| หนังสือพิมพ์มติชนรายวันวันที่
13 กรกฎาคม 2549
คอลัมน์ นอกตำรา
วิกรม กรมดิษฐ์
e-mail : [email protected]
การใช้แรงงานของผู้ด้อยโอกาสในสังคม (ตอนที่ 1)
ปัจจุบันนี้เรามีจำนวนคนพิการผู้ที่จัดว่าเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาฝึกอาชีพเป็นแรงงานได้จำนวนมาก และหากจะมองในอีกมุมหนึ่งของด้านเศรษฐกิจก็จะพบว่า
คนพิการบางส่วนยังถือเป็นภาระของประเทศที่ต้องนำเงินภาษีมาช่วยเหลือ
จากสถิติปัจจุบันพบว่า จำนวนคนพิการทั่วโลกมีถึง 600 ล้านคน
คิดเป็น 10%ของจำนวนประชากรทั่วโลก ซึ่งจำนวนเหล่านี้เท่ากับจำนวนประชากรของคนในอาเซียนทั้งหมด
และหากจะพูดไปแล้วกำลังการผลิตของอาเซียนถือว่ามีจำนวนมหาศาล
แต่น่าเสียดายว่า จำนวนคนพิการ 2 ใน 3 ของโลกอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียเปรียบที่เกิดขึ้น เพราะคนพิการเหล่านี้ขาดโอกาส
หรือหากมีก็ถือว่า น้อยมาก ในการที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เหมาะสมตามความต้องการของตลาดแรงงาน
เพื่อที่จะทำงานให้ได้ผลประโยชน์เท่าที่ควร
การให้ความสำคัญกับคนพิการผู้ด้อยโอกาสในประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนานั้น
มีความแตกต่างจากประเทศในยุโรปหรือเมริกาอย่างมาก ทั้งนี้เพราะสังคมที่พัฒนาแล้วต่างให้ความสำคัญกับการหาช่องทางให้คนเหล่านี้ได้ทำงานตามความเหมาะสมกับความถนัดและประเภทของคนพิการ
ทำให้เกิดการใช้บุคลากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นผลดีที่เกิดต่อตัวคนพิการเองและสังคม
เพราะคนพิการล้วนแล้วแต่อยากจะมีงานทำและทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
แต่คนพิการส่วนใหญ่ถูกกีดกันในตลาดแรงงาน เพราะถูกมองว่าพวกเขาจะไม่สามารถทำงานให้คุ้มทุนกับที่นายจ้างต้องจ่ายได้
ซึ่งปัจจุบันนี้ยังมีคนตกงานอยู่ในประเทศทั่วโลก จึงไม่มีพื้นที่มารองรับคนพิการ
ความคิดนี้ผมคิดว่าไม่ถูกต้องนัก เพราะหากมองอย่างลึกซึ้งจะพบว่า
มีงานอยู่หลายชนิดที่มีความเหมาะสมและสามารถให้คนพิการเข้ามาทำได้
ซึ่งผมเชื่อว่าคนพิการจะสามารถทำได้ดีกว่าคนปกติทั่วไปเสียอีก
ตัวอย่างเช่นโอเปอเรเตอร์, พนักงานป้อนข้อมูล, โปรแกรมเมอร์,
ช่างซ่อมที่นั่งอยู่กับโต๊ะไม่ต้องเดินไปไหน, พนักงานเจียระไน,
พนักงานเก็บเงิน, คนทำบัญชี, ล่าม หรือแม้แต่หมอนวด อาชีพที่ผมยกตัวอย่างมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมเชื่อว่าคนพิการสามารถทำได้
และทำได้ดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำ
ผมเชื่อมั่นในความมุมานะและความละเอียดรอบคอบ รวมไปถึงการเอาใจใส่ต่องานที่คนพิการมีมากกว่าคนปกติทั่วไป
ตัวผมเองเคยมีประสบการณ์ในการพูดคุยกับคนตาบอดที่ทำหน้าที่รับโทรศัพท์
ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเขาสุภาพมากและมีความตั้งใจจริง และครั้งที่สองที่ผมโทร.ไป
เขาสามารถจดจำผมได้และเสียงที่ตอบรับในโทรศัทพ์ก็เป็นเสียงที่บ่งบอกถึงความมีอัธยาศัยดี
สร้างความประทับใจให้กับผมมาก ตอนนั้นผมคิดว่าเขาเป็นคนรับโทรศัพท์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยเจอมา
โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นคนตาบอด เพราะเขาสามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว
ไม่ว่าจะเป็น การต่อสายโทรศัพท์ การโอนสาย หรือ แม้แต่การตอบปัญหา
หรือ ข้อสงสัยของผม ซึ่งทำได้ดีกว่าคนปกติทั่วไป
ทำให้ผมเชื่อโดยสนิทใจว่า เราควรจะมองย้อนกลับมาดูว่าคนพิการเหล่านี้มีศักยภาพในตัวเองสูง
หากแต่ว่าจะต้องมีการเลือกงานให้เหมาะสมกับชนิดของความพิการนั้นๆ
รวมถึงการส่งเสริมความรู้เพื่อให้เขาได้มีพื้นฐานในด้านต่างๆ
เท่าเทียมกับคนปกติ ซึ่งจะทำให้เรามีคนดีๆ เข้ามาในตลาดแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง
โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเลย หากแต่ว่าวันนี้เรายังมองข้ามพวกคนเหล่านี้ไป
และคิดเพียงแต่ว่าพวกเขาเป็นภาระของสังคม
