ลักษณะของหินในประเทศไทย
  
                    หินในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น หินดินดาน หินทราย และหินปูน ซึ่งบางแห่งได้ถูกแปรสภาพไปเป็น ปื้นหินอัคนี (Batholith) และลำหินอัคนี (Stock) ของหินแกรนิตโผล่เข้าไปในหินชั้นและหินแปรก็มี และมีหินอัคนีประเภทมี่ดันตัวออกมาภายนอกและเย็นตัวอย่างรวดเร็ว เช่น หินบะซอลท์ การกระทำของแรงภายในและลมฟ้าอากาศ ทำให้โครงสร้างของหินถูกเปลี่ยนแปลงไปทั้งในทางฟิสิกส์และเคมี ในบรรดาหินแบบต่าง ๆ นั้น
หินแกรนิต และหินปูนเป็นหินที่พบอย่างกว้างขวางและทนทานต่อการทำลายได้ดีกว่าหินดินดาน หินทราย หรือหินแปรที่มาจากหินชั้นทั้งสองประเภท เราจะพบหินแกรนิตปรากฎเป็นแกนของเทือกเขาสำคัญทางตะวันตกของประเทศ มีแนวยาวจากเหนือไปใต้ลงไปสู่คาบสมุทรภาคใต้ หินแกรนิต ในเขตร้อนมักจะถูกกัดกร่อนผุพังลงไปในเนื้อหิน โดยทั่วไปจะปกคลุมไปด้วยดินและเศษหินแตกเป็นชั้นหนา ในแหล่งหินแกรนิต ที่กำเนิดแร่ดีบุก และวุลแฟรม   ตามไหล่เขาที่มีหินแกรนิตผุพังจะเป็นแหล่งลานแร่ที่สมบูรณ พอที่จะเปิดทำเหมืองได้หินปูนเป็นหินที่พบอย่างกว้างขวางรู้จักได้ง่าย
คงทนต่อการกัดกร่อนและผุพัง แต่ละลายได้ง่ายในน้ำที่มีกรดคาร์บอนิกละลายอยู่ หินปูนเนื้อแน่นในบางส่วนก็ละลายยาก ทำให้เกิดเขาขรุขระ มียอดมากมาย เช่น เขาสามร้อยยอด ซึ่งเป็นแนวเทือกเขาหินปูนใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังแนวเทือกเขาหินปูนที่สำคัญอีก เช่น แนวเทือกเขาตั้งแต่ จ.ภูเก็ตจนถึงกาญจนบุรี และแนวขอบทางตะวันตกของที่ราบสูงโคราชส่วนหินทราย หินดินดาน และหินแปรที่แปรมาจากหินดังกล่าวเช่น ควอทไซต์
ฟิลไลท์ ชีสต์ หินชนวน พบในหินที่เกิดจากการผุพัง หินเหล่านี้ไม่สู้ทนต่อการผุพัง พบทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ รวมทั้งหิน ที่รองรับที่ราบสูงโคราช เป็นต้น เนื่องจากหินเหล่านี้สึกกร่อนผุพังได้ง่าย จึงทำให้เกิดที่ราบภายในประเทศ พื้นที่ราบใหญ่ ๆ มักพบอยู่ในแหล่งหินเหล่านี้ โดยเกิดจากการกัดกร่อนของน้ำในแม่น้ำลำธารและทะเล
การเรียงลำดับชั้นหิน
                 ประเทศไทยมีหินที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 600 ล้านปี ตั้งแต่ยุคแคมเบรียนจนถึงยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยหินอัคนี หินชั้น และหินแปร โดยเรียงลำดับชั้นหินตามอายุทางธรณีวิทยาดังนี้
                หินในมหายุคพาลีโอโซอิก เป็นหินชั้นชุดภูเก็ต ที่แปรสภาพเป็นหินชีสต์ หินชนวน ควอทไซต์ ไนส์ อาร์จิลไลท์ ส่วนหินที่มีอายุน้อยในมหายุคนี้ คือกลุ่มหินปูนในชุดราชบุรี ความหนาของหินชั้นและหินแปรมีความหนาร่วมกันมากกว่า 9,000 เมตร
