พูดกันสนั่นเมือง
 
รับทำแท้งมา 20 ปี อ.มีชัยโดนตำรวจบุกจับ...หมั่นไส้...หรือ..เอาจริง

ที่มา : http://webboard.nationgroup.com/swb/view.php?page=1&rid=6&tid=2365

รับทำแท้งมา 20 ปี อ.มีชัยโดนตำรวจบุกจับ...หมั่นไส้...หรือ..เอาจริง
ฟังข่าวทีวีเมื่อซักครู่ สำนักงานของสมาคมประชากร ของอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ โดนตำรวจบุกเข้าจับกุม พบเด็กสาวรอทำแท้งประมาณ 14 คน

อาจารย์มีชัย วีระไวทยะเปิดแถลงข่าวว่า ทำมา 20 ปีแล้ว เป็นสถานพยาบาลถูกต้องตามกฎหมาย การทำแท้งจะพิจารณาโดยนายแพทย์ กรณีทำแท้งเมื่อคนไข้ตั้งท้องโดยไม่พึงประสงค์ หรืออาจเป็นอันตรายแก่ตัวแม่


วันหนึ่ง ทำงานได้ 20 ราย คิดค่ายริการรายละ 1,400 บาท (ฟังไม่ชัด แต่ประมาณนี้ครับ)


ผมมองอาจารย์มีชัยในภาพที่ดีมาตลอด และไม่คิดว่าสมาคมเขาทำผิดอะไร เพราะทำกันมา 20 ปีแล้ว และเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านประชากร มาก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่ม ในปี 2616 ด้วยซ้ำ


หลังสุด อาจารย์มีชัย ไปออกรายการถึงลูกถึงคน สนับสนุนให้ติดตั้งเครื่องขายถุงยา ในห้องน้ำมหาวิทยาลัย


สาเหตุมีคนหมั่นไส้หรือเปล่าครับ ถ้าเขาทำถูกต้องตามกฎหมาย ตำรวจจะขอโทษเขามั๊ยครับ

ตาเด็กใหม่ (203.156.13.40)
8 ธ.ค. 2546 19:31:01


ข้อความ : 1-20 จากทั้งหมด 39 ข้อความ ถัดไป 20 > หน้าสุดท้าย>>


ความคิดเห็นที่ 1
การทําแท้งก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนนั่นแหล่ะ มันผิดศีลธรรมอย่างชัดแจ้ง กรณีที่ไม่ใช่ถูกข่มขื่น ไม่ควรให้มีการทําแท้งโดยเด็ดขาด วัยรุ่นจะได้ไม่ต้องทําอะไรที่มันมักง่ายโดยไม่ยั้งคิด การอ้างเรื่องเป็นอันตรายแก่ตัวแม่ก็ต้องมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้เช่นกัน


ป (203.118.117.181)
8 ธ.ค. 2546 19:59:43


ความคิดเห็นที่ 2
ขนหัวลุกครับ 20ปี ก็ไม่ามายอะไ รทารกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตายไปประมาณ แสนกว่าคนเข้าไปแล้ว

ป (203.118.117.181)
8 ธ.ค. 2546 20:08:06


ความคิดเห็นที่ 3
มากว่าวันละ 20 คนครับ สุขุมวิทย์ ซอย 14 (ไม่แน่ใจ เพราะนานแล้ว) มีสถานทำแท้งหลายแห่ง คิดว่า วันหนึ่งรวมๆกัน ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 คน คือปีละ 36500 คน ถ้า 20 ปี ก็คือ 36500*20 = 730000 (เจ็ดแสนสามหมื่นคน) ไม่นับในต่างจังหวัด

ถ้าคิดเป็นเงิน เฉลี่ยรายละ 3000 บาท ( ราคานี้มานานแล้ว จากนั้น เพิ่มเดือนละพันบาท สมัยนี้ ได้ข่าวว่า เพิ่มเดือนละ 2000 บาท ) ต้นทุนแทบไม่มีเลย จ่ายแค่ค่าคนทำ ค่า น้ำ ค่าไฟ ค่าอาคาร จะได้เงิน ปีละ 36500*1000= 36,500,000 (สามสิบหกล้านบาท) นี้คิดแค่กำไรหัวละพัน ไม่รู้ว่าเสียภาษีบ้างหรือเปล่า

พูดกลางๆ (210.203.186.41)
8 ธ.ค. 2546 21:00:16


ความคิดเห็นที่ 4
สาเหตุมีคนหมั่นไส้หรือเปล่าครับ ถ้าเขาทำถูกต้องตามกฎหมาย ตำรวจจะขอโทษเขามั๊ยครับ


สาเหตุมีคนหมั่นไส้หรือเปล่าครับ ถ้าเขาทำถูกต้องตามกฎหมาย ตำรวจจะขอโทษเขามั๊ยครับ

เห็นด้วย (165.121.59.80)
8 ธ.ค. 2546 23:01:03


ความคิดเห็นที่ 5
ที่ทำอยู่นั้น ทำอย่างไรก็ไม่มีทางถูกกฏหมายได้ตลอด จะมีสักกี่คนที่ เด็กเป็นอันตรายแก่ตัวแม่ อ้างเหตุฆ่าคนชัดๆ

สาเหตุหนึ่งที่ศีลธรรมทางเพศเสื่อมทราม ก็เพราะทำแท้งได้ง่าย หากท้องแล้วต้องรับ ต่อไปก็จะได้กลัวท้องกันมากขึ้น

ช่วยกันปัดความรับผิดชอบ ด้วยเงินไม่กี่บาท แต่ ผลทำให้ศีลธรรมเสื่อมโทรมลง จนระบาดไปทั่ว ทำไมไม่คิดบ้าง ถุงยางที่ขายนั้น ขายเพื่อ compensate ตัวเองหรือเปล่า

พูดกลางๆ (210.203.186.41)
8 ธ.ค. 2546 23:24:24


ความคิดเห็นที่ 6
อยากจะทำมาหากินับการทำแท้งก็ทำไป แต่ไม่น่าจะมาอ้างบุญ อ้างคุณ กับสังคมว่าช่วยแก้ปัญหาสังคม

ผู้หญิง พอมีลูก เขาก็รับผิดชอบกันได้ เลี้ยงกันไป บางคนพอเอาเด็กออก ผู้ชายก็เลิก ผู้หญิงก็กลายเป็นโสเภณี

น่าจะจับกวาดล้างไปตั้งนานแล้ว คนพวกนี้ ทำบาปแล้วยังมาอ้างเอาบุญอีก

พูดกลางๆ (210.203.186.41)
8 ธ.ค. 2546 23:56:34


ความคิดเห็นที่ 7
วิธีคิดอย่างคุณพูดกลางๆ คือวิธีที่ถูกต้องครับ

ผมไม่เถียงในแง่ศีลธรรมนะครับ


แต่มองในแง่ประชากรศาสตร์ ถ้าหากไม่ตะลุยให้การศึกษาเรื่องการคุมกำเนิดและการวางแผนครอบครัว มาตั้ง 30 ปี


ตัวเลขทางประชากรจะเป็นเท่าไหร่ ที่จริงผมก็เคยทำงานด้านเผยแพร่โครงการวางแผนครอบครัว มาตั้งแต่ปี 2516 ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นอัตราการเพิ่มของประชากร อยู่ที่ร้อยละ 3.5 หรือ 4 ต่อปี ผมไม่แน่ใจในตัวเลขนะครับไม่ยืนยัน


เขาคำนวณกันในระบบประชากรศึกษา ถ้าไม่ทำกันตั้งแต่ตอนนั้น และทำต่อเนื่องมา ประเทศไทยจะมีประชากรนับ ร้อยล้านคนในปัจจุบัน


ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้น การรองรับของภาครัฐบาล ภาระต่างๆจะเป็นอย่างไร ผมมองไม่ออก


แต่เมื่อเขาทำกันมาต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลและ ยูเอ็นดีพี


ผลของการพัฒนาให้ความรู้แก่ประชาชน ปัจจุบันอัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในขั้นรับกันได้แล้ว


ผมไม่แน่ใจว่าอยู่ที่ ร้อยละ 1 ต่อปีหรือไม่


ถ้ามองในแง่ที่ไม่ใช่ลูกหลานตัวเอง ที่กำลังเล่าเรียน แต่ผิดพลาดไป ก็ด่าว่าคนอื่นได้ครับ


อย่าให้เจอกับลูกหลานตัวเองนะครับ


บางเรื่องผมยอมรับปัญหาและคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เอาใจเขาใส่ใจเรา และคิดถึงภาพรวมของความรุนแรงของปัญหา


ถ้าเด็กเกิดมาโดยไม่เป็นที่ต้องการของพ่อแม่

ผมก็คิดถึงปัญหาอื่นๆที่จะตามมาไม่ออกครับ


วิธีคุมกำเนิด สมัยที่ผมทำการเผยแพร่ ก็บอกวิธี ใช้ถุงยาง ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ใส่ห่วง ทำหมันทั้งชายหญิง ออกหน่วยฉายหนังไปบอกเล่าเนื้อความกับชาวบ้านตามชนบท


ส่วนเรื่องการทำแท้ง ไม่ได้ส่งเสริมมาเลยครับ ทุกรัฐบาลก็ทำกันอย่างนั้น แต่ให้เป็นบริการของหน่วยงานเอกชน ซึ่งทำหน้าที่รองรับตรงนั้น ยกเว้นกรณีที่แพทย์ตรวจพบความผิดปรกติขแงผู้ตั้งครรภ์


ถ้าหากมีเด็กสาว เดินเข้าไปขอรับการช่วยเหลือจาก รพ.ของรัฐ ผมกล้ารับประกันได้ว่า ทางโรงพยาบาลสอบถามแล้ว ก็ต้องให้กลับบ้าน.....เขาไม่ทำให้ง่ายๆหรอกครับ


เมื่อมาถึงสถานพยาบาลเอกชน ก็ต้องเจอด่านสัมภาษณ์อย่างหนัก เพราะหากไม่มีหลักประกันและหาเหตุผลที่สมควร สถานพยาบาลก็อาจโดนปิด นายแพทย์ผู้ทำการรักษา อาจโดนถอดถอนใบประกอบโรคศิลป์


ที่ผมว่า สถานพยาบาลของ คุณมีชัย ทำหน้าที่ด้านนี้มานับ 30 ปี เปิดบริการทำแท้งสำหรับหญิงที่มีปัญหามา 20 ปี ก็พอๆกับสถานพยาบาลอื่นๆ


ผมถึงถามว่า ทำไมไปลงที่คุณมีชัยคนเดียว

ไม่ลักลั่นไปหรือ....แล้วเขาก็ออกมาแถลงข่าวเขาทำถูกต้องตามกฎหมาย แบบนี้ตำรวจคิดยังไงครับ มีใครไปสั่งเขาหรือเปล่า


ที่ผมคิดว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุก็เพราะถือว่าคุณมีชัย เป็นคนหนึ่ง ที่ทำให้โครงการวางแผนครอบครัวของประเทศไทยประสบความสำเร็จ


อาศัยสื่อของราชการ จะพูดอะไรก็กระมิดกระเมี้ยน ถ้าไม่ได้การประชาสัมพันธ์แบบชนิดถึงลูกถึงคนอย่างคุณมีชัย ส่งเสริมอีกแรงผมก็มองภาพไม่ออกเหมือนกัน


แค่คนใช้ชื่อมีชัย แทนถุงยาง ถ้าเป็นผมก้อับอายพอแล้ว แต่คุณมีชัย ไม่ได้คิดถึงจุดนี้แม้แต่น้อย ใครจะคิดยังไงก็ว่ากันไปนะครับ


แต่ถ้าเขาไม่ผิด ขอโทษเขาบ้างนะครับ


พูดถึงการขายถุงยาง ถ้าคุณมีชัยไม่สั่งเข้ามาขาย คิดหรือว่าจะไม่มีใครสั่งเข้ามาขาย


เห็นสั่งเข้ามากันหลายบริษัท โฆษณากันโครมๆตอนดึกๆไงครับ

ตาเด็กใหม่ (203.156.13.40)
9 ธ.ค. 2546 00:17:47


ความคิดเห็นที่ 8
โดยสัตย์จริง ผมไม่คิดว่าคุณมีชัย อาศัยการทำแท้งเป็นทางหากิน


เฉพาะเงินเดือนท่าน ก็มากกว่าหลายๆคนในสังคมนี้ ครอบครัวก้ดี มีชื่อเสียงในสังคม


มองคนต้องมองให้ถึงแก่นจริงๆเถอะครับ...บาปปากเปล่าๆ


อ้อ...ผมไม่สนับสนุนการทำแท้งเสรีนะครับ อย่าหลงประเด็น

ตาเด็กใหม่ (203.156.13.40)
9 ธ.ค. 2546 00:21:17


ความคิดเห็นที่ 9
ผมรับไม่ได้ครับคุณ ตาเด็กใหม่ ทารกตายเอาที่สถานพยาบาลเป็น แสนคน นี่หมายความว่าอะไร?

หากคุณมีชัยจะทําให้โปร่งใสกว่านี้และอยากช่วยสังคมจริง ทําไมไม่รับเป็นภาระนําส่งพวกวัยรุ่นใจแตกพวกนั้นไปทําแท้งที่โรงพยาบาล ทําไมต้องทําเองในลักษณะดูราวกับว่าเหยียบเส้นเหลืองล่ะ คนที่ตั้งท้องเนื่องจากโดนข่มขืนทําไมไม่มีขั้นตอนส่งให้ตํารวจเพื่อลงบันทึกประจําวันไว้เป็นหลักฐานว่าโดนข่มขืนจริงก่อนทําแท้งให้ล่ะ และที่อ้างประเด็นทําแท้งเนื่องจากกลัวแม่อันตรายมันมีเกณฑ์พิจารณาอย่างไร มันน่าสงสัยมากว่าทําไมจึงไม่ส่งตัวคนที่จะขอทําแท้งไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลล่ะ ในเมื่อสถานพยาบาลของคุณมีชัยไม่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการรักษาโรคอื่นๆ

ป (203.118.122.8)
9 ธ.ค. 2546 01:17:42


ความคิดเห็นที่ 10
เรื่องนี้เห็นด้วยกับคุณเด็กใหม่ 100% ค่ะ เรื่องของการทำแท้งไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วย เเต่ในบางกรณีมันเป็นเรื่องจำเป็น อย่างกรณีที่ผู้หญิงถูกข่มขืน กรณีที่ชีวิตของแม่อาจเป็นอันตราย หรือกรณีที่แม่ไม่มีความสามารถเลี้ยงดูเด็กได้ ถ้าไม่มีสถานที่รับทำแท้งอย่างของคุณมีชัยเลย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเด็กสาวที่ท้องแล้วไม่พยายามทำแท้ง มันก็ยังคงมีอยู่ต่อไปอีกนั่นเเหละค่ะ ต่างกันก็ตรงที่ว่าชีวิตของเด็กสาวเหล่านั้นต้องเสี่ยงกับสถานที่ทำแท้งที่ผิดกฎหมาย ที่สกปรก ไม่ถูกหลักอนามัย ที่อยากเห็นสถานที่อย่างของคุณมีชัยมีให้ คือบริการให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการทำแท้งค่ะ คือเเทนที่ว่าใครไปทำแท้งเเล้วก็ตกลงรับทำให้หมด ก็มีบริการให้คำปรึกษา ให้ทางเลือกว่าถ้าไม่ทำแท้งแล้วจะหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเด็กสาวเหล่านั้นอย่างไรบ้าง มีการอธิบายถึงข้อดีข้อเสียของการทำเเท้ง และมีการให้บริการเเนะนำการป้องกันไม่ให้เกิดท้องครั้งต่อไป คือพูดง่ายๆว่าอยากเห็นบริการของศูนย์รับทำแท้งอย่างถูกกฎหมายของคุณมีชัยใช้หลักการณ์และวิธีการของหน่วยงานที่ชื่อ planned parenthood ของสหรัฐเป็นตัวอย่างน่ะค่ะ คือให้บริการเเบบครบวงจร รวมไปถึงการวางเเผนครอบครัวด้วย รู้สึกว่าคุณมีชัยจะมีบริการเรื่องเหล่านั้นบ้างเเล้ว คืออยากเห็นการให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือเด็กสาวๆเหล่านั้นมากกว่าเท่าที่ทำอยู่น่ะค่ะ

กุลธิดา (206.74.241.28)
9 ธ.ค. 2546 01:39:14


ความคิดเห็นที่ 11
นอนอยู่ดีๆ แมวมากวน เลยต้องลุกขึ้นมาเข้าบอร์ดต่อ

ผมเห็นว่า การมีประชากรมากๆ ทำให้มีพลังในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านการผลิต

สมมุติถ้าเด็ก 1 ล้านคน ที่ถูกขูดออกจากมดลูก แล้วเอาไปทิ้ง หากไม่ทำอย่างนั้น จะมีคนหนุ่มสาวอายุ 30 ปี อีก 1 ล้านคน เท่านั้น การทำแท้งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เด็กๆญาติผมก็มี ท้องในสมัยเรียน คำเดียวที่บอกคือ เลิกเรียน แล้วไปอยู่กินัน แต่งงานให้ เห็นเขาก็มีชีวิตที่ดีมาจนปัจจุบัน ทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง หาเงินกันตัวเป็นเกลียว มาเลี้ยงลูก ปัจจุบันตั้งตัวได้แล้ว ทั้งที่ วัยยังไม่ถึง 30 ทั้งคู่ เด็กก็ฉลาดด้วย ทั้งคู่ ชีวิตดีกว่าคู่ที่ไปทำแท้ง ซึ่งสุดท้ายก็แยกทางกันไป ตกต่ำทั้งผู้ชายและผู้หญิง

กรณีท้องในวัยเรียน ก็พักไว้ก่อนได้ คลอดแล้วค่อยกลับมาเรียนต่อ ก็เห็นอยู่ทั่วไป

การรณรรงค์การมีลูกน้อย คนละเรื่องกับการทำแท้ง เมื่อมีกิจกรรมทางนี้ ก็ไม่ต้องรับทำแท้งก็ได้ และ คนรับทำแท้งอาจไม่คิดถึงเรื่องนี้เลย

ผลจากการวางแผนครอบครัวในสมัยก่อน ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ ที่เห็นๆก็ด้านแรงงาน

ความสำเร็จในการควบคุมอัตราการเกิด ไม่ใช่มาจากการทำแท้ง แต่เกิดจากความสำนึกในสามี ภรรยา รุ่นใหม่ ที่ไม่อยากมีลูกมาก ควบคุมกันไว้เอง ส่วนใหญ่ มักมีกันแค่ หนึ่งคน หรือสองคน

สรุปคือ การทำแท้ง กับ การวางแผนครอบครัวนั้น เป็นคนละเรื่องกัน เด็กสาวเหล่านั้น ถ้าไม่ทำแท้ง ก็คงวางแผนมีลูกแค่คนเดียว และ หากคลีนิคทำแท้งฆ่าคนไป 2 ล้านคน ขณะนี้ ประเทศไทยก็มีคนเพิ่มเพียง 2 ล้านคน

การป้องกันไม่ให้การเกิดการท้องที่ดีที่สุด คือ มีตัวอย่างของการท้องให้เห็น ไม่ใช่เอาไปทำแท้ง แล้วสอนแต่คนที่ไปทำแท้งนั้น ให้รู้จักคุมกำเนิด เรื่องแบบนี้ ไม่ต้องสอนก็ได้ ยาคุมมีขายเสรี

คนที่ไปทำแท้ง รวมถึงคนที่สนับสนุนการทำแท้ง และ คนรับทำแท้ง คือคนที่เห็นแก่ตัว ที่ขาดความรับผิดชอบชัดๆ คิดแค่การแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เอาตัวเองสบายไว้ก่อน

ในเด็กนับล้านคนที่ถูกฆ่าไป อาจมีหลายคน ที่ต่อมา จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศก็ได้

การทำแท้งนั้น นอกจากเป็นการฆ่าเด็กแล้ว ยังเป็นการฆ่าความรับผิดชอบ ที่จะเกิดขึ้นอย่างกระทันหันเนื่องจากการเริ่มเป็นพ่อคนแม่คนอีกด้วย