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราควร เปิดใจ ยอมรับและให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียม
เพื่อเป็นการลดช่องว่างทางสังคมที่นับวันจะกว้างมากขึ้น
หนังสือพิมพ์มติชนรายวันวันที่
20 กรกฎาคม 2549
คอลัมน์ นอกตำรา
วิกรม กรมดิษฐ์
e-mail : [email protected]
การใช้แรงงานของผู้ด้อยโอกาสในสังคม (ตอนที่ 2)
สหประชาชาติได้ระบุไว้ว่า ภาวะการพิการส่วนใหญ่ในโลกนี้
เกิดขึ้นมาจากภาวะความยากจน ความอดอยากโหยหิว และภัยพิบัติต่างๆ
จากภาวะสงคราม โดยจะเกิดขึ้นในเด็กวัย 15 ปี จำนวนคนพิการก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และผู้พิการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ยากจนกว่า 80% ของคนพิการนั้น
มีชีวิตอยู่ในเขตทุรกันดารห่างไกลความเจริญแทบทั้งสิ้น
ที่สำคัญในแต่ละปี เรามีทารกที่เกิดมาไม่สมประกอบกว่า
8 ล้านคนทั่วโลก ข้อสำคัญคือในประเทศกำลังพัฒนา หรือ ประเทศด้อยพัฒนา
คนพิการจะถูกมองว่าเป็นคนไร้สมรรถภาพ และถือเป็นภาระของสังคม
จึงทำให้พวกเขายากจน และขาดการศึกษา
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่ากลุ่มคนพิการควรได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ
โดยเฉพาะการให้ โอกาสทางการศึกษา เพื่อให้เขาได้แสดงศักยภาพของตนเองออกมาเต็มที่
แทนที่จะต้องให้รัฐใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลมาช่วยเหลือ
และทำให้พวกเขา ถูกมอง ว่าเป็นปัญหา และเป็นภาระของสังคม
วันนี้หากเรามองภาพรวมในประเทศไทย จะพบว่า เรามีประชากรคนพิการกว่า
5 ล้านคน ถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่รัฐจะต้องคอยช่วยเหลือคนเหล่านี้
ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องสำคัญทางด้านเศรษฐศาสตร์ ทางเศรษฐกิจ
และสังคมของประเทศประการหนึ่ง ไม่แพ้ปัญหาด้านอื่นๆ ที่เราต้องเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบันเลย
ผมเชื่อว่าคนพิการเหล่านี้ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นภาระของสังคม
และยินดีที่จะทำงานที่เขาทำได้ ถ้าหาก นายจ้าง ให้โอกาสแก่พวกเขาและมองเขาเป็นเหมือนคนปกติทั่วไป
ตามเงื่อนไขของร่างกายของแต่ละคน และสังคมควรให้โอกาสพวกเขาได้ทำงานแทนที่จะมัวแต่คิดว่าจะต้องได้คนที่ดีพร้อมที่สุด
ร่างกายแข็งแรงเข้ามาทำงานในบริษัทของตน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว
หากสังคมเราในปัจจุบันรู้จักจัดสรร และกำหนดลักษณะงานให้คนพิการแต่ละประเภททำอย่างเหมาะสม
คนพิการเหล่านี้ก็จะสามารถทำงานให้ออกมามีประสิทธิภาพ
ลองคิดดูสิครับ หากเราพัฒนาให้ความรู้กับกลุ่มคนพิการอย่างจริงจังก็จะมีแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นล้านตำแหน่งเลย
ทำให้เราสามารถลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวได้ ที่สำคัญผมอยากจะบอกว่าหากเราเข้าใจ
และมองว่าในเมืองไทยยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถสร้างผลผลิตได้
และเขาเหล่านั้นต้องการความช่วยเหลืออย่างมากจากพวกเราแล้ว
จะเป็นเหมือนการทำบุญที่ได้ทั้งงาน และความสุข
ผมขอแนะนำว่าคนปกติที่เป็นนายจ้างทั้งหลาย หากเราจะแบ่งส่วนการทำบุญด้วยการเอาเงินสร้างวัตถุมงคลไว้กราบไหว้บูชา
หรือ หลงงมงายกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ก็ขอให้มาทำบุญกับคนไทยร่วมประเทศ
โดยการหันมามอง และให้โอกาสแก่คนพิการบ้าง
ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครมีจำนวนแรงงานกว่า 2 แสนคน เริ่มใช้แรงงานจากคนพิการมาแล้วกว่า
4 ปี โดยมีโรงงานต่างๆ หลายแห่ง และในอนาคตจะมีการตั้งศูนย์แรงงานเพื่อคนพิการขึ้นมาโดยเฉพาะ
เพื่อพัฒนาเกี่ยวกับศักยภาพของคนพิการให้มีความเหมาะสมกับงานมากขึ้น
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผมคิดว่าคงต้องเริ่มจากการให้โอกาสทาง
การศึกษา แก่กลุ่มคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส เพื่อเปลี่ยน
ภาระ ให้เป็น พลัง ทางสังคมต่อไป
เราทุกคนช่วยกันสร้างสังคมที่ดีได้ครับ
|