Skip Navigation


 

โลกของคนหูหนวก


English Version หน้าแรก Thai Version

โลกแฟชั่นอันสว่างไสว...ของชายผู้ไม่ได้ยินเสียง"อรรถพล กรพิทยานนท์"

อรรถพล กรพิทยานนท์ หรือ "อรรถ" เป็นที่รักของทุกคนในครอบครัว และความรักนั้นก็ยิ่งทวีเพิ่มขึ้นด้วยความห่วงใยเมื่อทราบว่าอรรถมีความผิดปกติทางการได้ยินแต่กำเนิด อันเนื่องมาจากการที่ "จรรยา" คุณแม่ของเขา ป่วยเป็นโรคหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว

"พอรู้ว่าเขามีอาการผิดปกติ ก็รู้สึกเป็นห่วงเขา จึงคิดว่าจะพยายามส่งเสริมด้านการศึกษาให้มากที่สุด เขาจะได้ดูแลตัวเองได้ ครอบครัวก็จะดูแล ให้กำลังใจ พยายามผลักดันให้อรรถเรียนอย่างมีความสุขและมีกำลังใจ" จรรยากล่าว

ด้าน อุกฤษ กรพิทยานนท์ ผู้เป็นพ่อและเจ้าของธุรกิจค้าเสื้อผ้าที่โบ๊เบ๊ทาวเวอร์เปิดเผยประวัติการศึกษาของลูกชายคนสุดท้องของเขาว่า ด้วยความคิดที่อยากให้อรรถสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติได้อย่างไม่มีปัญหา ครอบครัวจึงตัดสินใจให้เขาเรียนรวมกับเด็กปกติตั้งแต่เล็กๆ แต่ก็จำเป็นจะต้องให้เรียนรู้ในเรื่องของการปรับตัวควบคู่ไปด้วย ที่บ้านจึงเลือกให้อรรถเข้าเรียนโรงเรียนเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยินที่อนุบาลที่โรงเรียนสาธิตอนุบาลลอออุทิศ และได้ให้เรียนเตรียมความพร้อมอยู่ประมาณ 4 - 5 ปี จากนั้นจึงให้เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมที่โรงเรียนพญาไท โดยให้ศึกษาร่วมกับเด็กปกติ ส่วนในระดับมัธยมนั้น อรรถสามารถสอบเข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ได้ และสามารถจะเรียนร่วมกับนักเรียนปกติคนอื่นๆ ได้จนจบมัธยมปีที่ 6 ถือเป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายทางการได้ยินคนแรกที่จบจนโรงเรียนดังกล่าว

ครอบครัวกรพิทยานนท์เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า ภายหลังจากที่จบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ อรรถก็สามารถสอบเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายคนแรกของคณะเช่นกัน

"เรื่องไม่ได้ยินก็ค่อนข้างเป็นอุปสรรค แต่เราก็เตรียมเขามาตั้งแต่เล็ก น้องอรรถอ่านปากได้และสามารถพูดได้ แม้จะไม่ชัดเท่าคนปกติเพราะเขาไม่มีโอกาสได้ยินว่าเสียงที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ก็จะไม่ชัดบ้าง แต่หากลองคุยลองฟังเขาดูประมาณ 10 นาที ก็จะชินกับการพูดแบบของเขาและฟังเขารู้เรื่อง" ณัฎฐาผู้เป็นพี่สาวกล่าว

เมื่อถามถึงวิธีการเรียนในชั้นเรียนร่วมกับเด็กปกติคนอื่นๆ ว่าอรรถสามารถทำได้อย่างไรทั้งที่ปราศจากความสามารถทางการได้ยินโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ ณัฎฐาตอบว่า กว่าอรรถจะสามารถเข้าใจบทเรียนเท่าเด็กคนอื่นๆ นั้น ต้องใช้ความพยายามจากหลายๆ ส่วนประกอบกัน ทั้งการอ่านปากอาจารย์ในห้อง การขอเอกสารประกอบการเรียนเพื่ออ่านทำความเข้าใจก่อนจะเข้าเรียน การขอให้อาจารย์สอนเสริมเมื่อไม่เข้าใจ รวมถึงการเอาเทปไปอัดในห้องเพื่อเอากลับมาให้ที่บ้านถอดออกมาให้อ่าน

"ส่วนความสนใจด้านการออกแบบของอรรถนี่มีมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเล็กๆ จะเห็นเขาชอบวาดรูป ประกอบกับที่บ้านเรามีธุรกิจเสื้อผ้า ก็อาจจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เขาเห็นมาตั้งแต่เกิด ก็อาจจะทำให้มีความชอบที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็กๆ น้องอรรถวาดรูปได้ค่อนข้างดี ตอนเด็กๆ จะชอบมาก แต่พอโตมาหน่อยก็ไม่เห็นวาดอีก เหมือนจะไม่สนใจแล้ว แต่อยู่ๆ ก็ตัดสินใจเลือกเรียนออกแบบเสื้อผ้า เป็นการตัดสินใจของเขาเอง ทางครอบครัวก็สนับสนุนเต็มที่"

