ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดทมนคร

 

ประวัติความเป็นมาของปุ๋ยอัดเม็ดทมนคร

                ทางกลุ่มมีความสนใจในการทำเกษตรแบบธรรมชาติ ซึ่งใช้อินทรียวัตถุในการปรับปรุงบำรุงดิน สิ่งเหลือใช้ในการเกษตรซึ่งมีอยู่มากมายหลังการเก็บเกี่ยวของทุกปี ทางสำนักงานการเกษตรได้ออกประกาศเตือนไม่ให้เผาฟาง โดยให้ไถกลบแทนทางกลุ่มได้ติดตามเรียนรู้จากสื่อต่างๆมาตลอด

                เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2545 โดยการนำของกำนันสมหมาย พันนา ได้จัดตั้งกลุ่มครั้งแรกมีสมาชิก 9 คน วันที่ 15 เมษายน 2545 คุณมนัส วงศ์จันทร์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ได้มาติดต่อให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดูงานและพิธีเปิดป้ายศูนย์อินแปลง อ.กุดบาก จ.สกลนคร โดยทางกลุ่มได้เดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ฯพณฯท่าน พลเอกชวลิตร ยงใจยุทธ เป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ด้วย ได้รับรู้แนวนโยบายของศูนย์อินแปลง หลังจากได้ขอเข้าร่วมกิจกรรม โครงการเป็นเครือข่ายของศูนย์อินแปลงและได้เข้าอบรมดูงานที่ศูนย์เป็นเวลา 3 วัน ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 โดยการเข้าอบรมทั้งหมด 9 คน ได้รวมกลุ่มของแม่บ้านด้วย ในการไปครั้งนี้ใช้งบส่วนตัว จากนั้นทางสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้มาเปิดเวทีเรียนรู้ และสำรวจชุมชนเปิดอบรมการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดโดย ดร.สมภพ โคตรวงศ์ อุปนายกเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาผลัดกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ให้ความรู้ทางวิชาการด้ารการเกษตรและเครื่องจักรอัดเม็ดปุ๋ยได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ประภาส สุทธิอาคาร เครือข่ายผลิตข้าวคุณภาพ จ.ยโสธร ทุนการดำเนินงานทางกลุ่มได้ออกหุ้น หุ้นละ 100 บาท โดยมีเงื่อนไขไม่เกิน 20 หุ้น และได้รับการสนับสนุนจากพระครู สมณกิจจาทร (หลวงปู่สว่าง โอภาโส) วัดป่าศรีอุดมรัตนาราม จึงได้มีกลุ่มเกษตรทมนครจนถึงทุกวันนี้

หลักการและเหตุผลการตั้งกลุ่ม

                สภาพประชากรในชุมชนประกอบอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพหลัก โดยเฉพาะอาชีพการเพาะปลูก ผลการสำรวจ พ.ศ.2545 อ้อย 3,866 ไร่ มันสำปะหลัง 1,315 ไร่ ข้าว 150 ไร่ ในการเพาะปลูกที่ผ่านมาเพื่อปุ๋ยเคมี และสารเคมี กำจัดวัชพืชมาโดยตลอดทำให้โครงสร้างของดินเสื่อมโทรม ผลผลิตต่ำ ต้นทุนสูง ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สารพิษตกค้าง จึงเป็นอันตรายต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพตามมา ประกอบกับกระแสความต้องการบริโภคที่ผลิตแบบใช้วัสดุจากธรรมชาติที่ปลอดจากสารพิษมากขึ้น ตลอดจนเป็นการสร้างและพัฒนาอาชีพของชุมชนให้ชุมชนพึ่งตนเองได้และเป็นไปอย่างยั่งยืน

               

 วัตถุประสงค์

1.เป็นศูนย์กลางให้กลุ่มเกษตรเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กรเกษตร ในการพัฒนาเกษตรกรอย่างครบวงจร

2.สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ในการสร้างสรรค์อาชีพและการพัฒนาองกรเกษตรให้มั่นคง

