ประชาสัมพันธ์

 

การปลูกอ้อย

อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ สามารถปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศ มีอายุเก็บเกี่ยว 10-12 เดือน
เก็บผลผลิตได้ 2-3 ปี สภาพแวดล้อมพันธุ์และการบำรุงดูแลรักษาเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลิตและคุณภาพของอ้อย

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
อ้อยสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกประเภท ตั้งแต่ดินร่วนถึงดินร่วนปนทราย พื้นที่ปลูกควรเป็นที่ราบ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกอ้อยในดิน
เหนียวจัด ดินทรายจัดและดินลูกรัง ถ้าปลูกในเขตน้ำฝนควรมีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,200 มม./ปี

พันธุ์
พันธุ์อ้อยที่ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร และเกษตรกรนิยมปลูกอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ อู่ทอง 1,อู่ทอง 2 ,อู่ทอง 3 และ อู่ทอง 4
อู่ทอง 4 เป็นลูกผสมของอ้อยพันธุ์ EROS และ H 48-3116 ให้ผลผลิตและน้ำตาลสูง ทนทานต่อการเข้าทำลายของหนอนกอ ต้านทานโรค
แส้ดำ และโรคเหี่ยวเน่าแดง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน
อู่ทอง 3 เป็นลูกผสมของอ้อยอู่ทอง 1 และอู่ทอง 2 ให้ผลผลิตสูงในดินร่วนปนทรายที่สามารถให้น้ำได้ ให้ผลผลิต 15-16 ตัน/ไร่ CCS
มีค่า 13-14ไม่ควรปลูกในแหล่งที่มีโรคเหี่ยวเน่าแดงระบาดเพราะอ่อนแอต่อโรคนี้
อู่ทอง 2 สะสมน้ำตาลเร็ว ต้านทานโรคแส้ดำ ให้ผลผลิตสูงในดินร่วนเขตชลประทานภาคกลางและภาคตะวันตก ให้ผลผลิต 14-18 ตัน/ไร่
CCS มีค่า 13-14
อู่ทอง 1 ทนต่อการหักล้ม แตกกอดี ไว้ตอดี ในเขตน้ำฝน ให้ผลผลิต 12-15 ตัน/ไร่ เขตชลประทานให้ผลผลิต 15-20 ตัน/ไร่ CCS มีค่า
11-12 ทนทานต่อโรคใบด่างและโรคแส้ดำ

การเตรียมพันธุ์
พันธุ์อ้อยควรมาจากแปลงอ้อยที่เจริญเติบโตดี ตรงตามพันธุ์ ปราศจากโรคและแมลง มีอายุประมาณ 8-10 เดือน ถ้าต้องทิ้งพันธุ์อ้อย
ที่ตัดไว้แล้วในไร่ ควรคลุมท่อนพันธุ์ด้วยใบอ้อยแห้ง เพื่อป้องกันตาอ้อยแห้ง เกษตรกรควรมีแปลงพันธุ์อ้อยไว้ใช้เองเพื่อลดค่าใช้จ่าย อ้อยจาก
แปลงพันธุ์ 1 ไร่ (อายุ 7-8 เดือน) ปลูกขยายได้ 10 ไร่ สำหรับแปลงพันธุ์ ควรแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อน 50C นาน 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันโรคใบขาว
และกอตะไคร้ จากนั้นแช่ท่อนพันธุ์มนสารเคมีโพรนิโคนาโซล อัตรา 66 ซีซี/น้ำ20 ลิตร นาน 30 นาที เพื่อป้องกันโรคแส้ดำ เหี่ยวเน่าแดง
และกลิ่นสัปปะรด
ฤดูกาลปลูก
การปลูกอ้อยในปัจจุบัน สามารถแบ่งตามฤดูกาลได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การปลูกอ้อยต้นฝน ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 เขต คือ
- ในเ&##3586;ตชลประทาน (20% ของพื้นที่ปลูกอ้อยทั่วประเทศ) ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน
- ในเ&##3586;ตอาศัยน้ำฝน ส่วนใหญ่จะปลูกในช่วงเดือนเมษายน - มิถุนายน
2. การปลูกอ้อยปลายฝน (การปลูกอ้อยข้ามแล้ง) สามารถทำได้เฉพาะในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค
ตะวันออก ที่มีปริมาณและการกระจายของฝนดีและดินเป็นดินทรายเหนือดินร่วนปนทราย การปลูกอ้อยประเภทนี้จะปลูกประมาณกลางเดือนตุลาคม-
ถึงเดือนธันวาคม

