล้องขึ้นจับภาพ
เสียงชัตเตอร์จึงเริ่มดังแทรกเสียงเรือ  ที่ชะงักเป็นช่วงๆ เพราะคนขับต้องยกใบพัดหนีดงสาหร่าย

ชายวัยกลางคนผู้บังคับทิศทางเรือมองผ่านนกน้ำไปราวกับมันโปร่งแสง
ต่างจากหลายคนในกลุ่มของเราที่ยังอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้
แม้ว่าจะเคยถ่ายภาพนกเหล่านี้มาหลายครั้งหลายหนแล้วก็ตาม

ฉันไม่แน่ใจว่าเขาคิดอย่างไร
กระทั่งเราเริ่มตั้งวงคุยกันบนศาลากลางน้ำแถบคลองนางเรียม

..................
หลังจากแนะนำตัวกันง่ายๆ จึงได้ทราบว่าหลายคนที่มาร่วมคุยวันนี้
เป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์ชาวประมงทะเลสาบ
ซึ่งร่วมอยู่ในเครือข่ายชาวประมงรายย่อย  และชาวประมงพื้นบ้าน
(ขออภัยที่ต้องบอกว่า  ฉันเริ่มจำชื่อองค์กรชาวบ้านซึ่งจัดตั้งขึ้นมามากมายในระยะหลังไม่ได้-
และหวังว่าคงไม่มีใครหงุดหงิดหากจะเรียกผิดเพี้ยนไปบ้าง..)

ผู้หญิงบางคนมาจากกลุ่มออมทรัพย์
และผู้ชายบางคนเป็นสมาชิกคนสำคัญ
ของกลุ่มชาวบ้านที่ริเริ่มรักษาสิทธิในการดูแลท้องถิ่นของพวกเขาเอง

เทปเริ่มทำหน้าที่ของมัน  ขณะแสงแฟลชกระพริบวูบวาบ
บางคนเริ่มเรื่องราวของทะเลน้อยอย่างเฉื่อยชา
ดูเหมือนว่าพวกเขาเบื่อที่จะพูดถึงปัญหาซ้ำซากของบ้านเกิดเสียแล้ว

กระทั่งมีคำถามที่เริ่มจี้ตรงจุด  ประกายวาววามในดวงตาจึงเกิดขึ้นบ้าง
ท่าทีห่างเหินมาแต่ต้นเริ่มเปลี่ยนไป  วงกว้างๆ หลวมๆ จึงเริ่มขยับเข้ามาใกล้ชิดขึ้น
"ภาษากรุงเทพฯ" ที่ขัดเขินแปลกแปร่งจึงเปลี่ยนมาเป็นภาษาท้องถิ่นที่พวกเขาถนัด

และแล้ว...
ท่วงทำนองและน้ำเสียงของ "คนหัวหมอ" ซึ่งฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติเคยตราหน้า
ก็มีโอกาสได้แสดงบทบาทของมันอีกครั้ง...

บางคนเล่าถึงความริเริ่มบัดซบของข้าราชการผู้ใหญ่ในจังหวัด
ที่คิดโครงการ "หาเงิน" ก่อนเกษียณอายุราชการ
ด้วยการจะขุดลอกคลองจากพรุควนเคร็งมาลงทะเลน้อย
ฉันยิ้มแล้วแหย่ว่า "ก็ดีแล้วนี่! น้ำจากพรุจะได้ลงมาทะเลง่ายๆ..."
ชายคนนั้นถลึงตาแล้วแทรกขึ้นเสียงดังว่า
"ไอ้เปรตนั่นมันก็รู้  ว่าน้ำจากที่นั่นเป็นน้ำเปรี้ยว  จากดินเปรี้ยวในพรุ
 ไหลลงมาสะดวกเมื่อไหร่ทะเลก็ยิ่งฉิบหายเมื่อนั้น...ฯลฯ"

แล้วเขาก็ยิ้มและหัวเราะเสียงดัง  เมื่อฉันหลุดปากอุทานคำด่าภาษาถิ่นบางคำออกมาร่วมอารมณ์
เราเฮฮากันพักใหญ่  เมื่อมีหลายคนเล่าเสริม
และเสียดสีถึงความระยำตำบอนของคน "ระดับจังหวัด" คนนั้น

แต่แล้ว...
ในที่สุด  พวกเราก็ต้องนิ่งอึ้งเงียบงัน  เมื่อทราบจากชาวบ้านต่อมาว่า
ข้าราชการคนนั้น  กำลังดึงเบื้องสูงลงต่ำ
โดยพยายามผลักดันให้โครงการนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง
ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริ

ชาวบ้านยังหวังอยู่ว่าฎีกาที่พวกเขาถวายขึ้นไปถึงสมเด็จพระบรมราชินีฯ น่าจะทำให้บางอย่างดีขึ้นบ้าง
ไม่มากก็น้อย...

....................
หลายชั่วโมงของการพูดคุยทำให้เรามีข้อมูลตรงของทะเลน้อยหลายเทป
บางเรื่องพิศดารจนไม่น่าเชื่อ
เช่น ที่ชาวบ้านชี้ให้ดูแนวเขตที่ดินมีหนังสือแสดงสิทธิ์
ซึ่งอยู่ใกล้กับศาลากลางน้ำหลังนั้น
...คงไม่น่าแปลกใจ  หากมันไม่ได้อยู่กลางทะเล
 และอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า!!!


ชาวบ้านบอกกับฉันอย่างเจ็บปวด  ว่าในบรรดาชาวบ้านไม่มีใครรู้เรื่องมาก่อนเลย 
กระทั่งพวกเขาคิดจะร่วมกันกำจัดวัชพืชเพื่อปรับปรุงสถานที่
อันถือว่าเป็นหน้าตาของพวกเขา  ในวันสำคัญของชาติวันหนึ่ง
แต่แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาเตือน  และชี้บอกถึงแนวเขตที่ดินอัปยศจำนวนนั้น

หรืออีกเรื่องซึ่งตลกแกมเศร้า
ที่มีนักวิชาการจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ นำ "หอยเชอรี่" มาปล่อยในทะเลน้อย
ด้วยความเชื่อว่า  หอยชนิดนี้จะกินผักตบชวาให้หมดไป
จากแหล่งน้ำจืดอันเชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลาแห่งนี้

เพื่อนบางคนของเราขมวดคิ้วถามขึ้นว่า
"ปล่อยหอยเชอรรี่นี่นะ  ที่ไข่เป็นสีชมพูเกาะตามยอดหญ้าน้ำน่ะ?"

ลุงคนหนึ่งซึ่งอาวุโสสูงสุดในกลุ่มชาวบ้านหัวเราะพรืด
แล้วหล่นคำพูดภาษาพ่อขุนออกมาว่า
"เออ!! หอยอุบาทว์นั่นแหละ!!!"

"แล้วได้ผลมั้ยคะ?"
สาวน้อยหนึ่งเดียวในคณะของเราถามเสียงซื่อใส

"มันแดกผักหญ้าอย่างอื่นเรียบ  ยกเว้นผักตบ! มันเก็บเอาไว้วางไข่  และเป็นโรงเรียนอนุบาลให้ลูกมัน!!!"

พ่อลุงตอบเสียงเจือหัวเราะอยู่ในลำคอ  พลางขยับกายพิงเสา  พ่นควันยาฉุนโขมง
แววตาคู่นั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์  แม้ว่าน้ำเสียงคล้ายจะเยาะเย้ยต่อโชคเคราะห์
และภัยพิบัติชนิดใหม่จากรัฐอยู่ในที...