                หินในมหายุคมีโซโซอิก ประกอบด้วยหินแกรนิต หินทราย หินดินดาน และหินปูน ความหนาของหินในมหายุคนี้มากกว่า 2,000 เมตร
                หินในยุคเทอร์เชียรี่ ประกอบด้วยบะซอลท์ดันตัวขึ้นมาในเนื้อที่เล็ก ๆ เป็นหย่อม ๆ ในลักษณะของไดค์ (Dikes) ปลั๊ก (Plugs) และโฟล (Flows) และยังมีหินประเภทไดโอไรท์(Diorite) แอนดีไซท์ ไรโอไลท์ ตะกอนจากน้ำทะเล น้ำกร่อย น้ำจืด หินทราย มาร์ล หินดินดาน หินกรวดมน หินดินดานน้ำมัน และลิกไนท์เกิดในยุคนี้ ความหนาของชั้นหินประมาณ 400 เมตร
                ยุคควาเตอร์นารี่ เป็นหินตะกอนของโคลนตม ดินเหนียว ทราย กรวด ซึ่งพบตามเขต ที่ราบลุ่มแม่น้ำ ชายฝั่งทะเล ตะกอนหนาไม่ถึง 50 เมตร แต่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯ ตะกอนมีความหนาเกิน 300 เมตร
การเรียงลำดับของหินชั้นและหินแปร
                ในการศึกษาได้รียงลำดับกลุ่มหินตามอายุ จากยุคเก่าที่สุดไปสู่ยุคใหม่สุด พร้อมทั้งศึกษาลักษณะและการกระจายของกลุ่มหินเหล่านั้นด้วย
                1.กลุ่มหินตะรุเตา (Tarutao Group) เป็นหินที่เกิดในยุคแคมเบรียม (ประมาณ 600 ล้านปี)เดิมเชื่อว่าหินชุดภูเก็ตเป็นหินที่มีอายุเก่าที่สุด แต่จาก การศึกษาในระยะหลังได้พบซากดึกดำบรรพ์ในกลุ่มหินตะรุเตา จึงเชื่อว่าหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย คือ กลุ่มหินตะรุเตา ซึ่งมี ลักษณะเป็น หินทรายสีแดงจนถึงสีน้ำตาล หินดินดานสีแดง และหินดินดานปนหินทราย กลุ่มหินนี้พบมากทางภาคใต้ เช่น บริเวณเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช และบริเวณเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของ จ.ตาก
                2.กลุ่มหินทุ่งสง (Thung Song Group)
เป็นหินในยุคออโดวิเชียนถึงไซลูเรียน (ประมาณ 500-452 ล้านปี) มีลักษณะเป็นหินปูนเนื้อ ละเอียด สีดำแทรกสับ ด้วยหินดินดานปนหินปูน กลุ่มหินทุ่งสงพบกว้างขวางในทางภาคใต้ โดยเฉพาะเขตเทือกเขานครศรีธรรมราช ใน อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
                3.กลุ่มหินตะนาวศรี (Tanaosi Group)
เป็นกลุ่มหินในยุคไซลูเรียน-คาร์บอนนิเฟอร์รัส (เดิมกลุ่มหินนี้เรียกว่า หินชุดกาญจนบุรี) ประกอบไปด้วย หินเกรแวคส์ (graywackes) หินตม หินตะกอน หินทราย ในบางแห่งจะพบหินแปรประเภทหินฟิลไลท์ ควอทไซท์ กลุ่มหินนี้พบทางภาคเหนือของประเทศไทย ผ่านทางตะวันตกของประเทศในแนวเทือกเขาตะนาวศรีลงไปทางภาคใต้สู่ประเทศมาเลเซีย กลุ่มหินตะนาวศรียังแบ่งออกเป็น
                  3.1หมวดหินกาญจนบุรี (Kanchanaburi Formation) เป็นหมวดหินในยุคไซลูเรียนถึงดีโวเวียน ประกอบไปด้วยหินตะกอนซึ่งแปรสภาพเป็น หินชนวน ฟิลไลท์ ควอทไซท์ หินมีลักษณะโค้งงอมาก