พูดกลางๆ (210.203.187.206)
9 ธ.ค. 2546 02:25:29


ความคิดเห็นที่ 12
ส่วนประเด็นการบุกจับคลีนิคทำแท้งนั้น ผมเห็นแล้ว แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำแท้งมานานแล้ว มันสะกิดใจจึงเอามาให้ความเห็น

ประเด็นการบุกจับนั้น ผมไม่สนใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ที่มั่นใจคือ เด็กสาว ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนที่ไปทำแท้ง จะมีสักกี่คนที่ท้องจากการถูกข่มขืน จะมีสักกี่คน ที่ท้องแล้วเป็นอันตราย สิ่งเหล่านี้ เป็นข้ออ้างทั้งนั้น

การรณณรงค์ของคุณมีชัย ผมสงสัยว่า เป็นการทำให้การรับทำแท้งของตนเอง มีความถูกต้องและชอบธรรมขึ้น ในสายตาของสังคมหรือไม่

คนดี ไม่จำเป็นต้องมาจากชาติตระกูลที่ดี

และ คนเลว ไม่จำเป็นต้องมาจากชาติตระกูลที่ต่ำต้อยเสมอไป

แต่คนที่มาจากชาติตระกูลที่ดี อาจจะรู้วิธีกลบเกลื่อนความเลว ได้ดีกว่า คนมาจากชาติตระกูลต่ำต้อยก็ได้

พูดกลางๆ (210.203.187.206)
9 ธ.ค. 2546 02:40:17


ความคิดเห็นที่ 13
ถูกค่ะคุณพูดกลางๆที่ว่า "เด็กสาว ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนที่ไปทำแท้ง จะมีสักกี่คนที่ท้องจากการถูกข่มขืน จะมีสักกี่คน ที่ท้องแล้วเป็นอันตราย"


แต่ถ้ามีซักร้อยในล้านคนนั้นที่ท้องเพราะสาเหตุใดสาเหตุนึงอย่างที่ว่าแล้วเด็กเหล่านั้นควรทำยังไงล่ะคะถ้าไม่มีที่ไหนเลยที่จะไปทำเเท้งได้อย่างถูกกฎหมายหรือมีมาตรฐานดีพอ ไม่ต้องเอาชีวิตของตัวเองเข้าแลก เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องของข้ออ้างหรอกค่ะ เป็นเรื่องจริง ปีนึงมีเด็กสาวๆไทยตายเพราะไปทำเเท้งตามสถานรับทำเเท้งเถื่อนกี่คน หรือที่พยายามทำเเท้งกันเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กี่คน มันคุ้มกันหรือเปล่าคะที่มีกฎหมายห้ามทำเเท้งเด็ดขาดแล้วปล่อยให้ชีวิตของเด็กๆเหล่านั้นต้องอยู่ในอันตรายเเบบนั้น ก็เหมือนกับเรื่องของโสเภณีกับการพนันที่พูดๆกันนั่นเเหละค่ะ ในคนไทยล้านคนนี่เป็นโสเภณีเเบบที่เต็มใจเป็นกี่คน เป็นคนไทยที่นิยมเที่ยวโสเภณีกี่คน สมควรเอามาเป็นข้ออ้างให้โสเภณีเป็นเรื่องถูกกฎหมายหรือเปล่า หรือในคนไทยล้านคนติดการพนันกี่คน สมควรที่จะเปิดเอนเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์หรือเปล่า เรื่องเเบบนี้มันขึ้นอยู่กับว่าใครมอง มองจากมุมไหนมากกว่าค่ะ

กุลธิดา (206.74.241.28)
9 ธ.ค. 2546 03:16:17


ความคิดเห็นที่ 14
เห็นด้วยกับคุณพูดกลางๆ ครับ

การท้องลักษณะนั้นเกินส่วนใหญ่ฟันธงได้เลย เกิดจากความมักง่าย ขาดความรับผิดชอบ ขาดความยั้งคิดเพราะคิดว่าท้องแล้วก็หาข้ออ้างทําแท้งจนได้ มันเป็นซะอย่างนี้ สังคมมันถึงเละ ไร้ศีลธรรมจรรยา ฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ไม่สมกับเป็นเมืองพุทธ เป็นการแก้ปัญหาที่มักง่ายมาก แม้จะอ้างว่าให้คําปรึกษาโน่นนี่สุดท้ายเกือบทั้งหมดก็จบด้วยการทําแท้งนั่นแหล่ะ


ป (203.118.117.245)
9 ธ.ค. 2546 03:17:00


ความคิดเห็นที่ 15
ขออนุญาต คุณกุลธิดา หน่อยนะครับ


ที่พูดมา ผมว่าปลายเหตุครับ


ต้องสร้างให้วัยรุ่นพวกนั้นเค้ามีความยั้งคิด รู้จักรับผิดชอบชั่วดีบ้าง ไม่เห็นด้วยเลยกับวิธีการของคุณมีชัย มาตั้งนานแล้ว ราวกับว่าส่งเสริมให้รู้จักการมีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่วัยเรียน เมื่อพลาดพลั้งก็เข้าช่วยเหลือหาทางแก้ให้กันภายหลัง


ป (203.118.117.245)
9 ธ.ค. 2546 03:36:48


ความคิดเห็นที่ 16
ก็เหมือนกับเรื่องโสเภณี เรื่องตั้งบ่อนถูกกฎหมาย ก็เป็นการเเก้ที่ปลายเหตุเหมือนกันนั่นเเหละค่ะคุณ ป แล้วจริงๆเเล้ว ก็อย่างที่คุณ ป เเละคุณพูดกลางๆว่านั่นเเหละค่ะ ปัญหาเหล่านั้นเกิดจากอะไร ทุกคนรู้ แต่พอถึงเวลาแก้กลับแก้ไม่ได้ พอแก้ไม่ได้ก็ใช้วิธีทำให้มันถูกกฎหมายเสีย โดยคิดว่าถูกกฎหมายเเล้วมันจะเเก้ปัญหาได้ หรืออย่างน้อยๆจะช่วยลดปัญหาลง มันไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปซีคะ


เรื่องท้องนี่ สมมุติว่าเด็กอายุ 11 ถูกข่มขืนแล้วเกิดท้องขึ้นมา ควรจะทำยังไงล่ะคะ ว่าไปเเล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่นี่ เด็กคนนึง ครอบครัวย้ายจากอินเดียมาตั้งรกรากในอเมริกา ลูกสาวคนนึงของครอบครัวนี้เกิดท้องขึ้นมา กว่าจะรู้ว่าท้องก็ปาเข้าไปหลายเดือนเเล้ว เด็กคนนั้นอายุเพียง 11 ขวบ ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือพ่อเเม่รู้ความจริงว่าพ่อของเด็กในท้องของลูกสาวคือลูกชายของตัวเอง คือพี่ชายข่มขืนน้องสาวของตัวเองนั่นเเหละค่ะ เรื่องเเบบนี้ อย่าว่าเเต่ครอบครัวอินเดียเลยค่ะที่รับไม่ได้ ครอบครัวอเมริกันหรือชาติไหนๆก็รับไม่ได้ ทีนี้พ่อเเม่ต้องการให้ลูกสาวทำเเท้ง การทำเเท้งในสหรัฐถูกกฎหมายนะคะ เเต่การทำเเท้ในระยะเกือบสุดท้ายของการตั้งครรภ์นี่หาหมอที่ยอมทำเเท้งให้ยากค่ะ เเถมบางรัฐไม่มีคลีนิคทำเเท้งเสียอีกเพราะคลีนิคเหล่านั้นถูกพวกต่อต้านประเภทคลั่งศาสนาคุกคามอยู่เป็นประจำ พ่อเเม่เด็กต้องพาลูกข้ามรัฐ ไปตามรัฐต่างๆเพื่อหาหมอช่วยทำเเท้งให้


ในสังคมไทยที่เราได้อ่านข่าวเด็กๆถูกข่มขืนอยู่เรื่อยๆนี่ คงต้องมีกรณีเเบบนี้ให้เห็นบ้างเเหละค่ะ ถ้าในเมืองไทยมีสถานที่ที่เด็กจะไปขอความช่วยเหลือได้อย่างของคุณมีชัยไว้ซักที่ จะไม่ดีกว่าไม่มีเลยหรือคะ

กุลธิดา (206.74.241.28)
9 ธ.ค. 2546 04:07:34


ความคิดเห็นที่ 17
อิ อิ ล้อเล่นนะครับ เด็กที่เกิดจากการสำส่อนของพ่อแม่เนี่ยนะ จะเป็นกำลังสำคัญของชาติ


แน่ใจขนาดนั้นเชียวหรือครับ เด็กที่ไม่ได้รับการอุ้มชูจากพ่อแม่ มีโอกาสเป็นพลเมืองดีได้มากน้อยแค่ใหนครับ


เห็นด้วยครับคนดีไม่จำเป็นที่สายเลือด


แต่คนดีจะต้องมาจากการเลี้ยงดู อบรม และได้รับความรักจากผู้ปกครองที่ดี


เคยไปดูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้างมั๊ยครับ


เคยไปดูบ้านครูน้อยมั๊ยครับ อยู่กันตามยถากรรม รัฐบาลช่วยอะไรเขาบ้าง...อย่าอ้างเรื่องศีลธรรมมากเลยครับ พูดเมื่อไหร่ก็ถูกเมื่อนั้น


แต่ความถูกต้องทางศีลธรรม บางทีมันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาหรอกครับ


ปัญหามันเกิดแล้ว แต่ศีลธรรมมันป้องกันการเกิดปัญหา มันคนละเรื่อง คนละตอนแล้วครับ


เพราะศีลธรรมมันเสื่อม มันไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ

ไม่รู้จักวิธีป้องกันตนเอง


รัฐบาลออกกฎหมายใส่เข็มขัดกันชู้แบบโรมันเลยดีมั๊ยครับออกกฎหมายให้ใส่จนกว่าจะแต่งงาน ถ้ายังงี้คงแก้ได้มั๊ง


เด็กล้านคนตรงนี้ รัฐบาลต้องมีภาระเลี้ยงดูให้เขาได้รับการศึกษา โถ...อมพระมาพูดผมก็ไม่เชื่อ จะทำยังไงครับ จะเอางบประมาณที่ใหน


กว่าจะเป็นคนดีได้ต้องทำอะไรบ้างครับ


มาเลี้ยงเด็กกำพร้าพ่อแม่ทิ้งพวกนี้


ถ้ารัฐไม่เปิดให้เขา คิดหรือว่าหมอเถื่อนจะไม่มี การติดเชื้อจากการทำแท้งเถื่อนจะทำให้เสียหายอีกแค่ใหน ต้องทุ่มงบลงไปรักษาผู้หญิงผู้มีกรรมเหล่านี้อีกแค่ใหน


ที่มันเกิดมาโดยความเต็มใจของพ่อแม่ ปัจจุบันก็แทบเอาชีวิตไม่รอด....ผมคงไม่เถียงเรื่องประเด็นศีลธรรมหรอกครับ มันกำปั้นทุบดินเกินไป


การแก้ปัญหาที่ทำๆกันมา ป้องกันได้แน่เหรอครับ คนเรามันตันหาหน้ามืดขึ้นมา ถุงยาง 10-20 บาท มันไม่มีหรอกครับ...ไม่ทันแล้ว..


ที่มันมีปัญหาเพราะมันมีตันหาหน้ามืด ได้รับการสั่งสอนให้ยับยั้งชั่งใจไม่พอ...ใครละครับเป็นต้นเหตุ


จะบอกวิธีเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือจับพลเมืองตอนเสียตั้งแต่ยังเด็ก แบบนั้นดีที่สุดครับ


หรือไม่ก็จับบวชซะให้หมด แต่ก็อีกแหละ...นักบวชที่ยังตัดเรื่องพวกนี้ไม่ขาดก็เยอะไป


ปัญหามันมี จะปล่อยนิ่งดูดายหรือครับ จะเรียกร้องให้รัฐช่วย ในขณะที่รัฐก็มีภาระอื่นๆต้องดูแล


เอาไงดีครับ...เมื่อมีกฎหมาย ก็ปฎิบัติตามกฎหมาย ถ้าผิดกฎหมายก็จัดการไปเลยครับ


กว่ากฎหมายทำแท้งจะคลอดมาได้ สมัยนายกเปรม เป็นไงครับ เลขาธิการนายกลาออก เป็นไงครับ ทำอะไรได้บ้าง


ในกรณีคุณมีชัย ถ้าเขาไม่ผิดกฎหมาย จะทำไงดีครับ ตกลงจะเอาถูกกฎหมายหรือถูกใจดีละครับ


แยกๆปัญหาออกจากกันบ้างครับ มันไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยครับ


ไม่ว่าปัญหาโสเภณีหรือปัญหาการทำแท้ง พวกผู้ชายเรานี่แหละครับ ตัวต้นเหตุ


ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรับกรรมทั้งนั้นครับ


ไม่ยังงั้น "เจ้าโลก" ไม่ทำเป็นรูป"ศิวลึงค์" หรอกครับ ถ้าผู้ชายมันรับผิดชอบ ไม่มีหรอกครับ ปัญหาพวกนี้


พวกเด็กๆสาวๆเหล่านั้นคิดหรือว่าเขาไม่มีผิดในใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ปลอบประโลมใจเขาได้บ้างก็คือ


ในเมื่อพ่อมันยังไม่รับผิดชอบ แล้วฉันเป็นแม่จะมาแบกภาระอยู่ทำไม


ถ้าแบบนี้ออกกฎหมายซีครับ ผู้ชายคนใหนทำผู้หญิงท้อง คนนั้นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูไปจนกว่าเด้กจะอายุบรรลุนิติภาวะ


ถ้ารับกันแบบนั้นได้ สังคมอาจจะดีขึ้น


ผมเห็นข่าวเด็กเกิดใหม่ ถูกใส่ถุงดำไปทิ้งตามถังขยะ หรือไม่ก็ไปวางทิ้งตามป้ายรถเมล์ เศร้ายิ่งกว่าครับ


อ้อ...ขอคุยประเด็นขาดแคลนแรงงาน ตกลงจะปล่อยให้เขาเกิดมาเป็นแรงงานจั๊บกังหรือครับ หรือว่าอยากได้แรงงานค่าแรงต่ำๆ


ไม่ใช่ประเด็นครับ ลองจ้างค่าแรงสูงๆขึ้นซีครับ ไม่มีใครอยากทำนาตากแดดหน้าดำหรอกครับ


แรงงานขาด เพราะค่าแรงในประเทศมันต่ำครับ

ไม่งั้นไม่กระเสือกกระสนไปขายแรงงานต่างชาติครับ


มันผิดที่ระบบต่างหากครับ ลองให้ค่าแรงพอให้เขามีความหวังในชีวิตซีครับ ไม่ใช่กดค่าแรงกันอยู่อย่างนี้


ขอขึ้นค่าแรงที เดินขบวนจนรองเท้าขาด ได้เพิ่มมา 5 บาท ไม่พอค่ารถเมล์กลับบ้านด้วยซ้ำไปครับ...อนาถครับ

ตาเด็กใหม่ (203.156.13.40)
9 ธ.ค. 2546 04:10:20


ความคิดเห็นที่ 18
ขอแทรกบ้างนะครับ ขอให้มุมมองเท่าที่ผมทราบสักหน่อย


การทำแท้งในคลีนิคของคุณมีชัย มีการลงประวัติการเข้าไปรับการบำบัดชัดเจนครับ บางรายเป็นการสงเคราะห์จริงๆ ไม่รับเงินก็มี และไม่ได้รับทำแบบชุ่ยๆนะครับ ต้องตรวจสอบประวัติ ต้องสอบถามกันโดยละเอียด ผมเองนั้นในส่วนตัว ไม่สนับสนุนการทำแท้ง แต่เข้าไปศึกษาในคลีนิคนี้มาพอสมควรเห็นว่า ส่วนใหญ่ด้วยความจำเป็นจริงๆครับ บางรายที่ถูกข่มขืน เขาก็แนะนำให้ไปแจ้งความจะช่วยเหลือในค่าใช้จ่ายด้วย แต่พ่อแม่เด็กไม่ยอมครับ การทำแท้งที่นี่ไม่ใช่ทำเสร็จแล้วไล่กลับบ้านนะครับ ทำเสร็จแล้วมีการสอนให้รู้จักการมีเพศสัมพันธ์สอนให้เด็กรู้จักป้องกันตัวเองค่อนข้างยาวเลยทีเดียว และที่นี่ไม่ทำให้แก่คนไข้รายเดิมๆซ้ำซากครับ แม้ผมจะไม่สนับสนุนการทำแท้ง แต่ก็ถือว่าเป็นทางเลือกทางหนึ่งให้แก่เด็กครับ อีกประการการทำแท้งที่นี่ ค่อนข้างจะปลอดภัย และเชื่อถือได้ครับ ดีกว่าที่จะให้ไปตามคลีนิคเถื่อนต่างๆ ผมอยากให้ศึกษาเขาก่อนจะไป"ตำหนิ"เขาน่ะครับ ผมไม่ทราบว่าระยะหลังนี่ บริหารอย่างไร แต่เมื่อก่อนหาก เป็นผู้ยากไร้จริงๆ ไม่เสียสักบาทเดียวครับ และได้ความรู้กลับบ้านเป็นกระบุงอีกต่างหาก แต่เข้มงวดในการรับรักษาค่อนข้างมาก ประการสำคัญไม่ทำแท้งให้กรณีอายุครรภ์มากแล้วครับ ผมชี้แจงมาให้เท่าที่ทราบ สวัสดีครับ

นายป่วน (202.133.166.173)
9 ธ.ค. 2546 05:52:46


ความคิดเห็นที่ 19
To all,


Is it legal to do "abortion" in Thailand?