.......................
เราออกจากศาลานางเรียมเมื่อเย็นมากแล้ว...
เรือทั้งสองลำมุ่งสู่คลองบ้านกลาง
เพื่อดูแนวถนนที่ชาวบ้านพยายามตัดกันเองจากทะเลน้อย
ออกไปสู่บ้านหัวป่า-ตะเครี๊ยะ อำเภอระโนด--สงขลา

ถนนซึ่งยังมีคำถามมากมายทั้งต่อผู้นำชาวบ้านและพระภิกษุผู้ร่วมคิด-ร่วมทำ
..ถนนซึ่งชาวบ้านจำนวนมากเชื่อว่าจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง
ให้กับชุมชนและวิถีชีวิต  อันนับวันจะสิ้นหวังจากทะเล
และลู่ทางทำมาหากินอื่นๆ...

สำหรับ "ชาวบ้าน" ถนนคือตัวแทนของการพัฒนาที่พวกเขาได้เรียนรู้จากรัฐ
..คือความเจริญ  ..คือหนทางและโอกาสใหม่ๆ
เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า  ถนนสายนี้จะนำโชคลาภมาให้
และจะสามารถทดแทน “ทะเลน้อย” ซึ่งทางการยึดเอาไปเลี้ยงนกเสียหลายปีแล้ว

...................
เรือแล่นผ่านน้ำซึ่งเริ่มดำคล้ำและมีกลิ่นเน่าจางๆ
กลิ่นเดียวกับเขื่อนเชี่ยวหลานครั้งเริ่มเก็บกักน้ำจนได้ระดับ

ฉันวักน้ำขึ้นมาดมจากหลายๆ จุดที่เรือผ่าน  จนคนขับเรืออธิบายว่า..
"ถนนมันปิดทางน้ำที่ไหลจากทะเลน้อยออกไปทะเลลำปำ(ทะเลสาบตอนบน)
เหลือทางให้น้ำไหลแค่ไม่กี่จุด"
"แล้วจะทำอย่างไร  จะแก้อย่างไร?"
ฉันตะโกนถามแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
"ทำปรือมันล่ะ  'หนนสำคัญกว่า..." เขาตอบเสียงดัง  แต่ก็เลี่ยงหลบไปมองทางอื่น  ไม่ยอมสบตา

.................
หรือทะเลสาบถูก "สาบ" จริงๆ เสียแล้ว?
...ดั่งที่หญิงวัยกลางคนจากกลุ่มออมทรัพย์ทะเลน้อยพูดติดตลก
ก่อนที่จะแยกไปลงเรือหางยาวอีกลำ...

บันทึกทะเลสาบ(6)
26 กุมภาพันธ์ 2544

เช้าวันถัดมา...
หลายคนในกลุ่มของเราตื่นแต่เช้ามืด
ด้วยคาดหวังจะเก็บภาพแสงแรก  และดวงตะวัน ณ เส้นขอบฟ้า
...จากมุมที่เล็งไว้ตั้งแต่เย็นวาน

ฉันนั่งลงกับบันไดขั้นบนสุดของบ้านพักรับรองเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ
ชื่อของบ้านเป็นชื่อนกน้ำชนิดหนึ่ง  ซึ่งพบได้ทั่วไปในทะเลน้อย
"นกน้ำ" อันเป็นที่มาของคำถามไร้คำตอบจำนวนมาก
จากวันวานถึงวันนี้...

หลายคำถามมาจากชาวบ้าน-คนท้องถิ่น
ส่งผ่านไปถึง "นักอนุรักษ์" จากในเมือง
ตลอดจนกระบวนการอนุรักษ์ "อะไรต่อมิอะไร" ในกระแสหลัก
ทั้งของประเทศนี้  หรือกระทั่งในระดับโลกก็ตาม

คำพูดเรียบๆ ของผู้เฒ่ามีให้จดจำจนติดหู
"..จะอนุรักษ์ให้มันตาย  หรือให้มันอยู่? 
และถ้ามันอยู่..  ต้องให้กูตายด้วยหรือเปล่า? ...หรือจะให้อยู่ร่วมกัน?"


.................
ภาพของฝูงนกน้ำที่ตกใจเสียงเรือแล้วโผบิน-ออกวิ่งเป็นฝูงๆ
ตัดกับฉากหลังเป็นดงดอกบัว  พงหญ้าน้ำ  หรือผืนฟ้าสีฟ้าเข้ม
เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยว  หรือนักอ่านสารคดีจำนวนไม่น้อย
ว่า..
นี่คือ "ทะเลน้อย" อุทยานนกน้ำอันสวยงามและสำคัญ
เป็นที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดพัทลุง
ว่ามี "สถานที่ท่องเที่ยว" จำพวก "หาดูที่อื่นไม่ได้" กับเขาด้วยแห่งหนึ่ง
นอกเหนือจาก น้ำตก  ทะเลสาบ  ภูเขาออกทะลุ และ ฯลฯ

..................
แต่...
ในสายตาและห้วงคำนึงของชาวทะเลน้อย
วันนี้ "นกน้ำ" กลายเป็นดั่งส่วนเกินของชีวิต

..มันกินลูกปลา-ลูกสัตว์น้ำอื่นๆจำนวนมหาศาล  ตามจำนวนของนกที่เพิ่มขึ้น
มันถอนและกินต้นกระจูด  จนการทำ "นา 'จูด" เพื่อนำมาสานเสื่อไม่สามารถจะทำได้
มันรบกวนนาข้าว พืชผักริมน้ำ  มันรบกวนผู้คน  เท่าที่ฐานะสัตว์สงวนของมันจะทำได้
ไม่มีใครสามารถไปห้ามปราม...

"นกกาน้ำที่คุณเห็นกำลังเกาะเสาตากขนสีดำขลับอยู่นั่น
ผมกะให้ว่า  มันกินปลาอย่างน้อยที่สุดวันละ 5 ตัว
ถ้ามีนกกาน้ำจำนวน 1,000 ตัว  เท่ากับมันกินปลาวันละ 5,000 ตัว  ตัวละ 1 ขีด( 100 กรัม) รวมแล้ว 500 กิโลกรัม"
( 500,000 กรัม)

"อันที่จริงนกกาน้ำมีมากกว่านี้  แถมกินมากกว่านี้!!!"
"วันนี้มีใครหาปลาได้มากเท่านี้บ้าง?  และหากรวมทุกชนิดของนก  มันกินปลา-ลูกปลาวันละเท่าไหร่?"


 คนขับเรือเสนอ "ตัวเลข" ให้เราขบคิดตั้งแต่วันวาน
และตัวเลขเหล่านั้นบางจำนวน  ยังตามหลอกหลอนฉันมาโดยตลอด

"ถ้าคนทะเลน้อยไม่รักนกน้ำ  อยากถามว่ามันจะเหลือมาถึงวันที่คนกรุงเทพฯมาบอกให้เราอนุรักษ์หรือ?"
บางคนถามฉันอย่างไม่ต้องการคำตอบ  และมันฟังดูคล้ายคำบอกเล่าอันคับแค้น  มากกว่าความอยากรู้ใดๆ

"วันนี้เรามีเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเต็มพื้นที่  มีนกน้ำเป็นสัตว์สงวน-ห้ามล่า  มีเขตอุทยานที่ปักเขตห้ามไม่ให้เรือเราผ่าน
ใน'เลปลาเกือบหมด  ชาย'เลมีนายทุน-นักการเมืองมาซื้อที่  มีฝรั่งมาสร้างบ้านพักตากอากาศ  มีคนมาตั้งรีสอร์ท ฯลฯ
 ล้วนปักป้ายห้ามเข้า"

"กูอยากถามว่าจะให้คน'เลน้อยทำมาหากินอะไร??"