การเตรียมดิน
ไถเตรียมดินให้ลึกขณะมีความชื้นพอเหมาะ และควรลงไถดินดานทุกครั้งที่มีการรื้อตอเพื่อปลุกอ้อยใหม่ โดยไถเป็นรูปตาหมากรุก
- ถ้า&##3611;ลูกต้นฤดูฝนหรือปลูกอ้อยใช้น้ำชลประทาน ไม่จำเป็นต้องไถพรวนจนดินแตกละเอียด
- อ้อ&##3618;ปลายฝนหรือปลูกอ้อยข้ามแล้ง ต้องไถพรวนจนหน้าดินแตกละเอียด เพื่อช่วยลดความสูญเสียความชื้นภายในดิน
ให้ช้าลง
วิธีการปลูก
การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตชลประทาน
- ถ้า&##3651;ช้คนปลูกจะยกร่องกว้าง 1.4-1.5 เมตร (เดิมใช้ 1.3 เมตร) วางพันธุ์อ้อยเป็นลำโดยใช้ลำเดี่ยว เกยกันครึ่งลำหรือ
2 ลำคู่ตามลักษณะการแตกกอของพันธุ์อ้อยที่ใช้
- ถ้า&##3651;ช้เครื่องปลูก หลังจากเตรียมดินแล้ว ไม่ต้องยกร่องจะใช้เครื่องปลูกติดท้ายแทรกเตอร์ โดยจะมีตัวเปิดร่อง และช่องสำหรับใส่พันธุ์อ้อยเป็นลำ และมีตัวตัดลำอ้อยเป็นท่อนลงในร่องและมีตัวกลบดินตามหลัง และสามารถดัดแปลงให้สามารถใส่ปุ๋ยรองพื้น
พร้อมปลูกได้เลย ปัจจุบันมีการใช้เครื่องปลูกทั้งแบบแถวเดี่ยวและแถวคู่ โดยจะปลูกแถวเดี่ยวระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ในกรณีใช้พันธุ์อ้อยที่
แตกกอมาก และจะปลูกแถวคู่ ระยะแถว 1.4-1.5 เมตร ระยะระหว่างคู่แถว 20-30 เซนติเมตร ในกรณีใช้พันธุ์อ้อยที่แตกกอน้อย
การปลูกอ้อยต้นฝนในเขตอาศัยน้ำฝน
วิธีการปลูกอ้อยในเขตนี้คล้ายกกับในเขตชลประทาน จะแตกต่างก็เพียงระยะห่างระหว่างร่องในบางพื้นที่จะใช้แคบกว่า
คือ ประมาณ 1.0-1.2 เมตรเพราะอ้อยในเขตนี้จะแตกกอน้อยกว่าการลดระยะแถวลงทำให้สามารถเพิ่มจำนวนลำเก็บเกี่ยวอ้อยต่อพื้นที่
ซึ่งเป็นองค์ประกอบผลผลิตหลักของอ้อยได้
การปลูกอ้อยปลายฝน (ปลูกอ้อยข้ามแล้ง)
การเตรียมดินปลูกจะต้องไถเตรียมดินหลายครั้ง จนหน้าดินร่วนซุย เป็นการรักษาความชื้นในดินชั้นล่าง หลังจากเตรียมดินควรมีการยกร่อง และปลูกให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันกับความชื้นและควรยกร่องปลูกต่อวัน พันธุ์อ้อยที่ใช้ปลูกข้ามแล้ง
จะเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างแก่ คือ อายุประมาณ 8-10 เดือน เกษตรกรนิยมปลูกอ้อยแบบทั้งลำ โดยจะชักร่องให้ลึก ระยะแถว 1.0-1.3 เมตร และวางลำอ้อยในร่องใช้จอบสับลำอ้อยเป็น 2-3 ส่วน กลบดินหนา 10-15 ซม.เหยียบดินกลบให้แน่น เพื่อให้ท่อนสัมผัสกับดินชื้นมากที่สุด
การปลูกซ่อม หากท่อนพันธุ์ใดไม่งอก ให้ปลูกซ่อมหลังการปลูกให้ปลูกซ่อมหลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ สำหรับอ้อยตอ ไม่แนะนำให้ปลูกซ่อม เนื่องจากเปอร์เซ็นต์รอดน้อย

