Skip Navigation


 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

ชีวิตในโลกไร้เสียง

ในโลกของคนหูหนวกเต็มไปด้วยเรื่องราวที่คนปกติมักจะมองผ่านเลยไป บางครั้งก็ยากจะเข้าถึง ชาธิป สุวรรณทอง มีรายงานเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก
นึกคิดที่อยู่ในจิตใจของผู้คนในโลกไร้เสียง

“..............................................” นั่นคือ เสียงทั้งหมดที่คุณจะได้ยิน

นั่นคือ ถ้อยคำทั้งหมดที่คุณจะพูดได้ ความรู้สึก ความเชื่อ ทัศนคติของคุณแจ่มใส แต่คุณไม่สามารถสื่อสารมันออกไปต่อคนรอบตัวและสังคม ทั้งหมด
ถูกกักขังอยู่ในร่างกายของคุณเอง

และนั่นคือ สิ่งที่คุณต้องอยู่กับมันไปชั่วชีวิต ถ้าคุณเป็นเหมือนพวกเขา... ถ้าคุณเป็นคนหูหนวก

ชีวิตในโลกไร้เสียง

สถาพร ลำเทียนหญิงวัย 32 ปี เริ่มก่อตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพคนหูหนวกพร้อมทั้งรับตำแหน่งประธานศูนย์ฯ ตั้งแต่เมื่อประมาณสามปีที่
ผ่านมา ด้วยความมุ่งหมายให้คนหูหนวกได้รวมตัวกันเพื่อประกอบอาชีพที่มีความแน่นอนและมั่นคง โดยการรวมกลุ่มกันเข้าไปขอความร่วมมือจาก
หน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ ในการอบรมแนวทางการประกอบอาชีพ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานการให้ความช่วยเหลือคนหูหนวกที่ประสบปัญหาต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องการประกอบอาชีพไปจนถึงให้
ความช่วยเหลือเมื่อถูกจับกุมดำเนินคดี โดยขณะนี้ศูนย์ดังกล่าวมีสมาชิกคนหูหนวกประมาณ 600 คนทั่วประเทศ

สถาพร เป็นลูกสาวคนสุดท้องในครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อ แม่ พี่ชาย และพีสาว เมื่อแรกเกิดสถาพรมีประสาทการรับฟังปกติเหมือนเด็กทั่วไป แต่
ต่อมาเมื่ออายุได้ประมาณ 3 – 4 ขวบ เธอเกิดอาการกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก เมื่อไปพบแพทย์ ก็ให้ยามารับประทาน แต่ไม่หาย จนกระทั่งเปลี่ยนไป
รักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ แพทย์ที่รักษาระบุว่า ยาที่สถาพรได้รับไม่ตรงกับอาการของโรคที่เธอเป็น จนกระทั่งเกิดอาการแพ้ยาทำให้สูญเสียการ
ได้ยินในที่สุด และเมื่อหูไม่ได้ยินก็ทำให้สถาพรลืมวิธีการพูด และพูดไม่ได้ตามไปด้วย

จากการสื่อสารผ่านล่ามภาษามือ สถาพรเล่าว่า การใช้ชีวิตของคนหูหนวกในครอบครัวคนหูดี ช่างเป็นเรื่องยากลำบากและเต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะแม้แต่ผู้เป็นพ่อแม่ก็ไม่สามารถสื่อสารกับเธอให้เข้าใจได้ เนื่องจากไม่มีทักษะการใช้ภาษามือ ทำให้เธอไม่สามารถจะบอกถึงความต้องการต่างๆ
ได้ แต่โชคดีที่ครอบครัวของเธอยังพยายามทำความเข้าใจ ทำให้เธอมีกำลังใจเรียนจนจบชั้น ม.6 จากโรงเรียนคนหูหนวกแห่งหนึ่ง ก่อนจะหันมายึด
อาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่กับบ้าน

ต่างจาก “เล็ก” สาววัย 23 ปี ที่เดินทางหนีปัญหาภายในครอบครัวจากหาดใหญ่เข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2544 เล็กเล่าว่า ระยะแรกที่เข้ากรุงเทพฯ เธอยึดอาชีพขายพวงมาลัยตามสี่แยกมีรายได้ประมาณเดือนละ 1,000 บาท ทำได้ไม่นานก็มีเพื่อนคนหูหนวกเหมือนกันชักชวนเข้าสู่วงจรของการขาย
บริการทางเพศ โดยมีหัวหน้าขบวนการเป็นคนหูหนวก ให้บริการกับลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติในราคาครั้งละ 300 บาท แต่เงินที่ได้มาจะถูก
หัวหน้าคนดังกล่าวเก็บไปเกือบหมด

