|
เรื่อง:ผีปอบ |
|
"ผีปอบ" มีต้นกำเนิดมาจากผู้ที่มีวิชา ไสยศาสตร์ มนต์ดำจนแก่กล้า สามารถใช้อำนาจอันเข้มขลังจากเวทมนตร์คาถาไปกระทำร้ายหรือทำลาย ชีวิตผู้อื่นได้ เช่น ทำ เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอยเสกหนังควาย เสกตะปูเข้าท้อง หรือใช้มนตราบังคับวิญญาณ ภูตผีไปเข้าสิง วิชาไสย ศาสตร์เหล่านี้มีข้อห้าม ข้อปฏิบัติกำกับอยู่ด้วย ผู้ที่มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์ซึ่งพระ พุทธเจ้าทรงระบุว่า เป็นเดียรฉาน วิชา จะต้องระวังไม่ให้ละเมิด ข้อห้าม ข้อปฏิบัติโดยเด็ดขาด หากกระทำผิด ข้อห้าม ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า "คะลำ" ก็จะเกิดโทษหนักในข้อ "ผิดครู" วิญญาณบรมครู จะลงโทษ ให้กลายเป็น ปอบ หรืออีกประการหนึ่งของผู้ที่ กลายเป็นปอบก็คือ เล่น คาถาอาคมอย่างคลั่งไคล้ และใช้ความขลังแห่งวิชา มนต์ดำไปทำลาย ทำร้ายผู้อื่นอย่างไม่กลัวบาปกลัวกรรมกระทำชั่วเป็นอาจิณกรรม กระทั่งถูกอาถรรพณ์ของไสยเวทย์ย้อนกลับมาเข้าตัวเองกลาย เป็น ปอบไปในที่สุด "ผีปอบ" ยังแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น "ปอบ ธรรมดา"
หมายถึงคนที่มีปอบสิงอยู่ในร่าง (คือตนเองเป็นปอบ ) เมื่อคนประเภทนี้ตายไป
ปอบที่สิงสู่อยู'ก็จะ ตายตามไปด้วย ปอบกักกึก (กึก ภาษาอีสานแปลว่า "ใบ้") หมายถึงปอบที่ไม่ยอมพูดอะไรเวลามีคน
ถาม จนกว่าญาติพี่น้องจะไปตามหมอผีมาขับไล่ จึงจะยอมเปิดปากพูดว่าตนเป็นปอบของใครมีใครใช้ให้มา
เข้าสิง ผู้ที่ถูกผีปอบเข้าสิงหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า "ปอบเข้า"
จะมีอาการแตกต่างกันไป บางคนแสดงกิริยาอาการ ดุร้ายบางคนจะนอนซมซึมคล้ายกับป่วยไข้อย่างหนัก
บางคนจะร่ำไห้รำพันไปต่างๆ นานา แต่ไม่ว่าจะมีทีท่า อาการอย่างไร ผู้ที่ถูกปอบเข้าสิงจะเรียกร้องให้นำอาหารสุกๆ
ดิบๆ พวกหมูตับไก่ต้มมากินเหมือนๆกับเวลากินก็แสดงความตะกละมูมมามและกินได้จุผิดปกติเมื่อญาติพี่น้องรู้ว่าคนป่วยถูกปอบเข้าสิง
เขาก็จะไปตามหมอ ผีให้มาไล่ปอบ การไล่ปอบให้ออกจากร่างมีหลายวิธีตามแนวทางที่หมอผีได้ร่ำเรียนมา
บางคนจะเอาพริกแห้ง มาเผา ให้ควันรม คนป่วยจนสำลักควันน้ำตาไหลพาก อีกวิธีหนึ่งที่ หมอผีทั่วไปนิยมใช้ไล่ผี คือใช้หวายเฆี่ยนไล่ปอบซึ่งก็เท่ากับเฆี่ยนคนป่วยนั่นแหละหากปอบกล้าแข็งหมอผีจะ
เฆี่ยนหนักๆ กระทั่งเนื้อตัวคนที่ถูกปอบเข้าสิงเขียวช้ำด้วยรอยหวาย เมื่อปอบยอมแพ้ออกจากร่างไปร้อยหวายก็
จะจางหายไปทันที แต่วิธีไล่ผีปอบแบบนี้เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวมาแล้ว เนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้ถูกปอบเข้าสิง
หากป่วยเป็นโรคประสาท ญาติคิดว่าปอบเข้าจึงไปตามหมอผีมาไล่ หมอผีจัดการเฆี่ยนคนป่วยด้วยหวายได้รับบาดเจ็บบอบช้ำจนหลายครั้งหลายหน