Sam (141.219.149.237)
9 ธ.ค. 2546 07:18:36


ความคิดเห็นที่ 20
คุณ ป. ,คุณ ความเห็นกลางๆ

ผมเองไม่เคยเห็นด้วยกับการทำแท้งแต่หากถามว่าควรมีสถานที่ทำแท้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมว่าควรมี บางท่านอาจจะมองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายแต่ผมว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็น บางท่านอาจไม่เคยคิดจะเห็นด้วยเลยแต่จริงๆแล้วมันสำคัญ คุณคิดว่าการคุมกำเนิดทุกวันนี้ของไทย ควบคุมได้กี่เปอร์เซนต์ มีคนไทยเรียนรู้ถึงการคุมกำเนิดอย่างถูกต้องกี่เปอร์เซนต์ คุณคิดว่าการตั้งครรภ์โดยความไม่ตั้งใจ หรือ ไม่พร้อมที่จะมีบุตรมีมากเท่าไร คุณคิดว่าประชากรทุกคนจะมีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตรทุกคนงั้นหรือ หรือ ไม่ผิดผลาดจากการคุมกำเนิดทุกคนหรือ จริงๆแล้วปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก หากมองตื้นๆจะมองไม่ออกเลย สังคมวัยรุ่นหรือแม้แต่วัยทำงานที่อยู่รอบตัวเรานี้หลายคนอาจเคยประสบปัญหาเหล่านี้มาแล้ว ซึ่งการทำแท้งจริงๆแล้วคือทางออกสุดท้ายของพวกเขา อย่าไปโทษคุณ มีชัย เลยครับ ถ้าจะโทษโทษพวกเรากันเองดีกว่าที่ไม่รู้จักวิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง ....คุณ ป. รู้ไหมครับว่าการทำหมันก้ยังท้องได้ แล้วคุณรูไหมครับยังมีคู๋สามี ภรรยาอีกหลายคู่ตั้งครรภ์ทั้งๆที่ยังไม่พร้อมจะมีบุตร คุณคิดว่าจะให้พวกเขาทำเช่นใดล่ะครับ คุณคิดว่าพวกเขาอยากฆ่าลูกของตนงั้นหรือ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พวกเขาต้องสูญเสียสภาวะจิตใจไปเท่าไร ความรู้สึกเหล่านี้คุณคิดว่ามันจะลืมกันได้ง่ายๆหรือครับ ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆจะทำหรือ


555555 (203.107.196.237)
9 ธ.ค. 2546 09:21:17
รับทำแท้งมา 20 ปี อ.มีชัยโดนตำรวจบุกจับ...หมั่นไส้...หรือ..เอาจริง
ฟังข่าวทีวีเมื่อซักครู่ สำนักงานของสมาคมประชากร ของอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ โดนตำรวจบุกเข้าจับกุม พบเด็กสาวรอทำแท้งประมาณ 14 คน

อาจารย์มีชัย วีระไวทยะเปิดแถลงข่าวว่า ทำมา 20 ปีแล้ว เป็นสถานพยาบาลถูกต้องตามกฎหมาย การทำแท้งจะพิจารณาโดยนายแพทย์ กรณีทำแท้งเมื่อคนไข้ตั้งท้องโดยไม่พึงประสงค์ หรืออาจเป็นอันตรายแก่ตัวแม่


วันหนึ่ง ทำงานได้ 20 ราย คิดค่ายริการรายละ 1,400 บาท (ฟังไม่ชัด แต่ประมาณนี้ครับ)


ผมมองอาจารย์มีชัยในภาพที่ดีมาตลอด และไม่คิดว่าสมาคมเขาทำผิดอะไร เพราะทำกันมา 20 ปีแล้ว และเป็นหน่วยงานที่ทำงานด้านประชากร มาก่อนที่กระทรวงสาธารณสุขจะเริ่ม ในปี 2616 ด้วยซ้ำ


หลังสุด อาจารย์มีชัย ไปออกรายการถึงลูกถึงคน สนับสนุนให้ติดตั้งเครื่องขายถุงยา ในห้องน้ำมหาวิทยาลัย


สาเหตุมีคนหมั่นไส้หรือเปล่าครับ ถ้าเขาทำถูกต้องตามกฎหมาย ตำรวจจะขอโทษเขามั๊ยครับ

ตาเด็กใหม่ (203.156.13.40)
8 ธ.ค. 2546 19:31:01


ข้อความ : 21-39 จากทั้งหมด 39 ข้อความ << หน้าแรก < ย้อนกลับ 20


ความคิดเห็นที่ 21
เรืองการทำแท้งนี่พูดยากเหลือเกินครับ ความเป็นจริงก็คือ ในประเทศไทยมีการทำแท้งปีละหลายแสนคนครับ ( ทั้งเถือนและถูกกฏหมาย )

ดีที่สุดที่อยากเห็น คือ การฟื้นค่านิยมรักนวลสงวนตัวของผู้หญิง และความรับผิดชอบของผู้ชายให้ดีขึ้น จนไม่มีความผิดพลาดเรื่องท้องก่อนแต่ง

ถ้าไม่ได้ ก็ให้รู้จักป้องกัน


แต่พอมาถึงปัญหาปลายทาง ตอนที่หญิงสาวตั้งครรภ์โดยฝ่ายชายไม่รับผิดชอบ ตอนนี้แหละครับที่ยาก จะอนุญาติให้ทำแท้ง ก็ยังผิดกฏหมายตอนนี้ และเป็นบาปด้วย ครั้นไม่อนุญาติให้ทำแท้ง เขาอาจหนีไปทำแท้งเถื่อน หรือเอาเด็กไปทิ้ง ก็ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก มันจึงยากด้วยประการละฉะนี้

Batman (203.156.22.64)
9 ธ.ค. 2546 09:25:48


ความคิดเห็นที่ 22
Abortion is legal only if the pregnancy is caused by rape, or is life-threatening to the woman to carry on with the pregnancy.


I object an act of abortion but would not go too far as to object to the above cases, although, the rape case is still arguably.

2C (155.69.5.123)
9 ธ.ค. 2546 09:33:58


ความคิดเห็นที่ 23
เห็นด้วยกับหมอแบทแมน


ป (203.118.117.232)
9 ธ.ค. 2546 09:53:30


ความคิดเห็นที่ 24
สวัสดีท่านป่วน


อย่างในประเด็นที่บอกว่ากลัวเป็นอันตรายต่อแม่เลยต้องให้แท้งเอาเด็กออก เท่าที่ท่านป่วนไปสํารวจมา สถานที่นั้นพร้อมจะรับมือกับการรักษาโรคอื่นด้วยหรือ? ทําไมไม่ส่งคนเหล่านั้นเข้าโรงพยาบาลที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือและหมอล่ะ ผมกลัวว่าเมื่อไปถึงโรงบาลแล้วข้ออ้างจะฟังไม่ขึ้น เค้าไม่ทําแท้งให้ซะมากกว่า

ป (203.118.117.232)
9 ธ.ค. 2546 10:03:29


ความคิดเห็นที่ 25
สวัสดีครับ ท่าน ป.


ตอนที่ผมเข้าไปสำรวจ(เสือก) พบว่าเขามีพร้อมในบุคลากรทางแพทย์ครับ บางรายตำรวจส่งมาทำแท้งให้ด้วยซ้ำ พบอยู่รายหนึ่ง เป็นเด็กสาวถูกข่มขืนมาโดย บิดาแท้ๆ ตำรวจก็มึนไม่รู้จะทำไง ให้เด็กเกิดมาก็เป็นเรื่องวุ่น รายนี้มาแปลกด้วย พ่อของเด็กมันพูดว่าสอนให้ลูกรู้จักการมีเพศสัมพันธ์ ผมฟังแล้วอยาก เตะมันสักเปรี้ยงน่ะ ตำรวจก็ไม่รู้จะทำไง เพราะแม่เด็กไม่ยอมเอาความ เดือดร้อนหมอที่นั่นสงสัยจะทางด้านจิตวิทยานำเด็กไปคุยด้วยก่อนทำแท้งให้นานทีเดียวครับ ผมไม่ยอมส่งข่าวเรื่องนี้เข้าโรงพิมพ์ เพราะสงสารเด็ก แต่ตัวพ่อตำรวจจับไปเข้าคุกจนได้ครับ เพราะเด็กเพิ่งอายุ 16 เอง แม่เด็กคร่ำครวญขนาดกอดขาผัวไม่ยอมปล่อยเลย ผมละมึน ว่ามันเป็นพ่อแม่มาได้ยังไง...เฮ้อ....เท่าที่จำได้เมื่อก่อนมีเงินสนับสนุนของทางรัฐให้แก่สถานบริการนี้ด้วยนะครับ เพราะถือว่าเป็นสถานที่ในด้านประชาสงเคราะห์ที่หนึ่งเลย ผมเองแม้ไม่ชอบการทำแท้งแต่เมื่อสำรวจแล้วพบเหตุผลเช่นนี้ก็ยังรู้สึกเฉยๆครับ ตรงข้ามกะคลีนิคเถื่อนแถวเอกมัยนั่นละคู่อาฆาตผมเชียว เปิดเมื่อไหร่ผมแจ้งจับเมื่อนั้นเช่นกัน เรียนให้ทราบตามที่รับรู้มาครับ

นายป่วน (202.133.166.74)
9 ธ.ค. 2546 11:18:30


ความคิดเห็นที่ 26
ผมคงไม่คัดค้านอะไรอีกต่อไป เพราะเป็นเรื่องของการมองต่างมุม แต่อยากจะบอกถึงชีวิตจริงที่ผมได้มีส่วนร่วมในการคัดค้านการทำแท้งเด็กสามคน

2 คนแรก เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เด็กชายสองคนที่รอดวีวิตมา ปัจจุบันคนหนึ่งเรียนกำลังเรียนวิศวะ อีกคนหนึ่งเรียนนายร้อย จปร.

คนที่สาม เรียนชั้นอนุบาล พ่อแม่ ตั้งตัวได้แล้ว กำลังผ่อนบ้าน และ รถคันที่สอง ทั้งที่ครอบครัวเดิมก็ยากจน แต่เด็กทั้งสองต่อสู้ด้วยความสำนึกของคนเป็นพ่อและแม่ ฝ่ายหญิงยังเรียนไม่จบ ต้องเลิกเรียนกลางคัน แต่ก็มีอาชีพที่มีรายได้ดีแล้ว

ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการทำแท้งโดยที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจำเป็นจริงๆ เช่นท้องจากการถูกข่มขืน หรือ แม่เป็นหัดเยอรมัน

การท้องในวัยเรียนหรือวัยรุ่นไม่ใช่ความผิด แต่การเอาเด็กออกหรือตัดสินประหารชีวิตเด็กนั้น น่าจะเป็นความผิด

พูดกลางๆ (210.203.187.135)
9 ธ.ค. 2546 13:23:11


ความคิดเห็นที่ 27
เขามีเหตุผลในการทำแท้ง อยู่ หลายประการครับที่ถูกกฎหมาย เช่น ถูกข่มขืน เป็นอันตรายต่อแม่ มีปัญหาทางเศรษฐกิจ มีหลายข้อครับ


ผมขอเรียนว่าเหตุผล 7 หรือ 8 ข้อที่อนุญาตให้ทำแท้งได้ ถูกต้องตามกฎหมายครับ


เพียงยกเหตุผลด้านเศรษฐกิจ ก็มีสิทธิ์ทำได้ครับ ไม่ผิดกฎหมายครับ


ที่บอกว่าทำแท้งเถื่อน บางสถานพยาบาล ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นสถานพยาบาล


บางแห่งไม่ได้กระทำโดยแพทย์


บางแห่งไม่ได้มาตรฐาน


สิ่งเหล่านี้เรียกทำแท้งเถื่อนครับผม


แต่กรณีของคุณมีชัย ตำรวจเอาเหตุผลอะไรไปขอหมายศาล ผมไม่เข้าใจ

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 13:57:23


ความคิดเห็นที่ 28
เอาความเห็นหมอมาฝาก คุณหมอสุพร เกิดสว่าง ท่านเรื่องการคุมกำเนิดมาตั้งแต่ยุคแรกๆ คิดว่าป่านนี้ท่านเกษียณไปแล้วครับ

......................................................

น.พ.วัลลภ ไทยเหนือ อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขในฐานะอุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวถึงจริยธรรมในการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนากล่าวว่า ปัญหาการทำแท้งในสังคมไทยเป็นปัญหาใหญ่และมีความสำคัญมาก


โดยได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้หญิงที่ประสบปัญหา ซึ่งรัฐบาลเสียงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพเพราะการทำแท้งแต่ละรายโดยเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาท/ราย ในแต่ละมีประมาณว่ามีการทำแท้งถึง200,000ราย/ปีเท่ากับสูญเสียงบประมาณไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท/ปี ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อนจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลและการสูญเสียอวัยวะหรือเสียชีวิต ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ต้องการทำแท้งแต่ทำด้วยความจำเป็นในขณะนั้น


ขณะนี้มีกฏหมายเกี่ยวกับการทำแท้งอนุญาตให้มีการทำแท้งได้ สองกรณี คือกรณีที่การตั้งครรภ์เป็นปัญหาต่อสุขภาพมารดา และการตั้งครรภ์การถูกล่วงละเมิดทางเพศ


แม้ปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้แต่แรกๆแต่กฏหมายยังไม่อนุญาตให้ ทำแท้งในกรณีที่ตัวอ่อนมีความผิดปกติเช่นเดียวกับกรณีของหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อเอชไอวี ที่ต้องเสี่ยงกับการที่บุตรจะติดเชื้อเอชไอวี ตัวเด็กเองก็ต้องเสี่ยงต่อการเป็นเด็กกำพร้า แต่กฏหมายก็ยังไม่อนุญาตให้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีให้ทำแท้งตัดสินใจทำแท้ง


“การแก้กฏหมายของแพทยสภาที่ว่าด้วยความจำเป็นกระทำเนื่องจากสุขภาพของทารกในครรภ์ผู้กระทำไม่มีความผิดนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจ เพราะเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น”


“ขณะนี้ข้อกฏหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับการเห็นด้วยจากหลายๆ ฝ่ายเพราะมองว่าผิดจริยธรรม อย่างไรก็ตาม การแก้กฏหมายทั้ง 2 ข้อ


ที่ผ่านมาต้องใช้เวลา ถึง 34 ปีเต็ม ๆ ดังนั้นการแก้กฏหมายข้อข้อ 3 นี้อาจจะต้องใช้ระยะเป็น 10 ปีขึ้นไปแน่”


น.พ.วัลลภ กล่าวอีกว่าว่า เห็นด้วยที่จะมีการแก้กฏหมายขยายขอบเขตการยุติการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะความจำเป็นเนื่องจากสุขภาพของทารกในครรภ์ผู้กระทำไม่มีความผิด


เนื่องจากแม่บางคนเมื่อตรวจดีเอ็นเอแล้ว การแพทย์สมัยใหม่บอกได้ว่า เด็กเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือโรคเลือดจาง หรือมีความผิดปกติหรือไม่ อย่างธาลัสซีเมีย หากปล่อยไว้ เด็กที่เกิดมาจะมีปัญหาสุขภาพ พ่อแม่ต้องเตรียมพร้อมหากจะให้ดำเนินการตั้งครรภ์ต่อ


ทางด้านพระมโน เมตตานันโท จากวัดราชโอรสารามวรวิหาร กล่าวถึงปัญหาจริยธรรมกับการทำแท้งว่า ภิกษุย่อมไม่สนับสนุนให้เกิดการทำแท้งในทุกกรณียกเว้นไม่มีทางอื่น ซึ่งการทำแท้งควรเป็นทางออกสุดท้ายที่จะช่วยแก้ไขได้แล้ว


ขณะนี้มองว่ากฏหมายที่ล้าสมัยและหละหลวมเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเอารัดเอาเปรียบทางสังคมได้ แต่ทิศทางที่กฏหมายควรแก้ไขควรเป็นไปด้วยความรวดเร็วและโปร่งใสเพิ่มบทลงโทษการทำแท้งในไตรมาสสุดท้ายหรือช่วงก่อนคลอดให้หนัก


ทั้งนี้ในระยะแรกหรือไตรมาสแรกนั้น อายุครรภ์ 3เดือน สมควรให้ทำแท้งได้ เพราะในทางพุทธศาสนาแล้วหรือตามทฤษฎีการกลับชาติมาเกิดนั้น ในช่วง 3 เดือนแรกยังไม่มีจิตวิญญาณสามารถทำแท้ง และการทำทบกฏหมายนั้นควรทบทวนกันทุกๆ 5 ปี เพื่อให้ทันสมัยและเป็นธรรม


ศ.นพ.สุพร เกิดสว่าง ภาควิชาสูตินรีเวช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลกล่าวในกรณีเดียวกันว่า ขณะนี้ปัญหาการทำแท้งมีอยู่จำนวนมาก จากการเก็บข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2542 นั้น เป็นการรายงานจำนวนหญิงที่เข้ามารักษา ภาวะแทรกซ้อนจากการทำแท้งเองและทำแท้งในรพ.ของรัฐ 787 แห่ง จำนวนทั้งหมด 45,990 รายและร้อยละ 28.5 เป็นการทำแท้ง ซึ่งที่มาร.พ.นี้ไม่ได้หมายความว่าคนทำแท้งทั้งหมดมา แต่ที่มาเพราะเกิดภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น


อย่างไรก็ดียังมีคนที่ทำแท้งสำเร็จอีกจำนวนมากซึ่งไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าใด ยังไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ทั้งนี้ในสมัยก่อนการทำแท้งจะอยู่ในมือของคนที่ไม่มีความชำนาญเรื่องทำแท้ง อาจจะเป็นการทำแท้งเองหรือหาหมอตำแย ทำให้มีเลือดออกมากหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ แต่ปัจจุบันการทำแท้งไปอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น


ถ้ามองอีกด้านหนึ่งคนมีเงินเท่านั้นจะได้รับบริการที่ปลอดภัย โดยเสียเงินประมาณ 5,000 บาทขึ้นไปในการทำแท้ง ถ้าไม่มีเงินก็ใช้บริการจากคนที่ไปที่ไม่ใช่แพทย์ และที่เสียชีวิตไปอีกจำนวนมากก็มีแต่เราไม่รู้


“จริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะสื่อจะประโคมข่าวกันมากเมื่อไปเจอเด็กนอนตัวลอกในถังขยะก็จะพาดหัวว่า”แม่ใจแตก อำมหิต โหดร้าย” หรือไม่ก็แม่วัยรุ่นใจแตก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่รู้ว่าเป็นวัยรุ่น หรือไม่ แม้ข้อมูลระบุว่า ผู้ที่ไปทำแท้งเป็นวัยรุ่นถึง 30 % แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นวัยรุ่นทั้งหมด


ศ.นพ.สุพร กล่าวอีกว่า มีข้อมูลระบุว่า วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวเป็นผู้ที่มาทำแท้งและติดเชื้อเอดส์มากกว่ากลุ่มอื่นที่สุดนั้นมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะวัยรุ่นขาดทักษะชีวิต และชอบเสี่ยง ชอบลองและขาดความรู้ทางเพศ แต่ยังมีบางคนที่ยังไม่แต่งงาน บางคนเป็นครู อาจารย์ ตั้งครรภ์โดยไม่ได้แต่งงาน หรือผู้ใหญ่ที่ตั้งครรภ์แล้วอยากทำแท้งหรือตั้งครรภ์กับคนที่ไม่ใช่สามีตนก็มี


(29/10/44 จาก น.ส.พ. ผู้จัดการ http://www.manager.co.th)

........................................................

จริงๆแล้วมันเป็นปัญหาทางจริยธรรมของแพทย์ครับ เพราะกฎหมายให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 14:07:06


ความคิดเห็นที่ 29
ขอเพิ่มความเป็นไปล่าสุดนะครับ เป็นขั้นตอนตามนโยบายของคุณหมด สุรพงษ์ ก่อนปรับครม. คราวโน้น(ปี 44)

...........................................

