|
ชีวิตในโลกไร้เสียง
ในโลกของคนหูหนวกเต็มไปด้วยเรื่องราวที่คนปกติมักจะมองผ่านเลยไป
บางครั้งก็ยากจะเข้าถึง ชาธิป สุวรรณทอง มีรายงานเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก
นึกคิดที่อยู่ในจิตใจของผู้คนในโลกไร้เสียง
..............................................
นั่นคือ เสียงทั้งหมดที่คุณจะได้ยิน
นั่นคือ
ถ้อยคำทั้งหมดที่คุณจะพูดได้ ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติของคุณแจ่มใส
แต่คุณไม่สามารถสื่อสารมันออกไปต่อคนรอบตัวและสังคม
ทั้งหมด
ถูกกักขังอยู่ในร่างกายของคุณเอง
และนั่นคือ
สิ่งที่คุณต้องอยู่กับมันไปชั่วชีวิต ถ้าคุณเป็นเหมือนพวกเขา...
ถ้าคุณเป็นคนหูหนวก
ชีวิตในโลกไร้เสียง
สถาพร
ลำเทียนหญิงวัย 32 ปี เริ่มก่อตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพคนหูหนวกพร้อมทั้งรับตำแหน่งประธานศูนย์ฯ
ตั้งแต่เมื่อประมาณสามปีที่
ผ่านมา ด้วยความมุ่งหมายให้คนหูหนวกได้รวมตัวกันเพื่อประกอบอาชีพที่มีความแน่นอนและมั่นคง
โดยการรวมกลุ่มกันเข้าไปขอความร่วมมือจาก
หน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ ในการอบรมแนวทางการประกอบอาชีพ
รวมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานการให้ความช่วยเหลือคนหูหนวกที่ประสบปัญหาต่างๆ
ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องการประกอบอาชีพไปจนถึงให้
ความช่วยเหลือเมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี โดยขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวมีสมาชิกคนหูหนวกประมาณ
600 คนทั่วประเทศ
สถาพร
เป็นลูกสาวคนสุดท้องในครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่
พี่ชาย และพีสาว เมื่อแรกเกิดสถาพรมีประสาทการรับฟังปกติเหมือนเด็กทั่วไป
แต่
ต่อมาเมื่ออายุได้ประมาณ 3 4 ขวบ เธอเกิดอาการกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก
เมื่อไปพบแพทย์ ก็ให้ยามารับประทาน แต่ไม่หาย จนกระทั่งเปลี่ยนไป
รักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ แพทย์ที่รักษาระบุว่า
ยาที่สถาพรได้รับไม่ตรงกับอาการของโรคที่เธอเป็น จนกระทั่งเกิดอาการแพ้ยาทำให้สูญเสียการ
ได้ยินในที่สุด และเมื่อหูไม่ได้ยินก็ทำให้สถาพรลืมวิธีการพูด
และพูดไม่ได้ตามไปด้วย
จากการสื่อสารผ่านล่ามภาษามือ
สถาพรเล่าว่า การใช้ชีวิตของคนหูหนวกในครอบครัวคนหูดี
ช่างเป็นเรื่องยากลำบากและเต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะแม้แต่ผู้เป็นพ่อแม่ก็ไม่สามารถสื่อสารกับเธอให้เข้าใจได้
เนื่องจากไม่มีทักษะการใช้ภาษามือ ทำให้เธอไม่สามารถจะบอกถึงความต้องการต่างๆ
ได้ แต่โชคดีที่ครอบครัวของเธอยังพยายามทำความเข้าใจ
ทำให้เธอมีกำลังใจเรียนจนจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนคนหูหนวกแห่งหนึ่ง
ก่อนจะหันมายึด
อาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่กับบ้าน
ต่างจาก
เล็ก สาววัย 23 ปี ที่เดินทางหนีปัญหาภายในครอบครัวจากหาดใหญ่เข้ากรุงเทพฯ
ตั้งแต่ปี 2544 เล็กเล่าว่า ระยะแรกที่เข้ากรุงเทพฯ
เธอยึดอาชีพขายพวงมาลัยตามสี่แยกมีรายได้ประมาณเดือนละ
1,000 บาท ทำได้ไม่นานก็มีเพื่อนคนหูหนวกเหมือนกันชักชวนเข้าสู่วงจรของการขาย