3.ส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า วิจัย และสาธิตกิจกรรมตามแนวทางวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็น กระบวนการพัฒนาเกษตรแบบครบวงจรและยั่งยืน

4.ส่งเสริมการผลิตขั้นพื้นฐานตามแนวทางเกษตรตามธรรมชาติเพื่อลดใช้สารเคมีในการผลิต สร้างความปลอดภัยสุ่เกษตรกร และผู้บริโภค

5. ส่งเสริมให้เกษตรกรมีจิตสำนึกที่ดีในการรักษา และร่วมสร้างสรรค์ดุลยภาพทางธรรมชาติจะทำให้มนุษย์อยู่รอดร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข

 

ส่วนประกอบของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดทมนคร

- มูลสัตว์                15 กิโลกรัม

- แร่ธาตุสำหรับพืช          10 กิโลกรัม

- ฮิวมัส                   15 กิโลกรัม

- น้ำหมักจุลินทรีย์           1 ลิตร

ต่อน้ำหนัก 50 กิโลกรัม หรือ 1 กระสอบ

 

คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด

                เป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารครบถ้วน ทั้งอาหารหลัก อาหารรอง อาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมน กรดฮิวมัส เพียงพอและเหมาะสมกับความเจริญเติบโตของพืช เพิ่มแร่ธาตุอาหารและจุลินทรีย์วัตถุให้กับดิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการย่อยสลายอาหารและตรึงไนโตรเจนทำให้พืชดูดดึงไปได้ง่าย

โครงการปุ๋ยอินทรีย์ปลอดสารพิษ

ปุ๋ยธรรมชาติอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

 

        วิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

                ใช้ในนาข้าวสำหรับต้นกล้าหว่านก่อนจะถอนกล้า  15  วันจะทำให้การถอนกล้าง่ายขึ้นอัตราการหว่านปุ๋ย  1  กระสอบ  สามารถหว่านนาข้าวได้ถึง  1  ไร่  หรือหว่านหลังปักดำ  10  วันต่อครึ่งกระสอบก่อนข้าวตั้งท้องครึ่งกระสอบ

                พืชผัก-ไม้ดอก-ไม้ประดับ  ปุ๋ย  1  กระสอบหว่านได้  1  ไร่พืชไร่-พืชสวน  ปุ๋ย  1  กระสอบหว่านได้  1  ไร่

                ไม้ยืนต้น  ปุ๋ย  1  กระสอบ  พืช  1-4  ปี  3  ขีด  ต่อ  1  ต้น  หรือก่อนปลูกให้นำปุ๋ยคลุกเข้ากับดินให้ละเอียด  แล้วนำต้นกล้าลงในหลุม  พืช  5  ปี  ต่อ  1  ต้น

        ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

1.    มีสารซิลิกอน  หรือซิลิก้าซึ่งสามารถป้องกันสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ  ได้  เช่น  เพลี้ย  หนอน  เป็นต้น  ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่ต้องใช้สารเคมี  หรือยาฆ่าแมลงซึ่งเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อชีวิต

2.    จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช่จ่ายลงกว่าครึ่ง

3.    ช่วยปรับสภาพของดินทำให้ดินร่วนซุยไม่มีสารพิษจากยาฆ่าแมลง  และสารเคมีต่าง ๆ  ตกค้างเพราะคุณสมบัติในการดูดซับจับสารพิษที่ตกค้างตามหน้าดิน

4.    ธาตุอาหารที่สมบูรณ์ทั้งหลักและรอง  คือ  ไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  โปแตสเซียม   แคลเซียม  แมกนีเซียม  กำมะถัน  และธาตุอาหารเสริมคือ  เหล็ก  ทองแดง  แมงกานีส  สังกะสี  โบลลิมมินัม  โซเดียม  โบรอน  อลูมินัม  ซึ่งเป็นผลต่อการเจริญเติบโตของราก  ใบ  ลำต้น  และผลผลิต

 ประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับแร่ธรรมชาติ

                ดินมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ  การเมือง  และสังคมเพราะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นอยู่ของกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ในประเทศที่เป็นเกษตรกร  การดำรงชีวิตของคนต้องการองค์ประกอบที่เป็นปัจจัย  4  ย้อนหลังสมัย  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ประเทศไทยมีพื้นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์  แต่ปัจจุบันดินเพาะปลูกดินเพาะปลูกเกิดการเสื่อมโทรมไปมาก  การปลูกพืชผัก  ผลไม้  ให้ผลผลิตต่ำ  เกษตรกรพึ่งพาสารกระตุ้นผลผลิตพืช  ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชศัตรูพืช  และยาฆ่าแมลงต่าง ๆ  จึงทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาหลายด้าน  ปัญหากับสิ่งแวดล้อม  ดินและน้ำมีสารพิษเจือปน  ดินเพาะปลูกกลายเป็นดินดาน  หรือดินเป็นกรด  ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางการเกษตรเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิม  สารพิษตกค้างในพืชผัก  ผลไม้  มีผลต่อผู้บริโภคและปัญหาสะสมสารพิษในร่างกายเกษตรกรป่วยเสียเงินรักษาและเสียชีวิตตายผ่อนส่งก่อนวัยอันควร

                อินทรีย์วัตถุในดินนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน  การผลิตพืชและศักยภาพการผลิตพืช  การปลูกพืชโดยทั่วไปโดยเฉพาะพืชไร-นา  จะมีการไถพรวนดิน  และปลูกพืชติดต่อกันซ้ำ ๆ  ที่เดิม  ซึ่งจะทำให้ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินลงปริมาณลงไปอย่างมาก  อินทรีย์วัตถุที่ได้จากการปลูกพืชใหม่ผสมผสานจะเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินได้บ้างแต่ยังเป็นปริมาณที่ต่ำ  เนื่องจากอินทรีย์วัตถุที่คืนกลับพื้นที่ปลูกยังมีปริมาณน้อยกว่าส่วนที่สูญเสียไปโดยกระบานการต่าง ๆ  ปุ๋ยอินทรีย์เป็นผลผลิตที่ได้มาจากซากพืช  ซากสัตว์ทุกชนิด  สิ่งขับถ่ายจากสิ่งมีชีวิต  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคิก  และพวกอินทรีย์สารที่เป็นของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร  เป็นต้น  โดยทั่วไปปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้จากวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ  จะมีคุณสมบัติในการช่วยปรับปรุงสมบัติของดินหลายประการ  ทั้งทางตรงและทางอ้อม

1.    ช่วยเสริมสมบัติทางกายภาพทำให้ดินเหนียวมีความร่วนซุย  ระบายน้ำ  ระบายอากาศได้ดีขึ้นในดินทรายก็จะช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำได้ดี

2.    ปรับสภาพทางเคมีลงโดยลดความเป็นกรด-ด่างของดิน  ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลางขึ้น  ลดความเป็นพิษจากโลหะหนักที่เป็นส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

3.    ปลดปล่อยธาตุอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อพืช

4.    ช่วยเก็บธาตุอาหารไว้ในดิน  ดินที่มีอินทรีย์วัตถุเมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มลงไปจะได้ผลผลิตสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีในดินที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ

5.    ดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากพอหรือมีการคลุมดินด้วยอินทรีย์วัตถุจะต้านทานการชะล้างหรือพังทะลายของดินลงได้

 

       

                                            ปุ๋ยอินทรีย์ที่แนะนำ



          ปุ๋ยพืชสด


            สิ่งที่เกษตรกรคุ้นเคยมากในการเพิ่มผลผลิตพืชก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมีแต่การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่มอินทรีย์ให้แก่ดิน จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะไม่ร่วนซุยดูดซับน้ำ และอาหารพืชได้น้อยลง ทำให้การปลูกพืชไม่ได่ผล หรือได้ผลดีไม่ได้ทเท่าที่ควร การเพื่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขหมัก เป็นต้น แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ ไม่สะดวกแก่การขนย้ายปุ๋ย และหาได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถ
ให้แก่ดินอีกวิธีหนึ่ง ที่มีการปฏิบัติงานง่ายก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด


