Skip Navigation

 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

สัมผัส3ชีวิต นักศึกษา"พิการ" ในยุคสถาบันการศึกษาให้โอกาส

โดย สมพิศ ไปเจอะ

เป็นที่น่ายินดีที่สถาบันการศึกษาทุกระดับในปัจจุบัน ได้เปิดโอกาสให้แก่ผู้พิการได้รับบริการทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่กลุ่มผู้พิการมักถูกสังคมมองข้าม และจัดให้เป็นกลุ่มผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ ทางสังคม

นางสาวจิรายุส นิลมาก นิสิตชั้นปีที่ 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาดนตรีไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นายศักดิ์ณรงค์ คงใจดี และนางสาวบี สีสุระ สองนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาการพิมพ์ โรงเรียนดอนบอสโก กรุงเทพฯ

เป็นกลุ่มตัวอย่างของผู้พิการที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางวิชาชีพนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยไม่ตกเป็นภาระของสังคมอีกต่อไป

น.ส.จิรายุส หรือ "จี๋" ผู้พิการทางสายตาเล่าให้ฟังว่า ตอนเกิดมายังพอมองเห็นภาพเลือนราง แต่เมื่อโตขึ้นเริ่มเข้าเรียนชั้น ป.5 ภาพที่เคยเห็นเลือนอยู่บ้าง ก็ค่อยๆ ริบหรี่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมืดสนิท ทั้งที่ก่อนหน้านั้นได้ไปปรึกษาแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ทำให้การมองเห็นชัดขึ้น เพราะสาเหตุเกิดจากทางพันธุกรรม และการใช้สายตาอ่านหนังสือมากเกินไป

"แต่พอรู้ว่าสายตามองไม่เห็น ดิฉันก็ไม่ได้รู้สึกตกใจ เพราะได้เตรียมใจมาแล้วว่าสักวันคงจะมองอะไรไม่เห็น"

"จี๋" เล่าต่อว่า ตนเองไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ มศว เพียงแค่อยากลองสมัครในสาขาดนตรีไทยที่ตนเองสนใจตามที่ทางมหาวิทยาลัยประกาศต้องการรับนักศึกษาพิการ พอได้รับโอกาสเข้าศึกษาก็พยายามศึกษาด้านดนตรีไทยมากขึ้น จากเดิมที่ชอบเป่าขลุ่ยเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่เรียนชั้น ป.4 ก็เริ่มหัดเล่นเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ฆ้องวง ระนาด

"ก่อนจะหัดเป่าขลุ่ย ดิฉันเคยเรียนรำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาเป่าขลุ่ยแทน ปรากฏว่า เป็นที่พอใจของพ่อแม่ จึงรู้ว่าตัวเองเหมาะกับการเล่นดนตรีไทย แต่ก็ชอบทุกๆ สิ่งที่แสดงถึงความเป็นไทย"

แม้ "จี๋" จะมองไม่เห็นเหมือนคนปกติ แต่เธอก็มีความพยายามไม่น้อยไปกว่านิสิตนักศึกษาปกติทั่วไปเลย ดูเหมือนว่าความพิการทางสายตาของเธอจะไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนแต่อย่างใด ในช่วงเวลาเรียนในห้องเรียนเธอจะตั้งใจฟังอาจารย์สอนเป็นพิเศษ และยังคงยิ้มแย้มพูดคุยกับเพื่อนๆ อย่างสนุกสนาน


"จี๋" บอกว่า เธอได้รับการดูแลจากอาจารย์อย่างดี คอยมาสอบถามความก้าวหน้าในการเรียนดนตรีเป็นประจำ หากเรียนไม่ทันนิสิตคนอื่น อาจารย์ก็จะนัดสอนให้เพิ่มเติมหลังเลิกเรียนปกติ ส่วนเพื่อนๆ ก็จะคอยช่วยอ่านหนังสือให้ฟังบ้างในช่วงใกล้สอบ และพาเดินเข้าเรียน

"ดิฉันรู้สึกว่าไม่ต้องการอะไรเพิ่มอีกแล้ว แม้ว่าแรกๆ จะรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้กับการใช้ชีวิตมาก เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียนตกประมาณวันละ 700 บาท หรือการต้องใช้ความพยายามและความขยันมากกว่าคนปกติหลายเท่า เพราะดิฉันรู้ว่าไม่เหมือนคนปกติ จึงต้องขยันมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า ดิฉันต้องเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยประมาณหกโมงเช้า เพื่อจะรีบซ้อมดนตรีไทยกระทั่งเข้าเรียน จนบางครั้งดิฉันเองเคยคิดว่า ไม่อยากจะเรียนแล้ว แต่พอนึกถึงพ่อแม่และยายที่เลี้ยงดูมา ก็ทำให้มีกำลังใจในการเรียนให้ประสบความสำเร็จให้ได้"

