ระบบโปรแกรมควบคุมเครื่อง
(OPERATING SYSTEM:OS)
ระบบโปรแกรมควบคุมเครื่อง เป็นโปรแกรมควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ให้ทำงานประสานกัน
ในยุคแรกของการใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อผู้ใช้ต้องการติดต่อใช้งานคอมพิวเตอร์
จะต้องทำการเขียนโปรแกรม ๆ หนึ่งขึ้นมา เพื่อจัดการ
ดูแลและควบคุมการทำงานของชิ้นส่วนต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ให้ทำงานสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา
ผู้ใช้จะต้องทำการลงรหัสด้วยภาษาเครื่อง
เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่เริ่มใช้คือ เครื่องระดับ
8 บิต โดยใช้ CP/M เป็นตัวควบคุมการทำงานของระบบ
เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ เครื่อง ที่มีซีพียู เบอร์
80386 ขึ้นไป
ต่อมามีผู้คิดค้นขึ้นว่า ควรจะมีโปรแกรมที่เป็นมาตรฐานโปรแกรมหนึ่งไว้เพื่อจัดการดูแล
และควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้น โดยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้สะดวก
และง่ายขึ้น เรียกโปรแกรมนั้นว่า OS
ซึ่งย่อมาจากคำว่า Operating System
หน้าที่หลักของระบบโปรแกรมควบคุมเครื่อง
1. การจัดการเกี่ยวกับไฟล์
ส่วนของโปรแกรมย่อย ซึ่งทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับเรื่องไฟล์ โดยทั่วไปจะประกอบด้วยงานหลัก
ๆ คือ การก๊อปปี้ไฟล์
การลบไฟล์ การสร้างไฟล์ การจัดเก็บข้อมูลในไฟล์
การจัดการเกี่ยวกับไดเร็กทอรีของไฟล์ เป็นต้น
2. การจัดการเกียวกับอุปกรณ์ I/O
ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งงานอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น คีย์บอร์ด จอภาพดิสก์ไดร์ว
เครื่องพิมพ์ตลอดจนอุปกรณ์พิเศษ
ซึ่งในปัจจุบันมีอุปกรณ์พิเศษจำนวนมาก เช่น
เมาส์ สแกนเนอร์ ซีดีรอม ซาวด์การ์ด เลเซอร์พรินเตอร์ วีดิโอ เครื่องพล็อตเตอร์
เป็นต้น และสามารถใช้งานอุปกรณ์พิเศษเหล่านั้นที่ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การจัดการหน่วยความจำ
เป็นส่วนของโปรแกรม ซึ่งทำหน้าที่จัดการหน่วยความจำหลัก หรือ RAMโดยการจัดแบ่งส่วนของหน่วยความจำเพื่อ
ใช้ในการเก็บโปรแกรมสำเร็จรูป หรือโปรแกรมประยุกต์ต่าง
ๆ ส่วนใจใช้เก็บโปรแกรมจัดระบบงาน และส่วนใดของหน่วยความจำที่ควรใช้เป็นกระดาษทดในระหว่างการคำนวณ
เป็นต้น
นอกจากนี้ระบบโปรแกรมควบคุมเครื่องในส่วนของการจัดการหน่วยความจำยังมีหน้าที่จัดสรรหน่วยความจำทั้งดิสก์และไดรว์
และสามารถบันทึก หรือเก็บบันทึกข้อมูลในรูปของไฟล์ได้อีกด้วย
4. การจัดการเกี่ยวกับซอฟแวร์ประยุกต์
ในส่วนนี้ ระบบโปรแกรมควบคุมเครื่อง จะทำหน้าที่ ในหารควบคุมการทำงานของซอฟแวร์ประยุกต์ต่าง