            ปุ๋ยพืชสดคืออะไร


            ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จาการไถกลบ ต้น ใบและส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอกซึ่งเป็นส่วนที่มีธาติอาการสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปลื่อยผุพังย่อยสลายเป็นอาหาร แก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูก้ป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น

            ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด


ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดิน มีดังนี้
1. เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน
2. เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช
3. กรดที่เกิดจากผุผังของพืชสด ช่วยละลายธาตูอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น
4. บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
5. รักษาความชุ่มชื่นในดินและทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
6. ทำให้ดินร่วนซุย สดวกในการเตรียมดินและไถพรวน
7. ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี
8. ลดการปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน
9. ลดอัตราการสูญเสียอันเกิดจากการชะล้าง
10. เ พิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น

            ลักษณะทั่วไปของปุ๋ยพืชสด


ลักษณะของพืชที่จะมาทำเป็นปุ๋ยสด
1. ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือ ประมาณ 30-60 วัน
2. สามารถให้น้ำหนักพืชสดสูง ตั้งแต่ 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ขึ้นไป
3. ทนแร้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีสามารถปลูก ได้ทุกฤดูกาล
4. มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
5. สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก และขยายพันธุ์ได้เร็วเพื่อให้ทันและเพียงพอต่อ ความต้องการ เมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซ็นความงอกสูง
6. ทำให้เก็บเกี่ยวตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากเพราะจะทำให้ไม่สดวกแก่การไถกลบ
7. ลำต้นอ่อน เมื่ออไถกลบแล้วเน่าเปลื่อยผุผังได้เร็ว และมีธาตุอาหารสูง

            การปลูกพืชปุ๋ยสด


ในการปลูกพืชปุ๋ยสดให้ได้ผลดีควรปฏิบัติดังนี้
1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับปรุบสภาพของดินให้เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นดินเปรี้ยวควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชสดเจริญเติบโต และให้น้ำหนักพืชสดสูงด้วย
2. เวลาและฤดูการที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝนหรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน
3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ปลูกเพื่อไถกลบในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดดังนี้ ปอเทือง 5 กก. โสนอินเดีย 3 กก. โสนค้างคาว 5 กก. โสนไต้หวัน 5 กก. ถั่วพร้า 5 กก. ถั่วเหลือง 8 กก. ถั่วพุ่ม 8 กก. ถั่วนา 8 กก. ถั่วลาย 2 กก. ถั่วเสี้ยนป่า 2 กก. ไมยราบไร้หนาม 2 กก. ถั่วเว็ลเว็ท 10 กก. คาโลโปโกเนียม 2 กก. อัญชัน 3 กก

            วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด


วิธีการใช้พืชป๋ยสด สามารถแบ่งการใช้ได้ 3 วิธี คือ
1. ปลูกพืชสดในพื้นที่แปลงใหญ่ แล้วทำการตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นเลย
2. ปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องพืชหลักที่ทำการปลูก โดยปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
3. ปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้าวว่างเปล่า แล้วตัดสับเอาส่วนของพืชสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลัก และไถกลบลงไปในดิน

 

            การตัดสับและไถกลบพืชสด


            การตัดสับและการไถกลบพืชสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึงระออกดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรีย์วัตถุและธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

โครงการปุ๋ยอินทรีย์ปลอดสารพิษ

ปุ๋ยธรรมชาติอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

 

        วิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

                ใช้ในนาข้าวสำหรับต้นกล้าหว่านก่อนจะถอนกล้า  15  วันจะทำให้การถอนกล้าง่ายขึ้นอัตราการหว่านปุ๋ย  1  กระสอบ  สามารถหว่านนาข้าวได้ถึง  1  ไร่  หรือหว่านหลังปักดำ  10  วันต่อครึ่งกระสอบก่อนข้าวตั้งท้องครึ่งกระสอบ