ประโยคคำถามอย่างนี้จะตอบว่าอย่างไร?
 ...และใครจะตอบ  เป็น "คำตอบสุดท้าย"??


......................
หลังจากรอจนเกือบเจ็ดโมงเช้า  ฝันของตากล้องก็ไม่เป็นจริง
ฝืนฟ้าด้านตะวันออกของทะเลน้อยดูหมองหม่น
กลุ่มเมฆกระจายตัวราวกับหมอก  หนาทึบจนบังดวงตะวันไว้มิด
แม้ความสว่างเรืองรองขึ้นบ้าง  แต่เรากลับไม่เห็นแสงแรกของวัน
บางคนเสนอให้ออกเดินทางไปหามื้อเช้าเอาข้างหน้า
จากแผนเดิมที่จะอิ่มท้องด้วย "ขนมจีนปักษ์ใต้" ในเพิงริมทางที่หมายตาไว้
เมื่อมีข้อสรุปเช่นนั้น...
หลังจากแวะขอบคุณและบริจาคเงินสดจำนวนหนึ่ง
(เป็นการตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ที่พวกเขาไม่คิดค่าที่พัก)เรียบร้อยแล้ว
เราก็พากันขนสัมภาระมาขึ้นรถตู้ด้านหน้าอุทยานอย่างเงียบๆ
การเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้ง
ทิ้งคำถามและคำตอบนานาชนิดไว้เบื้องหลัง


.......................
"..จะอนุรักษ์ให้มันตาย  หรือให้มันอยู่? 
และถ้ามันอยู่..  ต้องให้กูตายด้วยหรือเปล่า? ...หรือจะให้อยู่ร่วมกัน?"

.......................
เราอนุรักษ์อะไร?  และเพื่ออะไรกันแน่?
แล้วในที่สุด  เราจะก้าวเดินไปทางใด?
บนเส้นทางของประวัติศาสตร์อันคดเคี้ยว
เราพากันทุบทำลายสิ่งต่างๆ จนเหลือแต่ซากปรักพังเต็มไปหมด
ด้วยหวังว่าพรุ่งนี้จะดีกว่า
อย่างน้อยก็ "น่าจะ" ดีกว่า...
...เท่านั้น!!!


........................
ใช่หรือไม่ว่า  "ฝัน" ของพรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง
และวันวานอันเคยดีงามผ่านไปเสียแล้ว?

บันทึกทะเลสาบ(7)
27 กุมภาพันธ์ 2544

ระหว่างทะเลสาบสงขลาตอนกลางและตอนล่าง
เชื่อมต่อกันด้วยสายน้ำซึ่งกว้างหลายสิบเมตร
มีสภาพดั่งประตูชั้นใน  ถัดจากประตูด้านนอกแถบหัวเขาแดง-เก้าเส้ง
ซึ่งเปิดรับน้ำเค็มเข้ามาจากอ่าวไทย  และระบายน้ำจืดออกจากทะเลสาบในฤดูน้ำหลาก

เดิมที...
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีระบุว่า
สายน้ำในเขตอำเภอระโนด  เป็นอีกประตูหนึ่ง
ที่เปิดรับสำเภาจากแดนไกล  เข้ามารับสินค้าประเภทข้าวเปลือก  ของป่า
งานหัตถกรรม  หรือกระทั่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป ฯลฯ
จนถึงด้านในของทะเลสาบตอนบน-ตอนกลาง

มีมาแต่ครั้งอยุธยา  หรือก่อนนั้น
ดังปรากฏอยู่ในแผนที่เดินเรือของชาวยุโรป
หากเส้นทางตื้นเขินไปด้วยวิถีธรรมชาติ
อันมีมรสุมจากอ่าวไทยโหมกระหน่ำ  นำเอาสันดอนขึ้นปิดปากน้ำ
กระทั่งเมื่อมีการสร้างประตูกันน้ำเค็มที่ปากระวะเมื่อ(ประมาณ)ปี 2490
ตำนานเส้นทางการค้า "ตะวันตก-ตะวันออก" สายนั้นก็ยุติตัวเองลง
เหลือไว้เพียงลำคลองแคบๆ อันมีชื่อหมู่บ้าน  ชื่อท่าเรือ
เป็นประจักษ์พยาน  หรือตำนานที่รอการลบทิ้ง


....................
ผู้คนในรุ่นถัดมายอมรับสภาพนั้นอย่างไม่มีทางเลือก
ต้องหันมาใช้ "ประตูชั้นใน"  และสายน้ำแถบบ้านปากรอเป็นทางสัญจร
เช่นเดียวกับปลา  กุ้ง  หรือสัตว์น้ำอื่นๆ

....................
สมัยหนึ่ง...
สายน้ำแห่งนี้ตลิ่งทั้งสองฟากอุดมไปด้วยต้นเหงือกปลาหมอ  ลำพู  และพืชชายน้ำนานาชนิด
กระท่อมทับของคนเรือเรียงรายเป็นระยะ
สร้างทิ้งไว้พักรอออกเรือ
หรือหลบลมแรง-สายฝน  วันที่พายุตั้งเค้า

ช่วงไหนมีช่องว่าง  ยอขนาดใหญ่ก็แทรกตัวให้เห็นแต่ไกล
รอเวลาเหมาะสม  จะทอดคันลำไผ่แก่จัดลงต้อนรับปลาประมาทน้ำ

ส่วนเสาหลักในลำน้ำก็มีให้เห็นเป็นแนวจนเจนตา  ด้วยบางคนปักขึงถุงข่ายโพงพางวางไว้
รอรับส่วนแบ่งความอุดมสมบูรณ์
ที่จะเดินทางเข้าสู่กับดัก  อันสืบเนื่องมาจากปัญญาดั้งเดิมของบรรพชน

แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว
ยากที่วันคืนในอดีตจะกลับคืนมาอีก
ไม่ว่าจะเป็นสภาพตลิ่งสองฟากฝั่ง  ความอุดมสมบูรณ์ในสายน้ำ
หรือหมู่บ้านโจรสลัด  อันเคยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งทะเลนอกทะเลใน

ข่าวใหญ่ครั้งล่าสุดของบ้านปากรอ
ก็คือ "ศักดิ์ ปากรอ" ฆาตกร 5 ศพผู้โด่งดังเมื่อ 2-3 ปีก่อน
...ผลผลิตของยุค "นากุ้ง" และ "อุตสาหกรรมการเกษตร"
ที่พ่อแม่ใจจดจ่อกับ "การเติบโต" ของลูกกุ้งกุลาดำ(และตัวเลขดอกเบี้ย!!)
มากกว่าบุตรหลานในบ้าน

......................
วันนี้...
คลองปากรอมีสะพานคอนกรีตโค้งสูงขนาดใหญ่ทอดตัวเชื่อมสองฝั่งเข้าหากัน
เป็นเส้นทางขนส่งกุ้งกุลาดำ  ผลิตผลการเกษตรอื่นๆ สินค้าอุปโภค-บริโภค
และกรรมกรหนุ่มสาวจากฝั่งพัทลุงไปยังโรงงานอุตสาหกรรมแถบสงขลา

ถนนลาดยางสายแล้วสายเล่า  ตัดใหม่ซอกซอนเข้าสู่ป่าชายเลนราวเป็นตารางหมากรุก
รองรับนากุ้งและผลผลิตจำนวนมหาศาลของมัน  ที่นับวันจะเพิ่มขึ้น  และเพิ่มขึ้น

......................
หลังจากแวะพักค้างคืนแถบอำเภอบางแก้ว
เช้านี้รถตู้พาพวกเราผ่านวัดบ่อหว้า  เมื่อเวลาประมาณ 08.00 นาฬิกา
(วัดนี้มีศาลาการเปรียญและอุโบสถเป็นสถาปัตยกรรมแบบพื้นบ้านอันงดงามและสมบูรณ์
เป็นหนึ่งในวัดไม่กี่แห่งรอบทะเลสาบ  ที่ยังรักษาสิ่งปลูกสร้างเดิมไว้ได้บ้าง--บางส่วน!!)