บริการทางเพศ โดยมีหัวหน้าขบวนการเป็นคนหูหนวก ให้บริการกับลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติในราคาครั้งละ
300 บาท แต่เงินที่ได้มาจะถูก
หัวหน้าคนดังกล่าวเก็บไปเกือบหมด
จากการพูดคุยผ่านล่ามภาษามือ
ทำให้เห็นได้ชัดว่า เล็กมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอดส์น้อยมาก
โดยเล็กเข้าใจว่าการฉีดยาคุมกำเนิดสามารถป้องกันโรคเพศสัมพันธ์ต่างๆ
ได้
อย่างไรก็ตาม
ทุกวันนี้เล็กเลิกอาชีพขายบริการอย่างเด็ดขาด โดยหันไปยึดอาชีพหาที่จอดรถและโบกรถเข้าจอดในย่านเยาวราชกับเพื่อนคนหูหนวก
อีก 3 4 คน และพอใจกับรายได้วันละ 80 -200 บาทและไม่คิดจะย้อนกลับไปสู่อาชีพเดิมตามคำชักชวนของเพื่อนคนหูหนวกขายบริการที่ยังคง
แวะเวียนมาบ่อยๆ
การสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยข้อความสั้นๆ
ที่ถูกส่งมาทางโทรศัพท์มือถือ หูหนวก 2 ชีวิตตาย รถชน
สอบถาม สน.ดุสิต
นันทนา
ลำเทียน ครูสอนคนหูหนวกและผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพของคนหูหนวกเล่าว่า
การที่คนเราไม่ได้ยินเสียงนับว่ามีผล
กระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก เพราะเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างการที่คนหูหนวกมองเห็นคนอื่นคุยกันแล้วชำเลืองมองมา
ก็ทำให้เกิดความเครียด
แล้ว เพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตนเองกำลังตกเป็นหัวข้อของการสนทนาหรือไม่
ยิ่งเรื่องของการใช้รถใช้ถนนแล้ว การที่ไม่ได้ยินเสียง
ทำให้หลายครั้งคนหูหนวกต้องประสบเคราะห์กรรมจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
เพราะไม่ได้ยินเสียงรถ
ปัญหาในการประกอบอาชีพ
คือ การประกอบอาชีพส่วนตัว แต่ไม่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้
ต้องใช้ล่าม รวมทั้งปัญหาในการเดินทาง แม้ว่าคน
หูหนวกจะสามารถสอบใบขับขี่ได้ แต่หากเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน
คนหูหนวกจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิด
ขึ้นได้ และบ่อยครั้งที่ต้องยอมรับความผิดที่ไม่ได้กระทำ
เส้นทางการศึกษาของ
เด็กหูหนวก
ตุ๊ก
วัย 18 ปี นักเรียนชั้น ม.5 ในโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกแห่งหนึ่ง
(ตุ๊กขอให้ปกปิดชื่อจริงของเธอและชื่อโรงเรียน เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหากับ
ผู้บริหารโรงเรียนมากอยู่แล้ว) เล่าว่า การเรียนในโรงเรียนคนหูหนวกของเธอนั้นเป็นเรื่องยากมาก
เพราะดูเหมือนว่าวิธีการสอนของครูจะไม่มีการพัฒนาไปจากการบอกให้ลอกตามกระดานดำโดยไม่มีคำอธิบายว่าที่เธอและเพื่อนกำลังลอกอยู่นั้น
หมายความว่าอย่างไร ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ครูไม่เต็มใจสอน
เมื่อถึงเวลาสอบปรากฏว่า
ข้อสอบไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน เพราะข้อสอบชั้น ม.1
ม.2 ม.3 และม.4 เหมือนกันหมด ถ้าผลการสอบปรากฏว่าสอบได้
ครูก็ไม่อธิบายว่า ทำถูกเพราะอะไร ทำให้เธอไม่แน่ใจว่าถูกจริงหรือเปล่า
ขณะที่บางครั้งมั่นใจว่าทำได้ ครูกลับให้ตกทั้งห้อง
เวลาพ่อแม่ผู้ปกครองมาเยี่ยมที่โรงเรียนครูจะบอกพ่อแม่ว่าเด็กผ่านหมด
ทำให้ผู้ปกครองดีใจ แต่ความรู้สึกของเธอและเพื่อนๆ กลับเป็นตรงกันข้าม
เพราะมองไม่เห็นอนาคตว่าความรู้กระท่อนกระแท่นที่ได้รับจากโรงเรียนจะเอาไปใช้ทำอะไรต่อไปได้