ๆ
การประสานการทำงานระหว่างซอฟแวร์ประยุกต์ต่าง
ๆ เข้าด้วยกันการแปลความหมายของคำสั่งในซอฟแวร์ประยุกต์
เป็นต้น
5. การจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังในการทำงานของผู้ใช้เครื่อง
ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้พร้อม ๆ กัน หลาย ๆ เทอร์มินัล
หรือมีลักษณะเป็นมัลติยูสเซอร์
โปรแกรมจัดระบบงาน จะต้องมีโปรแกรมย่อย เพื่อจัดลำดับความสำคัญของผู้ใช้
แต่ละคน หรือโปรแกรมแต่ละ
โปรแกรมที่จะส่งเข้าไปสู่ซีพียู แล้วจัดการสั่งงานให้องค์ประกอบต่าง
ๆ ทำงานของแต่ละยูสเซอร์
หรือแต่ละโปรแกรมตามลำดับความสำคัญของยูสเซอร์ที่กำหนด
Lesson 2: MS-DOS
ความหมายของ DOS ย่อมาจาก Disk Operating System
คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรม และถือว่าเป็นหัวใจของ
โปรแกรมเพราะโปรแกรมใด ๆ ก็ตามจะไม่สามารถทำงานได้เลยถ้าไม่มี
DOS ทั้งนี้ เนื่องจาก DOS จะทำหน้าท
ี่คอยควบคุมการทำงานในทุกส่วนของระบบคอมพิวเตอร์
โดย DOS จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ได้สะดวกและง่ายขึ้น โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าฮาร์ดแวร์ในแต่ละส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร
และเมื่อใดก็ตาม ที่จะมีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการบรรจุหรือโหลด DOS
จะโหลดเข้าไปในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์
ในการโหลด DOS เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์นี้
มีศัพท์เรียกกันว่าการบูตดอส ซึ่งในการบูตดอส
สามารถกระทำได้ 2 วิธี คือ
1.COLD BOOT
คือ การเริ่มเปิดเครื่องขณะที่เครื่องปิดอยู่โดยการเปิดที่สวิทย์ปิด - เปิด
2.WARM BOOT
คือ การบูตดอสขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ จะกระทำโดยการกดปุ่ม Ctrl + Alt +del
หลังจากที่ได้มีการบูตดอสเข้าสู่ระบบแล้ว โปรแกรมควบคุมระบบ DOS จะฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำตลอดเวลา
และจะทำหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากร ให้ถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
ความหมายของซอฟแวร์
ซอฟแวร์ หมายถึงโปรแกรม หรือชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ
ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่ม คือ
1. ซอฟแวร์ระบบ (System Software)
เป็นซอฟแวร์ที่ทางบริษัทเขียนขึ้นมา เช่น โปรแกรมควบคุมระบบต่าง ๆ และคอมไพเลอร์
ของภาษาต่าง ๆ
2.ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software)
เป็นซอฟแวร์ที่เขียนขึ้นมาเพื่อใช้กับงานหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาระดับสูง
หรือโปรแกรมสำเร็จรูป ต่าง ๆ
ส่วนประกอบของดอส ที่ได้จากการฟอร์แมต จะเกิดพื้นที่ที่สำคัญ
4 ส่วน ด้วยกัน คือ
1. BOOT RECORD ซึ่งประกอบด้วย
1.1 IBMBIO.COM (IO.SYS)
1.2 IBMDOS.COM (MSDOS.SYS)
2. FAT (File Allocation Table)
3. พื้นที่ไดเร็กทอรี
4. พื้นที่เก็บข้อมูล
Lesson 3: ดิสก์เก็ตและฮาร์ดดิสก์
วิวัฒนาการของดิสก์เก็ต เริ่มจากขนาด 8 นิ้ว
,5.25 นิ้ว และ 3.5 นิ้ว ตามลำดับ ซึ่งในปัจจุบันดิสก์เก็ตขนาด
8 นิ้วไม่นิยมใช้กันแล้ว และที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนใหญ่เป็นดิสต์เก็ตขนาด 5.25 นิ้ว และ 3.5 นิ้ว
โดยเฉพาะดิสก์เก็ตขนาด 3.5 นิ้ว กำลังนิยมมากในขณะนี้
เนื่องจากสามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่าดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว
และพกนำติดตัวได้สะดวดและปลอดภัยกว่า
ในปัจจุบัน ดิสก์เก็ตที่ใช้กันอยู่มีความแตกต่างกัน
ทั้งในด้านขนาดของดิสก์เก็ตและจำนวนความจุของดิสก์เก็ต
ซึ่งสามารถจำแนกประเภทของดิสก์เก็ตได้ดังนี้
ขนาด (นิ้ว) แบบ แทร็ก เซ็กเตอร์ ความจุของข้อมูล
5.25 SS/DD 40 8 160 KB
5.25 SS/DD 40 9 180 KB
5.25 DS/DD 40 8 320 KB
* 5.25 DS/DD 40 9 360 KB
* 5.25 DS/HD 80 15 1.2 MB
* 3.5 DS/DD 80 9 720 KB
* 3.5 DS/HD 80 18 1.44 MB
หมายเหตุ เครื่องหมาย * หมายถึงดิสก์เก็ต ที่ปัจจุบันนิยมใช้กันอยู่
SS (Single Side) หมายถึง อ่าน - เขียน ด้านเดียว
DS (Double Side) หมายถึง อ่าน - เขียน สองด้าน
DD (Double Density) หมายถึง ความจุสองเท่า
HD (High Density) หมายถึง ความจุสูง
KB (Kilo Byte) 1 กิโลไบต์ เท่ากับ 1024 ไบต์
MB (Mega Byte) 1 เมกกะไบต์ เท่ากับ 1024 กิโลไบต์
จะเห็นได้ว่าขนาด และความจุนั้นมีความแตกต่างกันอยู่
ดังนั้นการใช้งานของดิสก์เก็ตจะต้องสัมพันธ์กับดิสก์ไดร์ว
ที่อ่านหรือเขียนดิสก์เก็ตนั้นด้วย
ในปัจจุบันนี้ได้มีการผลิตดิสก์ชนิดใหม่ คือ
Optical Disk ซึ่งมีความจุสูงมากถึง 650 MB อ่านหรือบันทึกข้อมูลด้วยระบบแสง
Optical Disk นี้เปรียบเท่ากับฮาร์ดดิสก์หนึ่งตัวเลยทีเดียว แต่ราคาค่อนข้างสูง
เนื่องจากจะต้องมีเครื่องอ่าน / เขียนเฉพาะด้วย
นอกจจาก Optical Disk แล้ว ยังมีดิสก์อีกชนิดหนึ่งคือ
Floptical Disk ซึ่งมีความจุ 21 MB โดยมีขนาดเท่ากับดิสก์ชนิด 3.5 นิ้ว
ทั่ว ๆ ไป โดย Floptical Disk ต้องใช้กับ Floptical
Disk Drive นอกจากอ่านเขียนแผ่นดิสก์ 21 MB ได้แล้ว
ยังสามารถอ่าน เขียนดิสก์ 3.5 นิ้ว ที่มีความจุ
720 KB และ 1.44 MB ได้อีกด้วย
ความรู้พื้นฐานของดิสก์เก็ต
ดิสก์เก็ตที่ใช้กันอยู่นั้น จะจัดเก็บข้อมูล
โดยอาศัยหลักการบันทึก ด้วยอำนาจสนามแม่เหล็กที่เคลือบด้วยออกไซด์ของเหล็ก
