Skip Navigation

 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

สกู๊ปหน้า1 : ยังด้อย สิทธิ-โอกาส คนพิการเท่าเทียมยังต้องสู้

เดือน พ.ย. ต่อเนื่องถึงเดือน ธ.ค. ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญของกลุ่ม “คนพิการ” กลุ่มคนที่ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่าคือ... “บุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา และการเรียนรู้”

เพราะวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา...เป็น “วันคนพิการแห่งชาติ” และวันที่ 3 ธ.ค.ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่วัน...เป็น “วันคนพิการสากล” ซึ่งการที่มีการกำหนดวันดังกล่าวนี้นอกจากจะเป็นการชี้ว่า “คนพิการก็สำคัญ” แล้ว...ยังเป็นช่วงเวลาที่คนพิการจะได้ “ทวงถามสิทธิ” ที่ยังถูกละเลย...

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 30 ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ซึ่งการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายหรือสุขภาพ จะกระทำมิได้

มีรัฐธรรมนูญ-มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง...รองรับ “สิทธิคนพิการ”แต่...ในทางปฏิบัติแล้วคนพิการไทยยังมีสิทธิน้อยกว่าที่ควร !?!

ทุกวันนี้แม้จะเริ่มมีหลายเรื่อง-หลายสิ่งที่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับคนพิการ อย่างเช่น... “คนพิการสามารถทำประกันชีวิตได้” โดยมีบริษัทประกันสัญชาติไทยอย่าง บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดกรมธรรม์พิเศษเพื่อผู้พิการ ประเภทสะสมทรัพย์ สำหรับคนพิการทางการมองเห็น ทางการได้ยินหรือสื่อสาร และทางการเคลื่อนไหว อายุตั้งแต่ 15-65 ปี ที่ความพิการเกิดจากการสูญเสียอวัยวะหรือความสามารถในการใช้งานของอวัยวะรวมกันไม่เกิน 2 ข้าง หรือ 2 อย่าง และพิการมานานกว่า 1 ปี แต่มีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับประกันได้ ยกเว้นพิการจากการเป็นโรค เช่น ตัดขาหรือตาบอดจากโรคเบาหวาน

กรมธรรม์นี้มีระยะเวลาเอาประกันให้เลือก 3 ระยะคือ 10 ปี, 15 ปี, 20 ปี โดยมีผลประโยชน์ 2 กรณีคือ... 1.ครบสัญญา รับคืนทุนประกันพร้อมเงินปันผลประมาณ 10% และ 2.เสียชีวิต รับคืนทุนประกัน หากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรับคืนเป็นสองเท่า นอกจากนี้ ยังมีการประกันชีวิตกลุ่มในการเสียชีวิตทุกกรณีแก่สมาชิกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย 1,000 คน ทุนประกันรวม 70 ล้านบาท โดยคิดเบี้ยประกันในอัตราพิเศษ

หน่วยงานสำคัญด้านสุขภาพอย่าง กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็เดินหน้าเปลี่ยนทรรศนะและการปฏิบัติต่อคนพิการในมุมของความเป็นภาระ ไปสู่ “ความเป็นพลังอีกส่วนหนึ่งของสังคม” ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2548-2551 ด้วยงบประมาณ 109 ล้านบาท โดยจะเน้นการทำงานเชิงรุก กระตุ้นสังคมให้เห็นคุณค่า และให้โอกาสทาง การศึกษา, การทำงาน, การทำประโยชน์ต่อสังคม

การดำเนินการของทาง สสส.ดังกล่าว จะเน้นการมีส่วนร่วมของคนพิการให้มากที่สุด เน้นการสร้างศรัทธาเชื่อมั่นในศักยภาพและคุณค่าความเป็นมนุษย์ อันจะนำไปสู่การให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้คนพิการสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป

นอกจากนี้ กฎกระทรวงมหาดไทย กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคาร สำหรับผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 ก็มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2548 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กรณีตัวแทนคนพิการจากสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จำนวนประมาณ 100 คน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ ในระบบขนส่งมวลชน เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2548 ก็สะท้อนถึงสภาพความเป็นจริงเรื่อง “ความเท่าเทียม” ที่ยังต้องเรียกร้องกันต่อไป

ที่ดูเหมือนจะเท่าเทียมแล้วก็คือเท่าเทียมกับ “ม็อบ” เพราะคนพิการก็ถูกผลักดัน ยกคนพิการที่ใช้เก้าอี้เข็นให้ไปอยู่บนเกาะกลางถนน ใช้รั้วเหล็กล้อม แล้วก็มีตัวแทนนายกฯ ออกมารับหนังสือเหมือนกัน ?!?!

“คนหูหนวกอยากให้รัฐจัดตั้งสื่อล่ามภาษามือ เนื่องจากมีไม่เพียงพอ คนตาบอดมีปัญหาด้านการประกอบอาชีพ และการศึกษา เนื่องจากมีหนังสืออักษรเบรลล์ไม่เพียงพอ และคนพิการด้านร่างกายมีปัญหาด้านการเดินทาง ไม่ได้รับความสะดวกด้านภูมิศาสตร์ เช่น ไม่มีพื้นที่ทางลาดในสถานที่สาธารณะ” ...นี่ก็เป็นเสียงจาก พนมวรรณ บุญเต็ม ประธานสภาคนพิการทุกประเภทฯ

ทั้งนี้ไทยอาจไม่ใช่ประเทศเดียวที่สิทธิคนพิการยังมีไม่เท่าเทียมคนปกติ เพราะองค์การสหประชาชาติก็ยังกำหนดหัวข้อการจัดงานวันคนพิการทั่วโลกในปีนี้ ว่าด้วยเรื่อง “การปฏิบัติเพื่อพัฒนาสิทธิคนพิการ เพื่อให้คนพิการได้มีส่วนร่วม และรับโอกาสในการพัฒนา” แต่...หากทุกฝ่ายของไทย ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ จะตระหนักถึงสิทธิคนพิการให้มากขึ้นอีก อย่างที่มีผู้นำร่องไปบ้างแล้ว ก็จะดี

“คนพิการ” ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ชนบท จะอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะพิการแต่กำเนิด พิการเพราะการเจ็บป่วย-เพราะอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่แล้วยัง“มีศักยภาพ”พียงแต่ยัง “ขาดโอกาส”

ร่วมกันตระหนักว่าควรปิดยุค “สงเคราะห์เพราะสงสาร”
ช่วยกันเริ่มยุคใหม่ “ให้โอกาส-ยอมรับสิทธิที่เท่าเทียม”
“คนพิการ”จะช่วยทำให้เมืองไทยพัฒนาได้อีกเยอะ !!!!.

 

 

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 9 ธันวาคม 2548

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1