ดันเอาผิดแพ่ง-อาญาทำสาวท้องแล้วไม่รับ


หมอสุรพงษ์ดันแก้กฎหมายเอาผิดทั้งแพ่ง-อาญาผู้ชายทำสาวท้องไม่รับผิดชอบ แนะมาตรการบันได 5 ขั้น คุมตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ชี้หญิงควรรู้จักใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน สั่ง อภ.เร่งผลิตยากินหลังมีเพศสัมพันธ์ภายใน 72 ชั่วโมง พร้อมสกัดราคายาพุ่งพรวด ต้นปีหน้าผลิตจำหน่ายได้ ระบุแม้มีผลเสียทำให้มดลุกทะลุยังดีกว่าเสี่ยงทำแท้งเถื่อน


เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน แพทยสภา สธ. และกระทรวงยุติธรรม จะประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาการยุติการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และคาดว่าการแก้ไขข้อกฎหมายดังกล่าวคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรกว่าจะลงตัวได้ ซึ่งในส่วนของแพทยสภาจะไปเร่งออกข้อบังคับทางจริยธรรมให้ชัดเจนว่าปัญหาสุขภาพจิตของหญิงครอบคลุมโรคทางจิตอย่างไรบ้าง ไม่ใช่อ้างเรื่องความเครียดอย่างเดียว และต้องชัดเจนว่าปัญหาสุขภาพจิตนั้นต้องเป็นก่อนการตั้งครรภ์ ส่วนประเด็นเรื่องสุขภาพทารกในครรภ์ ข้อบังคับต้องชัดว่าวินิจฉัยอย่างไรบ้าง พร้อมกำหนดให้ชัดเจนว่าจะอนุญาตให้สถานพยาบาลใดที่สามารถทำแท้งถูกกฎหมายได้ ไม่ใช่เปิดกว้างให้โรงพยาบาล(ร.พ.)ทุกแห่งทำได้เหมือนกันหมด เพราะจะไม่สามารถควบคุมได้ว่า ร.พ.ใดจะใช้ช่องว่างนี้ในการค้ากำไร


น.พ.สุรพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามแก้ปัญหาทำแท้งด้วยมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียว โดยไม่มองบริบทแวดล้อมตนเห็นว่าการแก้ปัญหานี้ต้องใช้มาตรการบันได 5 ขั้น คือ 1.การให้ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์ในเวลาอันควร และไม่เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ซึ่งทั้งชายและหญิงจะต้องวางแผนการมีเพศสัมพันธ์ที่ควบคุมได้ 2.ถ้าพลาดจากขั้นแรก ไม่สามารถวางแผนการมีเพศสัมพันธ์ได้ ผู้ชายต้องรู้จักใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน และฝ่ายหญิงต้องกินยาคุมกำเนิด 3.ถ้าพลาดอีกผู้หญิงต้องกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินทันทีภายใน 72 ชั่วโมง 4.ถ้ายังพลาดอีกก็มีทางออกอื่นที่ไม่ต้องทำแท้ง คือเข้าบ้านพักฉุกเฉิน ซึ่งขณะนี้มีกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด เมื่อคลอดลูกแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเลี้ยงเด็กเองหรือยกให้เป็นบุตรบุญธรรมแก่ใคร และขั้นสุดท้าย เมื่อหาทางออกไม่ได้จริงๆ ค่อยคิดเรื่องทำแท้งถูกกฎหมาย ซึ่งรัฐจะต้องจัดโครงสร้างไม่ให้เกิดการค้ากำไรเกินควร


"ผมจะเสนอให้มีการแก้ไขในประมวลกฎหมายอาญาเพิ่ม โดยกำหนดให้ผู้ชายต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทั้งชายที่ทำให้ตั้งครรภ์และส่งเสริมให้มีการทำแท้ง เพราะที่ผ่านเวลามีปัญหานี้ผู้ชายจะลอยตัวเหนือปัญหาทุกครั้ง ดังนั้นผู้ชายควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและรับผิดทางอาญาที่ปล่อยให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เพราะปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ชายหญิงมีเพศสัมพันธ์โดยไม่วางแผนล่วงหน้า โดยผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่สามารถต่อรองการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ทุกครั้งผู้ชายจะเป็นผู้วางแผนการมีเพศสัมพันธ์ฝ่ายเดียว เมื่อผู้ชายรู้จักวางแผนมีเพศสัมพันธ์ก็ต้องรู้จักป้องกันการตั้งครรภ์ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายหญิง เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่พิสูจน์ไม่ยากใครเป็นพ่อเด็กในท้อง รับรองหาผู้ชายมารับผิดได้แน่" น.พ.สุรพงษ์กล่าว


น.พ.สุรพงษ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนเห็นว่าผู้หญิงควรเข้าถึงยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน(ยาที่ต้องกินทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ภายใน 72 ชั่วโมง 1 เม็ด และหลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมงต้องกินอีก 1 เม็ด) ได้มากขึ้น ยานี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์พึงประสงค์ได้ประมาณ 70-80% โดยมอบให้ น.พ.ธงชัย ทวิชาชาติ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ไปตรวจข้อมูลเรื่องสิทธิบัตรยาแล้ว พบว่าไม่ติดปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยา จึงสั่งการให้ อภ.ผลิตยาดังกล่าวแล้ว คาดว่าต้นปี 2545 อภ.จะผลิตยาคุมกำเนิดฉุกเฉินออกจำหน่ายได้ เพราะขณะนี้ในท้องตลาดมียาดังกล่าวขายเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น คือยาโพสตินอร์ และมาดอนน่า


"หากให้ผู้หญิงเข้าถึงยานี้ได้มากขึ้นอาจทำให้เกิดการโก่งราคา เพราะฉะนั้น อภ.จะต้องผลิตยานี้และทำหน้าที่แทรกแซงราคายาดังกล่าวไม่ให้แพงเกินเหตุ รวมทั้งจะเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติว่ากรณีหญิงถูกข่มขืนไม่ควรรอให้ตั้งครรภ์ก่อนจึงค่อยคิดเรื่องทำแท้ง ควรให้ผู้หญิงกินยาคุมกำเนิดฉุกเฉินทันที ซึ่งจะมีการหารือต่อไปว่า สธ.จะต้องออกเป็นกฎกระทรวง หรือเป็นระเบียบใดหรือไม่จึงจะเกิดผลทางปฏิบัติทันที" น.พ.สุรพงษ์กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ผู้หญิงเข้าถึงยาคุมกำเนิดฉุกเฉินได้ง่ายขึ้นอาจมีผลเสียหากผู้หญิงเลือกใช้เป็นวิธีคุมกำเนิดถาวร ซึ่งยาดังกล่าวมีผลข้างเคียงทำให้มดลูกทะลุ และอาจเป็นมะเร็งมดลูกได้ จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดการใช้พร่ำเพรื่อ และไม่เป็นการส่งเสริมให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร น.พ.สุรพงษ์กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา ผู้ผลิตยาจะต้องร่วมมือกันให้ความรู้การใช้ยานี้อย่างถูกต้อง ว่ายานี้ห้ามใช้เกิน 2-3 ครั้งต่อเดือน หรือห้ามกินเกินเดือนละ 4-6 เม็ด เพราะยามีผลข้างเคียงสูง ผู้หญิงบางคนกินเม็ดแรกก็มีเลือดออกทางช่องคลอดกระปริบกระปรอยแล้ว บางคนมีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ทำให้ประจำเดือนผิดปกติ ซึ่งผู้หญิงที่เคยกินยานี้จะเรียนรู้ด้วยตนเองว่าจะไม่ควรกินบ่อย ตนเชื่อว่าถ้าไม่จำเป็นผู้หญิงไม่อยากกินยานี้แน่ แต่อย่างน้อยการกินยานี้ก็ดีกว่าการให้ผู้หญิงเสี่ยงไปทำแท้งเถื่อนเอง ที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน มดลูกทะลุ ด้วยความน่ากลัวและเป็นอันตรายของผู้หญิงเช่นนี้ ตนถึงต้องการให้ผู้ชายมีส่วนร่วมรับผิดชอบไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ด้วย


(09/11/44 จาก น.ส.พ. มติชน http://www.matichon.co.th )


ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 14:11:26


ความคิดเห็นที่ 30
ใหนๆก็ใหนๆ ฟังหมอหน่อยนะครับท่านเป็น รมต. ไม่ฟังก็กระไร

....................................................

เจ๊หน่อยลั่น เพิ่มโทษหมอแท้งเถื่อนเป็น 10 ปี

"สุดารัตน์" ชี้ กฎหมายล้าสมัยขวางปราบแท้งเถื่อน เผยเตรียมประสานกระทรวงยุติธรรมเพิ่มโทษจำคุกแพทย์และสถานพยาบาลที่รับทำแท้งจาก 3 เป็น 10 ปี และให้ขึ้นศาลอาญาสถานเดียว ยันนำเข้าที่ประชุมสภาฯสมัยหน้า


นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการทำแท้งเถื่อนว่า เป็นเรื่องยากทั้งในแง่การจับกุมและบทลงโทษ โดยในส่วนของการจับกุมการทำแท้งเถื่อนในคลินิกหมอเถื่อน ซึ่งคนทั่วไปนิยมไปใช้บริการถึงร้อยละ 90 นั้น เจ้าหน้าที่ขาดหลักฐานประกอบทางกฎหมายที่สมบูรณ์ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย การจับกุมขณะที่กำลังทำแท้ง มีซากทารกและมีผู้ที่ให้กระทำ มีอุปกรณ์และน้ำยาที่ใช้ทำแท้ง ส่วนในเรื่องบทลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งนับว่าสำคัญอย่างยิ่ง ก็อ่อนเกินไป


ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 ระบุว่า ผู้หญิงที่ยินยอมทำแท้งมีความผิดจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท ส่วนสถานพยาบาลที่รับทำแท้งโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ 2541 ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท ในขณะที่ผู้ที่ทำแท้งให้ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นแพทย์มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท


รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า จะตั้งคณะทำงานประสานกับกระทรวงยุติธรรม เสนอให้มีการแก้กฎหมาย 2 กรณี คือ กฎหมายที่เอื้อให้การจับกุมการทำแท้งทำได้ง่ายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และให้เพิ่มโทษจำคุกจากเดิมไม่เกิน 3 ปีเป็นจำคุก 10 ปี และให้ขึ้นศาลอาญาสถานเดียว โดยจะมีการเสนอเข้าสภาผู้แทนราษฎรในสมัยหน้า


นอกจากนี้ นางสุดารัตน์ยังยืนยันว่า จะผลักดันนโยบายที่อนุญาตให้เฉพาะสถานพยาบาลของรัฐเท่านั้นที่ทำแท้งได้ ต่อไป และจะให้งบประมาณและหาบุคลากรให้กับกองการประกอบโรคศิลป์เพิ่มขึ้น เพื่อทำงานแก้ปัญหาทำแท้งได้อย่างเต็มที่


(25/11/44 จาก น.ส.พ. ผู้จัดการ http://www.manager.co.th )

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 14:14:25


ความคิดเห็นที่ 31
ปราบปรามแท้งเถื่อน

..............................


:: รวมกฏหมาย ประมวลกฎหมายอาญา


:: หมวด3 ความผิดฐานทำให้แท้งลูก

มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

มาตรา 302 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

มาตรา 303 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาท ถึงสี่หมื่นบาท

มาตรา 304 ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทำความผิดตาม มาตรา 301 หรือ มาตรา 302 วรรคแรก ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวใน มาตรา 301 และ มาตรา 302 นั้น เป็นการกระทำของนายแพทย์และ

(1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ

(2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือ มาตรา 284

ผู้กระทำไม่มีความผิด


ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 14:24:46


ความคิดเห็นที่ 32
มาอีกครับ มาฟังคุณหมอทั้งหลายและเอ็นจีโอ

..........................................................

สรุปประเด็นเรื่อง

กฎหมาย มาตรา 305 ควรแก้ไขหรือไม่อย่างไร


ศ.กิตติคุณ น.พ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์, ร.ศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ

ดำเนินการอภิปรายโดย ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์

ดร.กิตติพงษ์ - วันนี้คงพูดคุยกันในประเด็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 305 ว่าควรแก้ไขอย่างไร กฎหมายอาญามาตร 305 เป็นกฎหมายที่ได้รับการกล่าวขาน มากที่สุดในทางลบ เพราะ

ไม่เป็นธรรมกับผู้หญิงในขณะที่เขาต้องการความช่วยเหลือ โดยไม่คำนึงถึงสภาพปัญหา

มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย เปิดช่องให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

กฎหมายนี้ขัดขวางการพัฒนาระบบให้ความช่วยเหลือผู้หญิง

ร.ศ.ดร.ทวีเกียรติ - ขอขอบคุณผู้วิจัยที่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องทำแท้งออกมา ในขณะที่ทางด้านกฎหมายไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงมากเท่าไหร่ มาตรา 305 เป็นอำนาจกระทำ ไม่ใช่ลงโทษ

โดยกฎหมาย ความผิดฐานทำแท้งเกิดขึ้นนับตั้งแต่การตั้งครรภ์ถึงการคลอดที่สมบูรณ์ การตั้งครรภ์ต้องเป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดขึ้นโดยวิธีธรรมชาติ คือ นับตั้งแต่ตัวสเปอร์ ผสมกับไข่เกิดการปฏิสนธิ ต่อมาคำจำกัดความนี้ใช้ไม่ได้เพราะมีการผสมในหลอดแก้ว เพราะฉะนั้น ความผิดฐานทำแท้งน่าจะเริ่มต้นเมื่อมีการฝังตัวของตัวอ่อน


ความผิดฐานทำแท้งเริ่มต้นเมื่อใด ในทางศาสนาพระคัมภีร์ บอกว่า 40 วัน หลังฏิสนธิ ตอนคลอดต้องคลอดออกมาทั้งตัว ถ้าหากหัวเท้าติดอยู่ในช่องคลอดถือว่า ยังไม่คลอด ก็ถือเป็นการทำแท้ง ถ้าคลอดออกมาแล้วเด็กเสียชีวิตภายหลังกรณีนี้ ไม่มีความผิด


แนวคิดของกฎหมายไทย กฎหมายไม่ห้ามการทำแท้ง เพราะสมัยก่อน ไม่เคยมีการทำแท้ง แต่ต่อมาเขียนกฎหมายไปลอกเลียนจากเยอรมัน โดยไม่ได้คำนึงถึงวัฒนธรรมประเพณีของชาวคริสต์แคทอลิก ซึ่งถือว่าเด็กในครรภ์ เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้ (Gift of god) กฎหมายฝรั่งเศสจึงมีการห้ามทำแท้ง รวมทั้งการฆ่าตัวตายถือเป็นความผิดในกฎหมายอาญาห้ามเด็ดขาด มีโทษร้ายแรง ดังนั้น เมื่อไทยกำหนดกฎหมายอาญาเรื่องความผิดฐานทำแท้งขึ้นมา โดยเอาอย่างประเทศที่ถือศาสนาคริสเตียน จึงไม่มีเหตุยกเว้นใดๆ เลย กฎหมายอาญามาตรา 127


กฎหมายฝรั่งเศสห้ามทำแท้งเด็ดขาด แม้แต่พยายามทำแท้งก็โทษเท่ากับ ความผิดสำเร็จ แต่มีทางออก คือในช่วง 10 สัปดาห์แรกผู้หญิงสามารถทำแท้งได้ ซึ่งอยู่ในกฎหมายสุขภาพของผู้หญิง (กฎหมายสาธารณสุข) ช่วงเวลานี้เป็นการทำแท้งเสรี ก่อนทำแท้งจะมีนักสังคมสงเคราะห์ให้คำแนะนำว่า ถ้าไม่ทำแท้งรัฐบาลจะให้ การช่วยเหลือเด็ก เลี้ยงดูให้ แต่ถ้าครรภ์เกิน 10 สัปดาห์ จะถือว่าผิดกฎหมายอาญา ถ้าหากผู้หญิงตัดสินใจทำแท้งภายในอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ จะถือว่า ผิดกฎหมายอาญา ถ้าหากผู้หญิงตัดสินใจทำแท้งภายในอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ ถือว่าเป็นสิทธิที่กระทำได้ ผู้ห้ามจะติดคุก 1 ปี ฐานขัดขวางการทำแท้ง


กฎหมายเยอรมันทำแท้งได้โดย กำหนดอายุครรภ์ 3 เดือน ตอนคลอดถือว่า ขณะที่เจ็บครรภ์ชีวิตได้เกิดขึ้นแล้ว หากมีการทำร้ายเด็กตรงนี้ ถือว่าเป็นการทำแท้ง และผิดกฎหมาย


อังกฤษได้มีการแบ่งระยะเวลาของการตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์แรก สามารถทำแท้งได้ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย หลังจาก 3

7 เดือน ถือเป็นการทำแท้งและหลัง 7 เดือน เป็นการฆ่าเด็กซึ่งมีความผิด


สหรัฐอเมริกา ถือว่าการทำแท้งเป็นสิทธิที่เสมอภาคของผู้หญิง แต่มีปัญหาว่า คนจนไม่มีเงินจ่ายค่าทำแท้ง แต่ไม่มีกฎหมายโดยตรง ศาลสูงเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งระยะเวลาการตั้งครรภ์ที่กำหนดให้ทำแท้งได้ จะแตกต่างไปในแต่ละรัฐ


ประเทศไทยร่างกฎหมาย 305 ไม่ได้พิจารณาถึงแนวคิดว่าเป็นอย่างไร แต่นำเอากฎหมายต่างประเทศมาเป็นแนวทางในการร่างกฎหมาย สรุปได้ว่า งานวิจัยนี้มีประโยชน์มาก และควรเสนอข้อเท็จจริงนี้ต่อสังคมเพื่อให้เห็นปัญหาการทำแท้ง และร่วมกันแก้ไขปัญหา

ดร.กิตติพงษ์ - ขอขอบคุณ ดร.ทวีเกียรติ และก่อนที่จะขอรับฟังข้อคิดเห็น ของ ดร.วิฑูรย์ ผมขอเสนอประเด็นที่ว่า เรากำลังเผชิญอะไรกับชีวิตของนักกฎหมาย กับกระบวนการร่างกฎหมายที่มีปัญหา ปัญหาของกฎหมายทำแท้งค่อนข้างแสดง ให้เห็นชัดว่า ส่วนหนึ่งเป็นปัญหามาจากที่รับเอากฎหมายมา 2 ระบบ คือ

1. Civil Law ระบบที่เขียนเป็นประมวล แล้วตีความจากประมวลถ้อยคำ

2. Common Law เป็นของอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้เอากฎเกณฑ์ จากประมวลเป็นหลัก แต่มีปรัชญาแนวคิดซึ่งต้องปรับเข้ากับสังคม

ยกตัวอย่างเรื่องทำแท้ง แนวคิดของ Common Law ถือว่าการทำแท้ง เป็นสิทธิส่วนตัวของแม่ แต่ชีวิตในครรภ์ก็มีความสำคัญ กฎหมายทำแท้งของต่างประเทศ เป็นกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม


ในช่วงต่อไปขอเรียนเชิญ ศ.น.พ.วิฑูรย์ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ในอดีตที่ผ่านมา ท่านได้ทำอย่างไรไปแล้วบ้าง จากอดีตที่อาจารย์วิฑูรย์ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการแก้กฎหมาย ซึ่งอาจจะไม่เรียกว่าล้มเหลว แต่ก็ไม่สำเร็จ และถ้าเราจะแก้กฎหมายทำแท้ง ควรจะแก้อย่างไรบ้าง และโดยวิธีใดจึงจะสำเร็จ มีการอภิปรายกันว่า กรณีคุมกำเนิดผิดพลาด และกรณีเด็กในครรภ์จะพิการ จะทราบได้อย่างไร เพราะขณะนั้นเทคโนโลยีทางการแพทย์ ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก และอาจก่อให้เกิดการทำแท้งเสรีได้ จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการทำแท้งเสรีมาก มีการต่อต้านและกฎหมายนี้ไม่ได้เขียนข้อกำหนดในทางปฏิบัติไว้ เขียนไว้เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ปัจจุบันนี้การวินิจฉัยระหว่างตั้งครรภ์มีความก้าวหน้ามา สามารถทราบได้ว่าเด็กที่จะเกิดมาจะพิการหรือไม่ และมีการยอมรับเรื่องความสำคัญ ของสุขภาพจิตมากขึ้น ดังนั้น ถ้าการแก้ไขกฎหมายทำแท้งมีการทำแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจน น่าจะมีความเป็นไปได้ และถ้าเราเสนอให้สังคมรับรู้ปัญหา


ศ.น.พ.วิฑูรย์ - กฎหมายทำแท้งของไทย มีการเปลี่ยนแปลง 2 ระยะ คือ


ระยะที่ 1 ในกฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 ที่รับอิทธิพลมาจากฝรั่ง ไม่มีข้อยกเว้นเลย เป็นความผิดฐานรีดลูก ซึ่งสังคมก็ยอมรับ เพราะถือว่า เป็นการกระทำทารุณต่อร่างกายผู้หญิง อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนทำมาก และในระยะนี้แนวคิดควบคุมคุ้มครองเด็กยังไม่เกิด จึงไม่มีความผิดฐานนี้