                  3.2หมวดหินแก่งกระจาน (Kaeng Krachan Formation) เป็นหมวดหินในยุคดีโวเนียนถึงต้นยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส หมวดหินนี้วางตัวอยู่บน หมวดหินกาญจนบุรี ประกอบด้วยหินดินดานสีเทาเข้มหรือเป็นหินชนวน พบมากทางแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยังพบอีกในทางภาคเหนือ และในแนว เทือกเขาตะนาวศรี และในบางบริเวณอาจมีหินแกรนิตแทรกดันตัวขึ้นมา
               4.กลุ่มหินราชบุรี (Ratburi Group) เป็นกลุ่มหินในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัสถึงยุคเฟอร์เมี่ยน ประกอบไปด้วยหินปูนผลึกสีเทาอ่อนแทรกตัวสลับด้วย หินดินดานและหินทราย ในบางแห่งพบเป็นเขาหินปูนใหญ่ ๆ แต่บางแห่งอาจเป็นเขาโดด ในเนื้อหินปูนอาจมีการตกผลึกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งในบางแหล่ง กลายเป็นหินอ่อน กลุ่มหินราชบุรีจะพบกว้างขวางในบริเวณขอบทางตะวันตกของที่ราบสูงโคราช ทางภาคเหนือและทางตะวันตกของประเทศ รวมทั้งในเขตคาบสมุทรภาคใต้
              5.กลุ่มหินลำปาง (Lampang Group) เป็นกลุ่มหินในยุคไทรแอสสิก ประกอบไปด้วยหินจากตะกอนของน้ำทะเลและน้ำจืด เป็นประเภทหินทราย หินดินดาน และหินปูน กลุ่มหินนี้พบมากในแอ่งแผ่นดินทาง จ.ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์
             6.กลุ่มหินโคราช (Khorat Group) อยู่ระหว่างยุคไทรแอสสิกถึงครีเตเชียส พบกว้างขวางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในที่ราบสูงโคราช ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหินตามอายุทางธรณีวิทยาได้ 3 หมวด คือ
                6.1 หมวดหินภูกระดึง (Phu Khadung Formation) หรือหินกลุ่มโคราชชั้นล่าง มีอายุเก่าที่สุดในยุคไทรแอสสิก ประกอบด้วยหินทราย หินกรวดมน หินซิลท์
               6.2 หมวดหินพระวิหาร (Phra Wihan Formation) หรือกลุ่มหินโคราชชั้นกลาง อยู่ในยุคจูแรสสิก ประกอบไปด้วยหินทราย หินทรายปนกรวด หินซิลท์ และหินดินดาน
               6.3 หมวดหินเกลือและโคกกรวด (Salt and Khok Kruat Formation) เป็นกลุ่มหินโคราชชั้นบนอยู่ในยุคครีเตเชียส โดยมีหมวดหินโคกกรวด อยู่ชั้นล่าง ประกอบไปด้วยหินทราย หินซิลท์และหินดินดาน ส่วนหมวดหินเกลืออยู่ชั้นบน ประกอบไปด้วยหินทราย หินซิลท์ หินดินดาน เกลือ แอนไฮไดรท์ และยิปซั่ม
            7.กลุ่มหินกระบี่ (Krabi Group) เป็นกลุ่มหินในยุคเทอร์เชียรี่ ประกอบไปด้วย ดินเหนียว ทราย หินดินดานชนิดบิทูมินัส (bituminous shale) และลิกไนท์ ซึ่งเกิดจากน้ำทะเลและน้ำจืดนำมาทับถม ในหมวดหินแม่เมาะและหมวดหินลี้ ซึ่งเป็นแอ่งแผ่นดินจะเป็นแหล่งลิกไนท์และน้ำมันที่สำคัญ เช่น ลำปาง ลำพูน กระบี่ แม่สอด เชียงใหม่
