Skip Navigation

 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

การขายของที่ไม่ใช้เสียง

หากคุณเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยกับแหล่งท่องเที่ยวแถวสุขุมวิท และเห็นการใช้สัญญาณมือที่ดูแปลกๆ, ไม่ต้องกังวลไป นั่นเป็นเพียงแค่การสนทนาของ
เจ้าของแผงค้า

เรื่อง โดย คุณมิแรนด้า สคูนนีเวลด์ท

เครื่องคิดเลขถูกเลื่อนมาตรงหน้าคุณ ก่อนที่คุณจะรู้ตัว ตัวเลขบนเครื่องแสดงราคาของรูปภาพสวยงามที่คุณต้องการซื้อหา ตามลักษณะนิสัยของ
นักท่องเที่ยวไทย คุณก็จะเริ่มลีลาขอต่อรองราคาและแล้วคุณก็ต้องพบว่า คุณกำลังพูดอยู่เพียงคนเดียว เมื่อคุณได้มองไปที่เจ้าของแผงค้าย่านสุขุมวิท
นั้นอีกครั้ง เขาจะแสดงท่าทางกิริยาด้วยความรวดเร็วฉับไวและทันใดนั้นคุณจะเริ่มเข้าใจได้ว่าเขาเป็นคนหูหนวก
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยว หรือ แม้แต่คนในประเทศ สังเกตเห็นท่าทางต่างๆ ของมือที่รุนแรงรวดเร็วที่ใช้สื่อสารกันแถวสุขุมวิทในยามค่ำคืน, ระหว่างคนค้าขายริมถนนด้วยกัน, ช่างดูสับสนและดูมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน แต่จะต้องใช้เวลาสักพักจึงจะรู้ว่าสัญญาณมือที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนี้ ไม่ได้มีการคิดขึ้นมาเพื่อให้รู้สึกแปลกแยกจากคนทั่วไปในสังคม นั่นคือภาษามือที่จะพบเห็นอยู่โดยทั่วไปในชุมชนคนหูหนวกขนาดใหญ่ที่ทำงานอย
ู่ที่นั่นและรอบๆ บริเวณนั้น
นักท่องเที่ยวสะพายเป้ คุณเบน ฟิลิปส์, อายุ 27 ปี, จากรัฐโอไอโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวมากมาย ที่เห็นกิริยาท่าทางต่างๆ ในครั้งแรกแล้วรู้สึกหวาดกลัว
"ผมคิดว่าท่าทางเหล่านั้นหมายถึง 'ลูกค้าคนนี้จัดการได้อย่างสบายๆ ' เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม คุณฟิลิปส์ กล่าวว่า หลังจากที่มีการต่อราคารูปภาพกับพ่อค้าคนหนึ่ง เขาจึงเข้าใจความหมายที่แท้จริง
"เขาให้ดูราคาในเครื่องคิดเลข ซึ่งผู้คนมากมายแถวนี้ก็ทำแบบเดียวกัน" เขากล่าว "ผมถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนหูหนวก เมื่อเห็นเขาทำท่าทางที่บ่งบอกว่าเขาไม่สามารถพูดหรือไม่ยิน"
เจ้าของแผงค้าที่มีความบกพร่องทางการได้ยินส่วนใหญ่จะค้าขายตามแนวถนนระหว่างนานาถึงอโศก และพวกเขาบางคนอยู่ที่นั่นมาหลายปีแล้ว พวกเขาขายสินค้าต่างๆ , โดยเน้นตลาดนักท่องเที่ยว, ขายทั้งเสื้อยืด, ผ้าพันคอที่ทำมาจากผ้าไหม, ของที่ระลึกที่ทำจากไม้ และรูปภาพ
พวกเขาสื่อสารกับลูกค้าด้วยการใช้ท่าทางของมือที่ใกล้เคียงกับภาษามือสากล รวมถึง
"การชูนิ้วโป้ง" ที่ทุกคนรู้จักกันดี ในหมายความว่า "ใช่/ได้" และการแสดงราคาสินค้าแต่ละอย่างด้วยการใช้เครื่องคิดเลข ตามที่คุณฟิลิปส์ได้สังเกต
เห็น, ต่อจากนั้นกระบวนการต่อรองราคาก็จะเริ่มต้นขึ้น, การใช้ท่าทางกับนักท่องเที่ยวเพื่อถามว่าพวกเขาพอใจจะจ่ายในราคาเท่าไหร่ โดยการใช้เครื่องคิดเลข แล้วก็จะมีการตกลงราคาซื้อขายกัน
แต่เพราะเหตุใดถึงมีคนขายของที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมากมายทำงานอยู่ในบริเวณสุขุมวิท? ในขณะที่ไม่ได้มีการจัดตั้งองค์กรในการดูแลคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ, พวกเขาคบหาเป็นเพื่อนกันพึ่งพาอาศัยและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเราพูดคุยกับพ่อค้าคนหนึ่ง, อีกคนหนึ่งจะเข้ามาช่วยดูแผงค้าของเขาหรือเธอคนนั้นในระหว่างที่กำลังพูดคุยสัมภาษณ์กันอยู่
ตามที่ทราบจากสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย, มีคนหูหนวกประมาณ 2,000 คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและประมาณ 50 คนที่ทำงานในย่าน