ระยะที่ 2 พอเรารับแนวคิดทางตะวันตก ซึ่งยึดมั่นทางด้านชีวิต เป็นเรื่องใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคาทอลิก จึงเอาความผิดฐานรีดลูกเข้ามาใช้ เข้ามาปรับเป็นไทยว่า ความผิดฐานรีดลูก พร้อมๆ กันนั้น ก็กำหนดความผิดอีกอันหนึ่งคือ ความผิดฐานกระทำชำเราผิดธรรมดามนุษย์ มาร่วมด้วย ช่วงนี้แพทย์ทำแท้งได้ ถึงแม้กฎหมายจะถือว่าเป็นความผิดฐานรีดลูก เพราะมีข้อยกเว้นความผิดอันหนึ่งคือ กระทำด้วยความจำเป็นเพราะช่วยให้คนอื่นพ้นจากอันตราย ซึ่งถือว่าเป็นการทำแท้ง เพื่อการรักษา เช่น ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจ ในระยะนี้มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงกฎหมายเสมอมา ต่อจากนั้นมีแนวคิดสมัยใหม่เข้ามา โดยคิดว่า การจะห้ามทำแท้งโดยเด็ดขาด คงจะเป็นไปไม่ได้ จึงเปิดช่องว่างยกเว้นความผิดว่า ถ้าการทำแท้งเป็นความจำเป็นเพื่อสุขภาพของหญิง คำว่าสุขภาพในความเห็นของผม น่าจะหมายถึง สุขภาพกายและจิตใจ แต่แนวคิดของนักกฎหมายยังยึดคิดว่า สุขภาพหมายถึงสุขภาพกายเท่านั้น จึงทำให้การตีความของมาตรา 305 ค่อนข้างแคบ ปัจจุบันความหมายของคำว่าสุขภาพยิ่งกว้างขึ้น โดยเฉพาะในความหมายของ องค์การอนามัยโลก แต่นักกฎหมายมักจะตีความภาษาโดยยึดติดกับพจนานุกรม ตอนที่ออกกฎหมายอาญา 305 เมื่อปี พ.ศ.2500 สังคมไม่มีปฏิกิริยาอะไร ปัญหาของกฎหมายนี้ คือ การตีความของคำว่าสุขภาพ ซึ่งดูเหมือนกว้าง แต่พอวินิจฉัยแล้วกลับแคบ ทำให้แพทย์บางส่วนไม่กล้าทำแท้ง ปัจจุบันเทคโนโลยี เปลี่ยนแปลงไปมาก การตีความต้องอิงเทคโนโลยีด้วย ต่อมาปัญหาการทำแท้งเถื่อน โดยผู้ที่ไม่มีความชำนาญทางการแพทย์ ทำให้ผู้หญิงที่ทำแท้งมีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น จึงมีการผลักดันเรื่องเสนอแก้กฎหมาย โดยนายแพทย์บุญเทียม เขมาภิรัตน์ โดยขอขยายข้อยกเว้นกรณีที่การตั้งครรภ์เกิดจากการคุมกำเนิดล้มเหลว และเพื่อสุขภาพทางกายและทางจิตของแม่ รวมทั้งกรณีทารกในครรภ์ที่เกิดมาติดเชื้อ หรือเกิดมามีความผิดปกติ จุดอ่อนของการเสนอแก้กฎหมายในครั้งนี้คือ ช่วงนั้นกฎหมาย ที่เสนอแก้ไขจะต้องถูกกลั่นกรองโดยกรรมาธิการวิสามัญ จนกระทั่งได้เข้าไปพิจารณาในสภา แต่ก็ต้องตกไปในสมัยพลตรีจำลอง ศรีเมือง ถ้าหากไม่มีปัญหาด้านการเมือง คนจะต่อต้านน้อยมาก ถ้าหากพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมีแนวคิดที่ชัดเจนไปได้ ปัจจุบันประชาพิจารณ์ ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ เพราะมันตรงไปตรงมา ต้องการช่วยคน ต้องการให้สังคมรับรู้ตรงนี เพราะศาสนาพุทธไม่ตายตัวเหมือนศาสนาคริสต์ ซึ่งอยู่กับการตีความมากกว่า ศาสนาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแก้กฎหมาย


ดร.กิตติพงษ์ - สรุปได้แนวทางเดิมที่พยายามจะขยายมาตรา 305 ก็คือว่า พยายามจะขยายคำว่าสุขภาพซึ่งความเห็นของ อจ.วิฑูรย์บอกว่าไม่ต้องขยายก็ได้ เพราะสุขภาพก็ไม่ได้เขียนว่าเฉพาะสุขภายกายอยู่แล้ว ถ้าจะตีความก็ตีความได้อยู่แล้ว ถ้าขยายเป็นสุขภาพกายและจิตโดยไม่มีแนวทางที่ชัดก็ไม่ช่วยอะไรและอีกกรณีหนึ่ง คือ ถ้ามีคุมกำเนิดผิดพลาดให้ทำแท้งได้ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ ถ้าไม่มีการกำหนดแนวทางชัดเจน ก็จะนำไปสู่การทำแท้งเสรีได้ ส่วนประเด็นชีวิตในครรภ์ไม่ค่อยมีปัญหาถูกโต้แย้งเท่าไหร่นัก อยากให้แสดงความคิดเห็นเรื่องสุขภาพ การแก้จะแก้กฎหมายในส่วนของการตีความของคำว่า "สุขภาพ" ผมเป็นห่วงว่า ถ้าเราไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่ว่าผู้หญิงมีสิทธิหรือไม่ในการตัดสินใจ เรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง นี่คือปัญหาจริงๆ จริงๆ แล้วอยู่ที่ว่าสิทธิของผู้หญิงและสิทธิในชีวิต ของเด็กในครรภ์ นี่เป็นปัญหาพื้นฐานที่ที่เป็นปรัชญาที่สุด ซึ่งเราต้องให้ความสำคัญทั้ง 2 ส่วน เราเลือกที่จะไม่ใช้วิธีเดียวกับในต่างประเทศ เช่น อเมริกา ที่มองว่า ผู้หญิงมีสิทธิ ที่จะเลือกในช่วงเวลาแรกของการตั้งครรภ์ แต่เราเลือกที่จะตีความของคำว่า สุขภาพ ว่าผู้หญิงอาจจะมีความจำเป็น เช่น เด็กนักเรียนหญิงเกิดผิดพลาดไปเสียอนาคตไม่พร้อม จะตีความขนาดไหนในเรื่องสุขภาพเพื่อที่จะให้เขาทำแท้งได้ อีกมุมหนึ่งก็มองว่า เราให้ความคุ้มครองชีวิตในครรภ์พอเพียงหรือไม่ด้วย นักกฎหมายบางส่วนมองว่า จำเป็นต้องทำเพราะสุขภาพผู้หญิง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ "สุขภาพ" หรืออยู่ที่คำว่า "จำเป็น" หากอยู่ที่คำว่า "จำเป็น" แม้ว่า "จำเป็น" จะมีในมาตรา 67 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งคุณหมอวิฑูรย์บอกว่าถ้าถึงตายก็ทำได้อยู่แล้ว อยู่ที่ความจำเป็นนั้นๆ ต้องชั่งระหว่าง ผลประโยชน์ของชีวิตในครรภ์กับสุขภาพของแม่ อาจไม่ถึงตายแต่ต้องมีมาตรฐาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ความพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายมาตลอดนั้น เน้นอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องสุขภาพ และการคุมกำเนิดผิดพลาด อีกส่วนหนึ่งที่นายแพทย์วิฑูรย์ได้เคยเสนอแนวคิดไว้ นอกจากนี้ มีแนวคิดยกเลิกมาตรา 305 แล้วมีกฎหมายพิเศษออกมาฉบับหนึ่งหรือกำหนดว่า การทำแท้งที่ทำโดยแพทย์ใน ร.พ.หรือ สถานพยาบาลแล้วไปกำหนดเกณฑ์อีกว่าจะทำอย่างไร


รศ.ดร.ทวีเกียรติ - การใช้คำว่าเป็นจำเป็น เพื่อต่อสู้ให้คนมีทางเลือก สังคมที่เป็นธรรมต้องให้โอกาสคนมีทางเลือกได้ เช่น ในฝรั่งเศส ซึ่งเราไปเอากฎหมาย ของเขามาใช้ แต่ไม่ได้เอามาทั้งหมด ในฝรั่งเศสเคร่งครัดก็จริง แต่ถ้าไม่ทำแท้ง ก็จะมีทางเลือกให้คือ เลี้ยงดูลูกให้ แต่ของเราไม่ให้ทำแท้งและถ้าไม่ทำก็ตั้งท้อง และเลี้ยงลูกจนตาย ไม่เปิดทางเลือกให้เลย ฝรั่งเศสก็มีทำแท้งเถื่อน ปัญหาภาวะแทรกซ้อน จากการทำแท้ง มีการตาย มีค่าใช้จ่ายการทำแท้งสูง จึงมีการทำวิจัยเหมือนกับวิจัยฉบับนี้ ของกรมอนามัย และรัฐสภาเขาก็เชื่อผลงานวิจัย และเมื่อแก้ไขกฎหมาย ปัญหาก็ลดลง หมอเถื่อนหายไป ตายน้อยลง ค่าใช้จ่ายลดลง


การแก้ไขกฎหมายนั้น ควรแก้ไขแน่ มาตรา 301 เป็นมาตรเดียวที่ลงโทษหญิง มาตราอื่นๆ ใช้คำว่าผู้ใด หากดูจากงานวิจัยนี้จะเห็นว่าการทำแท้งจะมีอยู่ช่วงอายุเดียว ที่กระทำผิด เพราะเขามีปัญหา ทำแล้วเขาก็เจ็บตัว เจ็บปวดมากพอแล้ว บางคนทำครั้งเดียว ในชีวิตก็ไม่เคยลืมความเจ็บปวดเลย ดังนั้นคนที่ทำแท้งควรถูกลงโทษหรือไม่ และมาตรา 305 ควรกำหนดเวลาด้วย เช่น อายุครรภ์ 1-3 เดือน ถ้าทำแท้งก็เพื่อสุขภาพแม่ไว้ก่อน จะชั่งน้ำหนักก็ต่อเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ดูว่าเด็กในครรภ์มีชีวิตรอดไหม จึงจะมาตีความว่า จะทำอย่างไร จำเป็นต้องทำแท้งหรือรักษาเด็กไว้ มาตรา 305 จริงๆ แล้วเป็นอำนาจกระทำ ไม่ใช่อำนาจลงโทษ มาตรา 305 จริงๆเป็นเหตุยกเว้นกระทำผิด ทำอย่างไรจึงจะไม่ผิด ซึ่งเป็นประโยชน์กับจำเลย กฤษฎีกากลับไปตีความกลับกับความจริง จึงทำให้เป็นผลร้าย กับผู้กระทำ ควรจะขยายความให้เห็นคุณต่อผู้กระทำ


คำอภิปราย และคำถามจากผู้ร่วมประชุม


ร.ศ.ดร.กฤตยา - ประเด็นที่ 1 การเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ทำงาน ด้านสิทธิมนุษยชน ก็เพื่อให้เท่าเทียมกันทั้งหญิงและชายทุกด้าน จากข้อเท็จจริง คนที่หากินกับผู้หญิงมีทั้งหญิงและชาย ถ้าจะลงโทษทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม


ประเด็นที่ 2 อยากจะทำความเข้าใจคำว่า "การทำแท้งเสรี" ที่มีการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ผ่านมาไม่ได้ทำเพื่อให้สามารถทำแท้งเสรีได้ แต่คำนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในสมัยคุณจำลอง มีการต่อต้านทางจริยธรรม มีการสร้างกรอบว่าการทำแท้งเสรีคือ การฆ่า ซึ่งบาปมาก ทำให้คนเข้าใจผิดกับคำว่า "ทำแท้งเสรี" คือ ทำเมื่อไรก็ได้ ใครอยากทำก็ทำ ซึ่งปัจจุบันไม่มีการทำแท้งเสรีในโลก ทุกวันนี้การต่อสู้ที่ให้เกิดขึ้น ก็เพื่อให้มีทางเลือกมากขึ้นแก่คนที่มีปัญหา ให้อยู่ใต้สถานการณ์ที่ทำแท้งได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ทางเลือกนี้ไม่ได้ไปสู่ การทำแท้งจริงๆ แล้วก่อนทำแท้งผู้หญิงทุกคนจะต้องผ่านกระบวนการพูดคุยปรึกษาหารือ ทุกคนต้องหาข้อมูล ทุกคนกลัวตาย เพราะฉะนั้นเขาต้องหาข้อมูลว่า ทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงบริการที่สามารถจ่ายได้ บางคนไม่รู้กฎหมายว่าเป็นการทำผิด ถ้าหากเขาไม่ต้องการทำแท้ง รัฐจะต้องเข้ามาดูแลด้วยว่า ควรจะให้บริการอย่างไร เหมือนกับฝรั่งเศส ควรจะต้องสื่อสารกับสาธารณชนให้เข้าใจชัดเจนว่า จากงานวิจัย ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ทำมาทำให้เห็นภาพภาพหนึ่ง และมีงานวิจัยอื่นที่กำลังทำ ก็เห็นภาพสอดคล้องกันว่า ข้อกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบันนี้เป็นกฎหมายที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ และไม่เป็นธรรมกับผู้หญิง และดิฉันเห็นพ้องไปในแนวที่คิดว่าควรยกเลิกกฎหมาย มาตรา 301-305 แล้วต้องมีลักษณะของกฎหมายใหม่ ซึ่งกฎหมายใหม่จะเป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวกับสุขภาพผู้หญิง ไม่ใช่เป็นตัวบทกฎหมาย แต่เป็นแนวทางที่ปฏิบัติได้ ซึ่งอยู่ในตัวกฎหมายนั้น ทำให้เห็นความชัดเจน


ศ.น.พ.ประมวล - ผมมีเรื่องที่จะเรียนในที่ประชุมให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เรื่องแรก เป็นเรื่องทางการแพทย์ที่พูดถึงการปฏิสนธิเป็นข้อมูลที่ทุกคนยอมรับเชื่อถือได้ทั้ง นักศาสนา นักชีววิทยา คือ เมื่อไข่กับตัวอสุจิผสมกันแล้ว ถือว่าชีวินเริ่มต้น พุทธศาสนาบอกว่า มีปฏิสนธิทางวิญญาณเกิดขึ้น ในขณะนั้น 3 องค์ประกอบคือ วิญญาณ ไข่ อสุจิ รวมกันเป็นชีวิต เริ่มต้นใช้เวลา 6-7 วัน ตัวอ่อนจะฝังตัวและเกิดการตั้งครรภ์ หลังจากนั้นถ้ามีการกระทำใดๆ ถือว่าเป็นการยุติการตั้งครรภ์ หากมองว่าการใช้เทคโนโลยีป้องกันการตั้งครรภ์ วิธีการคุมกำเนิดทุกอย่างเป็นการยุติไม่ให้ไข่กับอสุจิเกิดการปฏิสนธิเป็นขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2 เมื่อปฏิสนธิกันแล้ว อีก 6-7 วัน จะไปยับยั้งการตั้งครรภ์โดยไม่ให้มีการฝังตัว ของไข่ที่ผสมแล้วทั้ง 2 ขั้นตอนนี้ ถือว่าเป็นการยับยั้งการตั้งครรภ์ คือการใช้เทคโนโลยี การคุมกำเนิดต่างๆ ทั้งด้านการใช้ยา หรือหัตถการ ถือเป็นวิธีการยับยั้งการตั้งครรภ์ ซึ่งก็ตรงกับที่ ดร.ทวีเกียรติ บอกว่าอังกฤษถือว่าการใส่ห่วงไม่ใช่การทำแท้ง


เรื่องที่สอง จะพูดเรื่องจิตใจ พระธรรมปิฏก พูดถึงเรื่องบาปบุญ ท่านได้แสดงปาฐกถาเรื่องทำแท้งว่า ผิดก็ส่วนผิด ถูกก็ส่วนถูก ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้า ให้ข้อคิด 2 อย่าง ถ้าการกระทำนั้นบนพื้นฐานของเจตนา ความตั้งใจให้ผู้อื่นเป็นสุข ประกอบกับได้มีการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ถ้า 2 อย่างประกอบกันท่านบอกว่า ทำไปไม่บาป ขอเรียนถาม ดร.ทวีเกียรติ ว่ากฎหมายมาตรา 305 ที่จริงใช้ได้ แต่ตีความผิดใช่ไหม


ร.ศ.ดร.ทวีเกียรติ - ความเห็นของกฤษฎีกา นักกฎหมาย ถือว่าถ้าตัดสิน มาแล้วก็เชื่อไปก่อน จนกว่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่ามาลบล้าง จะมีผลจริงๆ คือขึ้นศาลฎีกา แล้วตัดสินมา แต่คดีทำแท้งไม่เคยขึ้นศาลฎีกา คำถามว่า ถ้าศาลฎีกาจะตัดสินจะถามอย่างไร ศาลฎีกาก็ต้องกลับมาถามแพทย์อีกว่า คำจำกัดความเรื่องสุขภาพว่าอย่างไรบ้าง แบบนี้เข้าข่ายไหม ดังนั้น ทางการแพทย์ควรจะวางแนวไว้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ก็จะช่วยการตัดสินของศาลได้ ก็จะช่วยศาลได้ในเรื่องการตีความ


ศ.น.พ.วิฑูรย์ - คณะกรรมการกฤษฎีกา มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล และสามารถจะรับคำปรึกษาจากหน่วยราชการต่างๆ แต่ไม่ได้ผูกมัดว่าปรึกษาไปแล้ว จะต้องปฏิบัติตามหรือไม่ พอตีความไปแล้วแพทย์ก็เลยไม่กล้าปฏิบัติตาม


ดร.กิตติพงษ์ - จากประสบการณ์เรื่องคลินิกดาวพระศุกร์ คิดว่า ถ้าแก้กฎหมายไม่ได้ ก็น่าจะมีวิธีการแก้ปัญหาไปก่อนได้ จุดยืนตอนนั้น ถ้ามีความโปร่งใส ก็ตรวจสอบได้ ถ้ากำหนดไว้เรื่องอายุครรภ์ กำหนดให้ชัดเจนว่าเงื่อนไขมีอะไรบ้าง แม้จะผิดกฎหมายแต่ถ้านำคดีไปสู่ศาลก็เป็นจุดสำคัญที่ทำได้


น.พ.ทศพร - ในฐานะผู้ปฏิบัติมองว่า กรมอนามัยรับผิดชอบเรื่องสุขภาพของผู้หญิง เช่น วางแผนครอบครัว หรือการตั้งครรภ์ก็ดี เป็นข้อที่ควรนำไปปฏิบัติได้เลย โดยไม่ต้องไปรอแก้ไขกฎหมาย 301-305 โดยกรมอนามัยมีศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขตต่างๆ สามารถรับยุติการตั้งครรภ์ แต่ต้องมีเงื่อนไข มีกรอบที่ชัดเจน มีการให้คำปรึกษาก่อน และอาจกำหนดอายุครรภ์ คืออายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์


คุณ กนกวรรณ -

ไม่เห็นด้วยกับการตีความกฎหมาย แล้วยกให้แพทย์ตัดสินใจว่า ตีความสุขภาพ แล้วให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจจะทำแท้งหรือไม่

กฎหมายทำแท้งนี้อยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกฎหมายอาญาเป็นกฎหมาย ที่พยายามเอาผิดกับผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น หรือฆ่าผู้อื่น ดังนั้น กฎหมายทำแท้งตามหลักการแล้ว ไม่ควรอยู่ภายใต้กฎหมายอาญา หมายถึงยกทิ้งไปเลย

ควรอาศัยสหวิชาชีพเข้ามาคุยกัน แล้วประมวลออกมาด้วยกันว่าแท้จริงแล้ว กฎหมายทำแท้ง ซึ่งจะเอื้อสิทธิประโยชน์สูงสุดของผู้ที่อยู่ในปัญหา และสร้างทางเลือก ให้มากที่สุดควรจะเป็นอย่างไร

ศ.น.พ.วิฑูรย์ - กฎหมายมาตรา 305 กำหนดไว้ว่า หญิงนั้นต้องยินยอมด้วย ถึงจะทำแท้งได้


ศ.น.พ.สุพร - ความรู้สึกของสูตินรีแพทย์ทั่วไปคิดอย่างไร เกี่ยวกับการทำแท้ง

1. เมื่อมองถึงความรู้สึกของคนที่จะทำแท้ง ไม่มีใครอยากทำสักคนเดียว ที่ทำเพราะอยากช่วย หมอที่ทำแท้งจะมีความรู้สึกขัดแย้งกัน ต่อสู้กันระหว่างความคิดว่า อยากจะช่วยแม่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า กำลังทำอะไรกับเด็ก


