
Graffiti สมัยดั้งเดิม เป็นการกำหนดพื้นที่ของบรรดาแก๊งค์ต่างๆเพื่อแสดงอาณาเขตและมักนิยมทำกันมากในช่วงระหว่างปลายปี 60's จุดเริ่มต้นจริงๆเกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania และมีรากฐานมาจากการ" Bombing"( คือการพ่นหรือเซ็นชื่อหรือลายเซ็นอย่างเร็วที่เรียกว่า "TAG" ตามที่ห้ามขีดเขียนด้วยสเปร์ยหรือมาร์กเกอร์) Writer( คนที่พ่นหรือคนเขียนนั่นแหละ) ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ก็จะมี" CORNBREAD" และ " COOLEARL"2 คนนี้ก็ตระเวณ Bomb ตามที่ต่างๆทั่วเมืองมากมาย และมันก็เรียกร้องความสนใจจากผู้คนแถวนั้นและพวกสื่อต่างๆมากมายได้อย่างดีด้วยสิ เพราะด้วยรูปแบบตัวหนังสือที่อ่านยากแต่สวยงามและมันก็ได้ลามไปสู่ NewYork ทันที หลังจากที่ CONBREAD สร้างชื่อไปแล้ว ต่อมาในปี 1971 เกิด writer ชื่อ " TAKI183" ขึ้นมาและมีชื่อเสียงโด่งดัง จนหนังสือพิมพ์ " The New York Times" ยังเอาไปตีพิมพ์ ซึ่งชื่อ TAKI183 นี่มาจากชื่อเล่นและชื่อถนนที่เขาอาศัยอยู่นั้นเอง งานของเขาจะเน้นหนักไปทางการ Bombing ซะมากกว่า แล้วก็เลยทำให้ Graffiti กลายเป็นวัฒนธรรมแฟชั่นยุคใหม่และตัวเขาเองกลายเป็นแนวทางให้ writer รุ่นใหม่ๆหันมานิยมใช้ชื่อแฝงและก็หมายเลขเพิ่มมากขึ้น เช่น JULIO204,FRANL207 เป็น writer ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นต่อมามันก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นและระบาดในแถบถนน Brooklyn ต้นตำรับของวัฒนธรรม " Hiphop" Writer เจ้าถิ่นที่มีชื่อเสียงอย่างมากและงานของเขามีอิทธิพลต่อคนรอบข้างสูงก็คือ" FRIENDLY FREDDIE" Graffiti ก็เริ่มระบาดจากที่เคยพ่นบนถนนก็เปลี่ยนมาพ่นที่สถานีรถไฟใต้ดินและพ่นกันบนรถไฟเลย ทำให้เวลาที่รถไฟแล่นไปไหนก็ตามมันก็จะเป็นการช่วยโปรโมทงานเขียนของตนเองให้คนอื่นเห็นมากขึ้น และมันก็ได้กลายเป็นการโชว์ออฟกันอย่างสูงในช่วงนั้น writer บางคนก็ Tag กันตามรถเลยก็มี สร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของรถเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อ writer มีมากขึ้นบางคนก็คิดสไตล์ในการ Tag เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น รูปมงกุฏเพื่อป่วสประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเป็น king มีอยู่ TAG นึงที่ถือได้ว่าเป็น TAG ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์สร้างสรรค์โดย " STAY HIGH149" ซึ่งเขาวาดเป็นรูปบ้องกัญชาวางไว้ระหว่างตัว H จากนั้นขนาดของการพ่นหรือ TAG ก็มีขนาดเพิ่มมากขึ้น ด้วยการสร้างหัวพ่นสเปรย์แบบใหม่ที่มีการบีบรูพ่นได้ตามต้องการ ทำให้สร้างลายเส้นที่มีขนาดแตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ริเริ่มก็ต้องยกเครดิตให้คือ " SUPER KOOL223" จากย่าน Bronx และ " WAP" จากย่าน Brooklyn และรูปแบบตัวหนังสือก็ได้ถูกสร้างออกมาหลายรูปแบบและมันก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจต่อ " ศิลปะ"รูปแบบใหม่ Hugo Martinez นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย City College ได้ก่อตั้ง " United Graffiti Artists : UGA. เพื่อรวบรวมผลงาน Graffiti ที่เรียกได้ว่าสุดยอดจริงๆ มาแสดงใน The Razor Gallery ซึ่งเป็นการเปิดตัวแขนงนี้ให้โลกรู้จักและประสบผลสำเร็จ writer ที่สร้างชื่อให้แก่ Martinez ก็มี PHASE2, MICO, COCO144, PISTOL, FLINT707, STICH, ETC... ในช่วงปี 1973 Richard Goldstein จากหนังสือพิมพ์ New York Magazine ได้ตีบทความชื่อ " The Graffiti Hit Parade" กล่าวถึงศิลปินที่สร้างสรรค์งานศิลปะและคนทั่วไปสามารถหาชมศิลปะจากสถานีรถไฟใต้ดินแทนที่จะเป็นแกลลอรี่ทั่วๆไปได้ จุดสุดยอดของ Graffiti อยู่ในช่วงปี 1975-1977 ทุกๆที่ใน New York แทบจะไม่มีพื้นที่ขาวเหลืออยู่เลย แม้แต่กระทั่งรถยนต์ก็ไม่เว้น กลายเป็นบทเรียนสำหรับ writer รุ่นใหม่ต่างๆมา Bomb กันอย่างสนุกสนาน สไตล์ที่นิยมกัอย่างมากก็เป็น Bubble Letters ตัวหนังสือเหมือนฟองสบู่ และกลายเป็นการแข่งขันออกไอเดียที่เพิ่มมากขึ้น เรียกกันว่า " STYLE WARS" และก็เป็นที่ชื่นชอบจนแทบกลายเป็นแฟชั่นในยุคนั้นเลย ในปี 1979 LEE QUINONES และ FAB 5 FREDDIE เปิดงานแสดงของตนเองที่โรม ประเทศอิตาลีกับนายหน้าค้ารูปศิลปะ Claudio Bruni และกลายเป็นศิลปะที่กลายเป็นจุดสนใจจากคนทั่วโลกไปแล้ว แต่ใช่ว่าจะมีคนยอมรับกับแขนงนี้มากนัก เพราะในช่วงระหว่างกลางปี 1980 มันกลับเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจำพวกโคเคน เพราะพวก writer ต่างคิดว่าเมื่อเสพมันเข้าไปแล้วจะช่วยให้จิตนาการของตนเองบรรเจิดขึ้นและในช่วงนั้นกฏหมายต่างห้ามไม่ให้จำหน่ายสเปรย์แก่เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และสีสเปรย์ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามที่หาซื้อได้อย่างยากลำบากในสมัยนั้น บางเมืองออกกฏหมายห้ามไม่ให้เขียนฝาผนัง แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งอันตรายเขายิ่งทำเพราะถ้าที่ตรงไหนที่มันยากลำบากมากๆในการพ่นแล้วสามารถทำได้ เขาคนนั้นถึงจะเจ๋งจริงๆ Graffiti ก็ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมา ที่มา http://www.pratoo.com/club/forum.aspx?topic_id= 2515 &i=PratoO รูปกราฟฟิตี้สวยๆเอามาจากเว็บ >>> www.graffiti.org อยากดูเต็มๆก็เข้าไปดูละกานนะ |