                พืชผัก-ไม้ดอก-ไม้ประดับ  ปุ๋ย  1  กระสอบหว่านได้  1  ไร่พืชไร่-พืชสวน  ปุ๋ย  1  กระสอบหว่านได้  1  ไร่

                ไม้ยืนต้น  ปุ๋ย  1  กระสอบ  พืช  1-4  ปี  3  ขีด  ต่อ  1  ต้น  หรือก่อนปลูกให้นำปุ๋ยคลุกเข้ากับดินให้ละเอียด  แล้วนำต้นกล้าลงในหลุม  พืช  5  ปี  ต่อ  1  ต้น

        ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

1.    มีสารซิลิกอน  หรือซิลิก้าซึ่งสามารถป้องกันสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ  ได้  เช่น  เพลี้ย  หนอน  เป็นต้น  ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่ต้องใช้สารเคมี  หรือยาฆ่าแมลงซึ่งเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อชีวิต

2.    จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช่จ่ายลงกว่าครึ่ง

3.    ช่วยปรับสภาพของดินทำให้ดินร่วนซุยไม่มีสารพิษจากยาฆ่าแมลง  และสารเคมีต่าง ๆ  ตกค้างเพราะคุณสมบัติในการดูดซับจับสารพิษที่ตกค้างตามหน้าดิน

4.    ธาตุอาหารที่สมบูรณ์ทั้งหลักและรอง  คือ  ไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  โปแตสเซียม   แคลเซียม  แมกนีเซียม  กำมะถัน  และธาตุอาหารเสริมคือ  เหล็ก  ทองแดง  แมงกานีส  สังกะสี  โบลลิมมินัม  โซเดียม  โบรอน  อลูมินัม  ซึ่งเป็นผลต่อการเจริญเติบโตของราก  ใบ  ลำต้น  และผลผลิต

 ประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับแร่ธรรมชาติ

                ดินมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ  การเมือง  และสังคมเพราะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นอยู่ของกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ในประเทศที่เป็นเกษตรกร  การดำรงชีวิตของคนต้องการองค์ประกอบที่เป็นปัจจัย  4  ย้อนหลังสมัย  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ประเทศไทยมีพื้นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์  แต่ปัจจุบันดินเพาะปลูกดินเพาะปลูกเกิดการเสื่อมโทรมไปมาก  การปลูกพืชผัก  ผลไม้  ให้ผลผลิตต่ำ  เกษตรกรพึ่งพาสารกระตุ้นผลผลิตพืช  ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชศัตรูพืช  และยาฆ่าแมลงต่าง ๆ  จึงทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาหลายด้าน  ปัญหากับสิ่งแวดล้อม  ดินและน้ำมีสารพิษเจือปน  ดินเพาะปลูกกลายเป็นดินดาน  หรือดินเป็นกรด  ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางการเกษตรเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิม  สารพิษตกค้างในพืชผัก  ผลไม้  มีผลต่อผู้บริโภคและปัญหาสะสมสารพิษในร่างกายเกษตรกรป่วยเสียเงินรักษาและเสียชีวิตตายผ่อนส่งก่อนวัยอันควร

                อินทรีย์วัตถุในดินนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน  การผลิตพืชและศักยภาพการผลิตพืช  การปลูกพืชโดยทั่วไปโดยเฉพาะพืชไร-นา  จะมีการไถพรวนดิน  และปลูกพืชติดต่อกันซ้ำ ๆ  ที่เดิม  ซึ่งจะทำให้ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินลงปริมาณลงไปอย่างมาก  อินทรีย์วัตถุที่ได้จากการปลูกพืชใหม่ผสมผสานจะเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินได้บ้างแต่ยังเป็นปริมาณที่ต่ำ  เนื่องจากอินทรีย์วัตถุที่คืนกลับพื้นที่ปลูกยังมีปริมาณน้อยกว่าส่วนที่สูญเสียไปโดยกระบานการต่าง ๆ  ปุ๋ยอินทรีย์เป็นผลผลิตที่ได้มาจากซากพืช  ซากสัตว์ทุกชนิด  สิ่งขับถ่ายจากสิ่งมีชีวิต  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคิก  และพวกอินทรีย์สารที่เป็นของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร  เป็นต้น  โดยทั่วไปปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้จากวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ  จะมีคุณสมบัติในการช่วยปรับปรุงสมบัติของดินหลายประการ  ทั้งทางตรงและทางอ้อม