การใส่ปุ๋ย
อ้อยปลูกใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 100 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับอ้อยปลูก

การป้องกันกำจัดวัชพืช
1. ใช้แรงงานคนดายหญ้าในช่วงตั้งแต่ปลูกจนถึงอายุ 4 เดือน
2. ใช้เครื่องจักรไถพรวนระหว่างร่องหลังปลูก เมื่อมีวัชพืชงอก
3. ใช้สารเคมี เช่น อาทิเช่น อัตรา 500-625 กรัม/ไร่ และหลังจากนั้น 2 เดือน ใช้ซ้ำอีกครั้งหนึ่งก่อนวัชพืชงอก

โรคและแมลงที่สำคัญ
* โรคอ้อยที่สำคัญได้แก่ โรคใบขาว โรคแส้ดำ และโรคเหี่ยวเน่าแดง และปัจจุบันมีโรคที่พบใหม่ คือ โรคกอตะไคร้
: การป้องกันกำจัดโรคอ้อย
1. ใช้พันธุ์อ้อยที่ต้านทาน
2. ทำลายกอที่เป็นโรค โดยการขุดออกหรือเผาทิ้ง
3. ไม่ใช้ท่อนพันธุ์จากกอที่เป็นโรค
4. ควรเตรียมแปลงพันธุ์เองเพื่อควบคุมโรคที่สำคัญ
(ดูการเตรียมพันธุ์)
* แมลงศัตรูอ้อยที่สำคัญ ได้แก่ หนอนกอลายเล็ก หนอกอสีขาว หนอนกอสีชมพู และด้วงหนวดยาว
: การป้องกันกำจัดแมลงศัตรู
1. ปลูกพืชหมุนเวียน
2. ตัดหน่ออ้อยที่ยอดเริ่มเหี่ยวไปทำลายเพื่อกำจัดดักแด้
3. ในแหล่งที่ระบาดประจำใช้คาร์โบฟูราน ชนิดเม็ด 3% 10 กก.ไร่ หยอดร่องอ้อยก่อนกลบท่อนพันธุ์ และใส่อีกครั้ง
45 วันหลังครั้งแรก
4. ปล่อยแตนเบียนเพื่อควบคุมหนอกอ
การดูแลรักษาอ้อยตอ
การเก็บเกี่ยวควรตัดชิดดิน ไม่ต้องเผาใบหรือเศษเหลือในไร่นอกจากมีโรคและแมลงระบาด เมื่อมีความชื้นพอให้ใส่ปุ๋ย
ได้ทันที โดยใส่ปุ๋ยในปริมาณมากกว่าอ้อยปลูกครึ่งหนึ่ง ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 150 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับ
การปลูกอ้อยปีแรก การให้น้ำตามร่องควรให้ร่องเว้นร่อง ไม่จำเป็นต้องให้ทุกร่อง ถ้าการให้น้ำหรือใส่ปุ๋ยบำรุงดูแลลำบาก อาจกวาดใบ
ให้ระหว่างแถวเว้นแถว
ผลกระทบจากการเผาใบอ้อย
ปัจจุบันเกษตรกรมีการเผาใบอ้อยกันมาก แบ่งไดเป็น
1. การเผาใบอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว เนื่องจากขาดแคลนแรงงานทำให้ตัดอ้อยได้เร็วไม่ต้องลอกกาบใบ อ้อยที่เผาใบถ้าไม่รีบ
