Skip Navigation

 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

รถโมบายแขน-ขาเทียม บริการเคลื่อนที่คนพิการ

อรรถพล วชิรสิโรดม

กลุ่มคนพวกหนึ่งที่สังคมเมืองยัดเยียดความเป็น "คนชายขอบ" ให้ด้วยเช่นคนยากไร้ทั้งหลาย คือ "คนพิการ" โดยเฉพาะที่หาเช้ากินค่ำ และด้อยโอกาสอยู่ในสถานที่อันห่างไกล

แม้ว่าความพิการจะทำให้ความสุข ความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตลดลง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนพิการสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติ

เมื่อพุทธศาสนสุภาษิตว่า "อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ" แต่สำหรับคนพิการ นอกจากโรคแล้ว ถ้าไม่พิการด้วยดูจะเป็นลาภอันประเสริฐมากกว่า

คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก (World Health Organization Expert Committee) ได้จำแนกสาเหตุของความพิการทางการแพทย์ไว้หลายสาเหตุ เช่น ความพิการแต่กำเนิด อาจมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ เช่น โรคอัมพาตกล้ามเนื้อลีบ ปัญญาอ่อน ตาบอด หูหนวก

ความพิการที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุ ภยันตรายต่างๆ จากอาวุธ จากยาอันตรายบางชนิด ภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม การรักษาพยาบาลที่ไม่ถูกวิธี การฆ่าตัวตายแต่ไม่ตาย เหล่านี้ก็เป็นอีกสาเหตุหลักของความพิการในปัจจุบัน

จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ.2544 พบว่าประเทศไทยมีผู้พิการ 1.1 ล้านคน ทั้งนี้ ได้รับการจดทะเบียนเป็นคนพิการตามกฎหมาย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2537 ถึงพฤศจิกายน 2548

แบ่งเป็น พิการทางการเคลื่อนไหว 243,704 คน พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย 70,272 คน พิการทางสติปัญญาและการเรียนรู้ 66,986 คน พิการทางการมองเห็น 52,519 คน และพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรม 15,749 คน

ด้วยลักษณะของความพิการที่แตกต่างกันนั้น ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ จึงจำเป็นที่อวัยวะเทียม หรือ "กายอุปกรณ์" สิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้การดำเนินชีวิตของคนพิการสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพื่อให้ความเป็นอยู่ของคนพิการ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการดูแล

"ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ" จึงจัดโครงการหน่วยบริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแบบเบ็ดเสร็จใน 4 ภูมิภาค


โครงการนี้เริ่มตั้งแต่การให้บริการในเหตุการณ์สึนามิ พบว่ายังมีคนพิการที่ยังไม่ได้รับการบริการด้านนี้อีกเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องพัฒนาการบริการให้ครอบคลุมและทั่วถึงทุกภูมิภาค

และที่สำคัญเพื่อให้คนพิการเข้าถึงบริการได้โดยสะดวก *นายแพทย์ชาตรี บานชื่น* อธิบดีกรมการแพทย์ จึงนำรถโมบายกายอุปกรณ์ ออกบริการในจังหวัดต่างๆ ซึ่งในปีนี้นำออกให้บริการทั้งสิ้น 4 ครั้ง คือที่จังหวัดเพชรบูรณ์ หนองคาย พะเยา และจังหวัดพังงา ส่วนในอนาคตจะออกให้บริการเดือนละครั้ง

สำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และหน่วยงานอื่นนำรถโมบายยูนิตออกให้บริการด้วยเช่นกัน

การที่ต้องมีรถโมบาย "กายอุปกรณ์" *แพทย์หญิงภัทริยา จารุทัศน์* ผู้อำนวยการศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ พูดถึงความจำเป็นในเรื่องนี้ว่า เพราะการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นวิธีหนึ่งที่จะนำคนพิการกลับสู่สังคม และตามสิทธิแล้วคนพิการจะต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางด้านการแพทย์ การศึกษา อาชีพ และสังคม เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม อยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี

ฉะนั้น เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว ทางศูนย์สิรินธรฯจึงเปิดฉากให้บริการแขน-ขาเทียมในเชิงรุก โดยนำรถโมบายยูนิตออกให้บริการในพื้นที่ต่างจังหวัด

*นับเป็นรถโมบายยูนิต รถให้บริการแขน-ขาเทียมเคลื่อนที่คันแรกของประเทศไทยที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี*

ออกให้บริการประเดิมแห่งแรกที่ *โรงเรียนอนุบาลเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์* ซึ่งมีคนพิการทั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียงจำนวนมากมารอรับบริการตั้งแต่เช้าตรู่

สีหน้าและแววตาของคนพิการเหล่านั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวัง เพราะพวกเขาไม่ต้องลำบากเดินทางไกล


หนึ่งในชายวัยฉกรรจ์ที่ต้องกลายเป็นคนพิการแขนขาด ชื่อ *นายชีพ บุ้งเจาะบาง* มาเข้าแถวยืนรอรับบริการเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

นายชีพบอกว่า เขาเป็นคนเพชรบูรณ์ อายุ 45 ปี แต่ต้องมาเป็นคนพิการเพราะแขนถูกเครื่องสีข้าวบั่นจนขาด