1.    ช่วยเสริมสมบัติทางกายภาพทำให้ดินเหนียวมีความร่วนซุย  ระบายน้ำ  ระบายอากาศได้ดีขึ้นในดินทรายก็จะช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำได้ดี

2.    ปรับสภาพทางเคมีลงโดยลดความเป็นกรด-ด่างของดิน  ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลางขึ้น  ลดความเป็นพิษจากโลหะหนักที่เป็นส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

3.    ปลดปล่อยธาตุอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อพืช

4.    ช่วยเก็บธาตุอาหารไว้ในดิน  ดินที่มีอินทรีย์วัตถุเมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มลงไปจะได้ผลผลิตสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีในดินที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ

5.    ดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากพอหรือมีการคลุมดินด้วยอินทรีย์วัตถุจะต้านทานการชะล้างหรือพังทะลายของดินลงได้

 

       

                                         

โครงการปุ๋ยอินทรีย์ปลอดสารพิษ

ปุ๋ยธรรมชาติอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

 

        วิธีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

                ใช้ในนาข้าวสำหรับต้นกล้าหว่านก่อนจะถอนกล้า  15  วันจะทำให้การถอนกล้าง่ายขึ้นอัตราการหว่านปุ๋ย  1  กระสอบ  สามารถหว่านนาข้าวได้ถึง  1  ไร่  หรือหว่านหลังปักดำ  10  วันต่อครึ่งกระสอบก่อนข้าวตั้งท้องครึ่งกระสอบ

                พืชผัก-ไม้ดอก-ไม้ประดับ  ปุ๋ย  1  กระสอบหว่านได้  1  ไร่พืชไร่-พืชสวน  ปุ๋ย  1  กระสอบหว่านได้  1  ไร่

                ไม้ยืนต้น  ปุ๋ย  1  กระสอบ  พืช  1-4  ปี  3  ขีด  ต่อ  1  ต้น  หรือก่อนปลูกให้นำปุ๋ยคลุกเข้ากับดินให้ละเอียด  แล้วนำต้นกล้าลงในหลุม  พืช  5  ปี  ต่อ  1  ต้น

        ประโยชน์ของปุ๋ยอินทรีย์ผสมแร่เพอร์ไลท์

1.    มีสารซิลิกอน  หรือซิลิก้าซึ่งสามารถป้องกันสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ  ได้  เช่น  เพลี้ย  หนอน  เป็นต้น  ซึ่งทำให้เกษตรกรไม่ต้องใช้สารเคมี  หรือยาฆ่าแมลงซึ่งเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อชีวิต

2.    จะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช่จ่ายลงกว่าครึ่ง

3.    ช่วยปรับสภาพของดินทำให้ดินร่วนซุยไม่มีสารพิษจากยาฆ่าแมลง  และสารเคมีต่าง ๆ  ตกค้างเพราะคุณสมบัติในการดูดซับจับสารพิษที่ตกค้างตามหน้าดิน

4.    ธาตุอาหารที่สมบูรณ์ทั้งหลักและรอง  คือ  ไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  โปแตสเซียม   แคลเซียม  แมกนีเซียม  กำมะถัน  และธาตุอาหารเสริมคือ  เหล็ก  ทองแดง  แมงกานีส  สังกะสี  โบลลิมมินัม  โซเดียม  โบรอน  อลูมินัม  ซึ่งเป็นผลต่อการเจริญเติบโตของราก  ใบ  ลำต้น  และผลผลิต

 ประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับแร่ธรรมชาติ

                ดินมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ  การเมือง  และสังคมเพราะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นอยู่ของกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ในประเทศที่เป็นเกษตรกร  การดำรงชีวิตของคนต้องการองค์ประกอบที่เป็นปัจจัย  4  ย้อนหลังสมัย  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  ประเทศไทยมีพื้นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์  แต่ปัจจุบันดินเพาะปลูกดินเพาะปลูกเกิดการเสื่อมโทรมไปมาก  การปลูกพืชผัก  ผลไม้  ให้ผลผลิตต่ำ  เกษตรกรพึ่งพาสารกระตุ้นผลผลิตพืช  ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชศัตรูพืช  และยาฆ่าแมลงต่าง ๆ  จึงทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาหลายด้าน  ปัญหากับสิ่งแวดล้อม  ดินและน้ำมีสารพิษเจือปน  ดินเพาะปลูกกลายเป็นดินดาน  หรือดินเป็นกรด  ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางการเกษตรเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิม  สารพิษตกค้างในพืชผัก  ผลไม้  มีผลต่อผู้บริโภคและปัญหาสะสมสารพิษในร่างกายเกษตรกรป่วยเสียเงินรักษาและเสียชีวิตตายผ่อนส่งก่อนวัยอันควร

                อินทรีย์วัตถุในดินนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน  การผลิตพืชและศักยภาพการผลิตพืช  การปลูกพืชโดยทั่วไปโดยเฉพาะพืชไร-นา  จะมีการไถพรวนดิน  และปลูกพืชติดต่อกันซ้ำ ๆ  ที่เดิม  ซึ่งจะทำให้ปริมาณอินทรีย์วัตถุในดินลงปริมาณลงไปอย่างมาก  อินทรีย์วัตถุที่ได้จากการปลูกพืชใหม่ผสมผสานจะเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินได้บ้างแต่ยังเป็นปริมาณที่ต่ำ  เนื่องจากอินทรีย์วัตถุที่คืนกลับพื้นที่ปลูกยังมีปริมาณน้อยกว่าส่วนที่สูญเสียไปโดยกระบานการต่าง ๆ  ปุ๋ยอินทรีย์เป็นผลผลิตที่ได้มาจากซากพืช  ซากสัตว์ทุกชนิด  สิ่งขับถ่ายจากสิ่งมีชีวิต  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคิก  และพวกอินทรีย์สารที่เป็นของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร  เป็นต้น  โดยทั่วไปปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งได้จากวัสดุอินทรีย์ต่าง ๆ  จะมีคุณสมบัติในการช่วยปรับปรุงสมบัติของดินหลายประการ  ทั้งทางตรงและทางอ้อม

1.    ช่วยเสริมสมบัติทางกายภาพทำให้ดินเหนียวมีความร่วนซุย  ระบายน้ำ  ระบายอากาศได้ดีขึ้นในดินทรายก็จะช่วยเพิ่มการอุ้มน้ำได้ดี

2.    ปรับสภาพทางเคมีลงโดยลดความเป็นกรด-ด่างของดิน  ให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลางขึ้น  ลดความเป็นพิษจากโลหะหนักที่เป็นส่วนผสมของสารเคมีกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช

3.    ปลดปล่อยธาตุอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อพืช

4.    ช่วยเก็บธาตุอาหารไว้ในดิน  ดินที่มีอินทรีย์วัตถุเมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มลงไปจะได้ผลผลิตสูงกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีในดินที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ

5.    ดินที่มีอินทรีย์วัตถุมากพอหรือมีการคลุมดินด้วยอินทรีย์วัตถุจะต้านทานการชะล้างหรือพังทะลายของดินลงได้

 

