กุยช่าย
ชื่อสามัญ : Chinese Chive
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium tuberosum Roxb.
ตระกูล : Amaryllidceae
กุยช่ายมีถิ่นกำเนิดที่ประเทศจีน(Hutton,Wendy.1997.)สมัยก่อนคนจีนได้เข้ามาประเทศไทยแล้วนำกุยช่ายเข้ามาปลูกรับประทานในครัวเรือนต่อมาได้แพร่หลายกุยช่ายเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับ
หอม กระเทียม ปัจจุบันปลูกกันอย่างแพร่หลายเพื่อรับประทานในครัวเรือนบ้างปลูกเพื่อการค้า
ลักษณะทั่วไปของกุยช่าย ลำต้นส่วนบนเป็นทรงกระบอก ส่วนล่างพองกลมเป็นลำต้นใต้ดิน
เรียกว่าเหง้า ใบ เป็นแบบใบเดี่ยว แบน ยาวเรียว ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน
มีกลิ่นฉุน โคนใบเป็นกาบบางๆซ้อนกัน ดอกเป็นช่อก้านดอกยาวประมาณ 40 45 เซนติเมตร
กลีบดอกมี 6 กลีบ เกสรตัวผู้มี 6 อัน และเกสรตัวเมีย 1 อัน ผลลักษณะเป็นผลกลมรี
มี 3 พู่ เมล็ดสีดำกลมแบน เมล็ดภายในมี 3 ช่องๆละ 1-2 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาล
คุณค่าสารอาหารในกุยช่าย จะมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งทำงานสัมพันธ์กัน ในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง
มีอยู่มากกว่าในกุยช่ายขาว รวมทั้ง ยังมีธาตุเหล็กและวิตามินบี และวิตามินซีสูงกว่าด้วยในกุยช่าย
อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารที่ร่างกายจะนำมาสร้างเป็นวิตามินเอ คือ เบต้า-แคโรทีน
(มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และ สถาบันวิจัยโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล.2542) ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายเต็มที่
เมื่อกินพร้อมกับไขมันในรูปต่างๆ นอกจากนี้ กุยช่ายยังให้กากใยอาหาร ซึ่งมีส่วนช่วยในการสร้างสมดุล
แก่ระบบย่อยอาหาร และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ในอนาคตได้มาก เพราะกากใยอาหารจะช่วยให้ถ่ายคล่อง
ท้องไม่ผูก จึงหมดโอกาสเป็นโรคริดสีดวงทวาร อีกทั้ง ยังช่วยดักจับสารพิษ และของที่ร่างกายไม่พึงประสงค์
ที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ ออกจากร่ายกายโดยเร็ว ทำให้สุขภาพแข็งแรง ผิวพรรณผุดผ่อง
และลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มาก ( สถานบันแพทย์แผนไทย.2541) และที่สำคัญทั้งต้นของกุยช่ายมีสารสำคัญคือ
Oborine สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย พวก Staphylococus aureus (วุฒิ.2540)
ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชผักและหลักการสังเกตการขาดธาตุอาหารพืช
ไนโตรเจน
พืชผักที่ปลูกเพื่อกินใบและต้นต้องการธาตุไนโตรเจนสูงเพื่อใช้สร้างการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและเพื่อให้ต้นและใบมีลักษณะอ่อน
กรอบ มีเสี้ยนน้อย ข้อควรระวังคือถ้าให้ธาตุไนโตรเจนมากขึ้นควรจะเพิ่มให้ธาตุฟอสเฟตและโปรแตสเซียมให้เพียงพอด้วยเช่นกันปุ๋ยสูตรที่แนะนำให้คือ
21-11-11 เพราะธาตุในโตรเจนสลายตัวในดินดีกว่าธาตุอื่นๆ