ตัดส่งโรงงานทันทีจะทำให้เสียน้ำตาลและคุณภาพความหวาน และต้องจ่ายค่ากำจัดวัชพืช และให้น้ำเพิ่มขึ้นในอ้อยตอ
แนวทางแก้ไข คือ ถ้าส่งโรงานไม่ทันต้องตัดอ้อยไฟไหม้กองไว้ในไร่ ซึ่งจะสูญเสียความหวานน้อยกว่าทิ้งยินไว้ในไร่
2. การเผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเกษตรกรต้องการป้องกันไฟไหม้อ้อยตอ หลังจากที่มีหน่องอกแล้ว
และทำให้ใส่ปุ๋ยได้สะดวกกลบปุ๋ยง่าย แต่มีผลเสียตามมา คือ
* เป็นการทำลาบวัตถุอินทรีย์ในดิน
* ทำให้สูยเสียควสามชื้นในดินได้ง่าย
* หน้าดินถูกกชะล้างได้ง่าย
* มีวัชพืชในอ้อยตอขึ้นมาก
* มีหนอกอเข้าทำลายมากขึ้น
แนวทางแก้ไข คือ ใช้เครื่องสับใบอ้อย คลุกเคล้าลงดิน ระหว่างแถวอ้อย และถ้าต้องการเผาใบอ้อยจริงๆ ควรให้น้ำในอ้อนตอทันที
จะช่วยลดการตายของอ้อยตอลงได้
3. การเผาใบก่อนการเตรียมดิน เกษตรกรทำเพื่อให้สะดวกในการเตรียมดินปลูก เพราะล้อรถแทรกเตอร์จะลื่นเวลาไถ
มีผลเสียตามมาคือ เป็นการทำลายอินทรีย์วัตถุ ดินอัดแน่นทึบ ไม่อุ้มน้ำ น้ำซึมลงได้ยาก
แนวทางแก้ไข คือการใช้จอบหมุนสับเศษอ้อย และคลุกเคล้าลงดินก่อนการเตรียมดิน ทำให้ไม่ต้องเผาใบอ้อยก่อนการเตรียมดิน

 

ใช้ปุ๋ยหมักอย่างไรจึงจะเกิดประโยชน์

ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

    ปุ๋ยหมักคืออะไร

      ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งได้จากเศษพืชต่าง ๆ เศษขยะมูลฝอยหลายชนิด อาจมีซากสัตว์และมูลสัตว์รวมอยู่ด้วย เมื่อนำมาผสมรวมกันโดยอาศัยกรรมวิธีหมักอย่างง่าย ๆ และใช้เวลาในระยะหนึ่ง เศษพืชเศษขยะเหล่านี้จะเปลี่ยนไป จากรูปเดิมอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของจุลินทรีย์ หลังจากนั้นก็สามารถนำเอาปุ๋ยหมักที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน

     วิธีการใช้งาน

      มีประโยชน์ในแง่การปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อช่วยให้พืชมีผลผลิต เพิ่ม ขึ้น วิธีการใช้ และอัตราการใช้มีดังนี้