               กลุ่มหินกระบี่ จัดเป็นกลุ่มหินที่มีค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นแหล่งของเชื้อเพลิงและพลังงานที่สำคัญ

การเรียงลำดับของหินอัคนี
เรียงตามอายุทางธรณีวิทยา ดังนี้
            1.หินไนส์และหินชีสต์ (Gneiss and Schists) เป็นหินที่เกิดขึ้นก่อนยุคเเพอร์เมียน พบในทางตะวันตกของประเทศ เช่น เชียงใหม่ ตาก กาญจนบุรี เพชรบุรี และพบเป็นบริเวณกว้างขวางทางตะวันออกเฉียงใต้แถบ จ.ชลบุรีและระยอง
           2.หินด่างและหินด่างจัด (Maffic and Ultramafic rocks) เป็นหินในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ประกอบด้วยหินไดโอไรท์ แกบโบร และไพรอกซีน หินกลุ่ม นี้พบเพียงเล็กน้อยทาง จ.อุตรดิตถ์และเลย
          3.หินแกรนิต (Granites) เป็นหินอัคนีที่โผล่ให้เห็นมากที่สุดในประเทศไทย มักพบในรูปของลำหินอัคนีและปื้นหินอัคนี โดยโผล่เข้าไปในหินชั้น ยุคพาลีโอโซอิกและมีโซโซอิก แต่การสึกกร่อนพังทะลายทำให้หินแกรนิตร่อยตัวผุพัง จะพบแนวหินแกรนิตเป็นแกนทางด้านตะวันตกของประเทศ หินแกรนิตในประเทศไทยมีอายุทางธรณีวิทยาแตกต่างกันเป็น 2 พวก คือ
            3.1 หินแกรนิตเก่า (Older granite) พบในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเหนือ ภาคใต้พบที่กระบี่และนราธิวาส เป็นพวกฮอร์นเบลนด์ไบโอไทท์-แกรนิต หินกลุ่มนี้มีอายุในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัสและไทรแอสสิก จึงไม่ค่อยพบแร่ดีบุก แต่จะพบแร่สำคัญอื่น ๆ เช่นทองคำ ทองแดง โมลิบดีนัม เหล็ก พลวง ตะกั่ว สังกะสี
            3.2 หินแกรนิตใหม่ (Younger granite) เป็นหินแรนิตในยุคครีเตเชียสซึ่งมีมัสโคไวท์มากกว่าหรือเท่า ๆ กับไบโอไทท์ ส่วนฮอร์นเบลนด์มีปะปนอยู่บ้าง หินแกรนิตใหม่จะมีแร่ดีบุกและวุลแฟรม (ทังสะเตน) อยู่มาก บริเวณที่พบกว้างขวาง ได้แก่ ทางคาบสมุทรภาคใต้ของไทย
         4. หินแอนดีไซท์ ไรโอไลท์ พอฟีรีและทัฟ เกิดในยุคปลายไทรแอสสิกถึงเทอร์เชียรี่พบทางแถบพิษณุโลก หล่มสัก เพชรบูรณ์ สระบุรี
         5. หินไดโอไรท์และควอทไซท์ เป็นกลุ่มหินในยุคเทอร์เชียรี่ แทรกดันตัวขึ้นมาในกลุ่มหินโคราชและหินที่เก่ากว่า พบทางปราจีนบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ เชียงราย ลานแร่หรือทางแร่ทองคำมักจะเกิดอยู่ร่วมกับหินไดโอไรท์
         6.หินบะซอลท์ (Basalts) หินบะซอลท์ในประเทสไทยเกิดในยุคเทอร์เชียรี่ถึงไพลส์โตซีน พบในบริเวณหลายแห่งในรูปลาวาโฟล ปลั๊กและไดค์ แต่บริเวณที่พบกว้างขวางคือตามแนวเส้นทางรถไฟทางตะวันออกของ จ.ลำปาง มีแนวยาวประมาณ 20 กิโลเมตร ส่วนบริเวณอื่น ๆ ได้แก่ ขอบทางใต้ ของที่ราบสูงโคราช ในเขต จ.ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ นอกจากนี้ยังพบที่ จันทบุรี กาญจนบุรี  การแทรกตัวของหินกลุ่มนี้ทำให้เกิดแร่อัญมณีที่มีค่า