พืชผักที่กินผลต้องการไนโตรเจนมากกว่าพวกแรก ควรให้ในระยะแรกของการเจริญเติบโตอย่างเพียงพอเพราะไนโตรเจนสูญเสียจากดินได้ง่ายเนื่องจากไม่ค่อยถูกตรึงด้วยอนุภาคของดิน
ซึ่งอาจเกิดจากการรดน้ำหรือการชะล้าง
อาการขาดธาตุไนโตรเจนของผักคือกิ่งก้านลีบเล็ก ตั้งตรงและแข็งกระด้างใบมีขนาดเล็กกว่าปกติ
สีเขียวจะซีดลงหรือเหลือง มักพบในแหล่งที่เป็นดินทรายในเขตที่มีฝนตกชุก
ฟอสฟอรัส
มีความสำคัญในการช่วยให้พืชตั้งตัวได้เร็วในช่วงแรกของการเจริญเติบโต ช่วยให้ผักแก่และเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าปกติและมีรสชาติดีขึ้น
อาการขาดธาตุฟอสฟอรัส คือ รากจะไม่เจริญเติบโตตามปกติกิ่งลีบเล็กและข้อสั้นใบและต้นมีสีเขียวแก่หรือม่วง
พืชแก่ช้ากว่าปกติมักพบในดินกรวดดินเปียกแฉะ
โปรแตสเซียม
เป็นธาตุที่มีความสำคัญมากต่อขบวนการ สังเคราะห์และเคลื่นย้ายแป้งใบพืชโดยเฉพาะผักประเภทหัวต้องการโปรแตสเซียมสูงมากกว่าพืชอื่นๆพืชผักกินใบและต้นต้องการไม่น้อยกว่าไนโตรเจนเพราะโปรแตสเซียมมีผลทำให้คุณภาพดีขึ้นช่วยให้การห่อปลีดีขึ้น
มีน้ำหนักมากเนื้อแน่น เป็นมันเงาน่ารับประทานปรุงอาหารได้อร่อยกว่าผักที่ขาดโปรแตสเซียม
ไม่เหี่ยวเฉาง่ายมีการสูญเสียน้ำน้อยระหว่างการขนส่งได้น้อย
อาการของพืชที่ขาดธาตุโปรแตสเซียม คือ ขอบใบจะมีจุดสีน้ำตาลแห้งอาการจะเริ่มที่ใบแก่ก่อนพืชที่บริโภคหัวจะมีแป้งน้อยเนื้อฟ่าม
ลำต้นหักล้มได้ง่ายพบในแหล่งดินทรายที่มีการชะล้างธาตุอาหารสูง
ปุ๋ยยูเรีย
คุณสมบัติทั่วไป
ยูเรีย (Urea) มีองค์ประกอบของไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 46 โดยน้ำหนักเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่สังเคราะห์ได้จากอินทรีย์สาร
คือ ก๊าซแอมโมเนียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในสภาพบริสุทธิ์เป็นเม็ดกลมๆสีขาวขนาดเท่าเม็ดสาคู
ซึ่งสะดวกต่อการใช้ ละลายน้ำง่ายมากเหมาะสมที่จะทำเป็นปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยทางใบ เนื่องจากปุ๋ยยูเรียไม่มีประจุให้พืชไนโตรเจนทางใบได้ดีกว่าไนโตรเจนในปุ๋ยชนิดอื่นๆ
ผลที่เกิดขึ้นทั่วไปเมื่อใส่ปุ๋ยลงในดินที่มีความชื้นที่เหมาะสมแม้ว่าจะไม่มีการแตกตัวทนทีแต่ก็จะมีการสลายตัวให้แอมโมเนียออกมาซึ่งพืชสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งนี้เกิดจากจุลินทรีย์ในดินที่มีเอนไซม์ยูรีเอสเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจะเกิดการย่อยสลายหรือเปลี่ยนสภาพของยูเรียให้กลายเป็นแอมโอเนียและดูดยึดอยู่ที่พื้นผิวดินไม่สูญหายไปในรูปของก๊าซแต่สามารถสูญหายไปได้ถ้ามีสภาพ
PH สูงกว่า 6.5 เป็นกลางหรือด่างแต่การใช้ยูเรียเป็นเวลานานๆจะทำให้เกิดการสะสมความเป็นกรดในดินเกิดขึ้นและมีค่า
pH ในดินลดลง
ผลที่เกิดขึ้นกับพืชเมื่อใช้ปุ๋ยยูเรีย การใช้ประโยชน์ของพืช เมื่อใส่ลงไปในดินรากพืชสามารถดึงดูดมาใช้ได้ทันทีในรูปโมเลกุลของยูเรียโดยไม่ต้องให้สะลายตัวเป็นแอมโมเนียหรือไนเตรทเสียก่อนดังนั้นการตอบสนองของพืชต่อไนโตรเจนจากการใช้ปุ๋ยยูเรียจึงรวดเร็วไม่แพ้การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนรูปอื่นๆและสามารถดึงดูดเข้าได้โดยตรง
(สรสิทธิ์.2534)