2. ข้อบังคับเรื่องอายุครรภ์ ถ้ากฎหมายเขียนไว้ ก็อาจเป็นผลเสียได้ อายุครรภ์ขนาดนี้ทำแล้วจะปลอดภัยกับแม่ไหม เช่น 4 เดือนขึ้นไป และถ้าไม่มีเหตุผลมากไม่มีใครคิดทำ ขณะที่อายุครรภ์ 5-6 เดือนขึ้นไป เด็กออกมาแล้วยังไม่ตายจะทำอย่างไรก็ต้องเลี้ยงดูต่อไป


3. ถ้ามองว่าให้แพทย์ทำได้โดยต้องตีความในกฎหมาย ทำอย่างไรให้การพิจารณาว่าจะทำแท้งหรือไม่ทำ ควรมีการให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะทำแท้งหรือตั้งครรภ์ต่อ

กฎหมายจะแก้ดี หรือไม่แก้ดี


ประการแรก ปฏิกิริยาอันหนึ่งที่มีต่อการแก้ไขกฎหมายนี้ คือ มีการต่อต้าน เป็นเหตุให้กระบวนการต่างๆ ที่แพทย์จะช่วยคนไข้นั้นยากขึ้น


ประการที่สอง ทางเลือกเกี่ยวกับกฎหมายทำแท้ง จะทำได้มี 3 อย่างคือ

คงกฎหมายเหมือนเดิม แล้วตีความ ซึ่งดูเหมือนจะง่ายที่สุด

แก้ไขเฉพาะเหตุผลทางการแพทย์ เช่น กรณีเด็กพิการ เด็กที่มีปัญหาทางพันธุกรรม น่าจะผ่านไม่ยาก

เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าจะเขียนรวมเหตุผลทางเศรษฐกิจ และสังคมเข้าไปด้วย โดยจะเขียนอย่างไรออกมาเป็นกฎหมายได้ มีขอบเขตที่แน่นอนซึ่งค่อนข้างยากที่จะกำหนดว่าจนแค่ไหน ลูกมากแค่ไหน และต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร ให้คนทั่วไปมองเห็นภาพว่าการทำแท้ง มันโหดร้ายทารุณต่อผู้หญิงมากแค่ไหน ถ้าหากให้ผู้หญิงไปทำแท้งเองตามยถากรรม

น.พ.สมบูรณ์ศักดิ์ - ความเห็นตรงกับ อาจารย์ น.พ.สุพร คือ ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ หมอก็จะไม่ทำแท้งให้ และเห็นด้วยกับ น.พ.ทศพร คือ ต้องมีแนวทางที่ชัดเจนที่ทำให้กลุ่มที่มีปัญหาจริงๆ มาหาเราได้ หรือมีแหล่ง ให้บริการแก่เขามีการให้คำปรึกษา ซึ่งพบว่า ส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนใจกลับไปตั้งครรภ์ต่อ การทำแท้งในกรณีที่ตั้งครรภ์จากความผิดพลาดทางเทคโนโลยี จะใส่เข้าไป ในกฎหมายใหม่ไหม การจะแก้ไขกฎหมาย ควรแก้ไขให้ครอบคลุม ให้ใช้ได้อีกหลายสิบปี ไม่ควรต้องมาแก้กฎหมายทุกปี


ดร.กิตติพงษ์ - ขอสรุปประเด็นดังนี้ ก่อนที่จะเปิดให้อภิปรายต่อไป

มีกระบวนการอย่างไร ที่จะให้ขบวนการของนักกฎหมายที่เป็นศาลเอง สะท้อนความเป็นจริงในสังคม และรับฟังข้อมูล

การคำนึงถึงเรื่องสิทธิของผู้หญิงที่จะเลือก ที่คุณกนกวรรณ ยกประเด็นขึ้นมา ขึ้นมาไม่ใช่เพียงแต่ให้คนอื่นตัดสินใจให้

น.พ.สมชาย -

ที่คุยกันมาเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมายเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีใครพูดถึง พระราชบัญญัติสุขภาพ ซึ่งกำลังเป็นกระแสหลักในปัจจุบันนี้ และการร่างพระราชบัญญัต ิสุขภาพแห่งชาติ จะมีบทนิยามเกี่ยวกับคำว่าสุขภาพ ถ้านำออกมาใช้ประกอบกัน จะครอบคลุมถึงการใช้กฎหมายอาญาด้วย ซึ่งอาจจะช่วยแก้ปัญหาการตีความคำว่า สุขภาพในกฎหมายการทำแท้ง

ถ้าหากมีกฎหมายอาญาอยู่แล้ว และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ มีนิยามคำว่า สุขภาพที่เป็นประโยชน์ จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่หรือไม่

ถ้าไม่มีคดีขึ้นศาลฎีกา ก็ไม่มีบรรทัดฐาน ซึ่งบรรทัดฐานนี้แพทยสภา และกรมอนามัยสามารถสร้างแนวทางปฏิบัติออกมาได้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ ที่อยากจะช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหานั้น ให้ถือปฏิบัติชั่วคราว แล้วจะแก้ไขได้ไหม

ดร.กิตติพงษ์ - เห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณหมอสมชาย ที่จะต้องมีการตั้งเกณฑ์ใน การถือปฏิบัติของแพทย์ที่จะให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่มีปัญหา


คุณกนกวรรณ -

จากการทำงานวิจัยโดยสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ทำแท้ง พบว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงรู้สึก ผิดบาปมากๆ ที่ตัวเองต้องไปทำแท้ง

ไม่เฉพาะแพทย์เท่านั้น ผู้ให้คำแนะนำปรึกษาก็รู้สึกผิดบาป ดังนั้น ควรต้องมองความเป็นมนุษย์ด้วย ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วทุกคนเมื่อเกิดปัญหาขึ้น เขาจะพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเองก่อน จึงเป็นเหตุให้ เมื่อไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีครรภ์ใหญ่ขึ้นแล้วประกอบกับไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้วจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้

ควรนำความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงเหล่านี้มาพิจารณาในการแก้ปัญหา ให้เขาด้วย

ซึ่งอาจจะลดปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เราจะทำอย่างไร ในทุกช่วงอายุครรภ์ มิใช่มองแค่ครรภ์ 0-3 เดือน

ในผู้หญิงที่อายุครรภ์มากกว่านั้น ถ้าเขาอยากจะทำแท้ง ก็ต้องช่วยให้เขาปลอดภัยด้วย

ร.ศ.ดร.กฤตยา -

ไม่มีผู้หญิงคนใดในโลกที่ตั้งใจท้องเพื่อคิดจะไปทำแท้ง นอกจากเขา มีความจำเป็นจริงๆ และความพยายามที่เขาจะแก้ไขปัญหามีหลายรูปแบบ


ในสังคมไทยถือว่า การฆ่าเป็นบาป ดังนั้น การให้คำปรึกษาควรมีเรื่องผิดบาป ที่จะต้องพูดให้ผู้ที่ต้องการทำแท้งฟังด้วย


คำสุขภาพ อยากสนับสนุนให้ทุกส่วนของสังคมให้คำจำกัดความของคำว่า สุขภาพของตนเอง แพทยสภาเป็นองค์กรวิชาชีพควรกำหนดนิยามของคำว่า สุขภาพด้วย และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ควรมีพระราชบัญญัติสุขภาพผู้หญิงออกมา


ในกระบวนการที่ยังไม่มีทางแก้ไขกฎหมายเห็นด้วยกับ น.พ.ทศพร ควรจะต้องสร้างแนวทางใดทางหนึ่ง ในการปฏิบัติที่ทำให้บรรเทาปัญหาในขณะนี้ลงได้ และสร้างความสบายใจให้กับแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเผชิญปัญหานี้ หลังจากผู้หญิงได้พยายามทำแท้งแล้วมีภาวะแทรกซ้อนเข้ามารักษาที่โรงพยาบาล ปัจจุบันนี้ในทางปฏิบัติก็มีระบบให้ความช่วยเหลือจากผู้หญิงที่ต้องการทำแท้งอยู่แล้ว ตามโรงพยาบาล สถานีอนามัย มีการส่งต่อกันเพียงแต่ไม่เป็นที่เปิดเผย


ในองค์กรเอกชนขณะนี้ก็มี ถ้าของรับทำไม่ได้ผลก็มีการประสานงานภายใน โดยการส่งต่อไปยังองค์กรเอกชนนั่นคือ คลินิกที่มีแพทย์ปริญญา ซึ่งจะปลอดภัย มีการลดราคาให้ หากส่งผ่านจากมูลนิธิมา ซึ่งก็ทำกันอยู่แล้วเพื่อจะช่วยเหลือ แต่ที่เราเรียกร้องกันขณะนี้ก็เพื่อให้เกิดความให้เท่าเทียมกัน ให้ผู้ที่มีปัญหาแต่ไม่รู้ข้อมูล นักเรียน นักศึกษา คนจนได้เข้าถึงบริการ


แนวทางในการทำงาน เราไม่สามารถทำงานในกลุ่มที่ทำงานเพื่อสิทธิสตรี ได้เพียงผู้เดียว ควรจะต้องทำงานกับวิชาชีพแพทย์ นักกฎหมาย สื่อมวลชน และประชาสังคมโดยรวม นั่นคือ การแก้ปัญหานี้ต้องเป็นองค์กรสหวิชาชีพทำงานร่วมกัน เราต้องฟังเสียงสูตินรีแพทย์ ว่ารู้สึกอย่างไร นักกฎหมายมองเรื่องนี้อย่างไร สื่อมวลชนจะช่วยสื่อสารเรื่องนี้อย่างไร เราต้องต่อสู้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมทุกฉบับ กฎหมายมาตรา 305 เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติอย่างยิ่งกับผู้หญิง ไม่มีความชัดเจน ในการที่จะปฏิบัติ ควรจะต้องแก้ไขและมีกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้ออกมาประกอบ

ศ.น.พ.ประมวล-

คำจำกัดของคำว่า "สุขภาพ" เท่าที่ฟังมาทุกครั้ง ใช้ตามคำจำกัดความ ขององค์การอนามัยโลก สุขภาพ คือ ภาวะสมบูรณ์ของ ร่างกาย จิตใจ และความเป็นอยู่ในสังคมที่ดีและไม่เพียงแต่การปราศจากโรค หรือความทุพพลภาพเท่านั้น (Health is a state of complete physical, mental, and social well being and not merely the absence of disease or infirmity)


ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขต่างๆ ต้องการให้มองเป็นภาพรวม ที่สามารถปฏิบัติได้บนพื้นฐานของวัฒนธรรม ประเพณีไทย ที่สามารถเกื้อกูล ซึ่งกันและกันได้น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


เท่าที่ฟังข้อเสนอจากหลายๆ ท่าน คิดว่าควรมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นไปได้ 3 ทาง คือ

1. กฎหมาย 301-305 สามารถเขียนเพิ่มเติมเพื่อให้เปิดช่องทาง ให้ลดหย่อนได้ไหม เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้เลย

2. คงไว้อย่างเดิม แล้วไปปิดกั้นอยู่ที่สำนักอัยการสูงสุด

3. แก้กฎหมายหรือยกเลิกไปเลย ซึ่งน่าจะยาก

พ.ญ.นันทา -

เรื่องคำนิยามสุขภาพต่างๆ กระทรวงสาธารณสุขได้ให้คำนิยามออกมาแล้ว และเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมากมาย


ไม่เห็นด้วยกับ น.พ.ทศพร ที่เสนอให้ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขต มีบริการทำแท้ง ในทางปฏิบัติควรให้ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านมีความเข้าใจและตระหนักในเรื่องนี้ การมีบริการที่กว้างขวางจะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับบริการ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการ ไม่รู้สึกว่ามีบางคนเท่านั้นต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ที่จริงทุกสถานบริการ โรงพยาบาล เคยมีแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว มีการจัดตั้งคลินิกดาวพระศุกร์ และในกรณีที่จะต้องทำแท้ง จะต้องมีการให้คำปรึกษา และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์ 3 คน เพียงแต่แนวทางนี้อาจจะเยิ่นเย่อหรือไม่ได้ถือปฏิบัติเหมือนกันทุกแห่ง

พ.ญ.สุวรรณา-

ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ทำการวิจัยครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็เพื่อจะหามาตราการมาป้องกัน ลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และเพื่อจะนำข้อมูลนี้ไปช่วยอาจารย์ ทางด้านกฎหมายปรับแก้กฎหมายได้ขอช่วยดูว่า ข้อมูลที่รวบรวมมามีส่วนไหนที่จะสามารถสนับสนุนในระดับใดได้บ้างและขาดข้อมูลอะไรอีก จะได้รวบรวมมาให้ใช้ประโยชน์ต่อไปได้


เรื่องคำจำกัดความสุขภาพที่ WHO เพิ่มเรื่องจิตวิญญาณ (Spiritual) เข้ามา ซึ่งไม่มีความชัดเจนและไม่ทราบว่าจะวัดได้อย่างไร สำหรับจิตใจยังพอจะรู้สึกได้วัดได้


การที่ น.พ.ทศพร เสนอแนะแนวทางปฏิบัติให้ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพเขต เป็นหน่วยงานเฉพาะที่ให้บริการ ถ้าทำก็ต้องทำพร้อมๆ กัน ทำตามจริยธรรม และความเหมาะสม ที่ทำทำกันปัจจุบันแบบใต้ดิน เพราะไม่มีความปลอดภัย ที่จะทำอย่างเปิดเผย


จะมีแนวทางที่สื่อสาร หรือประชาสัมพันธ์ทางอ้อมได้อย่างไรบ้าง ว่าถ้าผู้หญิงมีการตั้งครรภ์ไม่พร้อม จะไปขอรับบริการได้ที่ไหน

คุณเมธินี - ในฐานะที่ทำงานกับผู้ด้อยโอกาสในสังคม มองว่ากติกาทางสังคม ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงไม่มีสิทธิที่จะเลือก ปิดทางเลือกสำหรับผู้ด้อยโอกาส ในสังคมในการที่จะกำหนด หรือเลือกชะตาชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะควรมองความต้องการ ทุกๆ ด้านของผู้หญิงควบคู่ไปกับองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุน เช่น แพทย์ นักกฎหมาย


น.พ.สมชาย -

คำว่า "จิตวิญญาณที่ดี" (Spiritual well being) เป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญของคน ในแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งจะมีเรื่องความสงบของจิตใจ (Peace of mind) ต่างกัน คำว่า Spiritual เอามิติทางสังคม วัฒนธรรม เข้ามารวมด้วย เพราะฉะนั้นจะเปลี่ยนไปจากเดิม ที่มองแต่ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ผสมกลมกลืนเข้าไปกับภูมิหลังของวัฒนธรรม (Cultural background) และเรื่องของมิติทางสังคมที่ลุ่มลึกขึ้น ทำให้คนมีทั้งภูมิปัญญา การพัฒนาตนเองในความเชื่อบริบท (Context) ทางวัฒนธรรมที่ต่างกันด้วย


ในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งกรมอนามัยจะจัดในวงใหญ่ขึ้น จะต้องมีสิ่งที่เป็นผลผลิต (Product) ที่ผู้คนจับต้องได้อธิบายได้ว่า เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร เท่าที่พูดมาจาก การประชุมทั้ง 2 ครั้ง เป็นการพูดโดยมีฐานจากประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งหลากหลายมาก พูดในเชิงนามธรรม (Abstract) ยังไม่ลงไปถึงการปฏิบัติ หลายคนมีความคาดหวัง ในกรมอนามัยมาก จึงเสนอว่า ควรเขียนแผนแม่บท (Master plan) ว่ามีมาตรการ ที่ต้องจัดการมีอะไรบ้าง กำหนดยุทธศาสตร์ขึ้นมา รวมทั้งมีกิจกรรมในเชิงระยะสั้น กลาง และยาวออกมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นตุ๊กตาให้ทางกลุ่มต่างฯ เช่น กลุ่มสิทธิสตรี กลุ่มแพทย์ลงความเห็นว่าดีไหม ขาดอะไรบ้าง ปฏิบัติได้ไหม ทุกกลุ่มควรมีจุดยืนของตัวเอง ถ้าเดินไปด้วยกันก็ขอให้เป็นขบวนเดียวกัน

รศ.ดร.อรทัย - ปัญหาวัยรุ่นที่มั่วสุ่มกันในสถานบริการ ทั้งๆ ที่มีกฎหมายบังคับ เรื่องอายุ และเวลาเปิดปิดสถานบริการ ดังนั้น ปัญหานี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะออกกฎข้อห้าม สำหรับวัยรุ่น กำหนดช่วงเวลาที่ห้ามออกนอกบ้านไปเลยว่ากี่ทุ่มไม่ควรออกนอกบ้าน เพื่อที่จะลดปัญหา ถ้าแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ได้ ก็ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ทราบว่า จะขัดกับสิทธิมนุษยชนด้วยหรือเปล่า


ดร.กิตติพงษ์ - ปัญหาของบ้านเราคือ มีกฎหมายดี แต่บังคับใช้ไม่ได้


ศ.น.พ.วิฑูรย์ -

งานวิจัยที่มาสนับสนุนทางด้านแท้งมีไม่มากนัก เพราะไปมองทางด้านสุขภาพกาย เสียส่วนใหญ่ ข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ไม่มีอะไรสนับสนุน แต่ผลงานวิจัย ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าปัญหาการทำแท้งไม่ปลอดภัยมีมากขึ้น


กฎหมายมาตรา 305 วงเล็บ 1 เรื่องสุขภาพ ถ้ามองสุขภาพตรงนี้แล้วขยายความ ให้กว้างขึ้น แล้วก็ให้แพทยสภาเป็นตัวกำหนดอันหนึ่ง แล้วมีสำนักงานอัยการสูงสุด เห็นพ้องเรื่องไม่ต้องเสี่ยงถึงขึ้นศาล สิ่งที่ทำมาในอดีตที่ทำกันแบลับๆ ก็จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน


แนวทางที่จะทำให้ชาวบ้านและประชาชนเข้าใจมีดังนี้

1. ทำให้คนที่ต้องการใช้บริการทุกคนเข้ามาใช้บริการได้ การที่ทำแบบปิดๆ เปิดๆ คนที่มีเส้นสายเท่านั้นเข้ามาได้ ชาวบ้านเข้าไม่ถึง ถ้าทำแบบเปิดเผยแบบนี้ไม่ต้องแก้กฎหมาย

2. ทำแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนขึ้น ทำให้แพทย์สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น แพทยสภาเป็นตัวตั้งว่าไปลงถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมทั้งหมด ทุกสังกัดของกระทรวง สาธารณสุขและนอกกระทรวงสาธารณสุข ถ้ากรมอนามัยแตะอยู่แค่นี้ ทบวงมหาวิทยาลัย จะไม่เกี่ยวข้องด้วย นี่คือข้อจำกัด ถ้าเปิดกว้างจะปกป้องแพทย์ได้ เมื่อถูกฟ้อง อย่างไรก็ตามถ้าให้สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นพ้องด้วยก็ไม่เสี่ยงต่อการถูกฟ้อง

ผมเสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่จะทำแท้ง เพื่อตั้งครรภ์ ขอรับทำแท้งเนื่องมนจากปัญหาสุขภาพ แล้วเสนอให้อัยการสูงสุดรับรอง ตรงนี้จะเอาไปอ้างได้ ตำรวจไม่กล้าจับ ขอเสนอแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้นั้นต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่สังกัดในหน่วยงานของรัฐ หากจะเปิดช่องให้เอกชน อาจเพิ่มว่าหน่วยงานของรัฐ หรือที่แพทยสภารับรอง

2.ให้หน่วยงานของรัฐนั้นจัดตั้งคณะกรรมการประเมินสุขภาพขึ้นมาก่อนที่จะทำแท้ง คณะกรรมการดังกล่าวมีจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาอยู่ด้วย เนื่องจากเราอ้างเรื่องสุขภาพทั้งกาย และจิต

3. มีแนวทางประเมินปัญหาสุขภาพทางกายมีอะไรบ้าง เช่น เป็นโรคอะไร ให้เป็นแนวทางให้คณะกรรมการประเมินอีกครั้งหนึ่ง

4. มีแนวทางประเมินปัญหาสุขภาพทางกายทางจิต รวมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