จากการพูดคุยผ่านล่ามภาษามือ ทำให้เห็นได้ชัดว่า เล็กมีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอดส์น้อยมาก โดยเล็กเข้าใจว่าการฉีดยาคุมกำเนิดสามารถป้องกันโรคเพศสัมพันธ์ต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เล็กเลิกอาชีพขายบริการอย่างเด็ดขาด โดยหันไปยึดอาชีพหาที่จอดรถและโบกรถเข้าจอดในย่านเยาวราชกับเพื่อนคนหูหนวก
อีก 3 – 4 คน และพอใจกับรายได้วันละ 80 -200 บาทและไม่คิดจะย้อนกลับไปสู่อาชีพเดิมตามคำชักชวนของเพื่อนคนหูหนวกขายบริการที่ยังคง
แวะเวียนมาบ่อยๆ

การสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งมาทางโทรศัพท์มือถือ “หูหนวก 2 ชีวิตตาย รถชน สอบถาม สน.ดุสิต”

นันทนา ลำเทียน ครูสอนคนหูหนวกและผู้ประสานงานศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพของคนหูหนวกเล่าว่า การที่คนเราไม่ได้ยินเสียงนับว่ามีผล
กระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก เพราะเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างการที่คนหูหนวกมองเห็นคนอื่นคุยกันแล้วชำเลืองมองมา ก็ทำให้เกิดความเครียด
แล้ว เพราะไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตนเองกำลังตกเป็นหัวข้อของการสนทนาหรือไม่ ยิ่งเรื่องของการใช้รถใช้ถนนแล้ว การที่ไม่ได้ยินเสียง ทำให้หลายครั้งคนหูหนวกต้องประสบเคราะห์กรรมจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เพราะไม่ได้ยินเสียงรถ

ปัญหาในการประกอบอาชีพ คือ การประกอบอาชีพส่วนตัว แต่ไม่สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ ต้องใช้ล่าม รวมทั้งปัญหาในการเดินทาง แม้ว่าคน
หูหนวกจะสามารถสอบใบขับขี่ได้ แต่หากเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน คนหูหนวกจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิด
ขึ้นได้ และบ่อยครั้งที่ต้องยอมรับความผิดที่ไม่ได้กระทำ

เส้นทางการศึกษาของ “เด็กหูหนวก”

“ตุ๊ก” วัย 18 ปี นักเรียนชั้น ม.5 ในโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกแห่งหนึ่ง (ตุ๊กขอให้ปกปิดชื่อจริงของเธอและชื่อโรงเรียน เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหากับ
ผู้บริหารโรงเรียนมากอยู่แล้ว) เล่าว่า การเรียนในโรงเรียนคนหูหนวกของเธอนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะดูเหมือนว่าวิธีการสอนของครูจะไม่มีการพัฒนาไปจากการบอกให้ลอกตามกระดานดำโดยไม่มีคำอธิบายว่าที่เธอและเพื่อนกำลังลอกอยู่นั้น
หมายความว่าอย่างไร ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ครูไม่เต็มใจสอน

เมื่อถึงเวลาสอบปรากฏว่า ข้อสอบไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน เพราะข้อสอบชั้น ม.1 ม.2 ม.3 และม.4 เหมือนกันหมด ถ้าผลการสอบปรากฏว่าสอบได้
ครูก็ไม่อธิบายว่า ทำถูกเพราะอะไร ทำให้เธอไม่แน่ใจว่าถูกจริงหรือเปล่า ขณะที่บางครั้งมั่นใจว่าทำได้ ครูกลับให้ตกทั้งห้อง เวลาพ่อแม่ผู้ปกครองมาเยี่ยมที่โรงเรียนครูจะบอกพ่อแม่ว่าเด็กผ่านหมด ทำให้ผู้ปกครองดีใจ แต่ความรู้สึกของเธอและเพื่อนๆ กลับเป็นตรงกันข้าม เพราะมองไม่เห็นอนาคตว่าความรู้กระท่อนกระแท่นที่ได้รับจากโรงเรียนจะเอาไปใช้ทำอะไรต่อไปได้

