|
ล่ามภาษามือ"ตัวประกอบศึกอภิปรายที่น่าจดจำ
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่กำลังเปิดสมรภูมิรบกันอยู่ในสภานั้น
เป็นที่จับตามองของประชาชนไทยแทบทุกหลังคาเรือน เพราะเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองที่ทุกคนล้วนมีส่วนร่วม
พระเอกของเรื่องอาจจะอยู่ที่รัฐมนตรี หรือ ส.ส.ทั้งพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
แต่ทุกครั้งที่มีศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจยังมีตัวประกอบอีกจำนวนมากที่ต้องเข้ามาเอี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย
หากได้ติดตามการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง
11 จะสังเกตเห็นว่า ในศึกอภิปรายยุคหลังๆ จะปรากฏจอภาพขนาดเล็กด้านขวาของโทรทัศน์ที่มี
"ล่ามภาษามือ" ถ่ายทอดคำพูดของ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติในสภาให้กับผู้พิการทางหูให้ได้รับทราบว่า
ขณะนี้ ส.ส.ที่พวกเขาเลือกเข้ามาบริหารบ้านเมืองกำลังอภิปรายเรื่องอะไรกันอยู่
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้
ทีมล่ามภาษามือที่จะต้องอยู่โยงตลอดการอภิปรายยกขบวนมาประจำการอยู่บริเวณชั้นลอย
ในที่ประชุมสภา จำนวน 4 คนด้วยกัน ประกอบด้วย กันยา แซ่อึ่ง
กนิษฐา รัตนสินธุ์ จุฑามาศ สุธนวัฒนาเจริญ และสุชาดา มโนรถจตุรงค์
ซึ่งทุกคนล้วนเป็นล่ามภาษามือจาก สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
ที่ส่งมาทำหน้าที่ถ่ายทอดภาษาเสียงให้เป็นภาษามือ
กันยา แซ่อึ่ง หนึ่งในทีมล่ามภาษามือเท้าความให้ฟังว่า
ล่ามภาษามือเริ่มปรากฎให้เห็นทางจอโทรทัศน์ในการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยเริ่มแรกนั้นได้รับการผลักดันและสนับสนุนจากมูลนิธิพัฒนาคนพิการ
โดยนายสุวโรช พลัง ส.ส.ชุมพร และ น.ส.กาญจนา ศิลปอาชา
ส.ส.สุพรรณบุรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิคนพิการไทยอยู่
โดยการอภิปรายแต่ละครั้งจะมีทีมล่ามภาษามือมาประจำการประมาณ
4-5 คน
สำหรับทีมล่ามทั้ง 4 คนนั้น ปกติจะทำหน้าที่แปลข่าวอยู่ทางช่อง
11 อยู่แล้ว โดยเป็นผู้ที่มีสภาพร่างกาย การได้ยินปกติดีทุกอย่างและมีความรู้ด้านภาษามือเป็นอย่างดี
เพราะการเป็นล่ามภาษามือนั้น เมื่อได้ยินเสียงก็จะต้องคิดว่าจะต้องทำท่าอย่างไร
เพื่อสื่อสารได้ถูกต้องชัดเจน
" เราจะแบ่งกันรับช่วงแปลคนละ 30 นาที ในช่วงเริ่มการอภิปรายแต่ละวัน
พอครบ 30 นาที ก็จะเปลี่ยนให้คนใหม่ขึ้นทำหน้าที่แทน แต่หากการอภิปรายกินเวลาต่อเนื่องยาวนานจนถึงมืดค่ำ
เราก็จะลดเวลารับผิดชอบลง จาก 30 อาจเป็นคนละ 20 นาที
15 นาที เพราะยิ่งอภิปรายนาน ก็จะยิ่งล้า บ้างครั้งมีอาการเบลอเพราะไม่ได้พักผ่อน"
การแปลภาษาพูดให้เป็นภาษามือนั้น
ล่ามจะไม่แปลคำพูดทุกคำของ ส.ส.แต่จะใช้วิธีการรวบเนื้อความในประโยคนั้นและถ่ายทอดออกมาเป็นภาษามือให้ได้ใจความที่ถูกต้อง
เพราะหากจะแปลทุกคำพูดผ่านภาษามือจะทำให้แปลไม่ทัน ซึ่งกันยาเองก็ยอมรับว่า
บางครั้งก็มีความผิดพลาดในการถ่ายทอดเป็นภาษามือบ้างเหมือนกัน
และหากจะกลับมาแก้ไขก็คงไม่ทันการ เพราะผู้พูดพูดอย่างต่อเนื่อง
เพียงแต่การแปลประโยคต่อมาจะต้องกลับมาสู่ประเด็นที่ถูกต้องตามที่ผู้พูดพูดออกมา
" การแปลภาษามือจะยากที่ศัพท์ทางการเมืองซึ่งเป็นคำเฉพาะกับศัพท์ภาษาอังกฤษ
หากคำไหนเราไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้เลย ก็จะใช้วิธีการสะกดคำเอา
คือใช้ภาษามือเป็นพยัญชนะ กอ ไก่ ขอ ไข่ เอ บี ซี เช่น
ชื่อรัฐมนตรี ส.ส. หรือชื่อกระทรวงที่จะใช้สัญลักษณ์ร่วมกับการสะกดคำ
และที่รู้สึกว่าเราทำงานยากหน่อย คือ ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้