ดิสก์เก็ตทำจากแผ่นไมลาร์ ที่เคลือบออกไซด์ของเหล็กอย่างบาง
ๆ ทั้ง 2 ด้าน และการที่จะนำดิสก์เก็ตมาใช้งานนั้น ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันทีจะต้องทำการฟอร์แมตไว้ก่อนแล้ว
และสามารถนำไปใช้งานได้ทันที
ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)
ฮาร์ดดิสก์ ทำจากแผ่นอลูมิเนียมแข็งที่เคลือบด้วยสารเหล็กออกหซด์
ความหนาแน่นของการบันทึกข้อมูลจะสูงกว่าดิสก์เก็ต
ฮาร์ดดิสก์ มีทั่งชนิดแบบบติดกับตัวเครื่องซึ่งเรียกว่า
Fixed Disk , ชนิดแบบการ์ดเสียบและชนิดแบบถอดเคลื่อนย้ายได้
LESSON 4: คำสั่งดอส (DOS COMMAND)
ประเภทของคำสั่ง DOS
คำสั่งที่ใช้ในดอสนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น
2 ประเภท ด้วยกัน คือ
1.คำสั่งภายใน (Internal Command)
คำสั่งภายในนี้ เป็นโปรแกรมเล็ก ๆ ที่ไฟล์ COMMAND.COM
สามารถรับรู้ และพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง โดยคำสั่งภายในไม่ต้องบรรจุไว้เป็นไฟล์ในดิสก์
เช่น คำสั่ง DIR COPY CLS REN VER DEL MD
RD เป็นต้น
2.คำสั่งภายนอก (External Command)
คำสั่งภายนอกนี้ เป็นคำสั่งที่จะเก็บอยู่ในรูปของไฟล์ที่บรรจุในดิสก์ โดยมีชื่อตามคำสั่งนั้น
ๆ มีส่วนขยายเป็น.COM และ .EXE
ถ้าหากต้องการใช้ไฟล์เหล่านี้ นั่นหมายความว่าจะต้องมีไฟล์นั้นอยู่ในดิสก์ด้วย
เช่น ต้องการฟอร์แมตแผ่นดิสก์
ซึ่งจะต้องมีไฟล์ FORMAT.COM บรรจุอยู่ในดิสก์
จึงจะเรียกใช้งานได้
คำสั่งต่าง ๆ
DATE เป็นคำสั่งให้แสดงวันที่ หรือที่ตั้งวันที่
TIME เป็นคำสั่งให้แสดงเวลา หรือตั้งเวลา
CLS เป็นคำสั่งให้ลบจอภาพ
VER เป็นคำสั่งให้แสดงเวอร์ชันดอสที่ใช้งานอยู่
VOL เป็นคำสั่งให้แสดงชื่อไฟล์ในดิสก์
DIR เป็นคำสั่งแสดงรายชื่อไฟล์ในดิสก์
REN เป็นคำสั่งที่ใช้เปลี่ยนชื่อไฟล์
DEL หรือ ERASE เป็นคำสั่งที่ใช้ลบไฟล์ในดิสก์
UNDELETE เป็นคำสั่งกู้ไฟล์ที่ลบไปกลับคืนมา
FORMAT เป็นคำสั่งที่ใช้ในการจัดระบบให้กับดิสก์เพื่อให้เก็บบันทึกข้อมูลได้
LABEL เป็นคำสั่งเปลี่ยนชื่อ (Volume Label) ในดิสก์
SYS เป็นคำสั่งสร้างระบบใหม่ให้กับดิสก์
COPY เป็นคำสั่งคัดลอกข้อมูล , รวมไฟล์ , สร้างไฟล์ , พิมพ์ไฟล์
DISKCOPY เป็นคำสั่งคัดลอกข้อมูลทั้งแผ่น ซึ่งจะฟอร์แมตให้ด้วยในกรณีที่แผ่นดิสก์ยังไม่ได้ผ่านการฟอร์แมตมาก่อน
DISKCOMP เป็นคำสั่งที่ใช้เปรียบแผ่นดิสก์ทั้ง 2 แผ่น ว่าตำแหน่งตรงกันหรือไม่
COMP เป็นคำสั่งที่ใช้เปรียบเทียบไฟล์ข้อมูลทั้ง 2 แผ่น
TYPE เป็นคำสั่งที่ให้แสดงข้อมูลของไฟล์ออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์
PRINT เป็นคำสั่งที่ให้พิมพ์ไฟล์ทั้งเครื่องพิมพ์ตามลำดับ
MORE เป็นคำสั่งที่ให้แสดงข้อมูลทางจอภาพที่ละ 1 จอภาพ
