| เรียนไม่รู้จบ
เรื่อง : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
ภาพ : ปวิตร สุวรรณเกต
ก้าวข้ามโลกไร้เสียง
"ฉันชอบไปฟังดนตรี
และรู้จักนักร้องหลายคน ฉันก็เกือบฝันว่าจะได้เป็นนักร้องกับเขาบ้าง
แต่เทวดาท่านสั่งให้มาช่วยเด็กหูหนวก ชีวิตกับเสียงเพลงจึงต้องยุติลง
เมื่ออายุ 11 ปี"
ข้อความสั้นๆ ไม่กี่ประโยคนี้
นำมาจากหนังสือ ภาษามือง่ายๆ สไตล์ครูญาดา ช่วยบอกเล่าที่มาของ
ญาดา ชินะโชติ ครูสอนภาษามือแห่งโรงเรียนเศรษฐเสถียร
ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับเด็กที่พิการทางหู ตลอดจนคนทั่วไปที่อยากจะเข้าใจโลกแห่งความเงียบนี้
ครูญาดาของเด็กๆ เริ่มต้นชีวิตในวัยเด็กเหมือนคนปกติทั่วไป
แต่เมื่อไม่สบายหนักตอนอายุ 11 ปีจนกระทั่งหูหนวก ไม่สามารถเรียนร่วมกับคนทั่วไปได้
จึงได้ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ และเป็นครูสอนภาษามือ
หลังจากที่เรียนจบจนถึงปัจจุบันกว่า 43 ปีมาแล้ว ที่เธอพยายามคิดค้นพัฒนาการสอนภาษามือ
เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจง่าย และจำได้มากที่สุด
"ที่นี่เราจะมีการสอนด้วยการให้เด็กๆ
วาดรูป พวกเขาจะได้จำได้ ภาษามือก็เหมือนกับภาษาพูดที่เด็กๆ
จะต้องท่องคำศัพท์ให้ได้ เพียงแต่อันนี้ท่องเป็นภาษามือ
แล้วเราก็ให้เขาวาดรูปประกอบ จะได้จำได้มากขึ้น ยิ่งการทำให้เป็นประโยคก็จะยากขึ้น
เด็กๆ เขาจะจำกันไม่ค่อยได้ เขาจะไม่ค่อยเข้าใจเพราะเขาไม่ได้ยินเสียงเหมือนคนทั่วไป
ดังนั้น คนที่มีความจำดีก็จะสามารถเรียนภาษามือได้เร็ว"
ครูญาดาบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่แม้จะฟังยากไปสักนิด
แต่เมื่อใช้เวลาสักพัก ก็เริ่มคุ้นเคยมากขึ้น เนื่องจากเธอเคยได้ยินเสียงมาก่อน
ทุกวันนี้ ครูญาดาจึงยังคงฝึกพูดอยู่สม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ลืมการออกเสียง
แม้จะอยู่ในวัย 60 ปีแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีการสอนสำหรับคนปกติเริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2526
ครูญาดาเล่าให้ฟังว่า ในระหว่างที่เธอไปดูงานและศึกษาเพิ่มเติมที่สหรัฐเป็นเวลา
1 ปีแล้วพบว่าที่นั่น พ่อแม่สามารถพูดคุยกับลูกที่หูหนวกได้
จึงคิดอยากกลับมาสอนภาษามือให้พ่อแม่ในเมืองไทยด้วย
"เราเริ่มจากสอนผู้ปกครองก่อน
เด็กที่มาเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลก็จะมีผู้ปกครองมาเรียนด้วยพร้อมกัน
เพื่อที่ว่าเขาจะได้พูดคุยกับลูกได้ จากนั้นเราจึงขยายเพิ่มสำหรับคนปกติที่อยากเรียนรู้ภาษามือ"
คอร์สสำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ปกครองจึงเปิดตามมา
โดยมีการเรียนการสอนทุกวันเสาร์ของเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน
และเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม ช่วงเวลา 09.00-12.00 น. ซึ่งเป็นการเรียนฟรี
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
"ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาเรียน
เขาจะเริ่มจากความคิดว่า มันแปลกดีนะ แต่เรียนไปได้สักพัก
ก็อาจจะเบื่อ เพราะรู้สึกว่ามันยากจัง คนมาเรียนใหม่ๆ
เขาจะไม่ถนัดกับการใช้มือ ต้องค่อยๆ ฝึกไป ซึ่งจริงๆ
แล้วดีนะ เป็นการฝึกบริหารมือไปในตัวสำหรับคนปกติ แต่บางคนขยันเรียนไปเรื่อยๆ