“เคยเดินเข้าไปบอกครูว่า อยากเรียนจริงๆ อยากได้ความรู้ แต่ครูบอกว่า ไม่มีเวลาให้ เพราะต้องประชุมบ่อยๆ ต้องไปขอให้กรุณาให้ครูมาสอนก่อน
ในที่สุดก็เข้าใจได้ว่า ครูคงไม่อยากสอน วิธีการสอนก็คือ ให้ลอกตามกระดานดำ แต่ครูไม่อธิบายว่าที่ลอกไปนั้นคืออะไร เวลาขอให้ครูอธิบาย ครูก็ผัดผ่อนขอเป็นคราวหน้า แต่พอถึงชั่วโมงต่อไปก็ลืม มาสอนใหม่ไม่เหมือนเดิม รู้สึกเสียเวลามาก สงสัยว่าทำไมครูดีๆ มีน้อยนัก โรงเรียนมีครูประมาณ 50 คน แต่ที่สอนจริงๆ มีเพียง 7 – 8 คนเท่านั้น” ภาษามือของตุ๊ก สื่อความหมายได้อย่างนั้น

หลักสูตรการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนหูหนวกในระดับชั้น ม.5 อย่างตุ๊กกำหนดให้เรียนทั้งวิชาสามัญ และวิชาอาชีพเช่นเดียวกับเด็กปกติ แต่ประสิทธิผลของการศึกษากลับต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

ตุ๊กเล่าว่า พ่อแม่อยากให้เธอทำหน้าที่ช่วยเหลือน้องชายที่เป็นเด็กปกติ 2 คน เธอจึงไปยืมหนังสือเรียน ม.5 ของน้องชายมาดู ผลก็คือ เธอไม่สามารถ
อ่านหนังสือเรียน ม.5 ของเด็กปกติได้ และต่อมาพบว่าเมื่อเอาหนังสือเรียนชั้น ป.4 ของน้องชายคนเล็กมาอ่าน ก็ยังอ่านไม่ได้ ทำให้ตุ๊กรู้สึกเสียใจมาก
ที่ความรู้ชั้น ม.5 ของเธอยังด้อยกว่าน้องทีเรียนชั้น ป.4 รวมทั้งความฝันที่ว่าอยากเรียนต่อด้านกฎหมายหรือการแสดง เพื่อไปสอนคนหูหนวกรุ่นน้องก็
พลันมืดมน เนื่องจากไม่แน่ใจว่า พื้นความรู้ทีมีอยู่จะเพียงพอสำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษาที่ต้องเรียนร่วมกับคนปกติได้

“ที่อยากเห็นมากที่สุด คือ อยากให้ครูเต็มใจสอน และทำให้นักเรียนได้รับความรู้จริงๆ จะได้อยู่ในสังคมร่วมกับคนปกติได้ ทำงานได้ ขอฝากถึงผู้
บริหารทุกโรงเรียนว่า คนเป็นครูต้องสอนให้ดี มีความเป็นธรรม อย่าคิดไม่ดีกับเด็ก ฝากถึงคนหูดีว่า คนหูหนวกมีปัญหาชีวิต และการเรียน ขอความร่วมมือจากคนหูดี เวลาทำภาษามือคุยกับเพื่อนคนหูดีหาว่าบ้าหัวเราะเยาะ ขอร้องอย่าหัวเราะเลย เคยมีคนหูดีมาหาว่าหยิ่ง คุยพูดด้วยไม่ยอมตอบ ที่จริงมันไม่ได้ยิน” นั่นคือ ความในใจที่ตุ๊กต้องการส่งผ่านไปยังระบบการศึกษาและสังคม

ด้าน นันทนา ลำเทียน หรือ “ครูเขี้ยว” ให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนสำหรับคนหูหนวกว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิตคร
ูสอนคนหูหนวกที่ยังด้อยคุณภาพ นักศึกษาครูไม่น้อยต้องการมาเป็นครูสอนคนหูหนวก เพราะมีเงินเพิ่มพิเศษ แต่ไม่มีความรู้ภาษามือดีพอ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารหรืออธิบายบทเรียนให้เด็กเข้าใจได้ ส่งผลต่อมาให้ครูเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากสอน พอเด็กถามมากๆ เข้าก็เลยแสดงออกด้วยความรุนแรง