ปุ๋ยอินทรีย์ที่แนะนำ



          ปุ๋ยพืชสด


            สิ่งที่เกษตรกรคุ้นเคยมากในการเพิ่มผลผลิตพืชก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมีแต่การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่มอินทรีย์ให้แก่ดิน จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินจะไม่ร่วนซุยดูดซับน้ำ และอาหารพืชได้น้อยลง ทำให้การปลูกพืชไม่ได่ผล หรือได้ผลดีไม่ได้ทเท่าที่ควร การเพื่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำได้โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขหมัก เป็นต้น แต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ ไม่สะดวกแก่การขนย้ายปุ๋ย และหาได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถ
ให้แก่ดินอีกวิธีหนึ่ง ที่มีการปฏิบัติงานง่ายก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด


            ปุ๋ยพืชสดคืออะไร


            ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ที่ได้จาการไถกลบ ต้น ใบและส่วนต่างๆ ของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอกซึ่งเป็นส่วนที่มีธาติอาการสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปลื่อยผุพังย่อยสลายเป็นอาหาร แก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูก้ป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เป็นต้น



            ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด


ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบำรุงดิน มีดังนี้
1. เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุในดิน
2. เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช
3. กรดที่เกิดจากผุผังของพืชสด ช่วยละลายธาตูอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น
4. บำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
5. รักษาความชุ่มชื่นในดินและทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น
6. ทำให้ดินร่วนซุย สดวกในการเตรียมดินและไถพรวน
7. ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี
8. ลดการปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน
9. ลดอัตราการสูญเสียอันเกิดจากการชะล้าง
10. เ พิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น

 

            ลักษณะทั่วไปของปุ๋ยพืชสด


ลักษณะของพืชที่จะมาทำเป็นปุ๋ยสด
1. ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว ระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือ ประมาณ 30-60 วัน
2. สามารถให้น้ำหนักพืชสดสูง ตั้งแต่ 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ขึ้นไป
3. ทนแร้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีสามารถปลูก ได้ทุกฤดูกาล
4. มีความต้านทานต่อโรคและแมลง
5. สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก และขยายพันธุ์ได้เร็วเพื่อให้ทันและเพียงพอต่อ ความต้องการ เมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซ็นความงอกสูง
6. ทำให้เก็บเกี่ยวตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากเพราะจะทำให้ไม่สดวกแก่การไถกลบ
7. ลำต้นอ่อน เมื่ออไถกลบแล้วเน่าเปลื่อยผุผังได้เร็ว และมีธาตุอาหารสูง



            การปลูกพืชปุ๋ยสด


ในการปลูกพืชปุ๋ยสดให้ได้ผลดีควรปฏิบัติดังนี้
1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับปรุบสภาพของดินให้เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นดินเปรี้ยวควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชสดเจริญเติบโต และให้น้ำหนักพืชสดสูงด้วย
2. เวลาและฤดูการที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝนหรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช ซึ่งความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน
3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ปลูกเพื่อไถกลบในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดดังนี้ ปอเทือง 5 กก. โสนอินเดีย 3 กก. โสนค้างคาว 5 กก. โสนไต้หวัน 5 กก. ถั่วพร้า 5 กก. ถั่วเหลือง 8 กก. ถั่วพุ่ม 8 กก. ถั่วนา 8 กก. ถั่วลาย 2 กก. ถั่วเสี้ยนป่า 2 กก. ไมยราบไร้หนาม 2 กก. ถั่วเว็ลเว็ท 10 กก. คาโลโปโกเนียม 2 กก. อัญชัน 3 กก
 


            วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด


วิธีการใช้พืชป๋ยสด สามารถแบ่งการใช้ได้ 3 วิธี คือ
1. ปลูกพืชสดในพื้นที่แปลงใหญ่ แล้วทำการตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นเลย
2. ปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องพืชหลักที่ทำการปลูก โดยปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
3. ปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้าวว่างเปล่า แล้วตัดสับเอาส่วนของพืชสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลัก และไถกลบลงไปในดิน

 

            การตัดสับและไถกลบพืชสด


            การตัดสับและการไถกลบพืชสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตัดสับและไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึงระออกดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรีย์วัตถุและธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

 

 

 

 

 

 

(Home)

 

Hosted by www.Geocities.ws

1