"จี๋" เล่าด้วยว่า "ปีนี้เป็นปีแรกที่ย้ายมาเรียนที่ มศว ประสานมิตร จากเดิมที่เรียนอยู่ที่ มศว วิทยาเขตองครักษ์ จ.นครนายก ในชั้นปีที่ 1 ซึ่งตัวเองรู้สึกชอบที่วิทยาเขตองครักษ์มาก เพราะมีหอพักให้นิสิต ไม่ต้องเดินทางไกล แต่พอย้ายมาเรียนที่ มศว ประสานมิตร ต้องพักกับคุณยาย ซึ่งจะคอยรับ-ส่งทุกวัน เพราะคุณพ่อแม่ต้องคอยดูแลน้องที่ตาบอดที่จังหวัดชลบุรีด้วย"

น.ส.จิรายุสยังเล่าถึงเทคนิคการเรียนภาคทฤษฎีว่า จะบันทึกเทปการสอนของอาจารย์ทุกวันในแต่ละรายวิชา เพื่อนำไปฟังทบทวนที่บ้าน หากมีการบ้านก็จะรีบทำให้เสร็จ ส่วนภาคปฏิบัติก็เช่นกัน ดิฉันจะบันทึกเสียงดนตรีกลับไปฟังที่บ้านแล้วฝึกเล่นเองตามเสียงที่บันทึกไว้จนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. ก่อนจะเข้านอน

"การเล่นดนตรีไทยนั้นไม่ยากเลย แต่การเล่นให้ถูกหลักไม่ใช่เรื่องง่าย การเล่นดนตรีไทยได้ทั้งที่มองไม่เห็น ดิฉันถือว่าเป็นข้อดี เพราะทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิกับเครื่องดนตรีที่กำลังเล่นอยู่ จึงรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นเครื่องดนตรี"

"จี๋" ทิ้งท้ายไว้ว่า "ตอนนี้อยากทำงานพิเศษเล่นดนตรี เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และในอนาคตอยากมีวงดนตรีไทยเป็นของตัวเองด้วย"

ทางด้านศักดิ์ณรงค์ คงใจดี หรือ "ก้อง" นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช) สาขาวิชาการพิมพ์ โรงเรียนดอนบอสโก กรุงเทพฯ ซึ่งมีความพิการทางการได้ยินและเป็นใบ้ เล่าถึงที่มาที่ไปก่อนจะได้มาเข้าเรียนที่โรงเรียนดอนบอสโกว่า ตนเองเคยจบการศึกษาชั้น ม.6 จากวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล มาแล้ว จากนั้นเพื่อนที่เคยเรียนภาคค่ำที่โรงเรียนดอนบอสโกได้แนะนำให้มาเรียน ตนเองจึงตัดสินใจเรียนต่อที่โรงเรียนดอนบอสโก เพราะเห็นว่าเรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพได้แน่นอน อีกทั้งตนเองก็ชอบการออกแบบตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้า หรือสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน

"ความพิการติดตัวผมมาตั้งแต่เด็กแล้ว คุณหมอบอกว่า ความพิการของผมเกิดจากแม่ผมตั้งครรภ์ตอนอายุมากแล้ว จึงมีผลกระทบต่อลูกในครรภ์ แต่ผมก็ไม่เคยเสียใจแม้แต่น้อย คิดเพียงว่าจะอยู่ในสังคมอย่างคนปกติได้อย่างไร ที่ผ่านมาผมไม่เคยได้เรียนร่วมกับนักเรียนปกติเลย แต่พอได้มาเรียนร่วมกับเด็กปกติที่โรงเรียนดอนบอสโกแห่งนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ได้มีความพิการ และไม่ได้แตกต่างจากเด็กปกติเลย เพียงแค่ไม่ได้ยินเสียงและพูดไม่ได้เท่านั้นเอง"