5. คำนึงถึงเรื่องของวิธีปฏิบัติด้วย เช่น อายุครรภ์เท่าไหร่ ถ้าเราทำตรงนี้ได้ การทำแท้งโดยวิธีปรับประจำเดือน (Menstruation Regulation-MR) ก็จะนำมาใช้ได้ เท่าที่ทราบ ว่าองค์กรระหว่างประเทศเคยเสนอให้เครื่องมือ MR ให้ไทย แต่พอทราบว่า ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ทำเขาเลยไม่ให้ ซึ่งถ้าได้จะช่วยลดปัญหาได้มาก

6. มีแนวทางช่วยเหลือผู้ตั้งครรภ์ที่ไม่ผ่านการประเมินของคณะกรรมการด้วย เช่น มีการติดต่อกรมประชาสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือต่อ

7. ให้บริการในอัตราที่เป็นธรรม หรือฟรีสำหรับผู้ด้อยโอกาส ถ้าทำตรงนี้ได้ ก็จะครบวงจรโดยไม่ต้องไปแก้กฎหมาย

ร.ศ.ดร.ทวีเกียรติ-

การกำหนดเวลาออกนอกบ้านของเด็กจะมีปัญหามากขึ้นเพราะเด็กจะอ้างว่า กลับบ้านไม่ได้ อาจจะกลับตอนเช้าเลย

ขณะนี้กฎหมาย 301-305 ยังมีอยู่ก็ทำอย่าง น.พ.วิฑูรย์ เสนอไว้ ขณะเดียวกันก็ทำอย่างอื่น เช่น มีกฎหมายสุขภาพ ควบคู่กันไปด้วย ซึ่งขณะนี้ผมทำอยู่คือแทรกไปในการสอน

1. แทรกไปในการสอนนักศึกษาเรื่องกฎหมายทำแท้ง ก็จะสอนการตีความ เรื่องสุขภาพออกไปให้กว้าง

2. เรื่องนิยามคำว่า สุขภาพ ที่เสนอให้ใส่ไปในพจนานุกรม ถ้าสามารถทำให้ ราชบัณฑิตรับรองคำนี้ได้ คงจะช่วยได้อีกทาง เพราะศาลก็ต้องเปิดดู

3. แพทยสภาต้องรับผิดชอบด้วย เราสามารถที่จะวางเกณฑ์เหล่านี้ได้ โดยเสนอให้ราชบัณฑิตบรรจุความหมายของคำว่าสุขภาพในพจนานุกรม

ดร.กิตติพงษ์ - ผมขอสรุปดังนี้

หัวข้ออภิปรายที่ตั้งไว้ว่า กฎหมายอาญา มาตรา 305 ควรแก้หรือไม่อย่างไร ผมคิดว่า ควรแก้หรือไม่นั้น ชัดเจนแล้วว่าควร เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมกับผู้หญิง เลือกปฏิบัติไม่ให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่ต้องการให้ช่วยเหลือมากที่สุด ไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ซึ่งสถิติที่ชัดเจนของกรมอนามัยได้นำเสนอผลการวิจัยครั้งนี้ ซึ่งชัดเจนที่สุดตั้งแต่เราเคยรณรงค์เรื่องนี้มา นอกจากนั้นประสิทธิภาพของการบังคับใช้ ก็มีปัญหาทำให้มีคนได้ประโยชน์จากนี้มากมาย แล้วก็มีผู้หญิงที่เสียประโยชน์มากมายเช่นกัน มันขัดขวางการพัฒนาระบบที่เราจะช่วยเรื่องการให้คำปรึกษาระบบรองรับ ขัดรัฐธรรมนูญ โดยสรุปแล้วเวรกรรมจึงตกแก่ผู้หญิง


จะแก้อย่างไร มีแนวคิดดังนี้

1. แก้มาตรา 305 เน้นการตีความของคำว่าสุขภาพ ที่จะเป็นกรอบปกป้อง จะทำอย่างไร แค่ไหน มีประโยชน์อย่างไร ในอดีต กระบวนการแก้กฎหมาย ไม่ค่อยได้เตรียมตัวเท่าไร เพราะไม่คาดคิดว่าจะเจอกระแสต่อต้าน ลักษณะการแก้ก็ทำโดย อยากแก้อย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น โดยไม่มีการบอกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สถิติ ปัญหาชัดเจน ทำให้กระบวนการต่อต้านเข้มแข็งมากขึ้น เพราะคำว่าแท้งเสรี ติดตลาด ทำให้การดำเนินงานต่ออยากขึ้น


- เรื่องสุขภาพเด็ก การแก้ไขต้องทำ เทคโนโลยีสมัยใหม่คงไม่มีปัญหา

- ถ้าผู้หญิงต้องการทำแท้งเนื่องจากเหตุผลทางเศรษฐกิจและสังคมจริงๆ แล้วจะเขียนใน มาตรา 305 อย่างไร ซึ่งคนละเรื่องกับสุขภาพ


2. ถ้ายังแก้ไม่ได้จะทำอย่างไร พูดกันมากเรื่องเกณฑ์ทางแพทย์ ซึ่งได้รับการรับรองเป็นเกณฑ์ของสำนักงานอัยการที่จะใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องด้วย ตรงนี้ก็ต้องทำควบคู่กันไป ซึ่งคงจะเป็นฉันทามติที่เราจะต้องเคลื่อนไหวต่อ


3.เพิ่มกฎหมายใหม่ทั้งฉบับโดยยกเลิกมาตรา 301-305 กลยุทธ์ในอนาคตคือ การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่ชัดเจนและรับรู้ด้วย ประเด็นที่ต้องขยายความให้ชัดเจนคือว่า ไม่ใช่เรื่องทำแท้งเสรี แต่เป็นการต่อสู้กฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติทางเลือกของผู้หญิง เป็นเรื่องความปลอดภัยของผู้หญิง ความเป็นธรรมพื้นฐานต้องเน้นให้มาก ต้องพยายามมองเป้าหมายจริงๆ ที่จะให้ ความช่วยเหลือคือคนยากจน คนที่มีปัญหา คนที่ไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือ เราไม่ได้ส่งเสริมการทำแท้ง แต่ต้องการลดการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย และกรณีที่จำเป็น ต้องทำแท้ง ต้องเป็นการทำแท้งที่ปลอดภัย จะครบวงจรนี้ได้ต้องมีระบบรองรับทางสังคมที่ดี ซึ่งบ่ายนี้จะพูดกันถึงเรื่องระบบรองรับให้ความช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา สุดท้ายคือสำคัญ คือต้องรณรงค์เรื่องกำหนดคำนิยามของสุขภาพในพจนานุกรม

พ.ญ.สุวรรณา - ขั้นตอนในการดำเนินงานต่อไปของกรมอนามัย คือ หาแนวทางในการป้องกัน ซึ่งจะทำโครงการต่อ อยากทราบว่าหน่วยงานอื่นจะมีแนวทาง การเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป เช่น กระบวนการแก้มาตรา 305 หรือการเพิ่มเติมข้อความเข้าไป ซึ่งควรจะกำหนดแนวทางเคลื่อนไหวต่อไปไว้ด้วย


ดร.กิตติพงษ์ - ก่อนที่จะเคลื่อนไหวทางกฎหมายต่อไป ต้องอาศัยข้อมูลงานวิจัย ที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุน ที่จริงมีข้อมูลทางสังคมและระบบรองรับมากพอที่จะเคลื่อนไหวได้ เพียงแต่ไม่มีใครหยิบยกทุกเรื่องมาปะติดปะต่อกัน เพื่อให้เป็นพลังที่เข้มแข็ง ผมดีใจที่กรมอนามัยหยิบเรื่องนี้มาพูดกันเป็นจริงเป็นจัง บ่ายนี้คงจะพูดกันถึงเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรกันต่อไป


(update 30 สิงหาคม 2001)

[ ที่มา...เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "ปัญหายุติการตั้งครรภ์"

6 สิงหาคม 2544 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร]

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 14:36:15


ความคิดเห็นที่ 33
ลองอ่านข่าวดูซีครับ สุดท้ายก็ปล่อยเขากลับ

มันเป็นยังไง ทำหนังสือถาม ผู้บัญชาการตำรวจไป 27 พย. อีก 13 วันถูกบุกจับ

..........................................................

ค้นคลีนิกมีชัย รับทำแท้ง


โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์


ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน พร้อมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข นำหมายศาลบุกค้น”คลีนิกชุมชนเวชกรรม” พบหญิงสาว 20 คนและอุปกรณ์ทำแท้งหลายรายการ ขณะที่”มีชัย วีระไวทยะ” เจ้าของคลีนิกโผล่มาพบ เปิดเวทีแถลงข่าว ยุติปัญหา ยอมรับมีการทำแท้งจริงแต่อยู่ภายใต้กรอบกฏหมาย

วันนี้ 8 ธ.ค. กองกำกับการสวัสดิการภาพเด็กและเยาวชน นำโดยพ.ต.อ.สุรัศมิ์ อุดมรัตน์ ผกก.สด. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จากกองประกอบโรคศิลป์ กระทรวงสาธารณสุข กว่า 50 นาย นำหมายศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ ค1255/46 เข้าตรวจค้นคลีนิกชื่อชุมชนเวชกรรม ตั้งอยู่เลขที่ 8 ภายในซ.สุขุมวิท 12 เขตคลองเตย แขวงคลองเตย กทม. เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายว่า คลีนิกแห่งนี้รับทำแท้งเถื่อน หลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจค้นอาคารหลังดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็น 2 คูหา 4 ชั้น พบว่าที่บริเวณชั้น 2 ภายในอาคารพบว่ามีการดัดแปลงจัดทำเป็นห้องเล็กๆมีประตู 2 ชั้น โดยบริเวณชั้น 2 รับทำหมันชายและชั้น 3 รับปรึกษาปัญหาครอบครัว


เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบถึงชั้นที่ 2 พบว่ามีประตูถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องพังประตูเข้าไป และพบว่าภายในห้องแบ่งเป็นห้องเล็กๆ จำนวน 4 ห้อง มีเก้าอี้ขาหยั่งห้องละ 2 ตัว มีเตียงสำหรับพักฟื้นอีก 15 เตียง นอกจากนี้ยังพบอุปกรณ์สำหรับทำแท้งอีกหลายรายการ เช่น น้ำยาทำความสะอาด ผ้าสีขาว เครื่องปั่นอาหาร และอ่างทำความสะอาด อีกทั้งยังพบเศษเนื้อภายในอ่าง และพบเลือดสดๆ หยดอยู่บนพื้นเล็กน้อยด้วย ขณะเดียวกันยังพบหญิงสาว อายุประมาณ 15-30 ปี ประมาณ 20 คน นั่งรออยู่ที่บริเวณชั้น 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวไว้เพื่อสอบปากคำ


ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจค้นอยู่นั้น นายมีชัย วีระไวทยะ วุฒิสมาชิก กทม.ในฐานะนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ซึ่งอยู่ภายในอาคารหลังดังกล่าว ได้เดินลงมาสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่และพูดคุยหารือกัน ก่อนจะเปิดแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวเป็นจำนวนมากว่า คลีนิกแห่งนี้อยู่ในความดูแลของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และดำเนินการมาแล้วถึง 29 ปี ที่ผ่านมายอมรับว่ามีการทำแท้งให้กับสตรีซึ่งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์จริง แต่อยู่ภายใต้กรอบข้อยกเว้นของประมวลกฏหมายอาญามาตรา 305 และจะรับทำแท้งให้สตรีที่มีปัญหาประมาณวันละ 20 รายเท่านั้น

นายมีชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่องนี้กันมา แต่ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน เพราะติดขัดในเรื่องศีลธรรม ซึ่งตนเคยได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมาเพื่อหาทางออกร่วมกันในข้อกฏหมาย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือตอบกลับมา


ขณะที่พ.ต.อ.สุรัศมิ์ กล่าวว่าขณะเข้าตรวจค้นในครั้งนี้ ไม่พบว่ามีการทำแท้งแม้ว่าจะพบหญิงสาวประมาณ 20 คนในคลีนิกแห่งนี้ แต่ไม่สามารถเอาผิดได้ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 305 เนื่องจากไม่มีผู้เสียหาย และไม่พบความผิดซึ่งหน้าและจากตรวจสอบใบประกอบโรคศิลป์ขอกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีแพทย์ที่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้อง หลังจากแถลงข่าวแล้วเสร็จเจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวหญิงสาวทั้งหมดและเดินทางกลับในทันที


ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 16:09:00


ความคิดเห็นที่ 34
คราวนี้ลองฟังทัศนะจากคุณหมอท่านหนึ่ง

............................................................

การทำแท้งในทัศนะของข้าพเจ้า


หลายปีที่ผ่านมา มีการทำแท้งอย่างผิดกฎหมายเกิดขึ้นมากมายในหลายโรงพยาบาลของรัฐ เหตุผลก็คือ คนไข้สตรีที่หมอได้ทำหมันให้แล้ว ต่อมาเกิดการตั้งครรภ์

อันไม่พึงประสงค์ หลายคนอาจแย้งว่า คุณหมอสามารถปฏิเสธได้ แต่จริงๆ หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทำไมหรือ ? ตัวอย่างข้างล่างนี้ จะช่วยอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น

คนไข้สตรีรายหนึ่งได้ร้องขอให้หมอทำหมันหลังคลอดพร้อมเซ็นชื่อยินยอม เพราะเคยมีบุตรมาแล้ว 2 คน เผอิญ…ตอนที่ผ่าตัดคลอด คุณหมอตัดสินใจยกเลิกการทำหมันอย่างฉุกเฉิน เนื่องจากบุตรของคนไข้อยู่ในสภาพอ่อนแอเกินไปจนอาจเสียชีวิตได้ แต่หมอไม่ได้แจ้งให้คนไข้ทราบ 4 ปีต่อมา คนไข้คนนั้นเกิดตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์ และมารู้ตัวตอนท้องได้ 16 สัปดาห์ คนไข้โวยวายและโกรธคุณหมอว่า ไม่เคยบอกให้เธอทราบเลยในเรื่องที่ยกเลิกการทำหมันครั้งนั้น ไม่ว่าคุณหมอจะพูดอย่างไร คนไข้ก็ไม่ยอม เพราะปัจจุบันเธอได้เลิกกับสามีไปแล้ว จึงไม่อยากเก็บเด็กไว้ หากคุณหมอไม่ยอมดำเนินการทำแท้งให้ คนไข้ก็จะเอาเรื่องจนถึงที่สุด โดยการฟ้องผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือลงข่าวหนังสือพิมพ์ถึงความสะเพร่าของแพทย์ที่นั่น ถ้าท่านเป็นหัวหน้าแผนกสูติ-นรีเวชกรรม ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะอนุญาตให้ทำแท้ง หรือปล่อยให้เรื่องราวกลายเป็นข่าวบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์

แน่นอน ข้าพเจ้าเชื่อว่า เพื่อตัดปัญหา ท่านคงตัดสินใจให้แพทย์ผู้ที่ยกเลิกการทำหมันและลืมแจ้งให้คนไข้ทราบ เป็นคนทำแท้งให้ ท่านทราบไหมว่า การทำแท้งด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ไม่มีกฎหมายใดๆ รองรับเลย การทำแท้งเช่นนี้ถือเป็นการทำแท้งที่ผิดกฎหมาย แม้จะกระทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและปลอดภัยสำหรับคนไข้ก็ตาม

การทำแท้งนั้น คนไทยมักถือว่า เป็นการทำบาป มุมมองนี้มีรากฐานมาจากความเชื่อทางพุทธศาสนา ตามแบบวัฒนธรรมไทย ซึ่งส่งผลให้การทำแท้งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหากไม่ได้ทำเพราะ 2 กรณีดังต่อไปนี้ หญิงผู้นั้นถูกข่มขืนหรือมีสุขภาพที่อาจเป็นอันตราย เพราะการตั้งครรภ์

ในความคิดของข้าพเจ้า " คน คือ สิ่งที่มีคุณค่า แต่…จะต้องเกิดมา โดยมีพ่อแม่หรือคนคอยดูแล เอาใจใส่ ปกป้อง ยามที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รวมทั้งได้รับความรักและการศึกษาตามสมควร " หากเป็นเด็กทุกคนเกิดมาเป็นเช่นนั้น ก็ไม่น่าจะมีการทำแท้ง แต่…ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เด็กที่เกิดมาจำนวนมากมายถูกทอดทิ้งให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า เหมือนเศษสิ่งของตามกองขยะ เขาไม่เคยได้รับรู้ถึงความรักที่แท้จริงจากหัวอกพ่อแม่

การทำแท้งจำนวนมากไม่ใช่มาจากเหตุผล ถูกข่มขืน หรือ สุขภาพแม่ไม่ดี สาเหตุของการทำแท้งส่วนใหญ่ มาจากเหตุผลหลัก คือ เป็นลูกที่ไม่ต้องการ (Unwanted Child) จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนาจำนวนมากมาย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคู่สมรสที่มีบุตรแล้วในช่วงเวลาที่ไม่พร้อม เช่น เพิ่งคลอดบุตรไม่ถึง 1 ปี หรือ อายุของสตรีผู้ตั้งครรภ์มากเกินไป สำหรับในวัยรุ่นปัจจุบัน พบปัญหานี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามสภาพที่ถือว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมดา ตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการทำแท้ง

การทำแท้งโดยถูกกฎหมาย (การทำแท้งเสรี) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะผู้มีอำนาจออกกฎหมายใช้ข้ออ้างในการคัดค้าน คือ จะทำให้คนสำส่อนทางเพศและปล่อยปละละเลยจนเกิดการตั้งครรภ์มากขึ้น ถึงแม้จะห้ามการทำแท้งเสรี ก็ไม่ได้หมายความว่า คนสมัยนี้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างเป็นอิสระ เพราะการมีเพศสัมพันธ์อย่างอิสระนั้น เป็นผลมาจากการเปิดรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาอย่างมากมายโดยไม่กลั่นกรอง วัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์จากสื่อต่างๆ อย่างง่ายดายก่อนการสอนของคุณครู ทุกคนต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถปิดกั้นวัฒนธรรมตะวันตกได้ แล้วทำไม เราจึงต้องปิดกั้นการทำแท้ง (เสรี) อย่างถูกกฎหมายด้วย ซึ่งก่อให้เกิดการทำแท้งเถื่อนและการตายจากการทำแท้งอย่างมากมายเหลือเกิน

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเข้ามาที่แผนกสูติ เพื่อขอทดสอบการตั้งครรภ์โดยการตรวจจากเลือด ผลปรากฏว่า " ค่า serum ? hCG=46 หน่วย " (ค่าที่เกิน 25 หน่วย หมายถึง การตั้งครรภ์)

ข้าพเจ้าบอกกับสามีภรรยาคู่นี้ว่า " จากผลการทดสอบ คุณผู้หญิงท้องนะครับ "

สังเกตว่า ทั้งสองไม่มีทีท่าว่า จะดีใจเหมือนกับคู่สมรสทั่วๆ ไป นอกจากนั้นยังมีสีหน้าไม่สบายใจอีกด้วย พร้อมกับพูดเบาๆ ว่า "ท้องได้ยังไง เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ก็ทดสอบปัสสาวะครั้งหนึ่งแล้ว ผลปรากฏว่า ไม่ท้อง ทำไมผ่านมาแค่อาทิตย์เดียว จึงกลายเป็นท้องไปได้"

ข้าพเจ้าถามถึงวันแรกของประจำเดือนหรือระดูครั้งสุดท้ายของฝ่ายหญิง เมื่อทราบแล้วจึงค่อยๆ อธิบายให้ทั้งสองฟังว่า " เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ยังไม่ถือว่าคุณขาดประจำเดือนนะ หากนับเป็นจำนวนวันจากวันแรกของระดูครั้งสุดท้าย ก็ได้เท่ากับ 26 วันเอง ซึ่งการทดสอบตั้งครรภ์ใดๆ ก็บอกไม่ได้ว่า ท้องหรือไม่ "