ที่จะพูดด้วยสำเนียงทองแดงและรัว เร็ว ต้องตั้งใจฟังให้ดี
บางครั้งเราฟังไม่รู้เรื่องก็จะถ่ายทอดไม่ได้"
แต่แม้ว่า ส.ส.จากภาคใต้
จะมีสำเนียงการพูดที่เป็นอุปสรรคต่อการถ่ายทอดภาษามือ
แต่คุณกันยาก็บอกว่าเธอชอบที่จะแปลภาษามือให้กับ ไตรรงค์
สุวรรณคีรีและเฉลิม อยู่บำรุง ที่จะมีลีลาการอภิปรายดุเด็ดเผ็ดมันส์
เร้าใจ ซึ่งการถ่ายทอดของล่ามก็จะต้องออกทางสีหน้า ท่าทางด้วย
เพื่อให้ผู้พิการได้รับความรู้สึกผ่านการแสดงออกดังกล่าว
และจะไม่มีการยกเว้นที่จะถ่ายทอดภาษามือ แม้ว่าในการอภิปรายจะเป็นถ้อยคำส่อเสียด
เหน็บแนม หรือการประท้วงกันก็ตามที
" เราจะแปลทุกช่วง แม้แต่เวลามีผู้ประท้วง
ซึ่งบางครั้งจะใช้ 2 มือเป็นตัวแทนของ 2 ฝ่าย แสดงการโต้เถียงกัน
แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ ต้องใช้ภาษามือที่สุภาพ สำรวม
เพราะภาษามือก็มีระดับของความสุภาพ เราต้องรู้ว่าเรากำลังพูดกับคนทั้งประเทศจะแสดงภาษาที่ไม่เหมาะสมออกไปไม่ได้
ซึ่งการเป็นล่ามภาษามือนี่จะหิวน้ำมาก หลายคนได้ยินก็จะบอกว่าทำไมถึงหิวน้ำ
ไม่ได้ออกเสียงสักหน่อย แต่เราต้องแสดงสีหน้า ต้องขยับปาก
แม้จะไม่มีเสียงก็ตาม มีคนแนะนำว่าให้ปิดปากเฉยๆ สิ หน้ามันก็ไม่แสดงอารมณ์อีก"
ในฐานะที่ทำหน้าที่ล่ามภาษามือมานาน
กันยาได้ให้ความเห็นว่า การเปิดให้มีล่ามภาษามือในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น
เป็นผลดีอย่างมากต่อคนหูพิการเพราะเป็นสิทธิที่พวกเขาควรได้รับ
เพื่อจะได้รับทราบความเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งหากไม่มีล่ามภาษามือคน
หูหนวกก็จะต้องติดตามข่าวโดยการอ่านจากหนังสือพิมพ์ แต่ใช่ว่าผู้พิการทุกคนจะได้รับการศึกษาทั้งหมด
บางคนอ่านไม่ออก ขณะที่การอ่านหนังสือพิมพ์ก็เข้าใจไม่ชัดเจนเท่ากับการสื่อสารด้วยภาษามือ
เพราะความเข้าใจจากการอ่านหนังสือของคนหูหนวกนั้นต่างกับคนปกติและการติดตามจากการถ่ายทอดสดก็ให้ความรู้สึกที่ต่างจากการอ่านหนังสือพิมพ์เช่นกัน
นอกจากนี้ เธอยังเสนอแนะปัญหาที่ได้รับการสะท้อนผ่านมาจากผู้พิการด้วยว่า
จอภาพสำหรับภาษามือนั้นมีขนาดเล็กเกินไป บางครั้งมองเห็นท่ามือไม่ชัดเจน
หากเป็นไปได้ก็ควรจะขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกสักนิด และควรจะมีล่ามภาษามือทุกช่องในการถ่ายทอดสดศึกอภิปรายหรือการประชุมสำคัญๆ
เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงช่อง 11 เท่านั้น ขณะที่ในบางพื้นที่ไม่สามารถรับสัญญาณจากช่อง
11 ได้ รวมทั้งควรให้ล่ามภาษามือทำหน้าที่ทันทีที่เปิดอภิปราย
เพราะคนหูหนวกก็จดจ่อรอดูการอภิปรายเช่นเดียวกับคนปกติเหมือนกัน
" นอกจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว
การประชุมงบประมาณก็ควรมีล่ามภาษามือด้วยเพราะถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง
นอกจากนี้เวลาเลือกตั้งพรรคการเมืองแถลงนโยบายผ่านโทรทัศน์
ก็ควรจัดล่ามภาษามือมาทำหน้าที่แปลด้วย หรือหากไม่มีล่ามภาษามือก็ต้องจัดให้มีอักษรวิ่งเพราะเป็นประโยชน์ที่เขาควรจะได้รับรู้และตัดสินใจว่าเขาควรจะเลือกใคร"
หลายคนคงสงสัยว่า การมาทำหน้าที่ล่ามภาษามือได้รับค่าตอบแทนอะไรหรือไม่
กันยาเปิดเผยว่า ทุกคนจะได้รับเบี้ยเลี้ยงคนละ 500 บาทต่อ
1 วัน ซึ่งหากการอภิปรายลากยาวไปถึงดึกดื่นก็ต้องทำหน้าที่จนจบ
โดยไม่มีเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติม แต่การทำหน้าที่ของล่ามภาษามือทุกคนเป็นการให้ความรู้ใหม่ๆ
กับผู้พิการทางหู ขณะที่ผู้พิการก็มอบมิตรภาพที่ดีให้กับเธอเช่นกัน
" วันนี้พอเห็นเราทำหน้าที่ในทีวี
ก็มีข้อความส่งมาทางโทรศัพท์ ให้กำลังใจเราหลายครั้งแล้ว"
เชื่อว่าเงิน 500 บาทคงไม่ใช่เหตุผลที่เธอทั้ง 4 คน ตัดสินใจรับงานล่ามภาษามือแน่นอน
|