      นาข้าว

      พืชไร่

      ไม้ผลไม้ยืนต้น

      พืชผัก

      ไม้ดอกไม้ประดับ

      ไม้กระถาง

      ปรับปรุงบำรุงดินเพื่อปลูกป่า

    นาข้าว

      ใช้ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายอย่างดีแล้วปรับปรุงดินนาข้าวได้ผลดี แต่เหมาะสำหรับกสิกรที่มีนาจำนวนน้อยและหลังจากการทำนาแล้ว พื้นที่นั้นสามารถปลูกพืชหมุนเวียนอย่างอื่นได้ อัตราที่แนะนำให้ใช้ ประมาณ 1 - 3 ตันต่อไร่ต่อปี ใส่ขณะเตรียมดินโดยหว่านให้ทั่ว แปลงแล้วจึงทำการไถกลบลงไปอีกที และทิ้งไว้ประมาณ 7 - 15 วัน จึงทำการปลูกข้าว ถ้าต้องการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ควรใส่ปุ๋ยเคมี สำหรับนาข้าวด้วย     

     ปุ๋ยนาที่นิยมใช้คือ 16-20-0, 18-22-0, 20-20-0 หรือปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารใกล้เคียงในอัตรา 15 - 30 กก. ต่อไร่ สำหรับดินนาภาคกลางและ ดินนาภาคเหนือ ซึ่งเป็นดินเหนียวและดินร่วน ส่วนดินภาค ตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นดิน ทรายร่วน หรือดินทรายแนะนำให้ใช้ปุ๋ย 16+16-8, 18-12-6 หรือปริมาณ ธาตุอาหารใกล้เคียง ในอัตรา 15-30 กก.ต่อไร่ เช่นเดียวกัน

พืชไร่

      แนะนำให้ใช้ปุ๋ยหมักอัตรา 1 - 3 ตันต่อไร่ต่อปี ถ้าจะใส่ ครั้งเดียว อัตรา 3 - 6 ตันต่อไร่ แล้วปลูกพืชติดต่อกันไปเป็น ระยะเวลา 2-3 ปี โดยหว่านให้ทั่วแปลงแล้วทำการไถคราดกลบ ทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน จึงทำการปลูกพืชต่อไป ถ้าจะให้ผลดี ก็ควรใส่ปุ๋ยเคมีให้แก่พืชไร่เพื่มเติมลงไปด้วย เช่นปลูกข้าวโพด ในดินภาคกลางและดินภาคเหนือ ควรใช้ปุ๋ยเคมี 16-20-0, 18-22-0 หรือปริมาณธาตุอาหารใกล้เคียงในอัตรา 25-30 กก.ต่อไร่      

      ถ้าเป็นดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรใช้ปุ่ย 15-15-15, 16-16-8, 18-12-6 หรือปริมาณธาตุอาหาร ใกล้เคียง อัตรา 25-30 กก. ต่อไร่ ส่านพืชไร่ชนิดอื่น ๆ ให้พิจารณา ชนิดของดินและปริมาณอาหารพืช ที่พืชไร่แต่ละชนิดต้องการ

 ไม้ผลไม้ยืนต้น

      ปุ๋ยหมักพบว่าเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นอย่างยิ่ง ใส่ปุ๋ยหมัก เฉพาะหลุมที่ปลูกเท่านั้น ไม่ใส่ทั้งแปลงเหมือนพืชไร่ ซึ่งสามารถให้ปุ๋ยหมักแก่ไม้ผล ไม้ยืนต้นได้หลายระยะและหลายวิธี กล่าวคือ ระยะแรก ระยะเตรียมหลุมปลูกควร คลุกเคล้าปุ๋ยหมักให้เข้ากับดินที่ใช้ปลูกเป็นอย่างดี อัตราหลุมละ 20 -40 กก>.ต่อตัน ทั้งนี้แล้วแต่ชนิดและขนาดของหลุมและไม้ผลที่ปลูก ถ้าจะให้ผลดีให้คลุกเคล้ากับปุ๋ย เคมีเพิ่มเติมลงไปด้วย      