อากาศดีจนต้องเปิดกระจกรถรับลมทุ่ง
ไก่ทอดและปาท่องโก๋ที่ซื้อแบ่งกันทานรองท้องมาจากอำเภอปากพะยูนหมดไปนานแล้ว
แต่ยังเป็นเหตุให้เกิดวิวาทะ  ว่าด้วยรสชาติไก่ทอดระหว่างศาสนาและท้องถิ่น
หลังจากบางคนได้ทราบว่า  ไก่ทอดที่ทานไปหยกๆ เป็นฝีมือของพี่น้องชาวมุสลิม

หลายเหตุผลข้อมูลถูกยกมาอ้างอิงกับความคิดเห็น
แต่มักสรุปใกล้เคียงกันว่า  ...ทำไมซื้อมาน้อยนัก!!!
ก่อนขึ้นสะพานคอนกรีต  บางคนเหลือบเห็นร้านข้าวแกงด้านซ้ายมือ
แล้วตะโกนโหวกเหวกให้โชเฟอร์(ใจดี)รีบจอด 
คนขายและลูกค้าในร้านข้าวแกงทั้งสอง(ที่อยู่ติดๆ กัน)
หันมามองอย่างให้ความสนใจกับคนแปลกหน้า  แต่แล้วก็ยิ้มรับ
จนพวกเราเกิดความลังเล-เรรวน
ว่าจะ "เลือก" ร้านไหนแน่  สำหรับมื้อเช้าของชาย 6 และหญิง 1

กระทั่งในที่สุด  ความมีอัธยาศัยของคนพื้นถิ่น
ก็ทำให้แต่ละเจ้า  บอกเกือบพร้อมกันว่า
 "อาหารเหมือนๆ กันแหละ  จะเลือกนั่งร้านไหนก็ตามสบาย"

เป็นเหตุให้ปริมาณและความหลากหลายของอาหารมื้อนั้นมากกว่าปกติ
เพราะเราสนองน้ำใจของแม่ค้าวัยกลางคน  ด้วยการสั่งกับข้าวมาทานจากทั้งสองร้าน
แกงเผ็ดเนื้อ(คั่วกลิ้ง)  แกงส้มปลาขี้ตัง  แกงกะทิไก่(กับหยวก-- 'ต้น' กล้วยป่า)
ต้มส้มปลากระบอก  และน้ำพริกกะปิกับผักสดนานาชนิด  วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะสองตัวต่อกัน

พวกเราก้มหน้าก้มตารับประทานไปพร้อมกับซับเหงื่อ
บางคนที่ไม่คุ้นเคยน้ำมูกน้ำตาไหลราวกับโศกเศร้า
ขณะที่เจ้าของร้านทั้งสองยืนสังเกตยิ้มๆ อยู่ใกล้ๆ
พลางถามว่า "เผ็ดมั้ย? อร่อยมั้ย?" อยู่เป็นระยะ

.......................
รถตู้สีขาวซึ่งเริ่มมีคราบฝุ่นและโคลนเปื้อนเปรอะ  เคลื่อนออกจากร้านข้าวแกงเมื่อเก้าโมงเศษ
เราผ่านสะพานคอนกรีตสูงใหญ่นั้นเงียบๆ
รถต้องวิ่งช้าๆ เผื่อว่าตากล้องจะมีโอกาสได้มองหาและเลือกวัตถุดิบจากสายน้ำเบื้องล่าง
ตามหน้าที่ของเขา

ณ ส่วนสูงสุดบนความโค้งของสะพาน
เราพบเด็กหนุ่มหลายคนกำลังตกปลา
พวกเขาโปกมือให้  และยิ้มแย้มร่าเริงเมื่อตากล้องพยายามจับภาพ
... "ภาพ" ที่วันนี้พวกเขาถือคันเบ็ดติดรอกหมุนแบบฝรั่ง!!
"เบ็ด" ที่ระบาดมาแทนที่ความโค้งอ่อนของลำไผ่
อันเป็นแบบแผน "เบ็ดยั่ว" (เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 นิ้ว-โดยประมาณ)
ของนักเลงเบ็ดลุ่มทะเลสาบ
ครับ...
วันนี้การตกปลาเป็นกีฬา
และเป็นการพักผ่อนวันหยุดของเด็กหนุ่มแถบนี้
...เช่นเดียวกับ "ชนชั้นกลาง" ในเมืองใหญ่
"ชนชั้นกลาง" ซึ่งพวกเขาใฝ่อยากจะเป็น

บันทึกทะเลสาบ(8)
2 มีนาคม 2544

เมื่อหลายปีก่อน...
ครั้งเศรษฐกิจฟองสบู่ยังรุ่งโรจน์
ภาพฝันของนายหน้า  นักลงทุน  และเจ้าของที่ดินริมทะเลสาบ
มาบรรจบกันในหลายสถานที่
โดยมี "เงิน" เป็นจุดเชื่อมโยง

ที่ราบลุ่มชื้นแฉะ  รกเรื้อไปด้วยขลู่ กก ปลงทอง ฯลฯ
หรือป่าชายเลนที่มีโกงกาง ลำพู เสม็ด ฯลฯ อยู่ติดผืนน้ำ
กลายสภาพสู่ "ฝัน" ที่เป็นจริง

ฝันของการบริโภค  และผู้มี "อำนาจซื้อ"
ฝันของการ "เสนอ" และ "สนอง"
โดยไม่จำเป็นต้องมีความถูกต้องใดๆ รองรับ
...นอกจากความถูกใจ!

..............
เม็ดเงินมหาศาล  หว่านพรมลงบนผืนดินติดทะเลสาบ
เหนือจรดใต้  ตะวันออกสู่ตะวันตก
ทั้งพัทลุง  สงขลา  และนครศรีธรรมราช
เงินเดินทางจากธนาคารเข้าสู่สมอง  และแย่งชิงพื้นที่ในหัวใจของผู้คน
ผู้เฒ่านั่งมอง "หน้าบ้าน-หน้าท่า" --ผืนดิ&##3609;ติดริมน้ำมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ
ที่กำลังถูก "ซื้อ-ขาย" เปลี่ยนกรรมสิทธิ์
ด้วยดวงตาแห้งผาก  และความจำนนแห่งถ้อยคำ
ขณะไฟปรารถนาลุกโชนในดวงตาและหัวใจลูกหลาน
ผลประโยชน์และการแก่งแย่ง
เดินทางมาพร้อมกับบ้านหลังใหม่
โทรทัศน์  เครื่องซักผ้า  พัดลม  ตู้เย็น ฯลฯ และรถยนต์
คือสิ่งที่ “คล้ายจะ” ขาดไม่ได้  ใน "ชีวิตทันสมัย"
บ่อน  การพนัน  ร้านเหล้า  ยาเสพติด  และบริการทางเพศ ฯลฯ ขยับตัวมาใกล้
ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านชาวพุทธหรือมุสลิม

...............
ครั้งนั้น...