โดยคิดว่าปอบฮึดสู้ไม่ยอมแพ้ในที่สุดคนป่วยก็เสียชีวิตร้อนถึงตำรวจต้องมาจัดการกับหมอผีและญาติตามกฎหมายและหมอผีคงคิดคุก
ติดตะรางไปตามระเบียบ อีกวิธีหนึ่งหมอผีจะนำสัตว์น่าเกลียดน่ากลัวบางชนิดมาข่มขู่ให้ปอบกลัวเช่น
คางคก ตุ๊กแก งู ในกรณีนี้ คนที่ ถูกปอบเข้าสิงมักจะเป็นผู้หญิงหรือตัวปอบเป็นหญิง
แม้จะเป็นผีปอบ (เธอ) ก็ยังขยาดแขยงสัตว์ประเภทนี้ และ มักจะยอมออกจากร่างที่เข้าสิงง่าย
ๆ สำหรับหมอผีรุ่นครูจะจู่โจมเข้ามัดข้อมือ ข้อเท้าและรอบคอ ด้วยด้ายสายสิญจน์เพื่อไม่ให้ปอบหนีออกจาก
ร่าง จากนั้นก็จะใช้ไพลเสกจี้ลงไปที่ก้อนกลมๆใต้ผิวหนัง เรียกว่าก้อนกลมนี้หนีไปที่ใดก็จะตามจี้ไม่ยอมปล่อย
เวลาที่ถูกไพลเสกจี้ ทางอีสานเรียกว่า แทง ปอยจะเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส
(คนที่ถูกปอบสิงจะร้องโอด ครวญดังลั่น) หมอผีจะขู่บังคับให้บอกว่าเป็นใคร
ซึ่งปอบมักจะยอมสารภาพโดยดี หลังจากทรมานปอบให้หวาด กลัวเข็ดหลาบแล้ว หมอผีจึงจะแก้มัดด้วยด้ายสายสิญจน์
ปล่อยให้ปอบออกไป หมอผีบางรายมีวิธีไล่ปอบชนิดดุเดือด ให้คนเป็นปอบอับอายขายหน้าเป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไป
โดยหมอผีจะไปหาหม้อดินของแม่ม่ายที่มีเขม่าควันไฟจับหนามา แล้วเอาหม้อดินครอบศีรษะคนถูกปอบสิง
ใช้มีดโกนขูดเขม่าควันไฟ คล้ายกับโกนผมให้หมดไปครึ่งศีรษะ จากนั้นปล่อยให้ปอบออกจากร่าง
วิธีการ ไล่ปอบแบบนี้จะทำให้ผู้เป็นปอบหรือเลี้ยงปอบไว้ต้องหลบซ่อนอยู่แต่ในห้อง
หรือเวลาออกนอกห้องไปไหน มาไหนต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะตลอดเวลา เนื่องจากเส้นผมแหว่งหายไปครึ่งศีรษะ
เรื่องของปอบนี้จะลงความเห็นว่าเกิดจากความ ความเชื่อ หรือความงมงายไร้สาระเอาเสียเลยก็
คงไม่ได้ เพราะเรื่องราวประหลาดๆเกี่ยวกับผีปอบยังเคยปรากฏกับพระอริยสงฆ์เช่น
หลวงปู่ดู่พรหม ปัญโญ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาแล้ว คืนนั้น
หลวงปู่ดู่เกิดฝันประหลาด ฝันว่าท่านออกไปหากินคล้ายๆ กับเป็นปอบ
และไปกินควายชาวบ้าน ซึ่งอยู่ในตำบลใกล้เคียง เช้าวันรุ่งขึ้นท่านก้ยังไม่ฉุกคิดอะไร
กระทั่งล่วงเข้าคืนที่สอง ขณะที่หลวงปู่ดู่นอนหลับ ท่านก็ฝันในลักษณะเดียวกันอีก
คือออกไปกินไส้ควายของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้ๆ
อ้ายลาวไสยเวทคนนี้เห็นทีจะเอา วิชาชั่วร้ายมามอบให้ท่านเป็นแน่ ถึงได้
เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวข้น หากท่านเกิดฝันไปกินคนเข้า อาจทำให้ ใครต่อใคร
ตายได้ และวิชาที่ท่านรับมาเห็นทีจะเป็นวิชาปอบเสียละกระมัง ดังนั้นหลวงปู่ดู่จึง
ได้นำคัมภีร์ตำรา เอามาเผาไฟไหม้เป็นจุลไป
|
| ที่มา: www.tarosite.f2s.com/ |