      ในระยะเตรี่ยมหลุมนี้ โดยใช้ปุ่ย 15-15-15, 14-14-14, หรือ 12-12-17 อัตรา 100-200 กรัมต่อหลุม ในระยะต่อไป ให้ใช้ทุก ๆ 1 ปี เมื่อไม้ผลอายุมาก ให้ใส่รอบ ๆ ทรงพุ่ม โดยขุดร่องให้รอบแล้วเอาปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีคลุกให้เข้ากัน เป็นอย่างดี ใส่ลงไปในร่องรอบ ๆ พุ่ม แล้วเอาดินกลบร่องให้มิด ปริมาณทั้งปุ๋ยหมัก และปุ๋ยเคมีให้ใช้เพิ่มตามอายุของพืชที่ปลูก

 พืชผัก

      ปุ๋ยหมักนับว่าเป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อสวนผักเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน เพราะว่าช่วยทำให้ ดินร่วนซุย พืชผักซึ่งเป็นพืชอายุสั้นและมีระยะรากสั้นแผ่ขยายออกด้านข้าง ถ้าปลูกใน ดินเหนียวจัด รากจะไม่สามารถ แผ่กระจายไปได้ไกล ถ้าปลูกในดินทรายซึ่งมีการอุ้มได้น้อย ปุ๋ยหมักจะช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ ส่วนมาก ใช้ใส่ในอัตรา 1-3 ตันต่อไร่ โดยการหว่านให้ทั่วแปลง ขณะเตรียมดิน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 7-15 วัน จึงจะทำการปลูกผัก แต่อย่างไรก็ดีควรเพิ่มเติม ปุ๋ยเคมี ลงไปด้วย จะช่วยให้พืชผักเจริญงอกงามดี ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้ คือ 15-15-15, 13-13-21, 16-20-0 อัตรา 15-30 กก.ต่อไร่ ถ้าเป็นผักกินใบ จะเพิ่มปุ๋ย ไนโครเจน ลงไปด้วยก็ยิ่งดี

 ไม้ดอกไม้ประดับ

      ตลอดจนสนามหญ้าทุกชนิดส่วนมากใช้ใส่ในอัตรา 1-3 ตัน ต่อไร่ โดยใส่ระยะเตรียมดิน หรือหลังปลูกพืชแล้วทำการพรวนคลุกเคล้าให้ เข้ากับดินที่ปลูกก็ใช้ได้

 ไม้กระถาง

      ใช้อัตราส่วนระหว่างดิน : ปุ๋ยหมัก : ทราย = 4:3:3 โดยปริมาตร

      ปรับปรุงบำรุงดินเพื่อปลูกป่า

      7.1 การเพาะชำกล้าไม้

      ในกรณีของไม้เบญจพรรณ เช่น มะค่า พะยูง ประดู่ กระพี้เขาควาย ฯลฯ ซึ่งเพาะในภาชนะ บรรจุ ที่มีปุ๋ยหมักเป็นส่วนผสมของวัสดุเพาะชำ อัตราส่วนของวัสดุเพาะชำมีดังนี้ คือ ดิน : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก = 5 : 2 : 1 : 1 โดยปริมาตร คลุกเคล้าส่วนผสม ให้เข้ากันอย่างทั่วถึง ก่อนที่จะบรรจุลงในภาชนะ แล้วนำเมล็ดพันธ์ไม้หยอดลงไป และกดลงให้ลึกประมาณ 1 นิ้ง จากผิวบนของวัสดุเพาะชำ แล้วจึงกลบ เมล็ดฯ ด้วยวัสดุเพาะชำบาง ๆ

      สำหรับการเพาะชำกล้าไม้โตเร็ว เช่น ยูคาลิปตัส กระถินยักษ์เลี่ยน กระถินณรงค์ สะเดา ขี้เหล็ก ฯลฯ ใช้วัสดุเพาะชำที่มี ดิน : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ : ปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 3 โดยปริมาณและปฏิบัติ เช่นเดียวกับการเพาะกล้าไม้เบญจพรรณ