ข้าพเจ้าถามย้ำกับฝ่ายหญิงว่า " ตกลง นับมาจนถึงวันนี้ จะคิดเป็นจำนวนได้กี่วัน จากวันแรกของระดูครั้งสุดท้าย " คนไข้สตรีปรึกษากับสามี แล้วหันมาบกว่า "31 วันแน่นอน"

" การตั้งครรภ์ที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างกรณีของคุณ ค่า serum b hCG ก็คงมีค่าอยู่ประมาณนี้แหละ ถูกต้องแล้ว" ข้าพเจ้าเริ่มอธิบาย " ในกรณีที่รอบเดือนปกติและมาสม่ำเสมอ คือ ประมาณ 28-30 วัน การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นช่วงกลางรอบเดือน เมื่อครบกำหนดรอบเดือนมา หากตั้งครรภ์ ผลเลือด serum ? hCG จะมีค่าตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 25-100 หน่วย ซึ่งหากทดสอบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะ อาจให้ผลลบ สำหรับกรณีของคุณ ระดูเกินมา 2-3 วัน ได้ผล serum b hCG เท่ากับ 46 ก็ถือว่า เพิ่งตั้งครรภ์ "

" อย่างนี้ถือว่า เป็นตัวแล้วหรือยัง " คนไข้สตรีถาม


" การตั้งครรภ์ขณะนี้ ถ้านับทางการแพทย์ จะเท่ากับ 4 สัปดาห์เศษ เพราะนับจากวันแรกของระดูครั้งสุดท้าย ซึ่งหากตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ ก็คงมองไม่เห็นอะไร มดลูกยังคงปกติเหมือนเดิม เยื่อบุโพรงมดลูกจะหนาขึ้นมาหน่อย " ข้าพเจ้าอธิบายอย่างคร่าวๆ ให้ฟัง

" คือ ดิฉันรับประทานยาแก้หูอักเสบอย่างแรงมาหลายวันแล้ว หมอบอกว่า ยาตัวนั้นอันตรายต่อทารกในครรภ์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ดิฉันได้ทดสอบการตั้งครรภ์ดู ซึ่งพอให้ผลลบ ดิฉันจึงรับประทานยา ตอนนี้ ดิฉันไม่สบายใจมาก และไม่อยากเก็บเอาเด็กไว้ " คนไข้สตรีบอกถึงสาเหตุที่ไม่สบายใจและความต้องการที่จะทำแท้ง

" นอกจากนี้ ลูกของเราเพิ่งอายุได้ 9 เดือน เรายังไม่พร้อมจริงๆ หมอมีคำแนะนำเรื่องการทำแท้งไหม " สามีของคนไข้บอกถึงความแน่วแน่ที่จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง

" ในต่างประเทศ มียา ชื่อ RU486 ใช้รับประทานเพื่อการทำแท้งในอายุครรภ์ที่ไม่เกิน 6 สัปดาห์ แต่ถ้าอายุครรภ์เกินกว่านี้ ยาอาจไม่มีผล" ข้าพเจ้าอธิบายเรื่องการทำแท้งโดยการใช้ยา แต่น่าเสียดาย ที่ยาตัวนี้เป็นยาผิดกฎหมายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ชี้ทางออกให้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้

" สำหรับคุณ ยากินเพื่อขับประจำเดือนในบ้านเรา ไม่มีประโยชน์และอาจเป็นผลเสียด้วย ส่วนยา RU486 นั้นมีขายทั่วไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเราบางประเทศ ถ้าคุณมีเพื่อนเดินทางไปประเทศเหล่านั้น ก็ฝากเขาซื้อมาซิ สำหรับบ้านเรา คงต้องทำแท้งโดยการดูดหรือขูดมดลูก อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวนี้เรามียาตัวหนึ่ง ใช้เหน็บช่องคลอด สามารถทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงได้ ยาเหน็บชนิดนี้มีวัยรุ่นจำนวนหนึ่งเอามาใช้ทำแท้งเอง ซึ่งได้ผลดีทีเดียว แต่จริงๆ ควรใช้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะอันตรายจากยามีมาก " ข้าพเจ้าบอกชื่อยาเหน็บชนิดนี้ให้กับเธอไป เพราะสงสารเธอและเห็นว่า เพิ่งจะเริ่มตั้งครรภ์ใหม่ๆ

ตอนเย็นวันเดียวกันนั้น ขณะที่ออกตรวจ ณ โรงพยาบาลเอกชน ก็ต้องแปลกใจที่มีคุณพ่อคนหนึ่งและลูกสาว (ลูกสาวอายุเพียง 12 ขวบ) มาปรึกษาด้วยว่า ต้องการหาทางออกให้กับลูกสาวที่ตั้งครรภ์จากการมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ข้าพเจ้าตรวจดูด้วยอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องของเด็กผู้หญิงผู้นั้น พบว่าทารกในครรภ์มีขนาดเทียบเท่าอายุครรภ์ 5 เดือนเศษ

" คุณหมอครับ หากเราต้องการจะทำแท้ง จะมีปัญหาไหม " คุณพ่อของเด็กสาวถาม


" การทำแท้งในอายุครรภ์ที่มากอย่างนี้ค่อนข้างอันตราย คงต้องดำเนินการโดยสูติแพทย์ สำหรับเรื่องนี้ ผมเข้าใจและเห็นใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้น เด็กยังอายุน้อยและกำลังเรียนอยู่ " ข้าพเจ้ากล่าวแสดงความเสียใจกับคุณพ่อคุณแม่ของเด็กสาว พลางพูดแนะนำโรงพยาบาลบางแห่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหานี้ให้ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่มาก

พอพบกับเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้นึกย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้ทำแท้งให้กับคนไข้รายหนึ่งซึ่งตั้งครรภ์ถึง 30 สัปดาห์ มูลเหตุที่ต้องทำ เพราะคนไข้ได้ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนจนอายุครรภ์ล่วงเลยมาอยู่ในไตรมาสที่ 3 และเพิ่งได้ทำอัลตราซาวนด์ แล้วพบว่า ทารกไม่มีกะโหลกศีรษะ เธอได้ขอย้ายมาที่โรงพยาบาลตำรวจ ข้าพเจ้าเห็นใจจึงช่วยเหลือเพื่อให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง

การทำแท้งในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์นั้นอันตรายมาก แต่เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ซึ่งอาจไม่สำเร็จในครั้งแรกของการดำเนินการ

ข้าพเจ้าใช้การเหน็บยาดังกล่าวข้างต้นและเร่งคลอด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ ทารกพิการก็แท้งออกมา โดยมีน้ำหนักแรกคลอด 1,300 กรัม และรกหนัก 420 กรัม

ในระหว่างที่ดำเนินการ ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจค่อนข้างมาก จึงได้โทนศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนฝูงสหายธรรมะ เธอแนะนำให้สวดมนต์แผ่เมตตา ซึ่งทำให้ใจเราสบายและไม่นึกถึงเรื่องราวนี้อีกจนกระทั่งมาพบกับเด็กสาวที่ตั้งครรภ์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ซึ่งคุณพ่อพามา

การทำแท้งเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว ในสังคมบ้านเรายุคปัจจุบัน ไม่ว่ามันจะผิดด้วยกฎหมายหรือเปล่า ถึงแม้จะต้องเสี่ยงด้วยชีวิต สตรีหรือเด็กสาวที่เป็นเหยื่อแห่งราคะ ก็ไม่ลังเลใจที่จะกระโจนเข้าไปทำแท้ง

ยังจำได้เมื่อครั้งยังศึกษาเพื่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลศิริราช ข้าพเจ้าพยายามช่วยชีวิตสตรี 2 นางที่ติดเชื้อทั่วร่างกายจากการทำแท้งเถื่อน สตรีนางหนึ่งเสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด อีกนางหนึ่งเสียชีวิตที่ห้อง ไอ.ซี.ยู. ภายในช่องท้องของทั้งสองมีสภาพเหมือนกัน คือ มีหนองสีเขียวในมดลูก รังไข่และอุ้งเชิงกราน ผลจากการเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าเป็น เชื้อสูโดโมแนส (Pseudomonas)

ใคร !…จะรับผิดชอบกับการตายของเธอทั้งสอง ? คำตอบคือ ไม่มี

แต่หากสตรีทั้งสองคนได้รับการทำแท้งอย่างถูกหลักวิธีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญป่านนี้ ทั้งสองยังคงมีชีวิตที่เป็นสุขอยู่บนโลกใบนี้

การทำแท้ง แน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ก็เป็นทางออกหนึ่งของผู้หญิงที่ยังไม่พร้อมจะมีลูก ส่วนจะด้วยเหตุผลใด ทำไมต้องไปซักไซร้ไล่เลียงด้วย บางที ต่อไปในภายภาคหน้า ครอบครัวของท่านเองอาจประสบปัญหาที่จำต้องตัดสินใจทำแท้งด้วยข้อบ่งชี้ที่ไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายก็เป็นได้

หากเลือกเกิดได้ ข้าพเจ้ายังคงเลือกที่เป็นเช่นที่ผ่านมา เพราะตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจวบจนมีครอบครัว ข้าพเจ้ามีความสุขพอสมควรตามอัตภาพ หากเกิดมามีแต่ทุกข์ ถูกทอดทิ้งและขาดความรัก ความอบอุ่น ข้าพเจ้าขอเลือกที่จะถูกทำลายชีวิตขณะอยู่ในครรภ์ซะดีกว่า ข้าพเจ้าคิดว่า การทำแท้งควรที่จะทำให้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายได้แล้ว เพื่อให้ทุกชีวิตที่เกิดมา เกิดมาอย่างมีคุณค่าสมกับความเป็นคน…

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 16:28:30


ความคิดเห็นที่ 35
ผมนำความเห็นมาประกอบให้อ่านกัน แต่อยากฟังในที่นี้มากที่สุดก็เป็นความเห็นของ คุณหมอวิโจน์ครับ อิ อิ ท่านมีทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างไร


ไม่ว่าท่านจะเป็นสูตินรีแพทย์หรือไม่ แต่ความเห็นของท่านสำหรับเรื่องแบบนี้มีค่า....ขอฟังหน่อยครับคุณหมอวิโรจน์


อ้าว....ขอเสียงสนับสนุนหน่อย ใครอยากฟังคุณหมอวิโรจน์ยกมือขึ้น.....

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 16:41:25


ความคิดเห็นที่ 36
คนอยากมีกลับไม่มี คนไม่อยากมีดันมี หมายถึงเด็กนะครับคนรวยๆๆอยากมีก้อุตสาห์ไปทำกีฟทำก๊าป คนจนไม่อยากมีดันมีเป็นโหล


-O^O- (203.148.191.109)
9 ธ.ค. 2546 16:46:06


ความคิดเห็นที่ 37
ฮา ฮา คุณแว่นใช่มั๊ยครับ มีเงินเสียเป็นแสน แต่ดั๊นตั้งท้อง 17-18 เดือน ฮา ฮา


แถมเชื่อหมอ ไม่ยอมไปอัลตร้าซาวด์


คนมีเงินแต่ขาดปัญญาก็มีเนาะ

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 17:09:48


ความคิดเห็นที่ 38
ทุกครั้งที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมา ยาขับประจำเดือนก็เป็นทางออก และหมอเองก็แนะนำ


แม้ยาตัวนี้ห้ามนำเข้า แต่ก็มีลักลอบนำมาใช้

ความห่วงใยจากผู้รับผิดชอบยิ่งหนักหนาเข้าไปอีก เพราะเป็นยาอันตราย RU486 !!


บนสามัญสำนึกจากการได้สัมผัสและสัมภาษณ์ผู้ที่ตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ ผมไม่แปลกใจหรอกครับ ที่สถานพยาบาลเอกชนจะรองรับผู้ป่วยจากการแนะนำจาก คลีนิคดาวพระศุกร์


โดยแพทย์จากโรงพยาบาลของรัฐ


ปัญหาคือ ยังไม่มีการนำคดีแบบนี้ขึ้นพิจารณาถึงศาลฎีกา ว่าคำจำกัดความ "สุขภาพ" ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 305 เพื่อเป็นบรรทัดฐาน


การทำแท้งตามสถานพยาบาลเอกชน จึงดูเหมือนลักลอบทำกลายๆ แม้จะทำโดยแพทย์เองก็เถอะ


หมอที่ทำงานด้านทำแท้งจึงมีสภาพจิตไม่ต่าง หมอนวด ต่างใจหายใจคว่ำกับการเข้าตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่


ผมไม่คิดว่าหมอที่ทำงานด้านนี้จะสบายใจครับ

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 17:26:57


ความคิดเห็นที่ 39
ตามข่าวมาให้อ่าน...เผื่อใครจะเก็บไว้ในห้องสมุดครับ

.........................................................

แพทยสภา สอบคลินิกทำแท้ง "มีชัย" หากพบทำแท้งเสรีถูกดำเนินคดีแน่


โดย ทีมข่าวอาชญากรรม ผู้จัดการออนไลน์


แพทยสภาเผยทำแท้งได้ หากมีข้อบ่งชี้ตามมาตรา 305 กรณีคลินิกทำแท้ง “ส.ว.มีชัย” ต้องสอบว่ามีการคัดกรองหญิงทำแท้งตามมาตรา 305 จริงหรือไม่ หากพบเปิดทำแท้งเสรีต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย เตรียมจัดการคลินิกทำกิฟท์เถื่อน เบื้องต้นสอบพบ “นพ.นราทร” เป็นแพทย์ด้านจุลชีวะ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทำกิฟท์ ศาลให้ประกันตัว โดยมีหลักทรัพย์ เป็นเงินสด 50,000 บาท


นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น คลินิกวางแผนครอบครัวของสมาคมพัฒนาประชากร ซึ่งนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมฯ และสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครว่า กฎหมายได้เปิดช่องไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 305 สามารถทำแท้งได้ เพื่อสุขภาพของมารดา หรือผู้หญิงถูกข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งมีปัญหาการตีความกฎหมายเรื่องทำแท้งได้ เพื่อสุขภาพของมารดา จะดูเฉพาะสุขภาพกายอย่างเดียว หรือดูสุขภาพจิตด้วย เนื่องจากกฎหมายของประเทศไทยเขียนไว้กว้างไป ทำให้สับสนว่า เพื่อสุขภาพอะไร ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดรวมถึงสุขภาพกาย จิตใจ และสังคม


ในกรณีของคลินิกดังกล่าว ต้องตรวจสอบดูว่า มีการคัดกรองหรือเปล่า ถ้าคลินิกฯ เปิดให้คนเดินเข้ามาแล้วทำแท้งได้เลย ตรงนี้ถือว่ามีความผิดแน่นอน แต่ถ้ามีการคัดกรอง และเช็ครายละเอียดว่าคนนี้มีปัญหาด้านสุขภาพตามกฎหมายอาญา 305 ตรงนี้ไม่ผิดกฎหมาย


นายกแพทยสภา กล่าวว่า ในส่วนแพทยสภาจะต้องดำเนินการสอบสวน เพราะการทำแท้ง เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งจะต้องเข้าไปดูว่ามีข้อบ่งชี้ชัดเจนหรือไม่ ถ้ามีชัดเจนตามกฎหมาย ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ แต่ถ้าทำโดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนตามการแพทย์จะเข้าขั้นทำแท้งเสรี ถือเป็นความผิด ซึ่งจะส่งเรื่องเข้ากรรมการจริยธรรมตรวจสอบดูว่า คดีนี้มีมูลหรือไม่ ถ้ามีมูล จึงส่งเรื่องให้กรรมการ ดำเนินการสอบสวน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 3-4 เดือน


“กระแสเรียกร้องการทำแท้งเสรีนั้น ผมคิดว่าเป็นได้ยาก เพราะสังคมไทยค่อนข้างอ่อนไหว แต่ถ้ามีการแก้ไขกฎหมาย คิดว่าน่าจะเป็นไปได้บ้าง ซึ่งทางแพทยสภามีความพยายามจะแก้ไขกฎหมาย หลายครั้งแล้ว เพราะเห็นใจผู้หญิงกรณีมีความจำเป็นจริง ๆ บางคนมีลูก 4-5 คน แต่ฐานะไม่ดี เกิดพลาดแล้วท้องขึ้นมา มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นแบบนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะแอบไปทำตามคลินิกเถื่อน หรือบางครั้ง ก็ทำเองโดยใช้สบู่หรือไม้แทงช่องคลอด แล้วตกเลือดเสียชีวิต ซึ่งอันตรายมาก แต่ในส่วนของแพทย์ไม่อยากทำ เพราะทำไปอาจโดนฟ้องได้ ปัจจุบันต่างประเทศกฎหมายเปิดช่องให้ทำแท้งเสรี เช่น ญี่ปุ่น” นพ.สมศักดิ์ กล่าว


ด้านนายเสถียร แจ้งศิริเจริญ เจ้าหน้าที่ทะเบียนวิชาชีพ 8 กองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยกรณีตำรวจจู่โจมค้นคลินิกรับปรึกษาปัญหาครอบครัว ซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากร โดยนายมีชัย ยืนยันทำถูกต้องตามกฎหมายว่า สธ.ไปเพราะตำรวจประสานขอความร่วมมือ ไม่ได้ไปเพราะมีผู้มาร้องเรียนกับ สธ.โดยตรง ซึ่งทางตำรวจก็ไม่ได้ส่งสายสืบไปร่วมก่อน แต่ไปในลักษณะการจู่โจม ซึ่งไม่มีพยานบุคคลที่จะมาชี้การกระทำผิด มีเพียงผู้หญิงมารอทำแท้ง ทำให้ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะกฎหมายระบุว่าต้องทำให้สำเร็จ จึงจะเข้าข่ายกระทำความผิด


“สิ่งที่ สธ. ทำได้คือ ตรวจดูใบอนุญาต ตรวจสอบว่ามีแพทย์ประจำการหรือไม่ มีใบประกอบวิชาชีพหรือเปล่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าถูกต้องทั้งหมด ทั้งสถานที่ ส่วนเรื่องจรรยาบรรณ สธ. จะประสานไปยังแพทยสภาเพื่อดำเนินการต่อไป” นายเสถียร กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการวิจัยของ นพ.สังวรณ์ สมบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องวัยรุ่นกับความต้องการในการดูแลสุขภาพทางเพศ โดยศึกษาในกลุ่มวัยรุ่นชายหญิงอายุ 14-20 ปี กำลังศึกษาในระดับศึกษามัธยมตอนปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทางเพศแล้ว พบว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่เข้าใจผิดในเรื่องการคุมกำเนิด เช่น การให้ฝ่ายชายหลั่งข้างนอก การนับวันปลอดภัย จึงทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยการทำแท้ง มีส่วนน้อยที่รักษาไว้


และที่น่าสนใจพบว่าการทำแท้งของวัยรุ่นกว่าครึ่งหนึ่ง แก้ปัญหาโดยการซื้อยามาสอดช่องคลอด โดยเรียนรู้มาจากเพื่อน ร่วมกับใช้วิธีอื่น ๆ เช่น บีบหน้าท้อง ดื่มเหล้า และกินยาขับเลือดประเภทสมุนไพร บางรายตกเลือดมากต้องนำส่งโรงพยาบาล บางรายก็เสียชีวิต


สำหรับแหล่งให้บริการทำแท้งที่วัยรุ่นต้องการ จะต้องมีลักษณะเป็นคลินิก มีที่ตั้งแน่นอน สามารถเข้าใช้บริการได้ตลอดเวลา ไม่ควรทำเป็นรูปแบบสำนักงานหรือโรงพยาบาลมากเกินไป มีการบริการวางแผนครอบครัว เช่น ถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด บริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เปิดให้บริการทุกวัน และต้องได้รับคำปรึกษาจากบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่อบอุ่นใจ ไม่มีอคติ มีความรู้ ด้านการให้คำปรึกษาปัญหาทุก ๆ เรื่อง

ตาเด็กใหม่ (203.156.65.240)
9 ธ.ค. 2546 22:41:15



 

 

 



www.geocities.com/lungcan2000










   

Hosted by www.Geocities.ws
GridHoster Web Hosting
1