วันหนึ่งในปี 2539.
ฉันรับทราบด้วยความหดหู่ว่า "ศพ" ไม่ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนย้ายผ่าน "หมู่บ้านจัดสรร"
ซึ่งเป็นโครงการหลายพันหลายหมื่นล้านบาท ชื่อ "สงขลาลากูน่า"
เพื่อไปสู่ วัดและเมรุ
ด้วยว่า...
จะเป็นการ "รบกวนความสงบ" ของผู้พักอาศัย
รบกวน "ลูกค้า" ซึ่งซื้อบ้าน ที่ดิน และท่าเรือยอร์ชราคาหลายสิบล้านบาท
แล้วสร้าง “ที่พักผ่อน” ของตน
 "คั่น" อยู่ระหว่างชุมชนเก่าแก่กับวัดอายุหลายร้อยปี
แต่แล้ว
ในที่สุดโครงการฯ ก็ผ่อนผันให้ย้ายศพได้
(หลังจากมีการชุมนุมประท้วง!!)
แต่ต้องเคลื่อนย้ายในเวลาหลังเที่ยงคืนเท่านั้น
และห้ามส่งเสียงรบกวนอย่างเด็ดขาด!!!


...............
โครงการอันยิ่งใหญ่นี้
กว้านซื้อที่ดินแถบบ้านแหลมโพธิ์และหมู่บ้านใกล้เคียงมารวมเป็นผืนเดียว
เตรียมการย้ายโรงเรียนประถม  ย้ายวัด  ให้ออกไปนอกพื้นที่ "ของเขา"
"พวกเขา" ซื้อที่ดินคร่อมลำน้ำสาธารณะชื่อ "คลองท่าเมรุ"
แล้วห้ามชาวบ้านใช้หรือผ่าน
ด้วยการจ้างชาวบ้านบางคนมาเป็นยาม  ให้ข่มขู่เพื่อนบ้าน-ลูกหลานของเขาเอง
ทั้งที่คลองสายนี้เคยเป็นสถานที่จัดและทางผ่าน
ของการ "ชักพระ" ทางน้ำ  ในเทศกาลออกพรรษา
มาแต่ครั้งบรรพบุรุษ
หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ปลูกสร้างขึ้นบนที่ดอน  ซึ่งชาวบ้านใช้ประกอบพิธีกรรมในวันสารท
ส่วนหนึ่งของโครงการนี้
วางแผนขุดลอกอ่าวแหลมโพธิ์--ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง
เพื่อเตรียมการให้เรือสำราญขนาดใหญ่เข้ามาจอดแวะพัก

"พวกเขา" ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินลงไปในผืนน้ำของทะเลสาบนับร้อยๆ เมตร
โดยการสมคบของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น  และความดูดายของหน่วยงานรับผิดชอบ
ปรับพื้นที่ป่าชายเลน-ป่าพรุ
สร้างถนน  ท่าเรือ  หอชมทิวทัศน์
สำหรับลูกค้า “ของเขา”  ...เท่านั้น!!!

................
เราออกจากเกาะยอข้ามสะพานติณสูลานนท์มาถึงฝั่งสงขลาเมื่อมืดมากแล้ว
พากันหลงทางอยู่ในความเปลี่ยนแปลงของสถานที่
และการไม่สามารถติดต่อ  กับผู้ซึ่งเรานัดไว้ทางโทรศัพท์
กระทั่งเกือบ 3 ทุ่ม
เมื่อแวะถามที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง
(ที่พึ่งของคนเดินทาง  ทั้ง น้ำมัน ส้วม อาหาร และแผนที่  หรือแม้แต่การจอดนอนพัก!)
เราก็พบว่าเส้นทางแยกไปแหลมโพธิ์-ท่าเมรุ  โดยผ่านตำบลคูเต่า--อำเภอหาดใหญ่
คือจุดที่เราขับรถผ่านไป-มาแล้วหลายครั้งนั่นเอง
ในความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้า
ฉันบอกกับคนขับรถและเพื่อนบางคน
(หลังจากรับฟังการบอกทาง--อีกครั้ง!  จากสตรีมุสลิมใจดี)ว่า
เราอาจจะมีปัญหาในการเข้าและออกผ่าน "โครงการสงขลาลากูน่า"
(แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นขบวนแห่ศพก็ตาม)
เพราะเวลาและวัตถุประสงค์ของเราอาจจะไม่เป็นที่ยินดีของโครงการดังกล่าวนัก
บางคนกังวลใจ
แต่หลายคนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากไปกว่าการคิดถึงที่พักและอาหารมื้อค่ำ
แถมบอกว่าอย่างติดตลกว่า
ถ้ายังหลงทางอยู่อย่างนี้  หลังเที่ยงคืนเราอาจจะมีศพเพื่อแห่ตามระเบียบที่ฉันเล่า


....................
แต่แล้ว...

เมื่อเราเดินทางมาถึง
ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ป้อมยามถูกทิ้งรกร้าง  โคมไฟบนเสาบางดวงหรี่กะพริบ
หลายดวงดับสนิท
ประตูใหญ่เปิดกว้าง  ถนนเข้าโครงการรกเรื้อและเริ่มมีหลุมบ่อ

คำบอกเล่าของเจ้าถิ่นใจดีในวงเครื่องดื่มเมื่อใกล้เที่ยงคืน
(เขาก็ออกไปหาพวกเรา  และยืนยันว่าเห็นรถเราหลายครั้ง
แต่บังเอิญลืมเครื่องมือสื่อสารไว้ที่บ้านจึงติดต่อกันไม่ได้)
บอกว่า...

เมื่อฟองสบู่แตก  โครงการ "สงขลาลากูน่า" ก็หยุดชะงัก
บ้านที่สร้างเสร็จและขายได้บ้างแล้ว  ก็มีลูกค้าอยู่อาศัย  หรือมาพักในบางฤดู
แต่การพัฒนาตามโครงการถูกระงับทั้งหมด
ปัจจุบัน  แม้แต่สาธารณูปโภคพื้นฐานก็มีปัญหา
ผู้ซื้อ-ผู้อยู่อาศัยเดือดร้อนไปตามๆ กัน


.....................
รุ่งขึ้น
บางคนของกลุ่มเราออกไปหามุมบันทึกแสงแรกของวันใหม่
ส่วนฉัน  ใช้เวลาสั้นๆ เดินลัดเลาะไปตามริมคลองท่าเมรุ
เพื่อหาจุดสังเกตบางอย่าง  ที่จะช่วยทบทวนวันคืนเก่าๆ ในลิ้นชักแห่งความทรงจำ

เมื่อเมษายน 2539
ขณะฉันวางอุปกรณ์และเริ่มปรับขาตั้งกล้อง
ก็มีเสียงโหวกเหวกของยามในเครื่องแบบหรูหรางดงาม
เข้ามาแสดงตัว(และอาวุธ!) พร้อมทั้งห้ามการบันทึกภาพ

วันนี้  เชื่อว่าตากล้องของเราจะไม่เจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีก
เพราะทราบว่าโครงการเลิกจ้างยามไปหมดแล้ว

.....................
ฉันยืนพิงต้นไม้ใหญ่
พลางหรี่ตามองแสงอาทิตย์ของวันนี้
ที่เริ่มเข้มและร้อนแรงขึ้นตามเวลา

แสงนั้นส่องกระทบ
และสะท้อนหักเหกับหน้าต่าง "บ้านทิ้งร้าง" บางหลังของโครงการ
จนมองเห็นบางมุมภายในห้อง  หลังกระจกกรองแสงสีเข้ม

ดูเงียบและสงบ 
ในห้วงสำนึก  มองคล้ายสัตว์ใหญ่หมอบนิ่ง


......................
วันนี้...
สำหรับแนวทางของรัฐและภาคธุรกิจ
ใช่หรือไม่ว่า  โครงการเช่นนี้
มันเพียง "ถูกพักชั่วคราว" เพราะสภาวการณ์ไม่เอื้ออำนวย
ใช่หรือไม่ว่า
มันเพียงรอเวลาที่จะลุกขึ้น
แล้วกระโจนเข้าตะปบกัด  ขย้ำกินสัตว์อ่อนแอตัวอื่นๆ อีก
เมื่อความพร้อมมาถึง??
...เหมือนสัตว์บาดเจ็บ  รอการเยียวยาจากวันคืน...