ความรุนแรงที่ครูกระทำต่อเด็กเท่าที่ครูนันทนาเคยรับรู้มานั้น มีทั้งการใช้น้ำตาเทียนหยดใส่ตัวเด็ก การทุบตี หรือบางโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประจำ
เด็กกินนอนที่โรงเรียน เมื่อผู้ปกครองนำเงินมาฝากครูไว้ให้ลูกมาขอเบิกใช้ก็ตั้งเงื่อนไขว่า ต้องทำงานให้โรงเรียนก่อน เช่น ทำพัดกระดาษให้ครบตามจำนวนที่ต้องการ จึงจะยอมให้เบิกเงิน

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่สังคมนอกรั้วโรงเรียนจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้ เพราะแต่ละโรงเรียนก็พยายามปกปิดปัญหาเนื่องจากไม
่ต้องการให้โรงเรียนเสียชื่อ รวมทั้งเกือบทุกโรงเรียนยังใช้วิธีการให้ผลการเรียนหรือเกรดดีๆ กับเด็กที่จะจบจากโรงเรียนไป ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาในการเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาที่พิจารณารับเด็กจากผลการเรียน แต่หลายครั้งที่เด็กผ่านเข้าไปเรียนระดับปริญญา
ทั้งๆ ที่ยังอ่านหนังสือไม่ได้

ชีวิตในโรงเรียนไม่ง่าย

“ตุ๊ก” เล่าว่า ปัญหาภายในโรงเรียนคนหูหนวกแทบไม่ต่างไปจากโรงเรียนสำหรับเด็กปกติ หลายครั้งที่เธอได้รับรู้การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนระหว่าง
เพื่อนชายและหญิง ซึ่งมีทั้งกรณีเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายที่ได้คบหากันเป็นคู่รัก และกรณีที่เกิดจาก “ผู้ชาย...หิวๆ” (ภาษามือ
แปลได้อย่างนั้น) ซึ่งจากที่เพื่อนหูหนวกโรงเรียนอื่นเล่ามา ทำให้เธอเข้าใจว่า ปัญหาในโรงเรียนคนหูหนวกอื่นๆ ก็คงไม่ต่างกัน

ส่วนปัญหายาเสพติดที่เป็นข่าวรายวันว่า กำลังระบาดในหมู่นักเรียนนั้น ตุ๊กเล่าว่า ที่ผ่านมาเคยมีผู้ใหญ่หูดี แต่หน้าตาร้ายๆ ไปดักรอเด็กหูหนวกหน้าโรงเรียนพยายามเอายามาให้เด็กลองกินโดยบอกว่ากินแล้วจะทำให้ขยัน พอเด็กลองแล้วติดยาก็จะมาบอกขายเพื่อนๆ
ต่อกันไป แต่ตอนนี้หายหน้าไปหลังจากที่คนเริ่มสังเกตพฤติการณ์มากขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาในโรงเรียนแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเด็กหูหนวกทุกคนไม่อยากให้ครูรู้ปัญหา เพราะครูจะเอาไปพูดต่อๆ กันไป ทำให้ไม่มีเด็กคนใดเดินเข้าไปบอกปัญหาที่เกิดขึ้นต่อครู เพราะไม่อยากให้เพื่อนเสียหายและไม่เชื่อว่าการบอกครูจะทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่าง
แท้จริง

“เด็กประจำครูจะบังคับให้ทำงานให้โรงเรียนจนมืดค่ำ ส่วนการตีนั้นเมื่อก่อนแค่มาเรียนช้าครูตี 10 ทีแล้ว ลอกกระดานดำช้าก็ตี ตอนนี้โชคดีที่กระทรวง
ศึกษาธิการห้ามตีแล้ว แต่ที่จริง เด็กโตครูไม่ค่อยตี เพราะกลัวเด็กสู้ คิดว่าถ้าไม่ผิด แล้วมาตีเด็กก็คงต้องสู้เหมือนกัน” ตุ๊กเล่า

“ลูกนก” นักเรียนวัยเดียวกับตุ๊กเล่าว่า ที่โรงเรียนของเธอเคยมีกรณีโรงเรียนต้องการรายชื่อนักเรียนไปขอรับทุนสนับสนุนกิจกรรม ทำให้ครูเรียก
นักเรียนมา 10 คน เพื่อให้ลงชื่อโดยไม่ได้อธิบายว่า ต้องการรายชื่อไปเพื่ออะไร รวมทั้งพับด้านบนของกระดาษปิดไว้ แรกทีเดียวเธอไม่ยอมลงชื่อ เนื่องจากไม่เห็น ข้อความด้านบน ทำให้ถูกครูหยิกเอวจนต้องยอมลงชื่อให้ไป นอกจากนี้ที่ผ่านมาเคยมีครูบังคับให้เด็กดูหนังสือโป๊ แต่ต่อมา
ครูคนดังกล่าวก็ถูกไล่ออกไป