และจากเด็กชายตัวเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางธุรกิจเสื้อผ้าของครอบครัว จนกลายเป็นความคุ้นชินและแรงบันดาลใจ ในที่สุดภายหลังจากการใช้เวลาศึกษารวมกับเพื่อนนักศึกษาปกติคนอื่นๆ เป็นระยะเวลา 4 ปี อรรถก็สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตของคณะนี้ได้สมใจ

"ระดับการเรียนก็ถือว่าปานกลางค่ะ เกรดเฉลี่ยเทอมสุดท้ายอยู่ที่ 3.3 แต่เกรดเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 2.5 กว่าๆ"ณัฎฐากล่าวและเล่าถึงช่วงที่ต้องทำผลงานเพื่อจบของน้องชายว่า เป็นช่วงที่ลำบากและอรรถจำเป็นต้องใช้กำลังใจรวมถึงความตั้งใจสูงมาก กว่าจะผ่านพ้นไปได้

"งานชุดตอนที่เขาเรียนจบนั้น ทางคณะจะนำไปแสดงที่เซ็นทรัลเวิลด์ อรรถต้องออกแบบชุดเยอะมาก รู้สึกจะ 20 กว่าชุด ต้องทำงานหนัก เพราะนอกจากออกแบบแล้ว ก็ต้องเอาไปให้ช่างตัด ด้วยความที่ชุดจำนวนเยอะมากแถมแต่ละชุดมีรายละเอียดงานปัก ทำให้อรรถต้องไปนั่งเฝ้าช่าง บางทีนั่งอยู่จนตี 1 - ตี2"

แต่หลังจากเหนื่อยหนักกับโปรเจ็กต์งานจบ ก็มีเรื่องที่ทำให้หนุ่มน้อยในโลกเงียบคนนี้ถึงกับหายเหนื่อยไปเลยก็คือ ชุดที่เขาจัดแสดงนั้น เกิดไปเข้าตานิตยสารแฟชั่นฉบับหนึ่ง จึงได้ติดต่อขอนำแฟชั่นชุดดังกล่าวของอรรถ ไปถ่ายลงในนิตยสารเล่มนั้นด้วย

ระหว่างที่ทั้งครอบครัวกำลังบอกเล่ารายละเอียดแทนอรรถอยู่นั้น เจ้าตัวผู้ที่กำลังถูกพูดถึง กำลังวุ่นสาละวนอยู่กับการจัดชุดที่เขาออกแบบ ใส่หุ่นโชว์เพื่อให้ได้ถ่ายรูป แต่แม้ว่าจำเป็นงานที่ยุ่งยากอยู่ไม่น้อย จนทำเอาเสื้อสีขาวของดีไซเนอร์หนุ่มเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ แต่หนุ่มผู้พิการทางการได้ยิน แต่สมบูรณ์ไปด้วยความพยายามและกำลังใจจากครอบครัวอันเป็นที่รัก ก็หันมาส่งยิ้มเป็นระยะๆ

เมื่อพยายามพูดช้าๆ ด้วยปากกว้างๆ เพื่อให้อรรถสามารถอ่านได้ กับคำถามที่ว่า จนขณะนี้เรียนจบเรียบร้อยแล้ว น้องอรรถจะทำอย่างไรต่อไป? คนถูกถามก็ส่งยิ้มที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือมาให้อีก ก่อนจะตอบด้วยภาษาที่ไม่ชัดนักแต่ก็ไม่ยากที่จะฟังว่า ตอนนี้คิดอยู่หลายโครงการ ทั้งเรื่องเรียนต่อระดับปริญญาโท หรืออาจจะออกมาช่วยกิจการเสื้อผ้าที่บ้าน ออกแบรนด์เสื้อผ้าใหม่เป็นของตัวเอง ขึ้นอยู่กับการที่จะทำอะไรก่อนหลัง

ถึงตรงนี้ บางคนที่มีบุตรหลานที่มีความผิดปกติทางร่างกาย อาจจะอยากได้เคล็ดลับการสนับสนุนบุตรหลานให้ประสบความสำเร็จแบบนี้ ครอบครัวกรพิทยานนท์ได้แนะเคล็ดไม่ลับแบบเป็นเสียงเดียวกันว่า ในกรณีดังกล่าวนี้ ครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือให้บุตรหลานผู้มีความผิดปกติทางร่างกายสามารถไล่ตามความฝันตัวเองได้สำเร็จ แม้หนทางจะยากกว่าคนปกติมากนัก แต่ก็ไม่เกินความสามารถ สิ่งที่ต้องมีให้อย่างไม่ขาดสายก็คือกำลังใจและความเข้าใจนั่นเอง

ผู้จัดการรายวัน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

กลับไปหน้าแรก

Hosted by www.Geocities.ws

1