บันทึกทะเลสาบ(9)
4 มีนาคม 2543

ริมทะเลสาบตอนบนด้านอำเภอระโนด
ระหว่างตำบลบ้านขาวและตำบลตะเคี๊ยะ
ที่นี่..  มีโรงสูบน้ำพลังไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่

ปีหนึ่งเดินเครื่องในบางเดือน 
เพื่อสูบน้ำจืดจากทะเลสาบ
แล้วส่งต่อไปตามคลองส่งน้ำชลประทาน
สำหรับการทำนาปีและนาปรัง
ของเกษตรกรทำนาในทุ่งระโนด

ปลายเดือนมกราคม
สายวันนั้น  เมื่อเราแวะเยี่ยม
เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังทำความสะอาดโรงสูบน้ำ
ตรวจสอบระบบ  และทดสอบการทำงานของเครื่องจักร

บางคนกำลังซ่อมแซม-บำรุงรักษาตะแกรงโลหะขนาดใหญ่
ซึ่งใช้วางขวางมิให้วัชพืชหรือสิ่งอื่น  หลุดรอดเข้ามาอุดตันท่อสูบน้ำ

...................
รัฐบาลเมื่อ 30 ปีก่อนเชื่อว่า
การผลิตข้าวเพื่อการส่งออก  คืออนาคตของท้องทุ่งแถบนี้
ซึ่งขณะนั้นยังมีอาณาบริเวณกว้างขวาง  เนื้อที่นับหมื่นนับแสนไร่
ด้านตะวันตกจรดทะเลสาบ  ด้านตะวันออกติดต่อกับอ่าวไทย

....................
วันเก่าๆ...
เมื่อน้ำหลาก
สายน้ำจะพัดพาตะกอนและความอุดมสมบูรณ์จากทะเลสาบ-ทะเลน้อยขึ้นมาให้
ขณะที่มรสุมจากอ่าวไทยจะเปิดปากระวะ  นำพาแม่พันธุ์สัตว์น้ำเข้ามาวางไข่
.....จะกิน "ปลาบก--น้ำจืด" หรือ "ปลา 'เล--น้ำเค็ม" ก็แล้วแต่อัธยาศัย
มีกุ้ง หอย ปู นานาชนิดให้เลือก 
ในป่าพรุ  สัตว์ใหญ่น้อยก็ยิ่งชุกชุม
ซากช้างแคระแห่งพรุเคร็ง  และจระเข้คลองนางเรียม
เป็นตำนานที่ยากจะลืมเลือน...
...ชาวทุ่ง  ก็อยู่บ้านมุงจาก-ฟากไม้ไผ่  รั้วก้านตาล
ทำการค้าจึงอยู่ริมคลอง  ค่อยมี "หน้าท่า"  บ้านฝาไม้จริงหลังคากระเบื้อง
ท่าน้ำไม้เคี่ยม  ทั้งแข็งแรงทั้งมั่นคง....
สายน้ำราวร่างแห  คือระบบนิเวศน์ของความหลากหลายอันซับซ้อน
เชื่อมต่อแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่  ป่าพรุ  ทุ่ง  หนอง  เข้ากับป่าชายเลนและน้ำเค็ม
คล้ายผลงานการถักทอผืนผ้าแห่งชีวิต
ของขวัญจากธรรมชาติเช่นนี้
นำพาผู้คนไปสู่วิถีเรียบง่าย
พึ่งตนเอง  และเป็นอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติเสมอมา
โดยไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีใดๆ ไม่ว่าจะส่วนไหนของโลกก็ตาม
ตราบที่ยังไม่มีระบบคุณค่าอื่นๆ เข้ามากำหนด-ตัดสิน
....ตราบที่เงินยังไม่เป็นใหญ่กว่าหัวใจ!!!

...................
"บานช่านไม้ไร่  หยั่งแต่ไพ่กั่บโน้ด  อ่ำเพอหร่ะโหน่ด  จั่งวัดซ่งขล้า"
(...บ้านฉันไม่มีอะไร  มีแต่ไผ่กับโตนด  อำเภอระโนด  จังหวัดสงขลา...)
กลอนพื้นบ้านบทนี้คงเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก
อย่างน้อยก็ต้องภายหลังแบ่งเขตปกครองออกเป็นอำเภอ
และเกิดขึ้นด้วยการ "เปรียบ-เทียบ" คุณค่าระหว่างท้องที่-ท้องถิ่น
ด้วยความ "มี" และ "ไม่มี" ตามมูลค่าแห่งการชี้วัด

....................
ด้วยสายตาของรัฐและภูมิรู้ของนักวิชาการบางคน
วันหนึ่งปากระวะก็ถูกปิด(2490)ด้วยประตูน้ำทางเดียว 
คือสามารถระบายน้ำจืดออกในหน้าน้ำหลาก  และปิดกั้นน้ำเค็มยามมรสุม

...ทุ่งระโนดถูกนโยบายส่งเสริมการเกษตรกำหนดเป็นพื้นที่นาข้าว
เป็นเขตชลประทาน-ทำการผลิตพืชเชิงเดี่ยว

มีการขุดคลองส่งน้ำ  สร้างโรงสูบน้ำ  ใช้ปุ๋ยเคมี  ยาฆ่าแมลง-ศัตรูพืช  ยากำจัดวัชพืช ฯลฯ
มีคนปลูกข้าว  คนซื้อข้าว  และคนขายข้าว

เกิด "อาชีพ" ทำนา  และเกิด "ชาวนา"
เกิดการทำมาค้าขาย  ในหมู่ผู้เคย "ทำมาหากิน"


.....................
แต่แล้ว...
วันหนึ่ง "นากุ้ง" ก็เข้ามาแทนที่ "นาข้าว"...

โรงงานอาหารทะเลแช่แข็งเพื่อส่งออกมาแทนที่โรงสี
ไอ้หนุ่มลูกทุ่งที่เคยดวลมีดกับเด็กเรือ-ลูกเรือประมง  กอดคอกันเป็นยาม
เลิกงานแล้วร้องเพลงในคาราโอเกะ  คลอเคลียนักร้องในคาเฟ่ใกล้บ่อกุ้ง

ต้นตาลยืนตาย  เช่นเดียวกับนาข้าวหลายผืน
ที่เปลี่ยนสภาพมาเป็นที่ทิ้งขี้เลน--ผลข้างเคียงจากกุ้งกุลาดำ

สงครามผลประโยชน์รุนแรงและแหลมคม
เม็ดเงินมหาศาลไหลบ่าท่วมทุ่งระโนด
ต่างกันที่วันนี้ไม่มีตะกอนจากทะเลสาบ  หรือแม่ปลาจากอ่าวไทย
ไม่มีคุณค่าใดๆ หลงเหลือมากไปกว่าดินเค็ม
...กับคนรวยเห็นแก่ได้  และคนจนโง่งม

ความบาดหมางระหว่างญาติมิตร  เพื่อนบ้าน
การแก่งแย่ง "เงิน" ระบาดราวไฟลามทุ่ง

เมื่อกุ้งราคาสูงครั้งสิบกว่าปีก่อน
โรงเรียนที่อยู่ใกล้ทะเลถูกขอให้ย้าย 
ย้าย!!! ไม่เว้นแม้ป่าช้า  และสถูปเจดีย์บรรจุกระดูกบรรพบุรุษ


.................
วันนี้...
ทุ่งระโนดด้านหนึ่งยังมีโรงสูบน้ำบ้านหัวป่า  อีกด้านยังมีประตูน้ำปิดปากระวะ
แต่ตาลและไผ่เริ่มหายาก
ยากพอๆ กับรอยยิ้ม
......ที่ไม่คิดกำไร!!!