MODE เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ
CHKDSK เป็นคำสั่งที่ใช้ตรวจสอบแผ่นดิสก์ซ่อมแซมไฟล์และแสดงหน่วย
ความจำในระบบ
FDISK เป็นคำสั่งที่ใช้จัดการฮาร์ดดิสก์
RECOVER เป็นคำสั่งซ่อมแซมไฟล์ในดิสก์
PROMPT เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดเครื่องหมายพร้อมรับคำสั่ง
MD เป็นคำสั่งสร้างไดเร็กทอรี
CD เป็นคำสั่งเปลี่ยนไดเร็กทอรี
RD เป็นคำสั่งลบไดเร็กทอรี
TREE เป็นคำสั่งที่ให้แสดงโครงสร้างไดเร็กทอรี
XCOPY เป็นคำสั่งคัดลอกข้อมูล โดยสามารถคัดลอกข้อมูลในไดเร็กทอรีย่อย ๆ ได้
ATTRIB เป็นคำสั่งที่กำหนดหรือแสดง Attribute ของไฟล์ซึ่งมี 4 ประเภทด้วยกันคือ
1.SYSTEM (S) เป็นไฟล์ที่เกี่ยวกับระบบ ซึ่งจะเป็นไฟล์ที่หลบซ่อนด้วย
2.HIDDEN (H) เป็นไฟล์ที่หลบซ่อน
3.READ ONLY (R) เป็นไฟล์ที่อ่านได้อย่างเดียว
4.ARCHIVE (A) เป็นสถานะของไฟล์ปกติที่ทำการเก็บ และจะมีผลต่อคำสั่งในการคัดลอก
(BACKUP)
Lesson 5 : คำสั่งดอส (DOS COMMAND) (ต่อ)
คำสั่งต่าง ๆ
LOADHIGH (LH) (คำสั่งภายใน) (ดอส 5)
ในดอสเวอร์ชั่น 5 นี้ ได้เมคำสั่งที่สามารถนำโปรแกรมเข้าไปอยู่ในส่วนของ
Uppe Memory
ได้ ดังนั้น จะทำให้เนื้อที่ในส่วนของ Conventional Memory มีมากขึ้น
LOADHIGH เป็นคำสั่งที่ใช้โหลดโปรแกรมเข้าไปในหน่วยความจำส่วนบน
MEM เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงหน่วยความจำที่ถูกใช้ไปทั้งในหน่วยความจำปกติและ
หน่วยความจำส่วนบนและหน่วยความจำที่เหลืออยู่
PATH เป็นคำสั่งที่กำหนดเส้นทางในการค้นหาไฟล์
SUBST เป็นคำสั่งที่ใช้ติดตั้งไดร์ว โดยแทนไดร์วหรือ Path ที่กำหนด
APPPEND เป็นคำสั่งที่ค้นหาไฟล์ที่นอกเหนือจากไฟล์ที่มีนามสกุล .COM, .EXE,
.BAT
BACKUP เป็นคำสั่งในการสำรองข้อมูล
RESTORE เป็นคำสั่งที่ใช้เรียกข้อมูลกลับคืนมาจากการสำรองข้อมูลด้วยคำสั่ง
BACKUP
ASSIGN เป็นคำสั่งเปลี่ยนทิศทางการทำงานของไดร์ว
FIND เป็นคำสั่งค้นหาข้อความใน Text File
SORT เป็นคำสั่งที่ใช้จัดเรียงข้อมูล โดยจะจัดเรียงข้อมูลตามรหัส ASCII
VERIFY เป็นคำสั่งให้เครื่องตรวจสอบการบันทึกข้อมูลในดิสก์กับข้อมูลในหน่วยความ
จำ
BREAK เป็นคำสั่งในการตรวจสอบการกดปุ่มขัดจังหวะ โดยการกดแป้น Ctrl +C
MIRROR เป็นคำสั่งที่ใช้บันทึกข้อมูลสำคัญที่ได้ถูกลบทิ้งไป
UNFORMAT เป็นคำสั่งที่ใช้บันทึกข้อมูลจากการฟอร์แมตแต่ต้องไม่ใช่การ FORMAT/U
DOSKEY เป็นคำสั่งที่ใช้เก็บคำสั่งหรือข้อความที่พิมพ์ไว้ก่อนหน้านั้น และสามารถเก็บ
คำสั่งในลักษณะของ มาโครได้
FASTOPEN เป็นคำสั่งที่ทำให้เปิดไฟล์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งใช้ในฮาร์ดดิสก์
ESIT, EDLIN เป็นโปรแกรม เอดิเตอร์
Lesson 6: ไวรัสคอมพิวเตอร์ และ แนวทางป้องกัน - กำจัด ไวรัสคอมพิวเตอร์
ความหมายของไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ โปรแกรมที่มนุษย์เขียนขึ้นมาแต่เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อก่อกวน
การทำงานของระบบเลยทำลายแฟ้มข้อมูล โปรแกรมต่าง
ๆ ที่มีอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ สาเหตุที่ได้มีการเรียกชื่อกันว่า
ไวรัสคอมพิวเตอร์เนื่องมาจากคำว่า ไวรัส มีความหมายว่าเป็นเชื้อโรคที่สามารถแพร่ระบาดและติดต่อได้อย่างรวดเร็ว
สามารถหลบบซ่อนตัวไว้อยู่ในหน่วยความ
จำและจะอยู่ในหน่วยความจำตลอดจนกว่าจะปิดเครื่อง
เมื่อมีการนำแผ่นบันทึกอื่น ๆ มาใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร
์ที่มีไวรัสหลบซ่อนอยู่ในหน่วยความจำ แผ่นบันทึกแผ่นนั้นก็จะติดไวรัสไปด้วย
กำเนิดของไวรัสคอมพิวเตอร์
กำเนิดของไวรัสคอมพิวเตอร์เขียนขึ้นโดย 2 ีพี่น้องชาวปากีสถาน มีชื่อว่า
อัมจาด และเบซิต
ซึ่งทั้ง 2 พี่น้องเปิดร้านขายคอมพิวเตอร์
และซอฟแวร์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็ได้มีการปล่อยไวรัสเบรน (Brain)
ไว้ในโปรแกรมที่ลูกค้ามาก๊อปปี้ไปใช้งานด้วย
ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ ไวรัสที่ติดอยู่ในบูตเซกเตอร์
ไวรัสที่ติดตารางพาร์ติชั่น ไวรัสที่ติดในแฟ้ม
การติดต่อของไวรัสคอมพิวเตอร์มี 2 ทาง คือ
ดิสก์และสายสื่อสาร
ผลที่เกิดจากการกระทำของไวรัส
- ทำลาย FAT หรือ File Allocation Table
- ทำลายบูตเซกเตอร์
- ทำลายแฟ้มข้อมูล
- ทำให้แผ่นบันทึกเต็มเร็ว
- ฟอร์แมตดิสก์ใหม่
- ฯลฯ
แนวทางการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ คือ การสร้างระเบยบปฏิบัติในการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
เพื่อความปลอดภัยจากไวรัส เช่น
- ควรทำการตรวจสอบไวรัสในแผ่นบันทึกเป็นประจำ เช่น 1 สัปดาห์ตรวจเช็ค 1 ครั้ง
หรือ 1 เดือนเช็ค 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
- ไม่นำแผ่นบันทึกจากภายนอกมาใช้กับเครื่องที่ใช้อยู่จนกว่าจะแน่ใจ ด้วยการตรวจเช็คไวรัสก่อนทุกครั้ง
- ไม่นำแผ่นบันทึกมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ จนกว่าจะตรวจเช็คไวรัสเรียบร้อยแล้ว
- ฯลฯ
การแก้ไขเมื่อพบไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์
ควรปฏิบัติดังนี้
1. ให้ทำการบูตเครื่องใหม่
2. ใช้โปรแกรมตรวจเช็คไวรัสที่เชื่อถือได้
3. หลังจากทราบชนิดของไวรัสแล้วให้กำจัดไวรัสหรือฆ่าไวรัส
4. เมื่อคิดว่าได้กำจัดไวรัสไปเรียบร้อยแล้วให้ทำการบูตเครื่องใหม่อีกครั้ง
โปรแกรมที่ตรวจสอบและกำจัดไวรัส เช่น โปรแกรม
SCAN , CLEAN, VSHIELD
ชนิดของไวรัส เช่น ไวรัสลาวดวงเดือน, ไวรัสไมเคิลแองเจลโล,ไวรัส Jerusalemแบบ
|