จนเขาสื่อสารกับเด็กหูหนวกได้ เขาก็จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
ได้สอนภาษาอังกฤษให้เด็กหูหนวก คนปกติก็จะรู้สึกดีว่าตัวเองได้ทำประโยชน์"
การเรียนสำหรับคนทั่วไป
จะเริ่มต้นง่ายๆ จากการนับเลข 1-10 รวมไปถึงประโยคง่ายๆ
อย่าง "ฉันพบเพื่อนใหม่" ซึ่งครูญาดาบอกว่า
เพียงแค่นี้คนมาเรียนก็ดีใจ
"เขาก็เอาไปโม้กับเพื่อนได้แล้วว่า
ฉันก็รู้ภาษามือนะ" รวมถึงการแนะนำตัวด้วยชื่อ
ซึ่งคนทั่วไปจะเริ่มจากการบอกชื่อเป็นภาษาอังกฤษ เนื่องจากยุ่งยากและซับซ้อนน้อยกว่าพยัญชนะภาษาไทย
อีกทั้งยังเป็นช่องทางช่วยให้ผู้ที่มาเรียนได้พูดคุย
และสอนภาษาอังกฤษแลกเปลี่ยนกับเด็กหูหนวก
"เราให้เขาท่องเป็นภาษาอังกฤษก่อน
จะได้ไม่ยากจนเกินไป เวลาว่างๆ เขาก็นั่งท่องไป ขับรถไปเวลารถติด
พอเขามาเรียนสักพัก เราก็จะให้เด็กที่อยู่หอพักที่นี่มาพูดคุยกับเขา
เขาก็จะพูดคุยกันสนุกสนานอย่าง CAT (แมว) เขาก็ทำภาษามือเป็นพยัญชนะ
เด็กก็จะทำท่าแมว ต่างคนต่างได้ศัพท์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน"
ภาษามือยังเป็นภาษาที่ค่อนข้างสากล
ถึงแม้ว่าภาษามือในแต่ละประเทศ จะมีรากฐานไม่เหมือนกัน
อย่างเช่น ภาษามือของไทยดัดแปลงมาจากของอเมริกา ส่วนประเทศอื่นอาจประยุกต์มาจากออสเตรเลีย
แต่ครูญาดาบอกว่า แค่ดูท่าทางก็สามารถเดาได้ว่า คนนั้นกำลังพูดอะไร
โดยไม่ต้องรู้ภาษาอังกฤษมากมายเหมือนภาษาพูด
ครูญาดายังบอกอีกว่า
การสอนคนทั่วไปนั้นค่อนข้างยากกว่าการสอนเด็กหูหนวก
เด็กหูหนวกจะมีความพยายามในการเรียนอยู่แล้ว เพราะเขาอยากสื่อสารกับคนอื่น
แต่คนทั่วไปยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียน แต่ก็มีคนเข้ามาเรียนเรื่อยๆ
บางคนก็ไปๆ มาๆ อยู่หลายปี จนกระทั่งมีความรู้สามารถช่วยสอนภาษามือให้คนปกติที่มาเรียนได้เลย
แม้การเรียนที่นี่จะไม่ได้วุฒิบัตร
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีค่ามากกว่านั้น เพราะการที่คนปกติได้มาพูดคุยกับเด็กหูหนวก
นอกจากจะเป็นการฝึกความชำนาญในการใช้ภาษามือแล้ว ยังเป็นการช่วยนำเด็กหูหนวกเข้าสู่โลกของคนปกติ
และเป็นการนำคนปกติเข้าสู่โลกของเด็กหูหนวกอีกด้วย
"ทุกวันนี้ คนที่รู้ภาษามือยังมีน้อยอยู่มาก
ก็อยากให้คนปกติเข้ามาเรียนรู้ภาษามือมากขึ้น จะได้ช่วยให้คนหูหนวกเข้ามาอยู่ในสังคมปกติได้มากขึ้น
และคนปกติก็จะได้ประโยชน์ตรงที่ได้ช่วยเหลือคนหูหนวก
ตัวเขาเองก็จะรู้สึกดีไปด้วย"
หลายคนที่จบการศึกษาคอร์สสำหรับคนทั่วไป
ก็อาสาสมัครเข้ามาพูดคุยกับเด็กหูหนวกที่อยู่หอพักในช่วงวันหยุด
มาช่วยอธิบายให้ฟังเวลาเด็กดูทีวีว่า เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
ครูญาดาบอกว่า "แค่นี้เด็กๆ
ก็ดีใจแย่แล้ว" บางคนเข้ามาสอนภาษาอังกฤษในวันธรรมดา
ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระในการดูแลเด็กๆ ไปบ้าง
ด้วยภาษามือนี่เองที่ช่วยให้โลกเงียบของผู้พิการทางหู
ไม่ได้เป็นแค่โลกไร้เสียงอีกต่อไป และยังช่วยให้คนทั่วไป
สามารถก้าวข้ามความแตกต่าง และทำความรู้จักกับโลกใบใหม่
ที่แม้จะไม่คุ้นเคย แต่ก็เป็นโลกใบเดียวกันที่เราอาศัยอยู่
............................
หมายเหตุ : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร
โทร.0-2241-4738
|