สุขุมวิท ในขณะที่คนอื่นๆ ทำงานในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ กันไป เช่น พัฒน์พงษ์และสีลม ผู้จัดการสมาคมฯ, คุณสิทธิพงษ์ คงประยูร กล่าวว่า พวกเขาเลือกที่จะเข้าไปจับจองทำเลเหล่านี้ เพราะเล็งเห็นว่ามีโอกาสในการทำมาหากินได้มากกว่า
"เหตุผลที่พวกเขาเลือกสถานที่เหล่านี้ เพราะว่าอยู่ใกล้กับโรงแรมซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและมีผู้คนมากมายมาเดินเที่ยวในสถานที่เหล่านี้, พวกเขามีโอกาสในการขายของได้มากขึ้น" เขากล่าว
จากสถิติตั้งแต่ปี 1999 ประมาณการว่ามีคนหูหนวกในประเทศจำนวน 177,000 คน คุณสิทธิพงษ์, ซึ่งเขาก็เป็นคนหูหนวก, กล่าวว่า เขาเชื่อว่ามีคนหูหนวกทั่วประเทศไทยมากกว่า 300,000 คน, ซึ่งจำนวนราว 200,000 คนเป็นคนหูหนวกตั้งแต่กำเนิด อีกส่วนหนึ่งเป็นคนหูหนวกที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือจากอาการเจ็บป่วย
การที่ไม่มีภาษามืออย่างเป็นแบบแผนในประเทศไทย, ทำให้คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินต้องพัฒนาวิธีการสื่อสารของตนเอง ในกรุงเทพฯ ได้มีการพัฒนารูปแบบของภาษามือขึ้นเป็นพิเศษเพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างเจ้าของแผงค้าและคนขายของและการสื่อสารกับเพื่อนหูดี
"สำหรับคนหูหนวกที่เกิดในกรุงเทพฯ หรือ ย้ายเข้ามาอาศัยและทำงานในกรุงเทพฯ, พวกเขาจะใช้ภาษามือที่แตกต่างกับคนหูหนวกที่พบเห็นในที่อื่นๆ ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นจะมีภาษามือของพวกเขาเอง" คุณสิทธิพงษ์กล่าว
นี่เป็นเรื่องจริงของคนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหลายๆ คน คุณนฤมล เงินเรือง, อายุ 32 ปีมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นคนหูหนวกตั้งแต่กำเนิด เขาทำงานขายของให้กับนักท่องเที่ยวมาประมาณ 8 เดือน เมื่อเราถามว่า ทำไมเขาถึงย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เขาตอบว่า เหตุผลง่ายๆ คือ เรื่องของ
เศรษฐกิจ
คุณสิทธิพงษ์ กล่าวว่า การไม่มีงานทำในท้องถิ่นมักเป็นสาเหตุที่คนหูหนวกต้องย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ
"คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ นั้น มีความลำบากในการหางานทำ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ, เข้าสู่เมืองหลวง และด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ พวกเขาสามารถหางานทำได้ง่ายกว่า" เขากล่าว
ความยากลำบากในการหางานทำในชุมชนท้องถิ่นของพวกเขา เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการตามคำบอกเล่าของคุณสิทธิพงษ์ : ทัศนคติของนายจ้างที่มีต่อคนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และ การขาดโอกาสทางด้านการศึกษา
การศึกษาในโรงเรียนประจำท้องถิ่นนอกเขตกรุงเทพฯ นั้นมีอยู่อย่างจำกัด ตามที่คุณสิทธิพงษ์ได้อธิบาย โรงเรียนไม่มีหลักสูตรพิเศษสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่เป็นการนำแผนการเรียนของเด็กปกติมาปรับใช้แบบง่ายๆ
"ในโรงเรียน ครูไม่ได้สอนภาษาไทยที่ถูกต้องให้กับพวกเขา คุณครูตัดคำที่ยากออกไป" เขากล่าว
ซึ่งในเรื่องนี้ได้มีการจัดการแก้ไขโดยการนำแผนการเรียนโปรแกรมพิเศษของระดับปริญญาตรีสำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่
วิทยาลัยราชสุดา, มหาวิทยาลัยมหิดล และ มหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยหวังว่าการมีคุณสมบัติที่เป็นที่ยอมรับนี้จะช่วยทำให้คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมีโอกาสในการหางานทำได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาได้เข้าเรียนในห้องเรียนที่มีสภาพแวดล้อมของคนปกติ