บันทึกทะเลสาบ(10)
6 มีนาคม 2544

บ่ายวันหนึ่ง...
ใต้ร่มเงาสนทะเลแถบแหลมสนอ่อน
เรานั่งล้อมวง  พูดคุยกับ "บางคน" ที่ทำงานเกี่ยวกับทะเลสาบสงขลามานานปี

ลมทะเลพัดแรงจนฝุ่นทรายฟุ้ง
บางครั้งหอบเอาเศษหญ้าและใบสนสีน้ำตาลมาปะทะใบหน้า
ก่อนจะพัดพาหายลับไป...

...คล้ายกับเรื่องราวของทะเลสาบ
ซึ่งมีทั้งภาพและข้อมูลซับซ้อน  รอคอยการสรุปหรือเรียบเรียง
ก่อนที่กระแสข้อมูลข่าวสารจะพัดผ่านหรือฝังกลบ
ด้วยปริมาณหรือความจำเป็นทางธุรกิจนานาประการ


................................
เขาทราบดีว่าเราสำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลทะเลสาบมาหลายครั้ง
เราเองก็ทราบดีว่าเขาและเพื่อน "ทำงาน" กับทะเลสาบมาเกือบครึ่งชีวิต

นับครั้งไม่ถ้วนที่เรานั่งในวงเดียวกัน  ไม่ว่าในการสัมนาหรือการชุมนุมประท้วง
หรือแม้แต่เมื่อเขาจัดค่ายเยาวชนเพื่อการ "อนุรักษ์" ทะเลสาบ

จากการถกเถียง  สบประมาท  และหมิ่นแคลนซึ่งกันและกันในอดีต
วันวานและวันนี้เรามองทะเลสาบสงขลาไม่ต่างกันนัก
แลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ้าง  บางครั้งก็แวะเวียนสอบถามทุกข-์สุข
โดยมี "ทะเลสาบ" เป็นห่วงโซ่เชื่อมต่อ  สืบสานสายใยความสัมพันธ์

"พี่คิดว่าทะเลสาบจะได้รับการแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติหรือเปล่าคะ?"
หญิงสาวคนเดียวของคณะเราถามแข่งกับเสียง "สนต้องลม" ดังวู่หวิว
"เขา" ละสายตาจากกิ่งสนแห้งเล็กๆ ในมือ  สบตาฉัน  แล้วมองผ่านไปยังผืนน้ำเวิ้งว้าง
ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้สาวน้อยอย่างเอ็นดู
" ...'ปกติ' หมายความว่าไงครับ?" เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ก็.. กลับมาเหมือนเดิม  เหมือนในอดีต" เธอตอบ  ในดวงตาคู่นั้นมีประกายหวัง
"หากร่วมมือกันแก้ไข  ทำงานอย่างจริงจัง  และไม่หวังผลประโยชน์ หนูว่า.. น่าจะแก้ได้"
"...ถ้าจะแก้กันอย่างจริงจัง!!"
เธอเสริม

"คุณเห็นว่ายังไม่ 'จริงจัง' หรือครับ?" เขาถามยิ้มๆ
"ค่ะ  ถ้าทำจริงๆ คงไม่แย่อย่างที่เป็นอยู่..." เธอตอบอย่างไม่ออมคำ
ขณะที่เขาหัวเราะเสียงขื่นๆ ในลำคอ


...............................
บ่อยครั้งที่เรามักจะพบกับคำถามและข้อเสนอแนะ "นามธรรม" ทำนองนี้...
หากเป็นวันเก่าๆ ในวงมึนเมา  วงเสวนา  หรือวงวิวาทะ
มันอาจเป็นชนวนของการกระทบกระทั่ง
หรือถูกตอบโต้กลับไปด้วยถ้อยคำเสียดเย้ย
ถึงความผิวเผินแห่งมุมมอง
และความไร้เดียงสาต่อข้อเท็จจริงที่เป็น “รูปธรรม”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...
เมื่อมันปะทะเข้ากับความตึงเครียดของคนทำงาน
ที่รุมเร้าและรีดเค้นตนเอง  อยู่กับเงื่อนปมนานาชนิดของทะเลสาบ

เมื่อเริ่มอย่างนั้น
ในที่สุด  วงคุยก็กลายเป็นการทุ่มเถียง

เหตุว่า  ทุกฝ่ายคล้ายกับกำลัง "มีส่วนร่วม" ต่อความทุกข์ยากของผู้คน
และปรารถนาอย่างเร่าร้อน  ที่จะแก้ปัญหาทะเลสาบให้ได้ในเร็ววัน
หรือกระทั่งจะ "เปลี่ยนแปลง" ไปสู่ความหวังและฝัน
อย่างเช่นที่ตนมี

ซึ่งจะว่าไปแล้ว  ก็ล้วนแต่ไร้เดียงสาปานๆ กัน


.........................
สำหรับวันนี้...
ฉันเชื่อว่าหลายคนเริ่มเห็น "ความจริง" ของทะเลสาบมากขึ้นในหลายมิติ
หรือกระทั่งวันเวลา  ก็อาจอธิบายบางแง่มุมได้ยิ่งกว่าข้อมูลใดๆ

........................
ท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง
ก่อนจะถึงวันนี้...
บางคนเปลี่ยน "หมวก" ของตนหลายใบ
ทั้งด้านที่สำเร็จและล้มเหลว  มีโชคหรือเคราะห์ร้าย

จากผู้นำชาวบ้าน...
บางคนกลายเป็นนักการเมืองท้องถิ่น  เป็นนายทุน  เป็นผู้มีอิทธิพล
จากข้าราชการซื่อสัตย์...
วันนี้เขา(หรือเธอ?)เป็นนักธุรกิจ  คนเลี้ยงกุ้ง  นายหน้าค้าที่ดิน  เป็นคนล้มละลาย
หรือบุคคลร่ำรวยอย่างผิดสังเกตในรัฐสภาหรือทำเนียบรัฐบาล
จากนักวิชาการเล็กๆ ในครั้งนั้น
วันนี้บางคนเป็นดอกเตอร์  มีตำแหน่งสูงในสายงานทางวิชาการ

และ..
บางคนในแวดวงกิจกรรม...
เอ็นจีโอหนุ่มสาวเมื่อวันวาน
วันนี้ของเขาและเธอ  เติบโตเป็นผู้บริหารองค์กรและเครือข่าย
มีอำนาจ  และสามารถชี้นำชาวบ้าน
หรือชี้เป็นชี้ตายทั้งทางตรงทางอ้อมแก่สังคม...

.............ฯลฯ..............

ทุกฝ่ายรู้จักทะเลสาบ
“ทะเลสาบ” แห่งเดียวกับที่ “เรา” รู้จัก


.............................
แต่ทะเลสาบยังอยู่
ปัญหาทะเลสาบอย่างเดิมๆ ยังมีอยู่
และนับวันจะรุนแรงยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับผู้คนส่วนใหญ่ของลุ่มทะเลสาบ
ผู้คนที่ไม่ได้เป็น “อะไร” ในสังคมที่เขาอาศัย
นอกเหนือจากการเป็น "คนจน" เมื่อวัดตามมาตรฐานทางเศรษฐกิจ
และเป็นคน "เกียจคร้าน" เมื่อมอง "ชีวิตเรียบง่าย" จากสายตาฝรั่ง
ตลอดจนสานุศิษย์  ผู้สมาทานตะวันตกเป็นสรณะ

..............................
วงสนทนาบ่ายนั้นเรื่อยเปื่อย  เป็นกันเอง
และจบลงง่ายๆ
ไม่มีอะไรมากไปกว่าการถ่ายทอดความรู้สึกต่อกันระหว่างมิตร

ไม่มีข้อสรุปใดๆ มากไปกว่าวันวาน...