"เป็นคนพิการมาถึง 12 ปีแล้ว แรกๆ รู้สึกหงุดหงิดมากเพราะทำงานไม่ได้ เลยทำแขนเทียมขึ้นมาใช้เอง โดยนำท่อพีวีซีมาทำ ก็ช่วยได้บ้างแต่ไม่สะดวก กระทั่งรู้ว่าจะมีรถเคลื่อนที่มาให้บริการ ดีใจมากครับที่จะได้แขนเทียมที่สมบูรณ์จริงๆ เลยมารอตั้งแต่เช้า"

นายชีพบอกอีกว่า พอได้แขนเทียมเรียบร้อยแล้วจะไปขายไอศครีมต่อ เพราะตอนนี้กลายมาเป็นรายได้ของครอบครัวของเขา

นอกจากชาวจังหวัดเพชรบูรณ์แล้ว ยังมีคนพิการจากจังหวัดอื่นที่มารอรับกายอุปกรณ์เช่นเดียวกับนายชีพ คือ *นางยัว แซ่สง* คุณยายวัย 70 ปี ชาวจังหวัดน่าน

นางยัวมากับหลานออกจากบ้านมาแต่เช้า สิ่งที่นางยัวมารับนั้นเป็น "ขาเทียม"

"ขาของฉันขาดทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุโดนกับระเบิดที่จังหวัดน่าน จึงต้องตัดขาทั้งสองข้างนาน 20 ปีแล้ว แล้วใส่ขาเทียมมาตลอด จนอันเก่าชำรุดพังหมดแล้วมาคราวนี้ มารอรับอันใหม่ แต่มันก็ไม่เหมือนขาจริงหรอก เพราะเวลาเดินยังต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง จึงจะทำให้เดินได้สะดวกมากขึ้น พอเวลานอนก็ถอดออก สะดวกสบายดี ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ถ้าไม่มีขาเทียมฉันคงลำบากมากกว่านี้"

นอกจากยายยัวแล้ว *นางอนุสรา มั่นวาจา* มีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาคนพิการทีมชาติ ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาแล้วที่ประเทศโปรตุเกส ก็มารอรับกายอุปกรณ์ด้วยเช่นกัน เธอมาพร้อมสามี เดินทางมารับรถเข็น แม้ว่าอนุสราจะพูดไม่ได้ แต่สีหน้าแววตาของเธอนั้นบอกว่ามีความสุขอย่างยิ่ง

สำหรับรถโมบายยูนิตเคลื่อนที่คันแรกนี้ *นายบุญเกิด สุวไชย* ช่างกายอุปกรณ์ประจำรถโมบายยูนิต อธิบายว่า รถหน่วยบริการแขนขาเทียมเคลื่อนที่พระราชทาน เป็นสิ่งที่ช่างอยากได้มานานแล้ว

เพราะสมัยก่อนเวลาจะออกหน่วยแต่ละครั้งจะต้องเช่ารถขนของจำนวนมาก บางทีก็มีการกระเทือน ของก็เสียหาย

รถคันนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Malteser Foundation ประเทศเยอรมนี เป็นเหมือนโรงงานเคลื่อนที่ ภายในได้รับการออกแบบและติดตั้งเครื่องจักรที่ใช้สำหรับผลิตกายอุปกรณ์เทียม เช่น แขนและขาเทียม กายอุปกรณ์เสริม เช่น พลาสติคป้องกันเท้าตกสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตหรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง โลหะดามขา

ด้านท้ายของรถติดตั้งลิฟต์ที่มีระบบไฮดรอลิกส์ มีระบบปั่นไฟ ในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ทุรกันดารอีกด้วย

การออกหน่วยเคลื่อนที่ปกติในวันจันทร์และอังคารจะออกตรวจ ส่วนวันพุธถึงวันศุกร์จัดทำกายอุปกรณ์เพื่อมอบให้คนพิการ

สำหรับอายุการใช้งานของกายอุปกรณ์ที่ทำขึ้นนี้ ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ปกติอายุการใช้งานอยู่ระหว่าง 3-5 ปี หากมีปัญหาสถานพยาบาลทั่วประเทศสามารถรับซ่อมได้

บนรถเคลื่อนที่ยังเตรียมกายอุปกรณ์อื่นมามอบด้วย อาทิ รถวีลแชร์ รถเข็น ไม้ค้ำยัน

สำหรับปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี กรมการแพทย์ได้จัดทำโครงการพัฒนาความเป็นเลิศทางการได้ยินเพิ่มเติมให้กับคนพิการอีกด้วย

แม้ว่าครั้งแรกของการนำรถโมบายยูนิตออกให้บริการ พื้นที่ที่ไปจะไม่ทุรกันดารมากนัก แต่ต่อไปในอนาคตการทำงานของการให้บริการจะขยายขอบเขตออกไปเรื่อยๆ แม้แต่พื้นที่ทุรดันดาร รถโมบายยูนิตคันนี้ก็สามารถไปได้

เพราะแต่ละคนที่ทำงานนี้ต่างตระหนักว่า การฟื้นฟูสภาพร่างกายของคนพิการให้เขากลับมาสามารถใช้ชีวิตได้ตามแบบเดิมเกือบเท่าคนปกตินั้น เป็นความสุขอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะแต่กับคนพิการเท่านั้น ครอบครัวและสังคมของคนเหล่านั้นก็รู้สึกไม่เป็นภาระ และเห็นคนพิการเป็นทรัพยากรอันมีค่าของสังคม

*ยังสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคม*



 

นสพ.มติชนวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10265หน้า 33

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1