"ก้อง" เล่าถึงการปรับตัวในการเรียนร่วมกับนักศึกษาปกติว่า สิ่งที่ต้องปรับตัวเป็นอันดับแรกเลยคือ การฝึกความจำ เพราะเด็กพิการจะด้อยกว่าเด็กปกติเรื่องความจำสั้น จึงเรียนรู้ได้น้อยกว่าเด็กปกติ แต่ตนเองก็พยายามตั้งใจจดจำและทำความเข้าใจเนื้อหาที่อาจารย์สอนในห้องเรียนให้มากที่สุด และในระหว่างเรียนหากตรงไหนที่เรียนไม่เข้าใจก็จะรีบสอบถามอาจารย์ที่แปลภาษามือ รวมทั้งหลังเลิกเรียนก็จะไปเรียนพิเศษ เพื่อทบทวนบทเรียนในรายวิชาที่เรียนไปในแต่ละวันด้วย

"อนาคตหลังจากจบระดับ ปวช ที่นี่แล้ว ผมอยากทำงานมากกว่าเรียน เพราะการเรียนในระดับปริญญาตรีคงจะยาก โดยงานที่ผมอยากทำเป็นด้านการออกแบบนิตยสาร สิ่งพิมพ์ ประเภทดารา แฟชั่น เพราะตรงกับสายที่เรียน อีกทั้งเป็นงานที่ท้าทาย มีเรื่องให้สร้างสรรค์ตลอดเวลา"

"ก้อง" กล่าวทิ้งท้ายถึงความต้องการว่า "ผมอยากพูดได้ครับ ทุกวันนี้ผมก็พยายามฝึกพูดด้วยการสังเกตปากเพื่อนนักศึกษาปกติว่า พวกเขาพูดอะไร แล้วพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูดเสมอ บ้างครั้งก็เข้าใจ แต่บางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมจะต้องฝึกฝนต่อไป ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่พิการอย่างผมว่า อย่ากลัวการเรียนร่วมกับเด็กปกติ เพราะเด็กปกติสามารถช่วยเหลือพวกเราได้ และมั่นใจว่าเด็กพิการก็มีความสามารถในการเรียนไม่แพ้เด็กปกติเลย"

นางสาวบี สีสุระ นักศึกษาร่วมชั้นเรียนเดียวกับศักดิ์ณรงค์ เล่าว่า ตนเองพิการทางการได้ยินมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่รับประทานยาเกินขนาด ทำให้ตนเองพิการ แต่ก็พยายามใช้ชีวิตอยู่อย่างคนปกติให้ได้ โดยมาเข้าเรียนที่โรงเรียนดอนบอสโก หลังจากที่ได้รับฟังคำแนะนำจากทีมบุคลากรของโรงเรียนดอนบอสโกว่า จะรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนในสาขาวิชาการพิมพ์ ซึ่งในขณะนั้นตนเองกำลังจะจบการศึกษาชั้น ม.3 พอดี

"แรกๆ ที่เข้ามาเรียนยอมรับว่า ไม่กล้ามาเรียน เพราะกลัวนักศึกษาปกติรังแก แต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะพยายามให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง แต่ตอนแรกก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับเพื่อน เพราะน้อยคนที่จะใช้ภาษามือได้ จึงพยายามสอนเพื่อนปกติให้รู้จักภาษามือ ส่วนเพื่อนๆ ก็จะช่วยสอนการเรียบเรียงประโยคภาษาไทยในการเขียน ซึ่งบางครั้งดิฉันเขียนสลับประโยค อย่างคำว่า ทานข้าว ก็จะเขียนว่า ข้าวทาน"

"บี" เล่าถึงเทคนิคการเรียนว่า ด้วยความที่จะลืมบทเรียนง่ายกว่าเด็กปกติ ตนเองจึงต้องให้ความสนใจกับการเรียนในห้องเป็นพิเศษ และในอนาคตดิฉันตั้งใจจะเรียนเพิ่มเติมทางด้านศิลปะ หรืออาหาร ควบคู่ไปกับทำงานด้านสิงพิมพ์ที่ได้ศึกษามา

"แม้ว่าด้านร่างกายของดิฉันจะพิการ แต่ดิฉันก็สามารถเรียนได้เหมือนคนปกติ และมีความสุขกับการเรียน"

เห็นได้ว่าเด็กๆ พิการเหล่านี้ไม่ได้มีอุปสรรคในการเรียนจนแก้ไขอะไรไม่ได้ หากแต่สังคมและสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้ให้โอกาสแก่พวกเขาแล้ว เชื่อได้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นภาระของสังคมอีกต่อไป...!!


 

หนังสือพิมพ์มติชนรายวันวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10392 หน้า 27

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1