"พวกเขาจะสามารถพัฒนาทักษะในการเขียนและการที่พวกเขาได้เรียนกับคนหูดี พวกเขาจะสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีขึ้น สังคมที่พวกเขาจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนหูดี" เขากล่าว
ถึงกระนั้น, คุณสิทธิพงษ์กล่าวว่า บางครั้งการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังไม่เพียงพอ
"ปัญหาสำคัญในกรุงเทพฯ คือ คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินเมื่อเรียนจบ (จากมหาวิทยาลัย) และยังคงหางานทำไม่ได้" เขากล่าว
คุณสิทธิพงษ์กล่าวต่อว่า คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหลายคนประสบกับความยากลำบากในการหางานทำ เพราะนายจ้างมีความเข้าใจว่า พวกเขาไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมภายในสำนักงานแบบทั่วๆ ไป
"บริษัทส่วนใหญ่ไม่รับคนกลุ่มนี้เข้าไปทำงานกับพวกเขา เพราะพวกเขาบอกว่าจะมีปัญหาในการสื่อสาร" เขากล่าว
คุณสิทธิพงษ์กล่าวว่า ขณะที่(กลุ่ม)คนขายของริมถนนแถวสุขุมวิทไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นองค์กร, สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทยได้จัดโครงการพิเศษเฉพาะสำหรับคนกลุ่มนี้
"พวกเขาไม่มีองค์กรเฉพาะกิจ, แต่พวกเขาส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ของเรา " เขากล่าว
แต่คนขายของริมถนนส่วนใหญ่ที่เราได้พูดคุยด้วยบอกว่า พวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรใดๆ คุณกฤษณา น้อยสอง, อายุ 29 ปี เริ่มต้นการทำงานขายของที่ถนนสุขุมวิทเมื่อ 10 ปีที่แล้วเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวของเขา กล่าวว่าเขาได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ น้อยมาก
"ผมทำงานของผมเอง, เพราะผมพอใจ(ชีวิต)ที่เป็นแบบนี้" เขากล่าว
แล้วคนขายของที่เป็นคนหูดีมีปฏิกิริยากับคนขายของที่มีความบกพร่องทางการได้ยินอย่างไร? คุณสุรัตน์ กิริ, อายุ 22 ปี, ทำงานที่ร้านขายเสื้อผ้า
ใกล้ซอย 11 มา 3 ปีแล้ว ได้บอกกับเราว่า ไม่มีปัญหากันระหว่างคนสองกลุ่มนี้
"เรารักพวกเขา, สิ่งใดที่พวกเขาพูด, สิ่งใดที่พวกเขาทำ, เราให้อภัย บางครั้งความคิดของพวกเขาและของเรามีความแตกต่างกัน, แต่เราก็เข้ากันได้ดี พวกเขาเป็นคนดีมาก" เขากล่าว
คุณสุรัตน์กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความลำบากในการสื่อสาร คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมักจะทำงาน(ขายของ) ได้ดีเยี่ยมในแหล่งท่องเที่ยวย่าน
สุขุมวิท
"นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกแถวๆ นี้ขอต่อรองราคากันมาก แต่เมื่อพวกเขา(คนขายของที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน)เป็นคนขาย พวกเขาจะไม่
ต่อรองมากเท่าไร พวกเขา(นักท่องเที่ยว) รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถพูดได้ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต่อรองราคามากนัก" เขากล่าว
คุณสิทธิพงษ์เห็นด้วยว่า การขายของที่สุขุมวิทนั้นเป็นหนึ่งในย่านธุรกิจ ซึ่งคนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินประสบกับความความสำเร็จอย่างมาก
"พวกเขามีทักษะในการทำธุรกิจของพวกเขา, แต่พวกเขาก็มีปัญหาในการสื่อสาร ดังนั้นหากเราสามารถที่จะหาวิธีการใดในการช่วยเหลือพวกเขา หรือ จะมีวิธีอื่นใดในการช่วยพวกเขา ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะทำได้ดีกว่าคนหูดีเสียอีก" เขากล่าว
หรือ อย่างที่เจ้าของแผงค้า, คุณบุญตา เผือกพจน์, อายุ 30 ปี และเป็นคนหูหนวกตั้งแต่กำเนิด ได้บอกไว้ว่า "คนหูหนวกคุมพื้นที่ตรงนี้"

แปลจากบทความภาษาอังกฤษของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1