ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic
Information Systems (GIS) คือ
ระบบเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่
และเชื่อมโยงและผสมผสานข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย
ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูล
สามารถดัดแปลงแก้ไขและวิเคราะห์
และแสดงผลการวิเคราะห์
และการนำเสนอข้อมูล
เพื่อให้เห็นมิติและความสัมพันธ์ด้านพื้นที่ของข้อมูล
ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจปัญหา
และประกอบการตัดสินใจในการปัญหาเกี่ยวกับการวางแผนการใช้ทรัพยากรเชิงพื้นที่
การนำแผนที่มาใช้เพื่อการซ้อน
ทับข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อการศึกษาและการวิเคราะห์เป็นสิ่งที่ได้ทำมานานแล้ว
Mcharg,I.L. สถาปนิกทางด้าน
ทัศนียภาพชาวอเมริกันได้ใช้แผนที่
กระดาษในลักษณะที่ซ้อนทับกันบนกันบนโต๊ะที่มีแสงไฟส่องขึ้นมาในงานในการแสดงผลงานของเขา
ชื่อ Design with Nature
ซึ่งการกระทำเช่นนี้มีผู้เปรียบว่าคล้ายกับการเล่นกีฬายิมนาสติกบนโต๊ะ
(Light Table Gymnastics) การใช้ประโยชน์จาก
แผนที่ในลักษณะนี้จะมีความยากลำบาก
เมื่องานที่ต้องการ
วิเคราะห์นั้นมีความซับซ้อนมาก
ประมาณ ปี พ.ศ. 2503
ได้เริ่มมีการประยุกต์เอาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการจัดการ
วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่
หน่วยงาน LUNRI (The Land Use and Natural Resources Inventory)
แห่งมลรัฐนิวยอร์ค
ประเทศสหรัฐอเมริกา และหน่วยงาน
CGIS (The Canadian Geographic Information
System)ในประเทศแคนาดา
เป็นสองหน่วยงานแรกที่ได้นำเทคโนโลยี
GIS มาใช้ โดย
เน้นการนำภาพถ่ายทางอากาศมาใช้ร่วมกับแผนที่ต่างๆ
เพื่อจัดทำคลังข้อมูลทางด้านทรัพยากร
ข้อมูลเชิงพื้นที่ต่างๆ
ที่ถูกจัดเก็บไว้ใน GIS ได้แก่
ข้อมูลทางด้านการเกษตร
ข้อมูลเกี่ยวกับดิน ข้อมูล
ป่าไม้
ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ป่า
และข้อมูลทางธรณีวิทยา
เทคโนโลยี GIS
ได้รับความสนใจและได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี
โดยที่มลรัฐนิวยอร์คให้ความสนับสนุนหน่วยงาน
LUNRI สำหรับหน่วยงาน
GISนั้นก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลแคนาดา
เทคโนโลยี GIS
ได้รับการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปี
พ.ศ. 2504 เทคโนโลยี GIS
สามารถทำได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
แต่อย่างไรก็ตามยังคงประสบปัญหา
คือ
อุปกรณ์และเครี่องคอมพิวเตอร์ต่างๆที่ใช้ในช่วงระยะเวลานั้น
ยังไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะนำทางใช้ร่วมกับ
GIS
ไม่ว่าทางด้านประสิทธิภาพหรือราคาที่แพงมากปัญหาดังกล่าวเป็นส่วนที่กระตุ้นให้มีการปรับปรุงระบบและอุปกรณ์เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นแบบอย่างในการ
พัฒนาเทคโนโลยี GIS
ในระยะเวลาต่อมา
ห้องปฎิบัติการด้าน Graphic
ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Haward University)
เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ปฏิบัติงานด้านการวิเคราะห์แผนที่
โปรแกรมที่มีการพัฒนาขึ้นในระยะแรก
ได้แก่ SYMAP, GRID และ IMGRID
ซึ่งสามารถใช้ในการซ้อนทับข้อมูลแผนที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าวิธีการทำด้วยมือ
นอกจากนี้ระบบเหล่านั้นยังสามารถดัดแปลงมาใช้ในการจัดเก็บและจัคการข้อมูลเชิงพื้นที่
ทำให้นักวางแผนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นครั้งแรก
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ผู้ใช้สามารถนำระบบคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี
GIS
ได้รับการพัฒนาเป็นลำดับเรื่อยมา
และในปัจจุบัน
ได้มีการนำเทคโนโลยี GIS
มาประยุกต์ใช้กับระบบงานด้านต่างๆ
เช่นระบบงานการวางแผนการจัดเก็บภาษี
ระบบงานการค้นหาเส้นทางที่เหมาะสม
ระบบงานวิจัยด้านประชากรศาสตร์
ระบบงานวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทยเองก็มีการใช้งาน
GIS หลายหน่วยงาน เช่น
กรมแผนที่ทหาร องค์การโทรศัพท์
การไฟฟ้าฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ
กระทรวงสาธารณสุข
มหาวิทยาลัยต่างๆ
รวมถึงหน่วยงานเอกชนต่างๆที่เกี่ยวข้อง
และมีการเรียนการสอนในสาขาวิชา
GIS ในมหาวิทยาลัยต่างๆ
ในประเทศอีกด้วย
ทำไมต้อง
GIS
เนื่องจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่
โดยทั่วไปจะมีความเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ไม่มากก็น้อย
การตัดสินใจใดๆก็ตาม
มักจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านภูมิศาสตร์เสมอ
ดังนั้นเพื่อตอบคำถามที่ว่าทำไมต้อง
GIS นั้นพอจะกล่าวได้ว่าเทคโนโลยี
GIS
สามารถช่วยในการจัดการและบริหารข้อมูลเชิงพื้นที่
พร้อมทั้งทำให้สามารถเข้าใจในความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในเชิงพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีในการตัดสินใจอย่างฉลาด
การนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในเทคโนโลยี
GIS
ทำให้ผู้ใช้สามารถลดเวลาที่ต้องเสียไปในการวิเคราะห์ข้อมูลได้มาก
เช่นเดียวกับการที่สำนักพิมพ์นำเสนอข่าวสารต่างๆ
ผ่านทางมวลชนได้อย่างรวดเร็วและในราคาถูก
เทคโนโลยี GIS
ก็จะสามารถทำให้ข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นที่แพร่หลายและแพร่กระจายไปสู่ผู้ใช้ต่าง
ๆ ได้
ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดต้นทุนของการผลิตการปรับปรุง
และการเผยแพร่ข้อมูล
นอกจากนี้ เทคโนโลยี GIS
ยังสามารถเปลี่ยนรูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่โดยเปลี่ยนวิธีการนำเสนอและการใช้ประโยชน์ข้อมูลเชิงพื้นที่เหล่านั้น
ข้อมูลเชิงพื้นที่นับว่าเป็นข้อมูลที่สามารถดัดแปลงให้มีความเหมาะสมกับความต้องการด้านต่างๆได้ง่ายโดยการนำเสนอ
เทคโนโลยี GIS เข้ามาช่วย
เมื่อเปรียบกับการใช้แผนที่กระดาษเห็นได้ว่าการใช้
GIS มีข้อได้เปรียบมากกว่า
เป็นต้นว่า
ความสามารถในการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลเชิงพื้นที่ให้มีความทันสมัยได้ง่ายกว่า
หรือความสามารถในการรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ประเภทต่างๆและเก็บไว้ในชุดเดียวกัน
ความสามารถในการปรับข้อมูลเชิงพื้นที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงและนำมาผลิตเป็นแผนที่
ซึ่งสามารถผลิตฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่สามารถแสดงขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง
ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูล
และทำให้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลบรรลุผลอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่ทำหน้าที่ในการตัดสินใจจะสามารถวางแผนแล้วเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้โดยเปลี่ยนรูปแบบของการวิเคราะห์เป็นไปในแบบต่างๆซึ่งผลที่ได้จะสามารถนำเสนอในหลายรูปแบบ
ในทางตรงกันข้าม
การวิเคราะห์และการตรวจสอบข้อมูลโดยอาศัยการทำด้วยมือ
จะทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงเมื่อผู้วิเคราะห์ต้องการนำเสนอผลงานในลักษณะเช่นนี้
ปัจจุบัน
สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เปลี่ยนรูปแบบได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีนำมาใช้รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมืองมีอยู่สอดคล้องกับความต้องการทั้งด้านสังคมและการปกครอง
ในสังคมที่ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนอย่างรวคเร็ว
การเข้ามาของเทคโนโลยี GIS
ประกอบกับระบบคอมพิวเตอร์ Hardware
และ Software
ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
ทำให้เทคโนโลยี GIS
เป็นเรื่องกล่าวถึงฐานะที่เป็นเครื่องมือที่มีคุณสมบัติในการบริหาร
และจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิผล
เทคโนโลยี GIS
ไม่ใช่เพียงแฟชั่นที่ผ่านไป
แต่เทคโนโลยี GIS
เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทราบถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง
หรือที่ได้เปลี่ยนแปลงไปได้ในทุกวันนี้
 |
| รูปที่
2
แสดงการจัดการสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้วย
GIS เปรียบเทียบกับแผนที่บนกระดาษ |
กลับหน้าแรก