เคยเดินเข้าไปบอกครูว่า
อยากเรียนจริงๆ อยากได้ความรู้ แต่ครูบอกว่า ไม่มีเวลาให้
เพราะต้องประชุมบ่อยๆ ต้องไปขอให้กรุณาให้ครูมาสอนก่อน
ในที่สุดก็เข้าใจได้ว่า ครูคงไม่อยากสอน วิธีการสอนก็คือ
ให้ลอกตามกระดานดำ แต่ครูไม่อธิบายว่าที่ลอกไปนั้นคืออะไร
เวลาขอให้ครูอธิบาย ครูก็ผัดผ่อนขอเป็นคราวหน้า แต่พอถึงชั่วโมงต่อไปก็ลืม
มาสอนใหม่ไม่เหมือนเดิม รู้สึกเสียเวลามาก สงสัยว่าทำไมครูดีๆ
มีน้อยนัก โรงเรียนมีครูประมาณ 50 คน แต่ที่สอนจริงๆ
มีเพียง 7 8 คนเท่านั้น ภาษามือของตุ๊ก สื่อความหมายได้อย่างนั้น
หลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนหูหนวกในระดับชั้น
ม.5 อย่างตุ๊กกำหนดให้เรียนทั้งวิชาสามัญ และวิชาอาชีพเช่นเดียวกับเด็กปกติ
แต่ประสิทธิผลของการศึกษากลับต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
ตุ๊กเล่าว่า
พ่อแม่อยากให้เธอทำหน้าที่ช่วยเหลือน้องชายที่เป็นเด็กปกติ
2 คน เธอจึงไปยืมหนังสือเรียน ม.5 ของน้องชายมาดู ผลก็คือ
เธอไม่สามารถ
อ่านหนังสือเรียน ม.5 ของเด็กปกติได้ และต่อมาพบว่าเมื่อเอาหนังสือเรียนชั้น
ป.4 ของน้องชายคนเล็กมาอ่าน ก็ยังอ่านไม่ได้ ทำให้ตุ๊กรู้สึกเสียใจมาก
ที่ความรู้ชั้น ม.5 ของเธอยังด้อยกว่าน้องทีเรียนชั้น
ป.4 รวมทั้งความฝันที่ว่าอยากเรียนต่อด้านกฎหมายหรือการแสดง
เพื่อไปสอนคนหูหนวกรุ่นน้องก็
พลันมืดมน เนื่องจากไม่แน่ใจว่า พื้นความรู้ทีมีอยู่จะเพียงพอสำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษาที่ต้องเรียนร่วมกับคนปกติได้
ที่อยากเห็นมากที่สุด
คือ อยากให้ครูเต็มใจสอน และทำให้นักเรียนได้รับความรู้จริงๆ
จะได้อยู่ในสังคมร่วมกับคนปกติได้ ทำงานได้ ขอฝากถึงผู้
บริหารทุกโรงเรียนว่า คนเป็นครูต้องสอนให้ดี มีความเป็นธรรม
อย่าคิดไม่ดีกับเด็ก ฝากถึงคนหูดีว่า คนหูหนวกมีปัญหาชีวิต
และการเรียน ขอความร่วมมือจากคนหูดี เวลาทำภาษามือคุยกับเพื่อนคนหูดีหาว่าบ้าหัวเราะเยาะ
ขอร้องอย่าหัวเราะเลย เคยมีคนหูดีมาหาว่าหยิ่ง คุยพูดด้วยไม่ยอมตอบ
ที่จริงมันไม่ได้ยิน นั่นคือ ความในใจที่ตุ๊กต้องการส่งผ่านไปยังระบบการศึกษาและสังคม
ด้าน
นันทนา ลำเทียน หรือ ครูเขี้ยว ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนสำหรับคนหูหนวกว่า
ปัญหาสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิตคร
ูสอนคนหูหนวกที่ยังด้อยคุณภาพ นักศึกษาครูไม่น้อยต้องการมาเป็นครูสอนคนหูหนวก
เพราะมีเงินเพิ่มพิเศษ แต่ไม่มีความรู้ภาษามือดีพอ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารหรืออธิบายบทเรียนให้เด็กเข้าใจได้
ส่งผลต่อมาให้ครูเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากสอน
พอเด็กถามมากๆ เข้าก็เลยแสดงออกด้วยความรุนแรง
ความรุนแรงที่ครูกระทำต่อเด็กเท่าที่ครูนันทนาเคยรับรู้มานั้น
มีทั้งการใช้น้ำตาเทียนหยดใส่ตัวเด็ก การทุบตี หรือบางโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประจำ
เด็กกินนอนที่โรงเรียน เมื่อผู้ปกครองนำเงินมาฝากครูไว้ให้ลูกมาขอเบิกใช้ก็ตั้งเงื่อนไขว่า
ต้องทำงานให้โรงเรียนก่อน เช่น ทำพัดกระดาษให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ
จึงจะยอมให้เบิกเงิน
อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่สังคมนอกรั้วโรงเรียนจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้
เพราะแต่ละโรงเรียนก็พยายามปกปิดปัญหาเนื่องจากไม
่ต้องการให้โรงเรียนเสียชื่อ รวมทั้งเกือบทุกโรงเรียนยังใช้วิธีการให้ผลการเรียนหรือเกรดดีๆ
กับเด็กที่จะจบจากโรงเรียนไป ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาในการเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่พิจารณารับเด็กจากผลการเรียน
แต่หลายครั้งที่เด็กผ่านเข้าไปเรียนระดับปริญญา
ทั้งๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้
ชีวิตในโรงเรียนไม่ง่าย
ตุ๊ก
เล่าว่า ปัญหาภายในโรงเรียนคนหูหนวกแทบไม่ต่างไปจากโรงเรียนสำหรับเด็กปกติ
หลายครั้งที่เธอได้รับรู้การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนระหว่าง
เพื่อนชายและหญิง ซึ่งมีทั้งกรณีเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายที่ได้คบหากันเป็นคู่รัก
และกรณีที่เกิดจาก ผู้ชาย...หิวๆ (ภาษามือ
แปลได้อย่างนั้น) ซึ่งจากที่เพื่อนหูหนวกโรงเรียนอื่นเล่ามา
ทำให้เธอเข้าใจว่า ปัญหาในโรงเรียนคนหูหนวกอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน
ส่วนปัญหายาเสพติดที่เป็นข่าวรายวันว่า
กำลังระบาดในหมู่นักเรียนนั้น ตุ๊กเล่าว่า ที่ผ่านมาเคยมีผู้ใหญ่หูดี
แต่หน้าตาร้ายๆ ไปดักรอเด็กหูหนวกหน้าโรงเรียนพยายามเอายามาให้เด็กลองกินโดยบอกว่ากินแล้วจะทำให้ขยัน
พอเด็กลองแล้วติดยาก็จะมาบอกขายเพื่อนๆ
ต่อกันไป แต่ตอนนี้หายหน้าไปหลังจากที่คนเริ่มสังเกตพฤติการณ์มากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาในโรงเรียนแทบจะเป็นไปไม่ได้
เพราะเด็กหูหนวกทุกคนไม่อยากให้ครูรู้ปัญหา เพราะครูจะเอาไปพูดต่อๆ
กันไป ทำให้ไม่มีเด็กคนใดเดินเข้าไปบอกปัญหาที่เกิดขึ้นต่อครู
เพราะไม่อยากให้เพื่อนเสียหายและไม่เชื่อว่าการบอกครูจะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่าง
แท้จริง
เด็กประจำครูจะบังคับให้ทำงานให้โรงเรียนจนมืดค่ำ
ส่วนการตีนั้นเมื่อก่อนแค่มาเรียนช้าครูตี 10 ทีแล้ว
ลอกกระดานดำช้าก็ตี ตอนนี้โชคดีที่กระทรวง
ศึกษาธิการห้ามตีแล้ว แต่ที่จริง เด็กโตครูไม่ค่อยตี
เพราะกลัวเด็กสู้ คิดว่าถ้าไม่ผิด แล้วมาตีเด็กก็คงต้องสู้เหมือนกัน
ตุ๊กเล่า
ลูกนก
นักเรียนวัยเดียวกับตุ๊กเล่าว่า ที่โรงเรียนของเธอเคยมีกรณีโรงเรียนต้องการรายชื่อนักเรียนไปขอรับทุนสนับสนุนกิจกรรม
ทำให้ครูเรียก
นักเรียนมา 10 คน เพื่อให้ลงชื่อโดยไม่ได้อธิบายว่า
ต้องการรายชื่อไปเพื่ออะไร รวมทั้งพับด้านบนของกระดาษปิดไว้
แรกทีเดียวเธอไม่ยอมลงชื่อ เนื่องจากไม่เห็น ข้อความด้านบน
ทำให้ถูกครูหยิกเอวจนต้องยอมลงชื่อให้ไป นอกจากนี้ที่ผ่านมาเคยมีครูบังคับให้เด็กดูหนังสือโป๊
แต่ต่อมา
ครูคนดังกล่าวก็ถูกไล่ออกไป
กฎหมายเพื่อคนพิการ
ถาวร
เสนเนียม ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
สภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยการเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญติการฟื้นฟู
สมรรถภาพคนพิการ (ฉบับที่...) พ.ศ.... เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