เช่น พลอย ที่ จ.กาญจนบุรี จันทบุรี ตราด เป็นต้น

สรุปลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของภูมิภาคต่าง ๆ
             คาบสมุทรภาคใต้และเทือกเขาที่ต่อเนื่องทางตะวันตก (หลายแนว) เทือกเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยหินตะกอนทะเลในยุคพาลีโอโซอิกเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้แปรสภาพไปเป็นหินชนวน (slates) ชีสต์ (schists) และไนส์ (gneisses) แกนกลางของเทือกเขาเหล่านี้เป็นหินแกรนิต ซึ่งดันตัวขึ้นมาใน มหายุคมีโซโซอิก จนกระทั่งถึงตอนต้นของมหายุคซีโซอิก ส่วนเทือกเขาเด่น ๆ ที่มีลักษณะชันมียอดสูงขรุขระเป็นเทือกเขาหินปูนในยุคเพอร์เมียน (Permian) หินที่เย็นตัวภายนอกหายาก เทือกเขาโก่งตัวที่ดันขึ้นมาช้าที่สุดดันตัวในตอนต้นมหายุคมีโซโซอิก ในคาบสมุทรภาคใต้ในตอนกลางและตอน ปลายมหายุคมีโซโซอิก จะมีการทับถมของตะกอนในชั้นล่าง และในชั้นบนตามแอ่งเล็ก ๆ ต่าง ๆ จะมีการทับถมเกิดขึ้นในยุคเทอร์เชียรี่
             ในบริเวณภาคกลางเป็นแอ่งที่ทรุดต่ำ (depression) ในตอนปลายยุคเทอร์เชียรี่จึงมีการทับถมของตะกอนเกิดขึ้นภายหลัง และมีลักษณะ ภูมิประเทศแบบเขาโดด (monadnocks) ซึ่งเป็นโครงสร้างหินปูนในมหายุคพาลีโอโซอิก และหินแกรนิตในยุคมีโซโซอิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหินทางใต้ของ แอ่งที่ราบภาคกลาง เป็นหินประเภทเดียวกันกับแนวเทือกเขาทางตะวันตกของประเทศ
             ทางเหนือของแอ่งที่ราบภาคกลาง ลักษณะของหินที่พบในชั้นล่างจะเป็นหินทะเลยุคไทรแอสสิก ชั้นบนขึ้นมาจะเป็นตะกอนทับถมในยุคจูแรสสิก และครีเตเชียส หินอัคนีเย็นตัวภายนอกดันตัวขึ้นมาในตอนปลายมหายุคมีโซโซอิกถึงยุคเทอร์เชียรี่ หินประเภทนี้จะพบโดยทั่ว ๆไป
            ขอบทางตะวันตกของแอ่งที่ราบภาคกลาง จะพบหินอัคนีมากมาย ส่วนใหญ่เป็นหินอัคนีที่เย็นตัวภายนอก แนวนี้เป็นแนวหักตัวที่สำคัญ (fault) เกิดขึ้นประมาณตอนปลายมหายุคมีโซโซอิกหรือตอนต้นยุคเทอร์เชียรี่ ซึ่งสัมพันธ์กันกับการเกิดแอ่งทรุดต่ำ ของที่ราบภาคกลางและการยกตัวของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
           ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศมีลักษณะเหมือนที่ราบสูง (Plateau like) ซึ่งมีการเคลื่อนไหวโค้งงอใน ทางตะวันตกของที่ราบสูงโคราช ในตอนกลางและปลายของมหายุคมีโซโซอิก ในยุคเทอร์เชียรี่จะมีหินบะซอลท์ซึ่งแทรกดันตัวขึ้นมาตามแนวขอบทางใต้ของที่ราบสูงโคราช และตอนปลาย ยุคเทอร์เชียรี่ที่ราบสูงนี้ได้มีการยกตัวสูงขึ้น
กลับหน้าแรก
Hosted by www.Geocities.ws

1