...............................
เรารักทะเลสาบ  เช่นเดียวกับที่หลายคนรัก
เราตั้งความหวังกับทะเลสาบ  เช่นเดียวกับที่หลายคนหวัง
...และเราเคยหวัง!!

แต่...
ในฐานะที่ทะเลสาบเป็นมรดกของมนุษยชาติ
เราคงไม่ใช่ฝ่ายใดๆ ที่จะแบกภาระได้ทั้งหมด
แม้เพียงช่วงสั้นๆ ของการมีชีวิต...

เมื่อพรุ่งนี้มาถึง
ก็ได้แต่หวังว่า  สำหรับผู้คนรุ่นต่อๆ ไป
พวกเขา(และเธอ)จะไม่สิ้นหวังเช่นที่เราเคยเป็น

...หากวันนั้นยังมี "ทะเลสาบ" เหลืออยู่...

บันทึกทะเลสาบ(11)
7 มีนาคม 2544

และแล้ว  พวกเราก็จากมา...
เช่นเดียวกับอีกหลายคน  หรือหลายคณะ
ที่เดินทางมาพบ  ทักทาย
และเก็บซับความทรงจำจากที่นี่

"ความทรงจำ" อันเนื่องมาจากทะเลสาบ
ในด้านที่เราต้องการหรือ  แค่ "พึงใจ"

"ทะเลสาบ" ยังอยู่ที่นั่น...
ที่ซึ่งเธอเกิดขึ้น  ดำรงอยู่  และรอเวลาดับสลาย
คล้ายดั่งมารดาผู้ให้กำเนิด
เฝ้าฟูมฟัก  ถนุถนอม  ดูแลให้เติบโต-ใหญ่กล้า
แล้วบุตรหลานก็พากันผละหนี  จากนางไปในที่สุด


.............
ณ วินาทีที่รถเคลื่อนออกมา  จาก "อุทยานนกน้ำคูขุด" อำเภอสทิงพระ--สงขลา
ผืนน้ำกว้างใหญ่ซึ่งเราเห็นตรงหน้า  ดูสงบ  ราบเรียบ
บางจุดมีต้นลำพูและพืชน้ำแทรกแซม
คนพื้นถิ่นและผู้คุ้นเคยทราบดีว่า  หากไม่ใช่ร่องน้ำ-เส้นทางเรือบางจุด
ลึกลงไปเพียง 1-2 ฟุตก็คือแผ่นดิน!!
ความตื้นเขินของแถบนี้เริ่มขึ้นนานแล้ว  และกำลังแผ่ไปเป็นบริเวณกว้าง

กล่าวกันติดตลกว่า...
"ถ้าเรือล่มอย่าได้ว่ายน้ำ  แต่ขอให้ยืนขึ้น  นั่นล่ะคือทางรอด"
กลุ่มและองค์กรชาวบ้านพยายามนานปีที่จะขอทุนจากรัฐมาขุดลอก
ซึ่งบางรัฐบาลในอดีตก็ตอบรับ  และอุดหนุนเศษงบประมาณมาให้บ้าง
แต่ยังไม่เกิดผลจริงจังใดๆ ต่อกายภาพของท้องทะเลมากนัก

ขณะเดียวกัน...

วันนี้...
ณ จุดที่เราจอดรถ
กลับเป็นที่ซึ่ง "เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา(คูขุด)" ถมทะเลออกมานับสิบๆ เมตร
จากท่าเรือเดิม  ซึ่งฉันเคยลงเรือหางยาวไปเกาะบรรทม* หลายครั้ง

*(เกาะบรรทม :
เกาะขนาด 80 ไร่เศษที่ภรรยาของคนใหญ่คนโตบางท่านยึดครองไว้-
และวิ่งเต้นจะออกหนังสือแสดงสิทธิ์เมื่อหลายปีก่อน-
ทั้งที่มันตั้งอยู่ห่างเขตห้ามล่าเพียง 20 นาทีโดยทางเรือหางยาว
ฉันไม่ได้ถามใครถึงข้อยุตในวันนี้  ระหว่างความไร้ยางอายของคนบางคน
กับความบัดซบของเจ้าหน้าที่รัฐหิวเงิน)*


บัดนี้  ผืนน้ำหน้าท่าเรือดังกล่าวได้กลายเป็นลานจอดรถกว้างขวาง
“ลานจอดรถ” สำหรับ "ร้านอาหาร" ที่มีผู้สัมปทานสิทธิ์ไปจากหน่วยงานแห่งนี้

...ลานจอดรถสำหรับนักท่องเที่ยวหิวโหย
ผู้ซึ่งจะมาขอดูทะเลสาบอย่างผิวเผิน "สักครั้งหนึ่ง" ในชีวิต
เพื่อเพิ่มสถิติการเดินทางของเขา(และเธอ)

.............
เราออกเดินทางโดยมิได้ร่ำลาใครๆ
นอกจากเหลือบแลมารดาแห่งธรรมชาติ
และระลึกถึง “เธอ” ด้วยจิตคารวะ

กี่รุ่นผู้คนมาแล้ว  ที่ "เธอ" ทำหน้าที่เยี่ยงผู้ให้
กี่ชีวิตกันเล่า  ที่เกี่ยวข้องผูกพันกับท้องน้ำผืนใหญ่แห่งนี้
โดย “ทะเลสาบ” มิเคยปฏิเสธหรือร้องขอสิ่งใด

วันคืน  บางครั้งช่างโหดร้ายนัก
พร่าผลาญและทำลายสรรพสิ่ง  กระทั่งความดีงาม
หรือมารดาผู้ให้กำเนิดชีวิต...

บุตร-ธิดา เล่า...
หลังจากมารดาตกเป็นสมบัติของรัฐ
และถูกพรากไปจากสิทธิของชุมชนเยี่ยงในอดีต
ดูเหมือนว่าพ่วงแพก็แตกกระจายพลัดพราก
ไม่มีใครฟังใคร  ไม่มีใครยอมใครอย่างแท้จริง

ต่างคนต่างอยู่  ต่างคนต่างรัก
...และต่างคนต่างทำ!!


.................
สัตว์น้ำตาย  พืชน้ำตาย  ทะเลตื้นเขิน
...และตาย

แต่ผู้คนไม่ยอมตาย!!!
หลายคนละถิ่น
บางคนทนอยู่อย่างไร้ทางไป
พวกเขาหันหน้าบ้านสู่ถนน
และผลิตพลเมืองรุ่นต่อไปที่เริ่มรังเกียจทะเลสาบ

..................

ทะเลสาบวันนี้ป่วยไข้
และตกอยู่ภายใต้การดูแลของ "องค์กรแพทย์" ต่างๆ นาๆ
ทั้งภาครัฐ  และเอกชน
ทั้งแผนปัจจุบัน  และสมุนไพรแบบโบราณ

ต่างคนต่างวินิจฉัย  ต่างฝ่ายต่างรักษา
มิหนำยังกระทบกระทั่ง  แก่งแย่ง-ชิงเด่น  นินทาว่าร้าย
อยากเป็นเจ้าของไข้เพียงผู้เดียวด้วยกันแทบทั้งสิ้น

..................

วันนี้ทะเลสาบยังอยู่...
แต่... คุณคิดว่าจะอยู่ได้นานสักเพียงไหนกันเล่า?
และ  ...จะอยู่ได้อย่างไร?

ที่มา : http://kim4all.hypermart.net/html/cmp12.html

Hosted by www.Geocities.ws

1