      7.2 การปลูกไม้โตเร็ว ติเมตร แล้วจึงนำกล้าไม้ปลูกและใช้ดินกลบ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพดินของแปลงปลูกซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ลักษณะดิน เป็นดินทราย ไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้และต้องแก่งแย่งอาหารกับวัชพืชที่ขึ้นอยู่บริเวณดังกล่าว ดังนั้นการปรับปรุงดิน เฉพาะจุดด้วยการใช้ปุ๋ยหมักในหลุมปลูก โดยขุดหลุมปลูก ขนาด 20*20*20 เซนติเมตร แล้วนำปุ๋ยหมัก ประมาณ 2 กิโลกรัม รองก้นหลุม หลังจากนั้น ใช้ดินกลบชั้นของปุ๋ยหมักให้หนา ประมาณ 2.5 เซน

 ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก

      การปรับปรุงบำรุงดิน

      ปรับสภาพสิ่งแวดล้อม

      ในทางเศรษฐกิจ

 การปรับปรุงบำรุงดิน

      1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ ให้แก่ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินทราย ดินที่หน้าดินถูกฉะล้าง และดินชั้นล่างที่นำมาใช้ในการ เพาะปลูก

      2. ช่วยเพิ่มปริมาณแร่ธาตุอาหารพืชที่สำคัญทั้งธาตุอาหารพืช หลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม

      3. ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอยู่ตลอดกาล โดยที่ธาตุ อาหารพืชชนิดต่าง ๆ ค่อย ๆ ละลายออกมาเป็น ประโยชน์ต่อพืช ช่วยให้ดินมีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิต     

 

      4.ช่วยรักษาปฏิกิริยาของดินไม่ให้เปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยเฉพาะปุ๋ยหมัก จะมีปฏิกิริยา เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งพืชโดยทั่วไปต้องการ

      5.ช่วยให้ดินเหนียวซึ่งแน่นทึบมีความร่วนซุยและดินทราย มีการจับตัวกันดียิ่งขึ้น

      6.ช่วยให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดียิ่งขึ้น เพราะปุ๋ยหมักมีคุณสมบัติคล้าย กระดาษซับ ที่คอยซับน้ำและธาตุอาหารไว้ให้พืชใช้

      7.ช่วยป้องกันมิให้ดินสูญเสียหรือถูกชะล้างไปได้ง่ายเพราะปุ๋ยหมักช่วยซับน้ำและ ทำให้เม็ดดิน เกาะกันดียิ่งขึ้น

      8.ช่วยให้เกิดความสะดวกในการไถพรวนและการเตรียมดินโดยทั่วไป

      9.ช่วยเพิ่มกิจกรรมและปริมาณจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินเพิ่มขึ้น

 ปรับสภาพสิ่งแวดล้อม

      1. ช่วยกำจัดขยะมูลฝอย ทำให้บริเวณสะอาด ถูกลักษณะ อนามัย

      2. ช่วยลดอุบัติเหตุได้ การทำลายเศษพืช โดยการนำไปเผาตอ ซังข้าว หรือเศษหญ้าข้างถนน เป็นวิธีไม่ถูกต้องทำให้เกิดรถชน จราจรติดขัด เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินและก่อให้เกิด อากาศเป็นพิษ ถ้านำเศษพืชเหล่านั้นมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ก็จะช่วย แก้ปัญหาเหล่านี้ได้     

      3. เป็นการกำจัดวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป ทำให้สัตว์น้ำ ได้รับแสงแดด เต็มที่ และเจริญเติบโตขึ้น

 ในทางเศรษฐกิจ

      1. ช่วยประหยัดและลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง เป็นการลดต้นทุนการผลิต

      2. ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกร มีราย ได้เพิ่มขึ้น

      3. เป็นตัวสร้างอาหารปลาขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง นับว่า เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจในทางการประมงด้วย

 

 

 

 

 

 

(Home)

Hosted by www.Geocities.ws

1