พ.ศ.2534 ว่าประเด็นสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ที่การเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่ว่าด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมจัดหางานให้คนพิการมีงานทำ
นอกจากนี้
ยังมีเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
โดยนอกเหนือจากการเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการฟื้นฟู
สมรรถภาพคนพิการแก่รัฐมนตรีรวมทั้งส่งเสริมหน่วยงานต่างๆ
ในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแล้ว ยังได้กำหนดบทบาทของคณะกรรมการฯ
ในการสนับสนุนส่งเสริมการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของคนพิการที่มีความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงาน
ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้ปกครองคนพิการมีส่วนในการจัดบริการการศึกษา
รวมทั้งแก้ไขในส่วนที่ว่าด้วยการศึกษาของคนพิการ โดยระบุว่าคนพิการที่ได้จดทะเบียนเพื่อรับสิทธิในการพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพให้ได้รับการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
ซึ่งจะสอดคล้องกับสิทธิในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
12 ปี จากรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ
ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังได้ระบุเกี่ยวกับการจัดหาบุคลากรเพื่อให้ความช่วยเหลือคนพิการในด้านคดีความ
เพิ่มโดยระบุให้มีล่ามแปลภาษามือสำหรับ
รองรับกิจกรรมที่คนพิการเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในสถานีตำรวจ
ศาล โรงพยาบาล เพื่อประโยชน์ในการปกป้องสิทธิของคนพิการ
ซึ่งสามารถ
ทำได้โดยการขึ้นทะเบียนผู้มีความสามารถในการใช้ภาษามือ
และเรียกมาใช้พร้อมให้ค่าตอบแทนเป็นคราวๆ ไปไม่ต้องจ้างประจำ
ทั้งนี้ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก่อนจะดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ
เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป
คำพูดสุดท้ายก่อนจากกัน
สถาพร ประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพคนหูหนวก
ฝากไปถึงคนปกติทุกคนว่า คนพิการไม่ได้ต้องการความ
เห็นใจ ไม่ต้องการเพียงเงินบริจาคหรือความช่วยเหลือพร่ำเพรื่อ
แต่ต้องการโอกาสในการทำงานสุจริตเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว
รวมทั้งยอมรับในฐานะเพื่อนมนุษย์และสมาชิกร่วมสังคม
สิ่งเล็กน้อยเพียงเท่านี้จากคนปกติก็เพียงพอจะทำให้คนหูหนวกมีชีวิตอยู่ได้ย่างไม่ยาก
เย็นนัก
ของฝากจากอ๊อด
อ๊อด หนุ่มหูหนวกวัย 25 ปี อาชีพช่วยกิจการขายผ้าของครอบครัว
ฝากบอกไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเหตุต้องจับกุมผู้
ต้องหาที่เป็นคนหูหนวก ขอให้ใส่กุญแจมือโดยให้แขนและมืออยู่ด้านหน้า
อย่าให้มือไพล่หลัง เพราะคนหูหนวกจะไม่สามารถสื่อสารหรือบอกความ
ต้องการใดๆ ได้เลย
อ๊อดยังฝากถามถึงกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ว่า
เหตุใดกรณีคนปกติที่ถูกดำเนินคดีมีสิทธิในการเลือกทนายที่ว่าความให้ได้
แต่ในการดำเนิน
คดีกับคนหูหนวกกลับไม่สามารถเลือกทนายรวมทั้งล่ามภาษามือที่ทำหน้าที่แปลคำให้การของคนหูหนวกในศาล
ที่ผ่านมาเคยมี
ปรากฏว่าล่ามภาษามือที่ศาลจัดให้แปลไม่ตรงกับคำให้การจริง
ทำให้ผู้ต้องหาคนหูหนวกต้องติดคุกฟรีมาแล้ว |