กฎหมายเพื่อคนพิการ

ถาวร เสนเนียม ประธานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรเปิดเผยการเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญติการฟื้นฟู
สมรรถภาพคนพิการ (ฉบับที่...) พ.ศ.... เพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ.2534 ว่าประเด็นสำคัญของการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ที่การเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนที่ว่าด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมจัดหางานให้คนพิการมีงานทำ

นอกจากนี้ ยังมีเพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ โดยนอกเหนือจากการเสนอแนะนโยบายเกี่ยวกับการฟื้นฟู
สมรรถภาพคนพิการแก่รัฐมนตรีรวมทั้งส่งเสริมหน่วยงานต่างๆ ในการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการแล้ว ยังได้กำหนดบทบาทของคณะกรรมการฯ ในการสนับสนุนส่งเสริมการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาของคนพิการที่มีความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงาน
ส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้ปกครองคนพิการมีส่วนในการจัดบริการการศึกษา รวมทั้งแก้ไขในส่วนที่ว่าด้วยการศึกษาของคนพิการ โดยระบุว่าคนพิการที่ได้จดทะเบียนเพื่อรับสิทธิในการพัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพให้ได้รับการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ซึ่งจะสอดคล้องกับสิทธิในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี จากรัฐโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ

ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังได้ระบุเกี่ยวกับการจัดหาบุคลากรเพื่อให้ความช่วยเหลือคนพิการในด้านคดีความ เพิ่มโดยระบุให้มีล่ามแปลภาษามือสำหรับ
รองรับกิจกรรมที่คนพิการเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งในสถานีตำรวจ ศาล โรงพยาบาล เพื่อประโยชน์ในการปกป้องสิทธิของคนพิการ ซึ่งสามารถ
ทำได้โดยการขึ้นทะเบียนผู้มีความสามารถในการใช้ภาษามือ และเรียกมาใช้พร้อมให้ค่าตอบแทนเป็นคราวๆ ไปไม่ต้องจ้างประจำ

ทั้งนี้ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก่อนจะดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ
เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป

คำพูดสุดท้ายก่อนจากกัน สถาพร ประธานศูนย์พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมอาชีพคนหูหนวก ฝากไปถึงคนปกติทุกคนว่า คนพิการไม่ได้ต้องการความ
เห็นใจ ไม่ต้องการเพียงเงินบริจาคหรือความช่วยเหลือพร่ำเพรื่อ แต่ต้องการโอกาสในการทำงานสุจริตเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมทั้งยอมรับในฐานะเพื่อนมนุษย์และสมาชิกร่วมสังคม สิ่งเล็กน้อยเพียงเท่านี้จากคนปกติก็เพียงพอจะทำให้คนหูหนวกมีชีวิตอยู่ได้ย่างไม่ยาก
เย็นนัก

ของฝากจากอ๊อด
“อ๊อด” หนุ่มหูหนวกวัย 25 ปี อาชีพช่วยกิจการขายผ้าของครอบครัว ฝากบอกไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเหตุต้องจับกุมผู้
ต้องหาที่เป็นคนหูหนวก ขอให้ใส่กุญแจมือโดยให้แขนและมืออยู่ด้านหน้า อย่าให้มือไพล่หลัง เพราะคนหูหนวกจะไม่สามารถสื่อสารหรือบอกความ
ต้องการใดๆ ได้เลย

อ๊อดยังฝากถามถึงกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ว่า เหตุใดกรณีคนปกติที่ถูกดำเนินคดีมีสิทธิในการเลือกทนายที่ว่าความให้ได้ แต่ในการดำเนิน
คดีกับคนหูหนวกกลับไม่สามารถเลือกทนายรวมทั้งล่ามภาษามือที่ทำหน้าที่แปลคำให้การของคนหูหนวกในศาล

ที่ผ่านมาเคยมี ปรากฏว่าล่ามภาษามือที่ศาลจัดให้แปลไม่ตรงกับคำให้การจริง ทำให้ผู้ต้องหาคนหูหนวกต้องติดคุกฟรีมาแล้ว

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ปีที่ 16 ฉบับที่ 5271 วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2546

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1